การศึกษารูปแบบ การแก้ไขปัญหาภาวะโลหิตจางในหญิงตั้งครรภ์

ผู้แต่ง

  • ศศิวันต์ ศุภนิเวศน์ ศูนย์อนามัยที่ 8 นครสวรรค์

บทคัดย่อ

บทนำ ภาวะโลหิตจางในหญิงตั้งครรภ์ เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชียใต้ ซึ่งพบได้มากสุดถึงร้อยละ 65 ขณะที่ประเทศไทยพบหญิงตั้งครรภ์ซีดรุนแรงปานกลางและรุนแรงมาก ร้อยละ 20.9 มีอัตราสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนด (ไม่เกินร้อยละ10)  โดยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี 

วัตถุประสงค์   1) เพื่อศึกษาและวิเคราะห์รูปแบบการให้บริการและระบบบริหารจัดการเพื่อแก้ไขปัญหา

ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในหญิงตั้งครรภ์ในพื้นที่ศึกษา 2) เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ลักษณะการได้รับบริการและการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันและแก้ไขภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในหญิงตั้งครรภ์ในพื้นที่ศึกษา 3) เพื่อศึกษาปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันและแก้ไขภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในหญิงตั้งครรภ์ในพื้นที่ศึกษา

วิธีการศึกษา รูปแบบวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก พื้นที่เป้าหมายในเขตพื้นที่ความรับผิดชอบของศูนย์อนามัยที่7อุบลราชธานี, ที่8นครสวรรค์ และ ที่12 ยะลา โดยคัดอำเภอที่มีอัตราภาวะโลหิตจางในหญิงตั้งครรภ์สูง 2 อำเภอ และอำเภอที่มีอัตราภาวะโลหิตจางในหญิงตั้งครรภ์ต่ำ 2 อำเภอ รวมทั้งสิ้น 12 อำเภอ ประชากรเป้าหมายในการศึกษาประกอบด้วยบุคลากรในสถานบริการสาธารณสุขระดับ รพช. และ รพ.สต. และหญิงตั้งครรภ์ที่มารับบริการจำนวน 119 คน เก็บข้อมูลในช่วงเดือนเมษายน – กรกฎาคม 2557 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหา การศึกษานี้ได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการวิจัยในมนุษย์ของศูนย์อนามัยที่ 8 นครสวรรค์

ผลการศึกษา พบว่านโยบายการดำเนินงานในทุกระดับไม่ได้เน้นถึงปัญหาภาวะซีดในหญิงตั้งครรภ์  หน่วยบริการจะให้บริการตาม CPG ของแต่ละโรงพยาบาล ระบบบริหารจัดการในระดับอำเภอไม่มีแผนงานหรือโครงการเพื่อแก้ไขปัญหาภาวะโลหิตจาง การดูแลรักษาหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะโลหิตจาง ส่วนใหญ่ใช้แนวทางที่ปฏิบัติตามกันมา  พฤติกรรมการกินยาของหญิงตั้งครรภ์ ในทุกพื้นที่ที่ศึกษา พบว่าที่มีภาวะปกติ มี12 รูปแบบ และที่มีภาวะซีดมี 13 รูปแบบ   และหญิงตั้งครรภ์ รู้ว่าตนเองมีภาวะโลหิตจาง เมื่อตอนมาฝากครรภ์ และรู้ว่าความเสี่ยงของภาวะโลหิตจางที่เกิดขึ้น จะส่งผลกับสมองของเด็ก ทำให้พัฒนาการล่าช้า ตัวเล็ก ไม่แข็งแรง อาจมีความพิการแต่กำเนิด  และรู้ว่าอาหาร 5 หมู่ เป็นอาหารที่จำเป็น และอาหารที่ไม่จำเป็นไม่ควรกิน  แต่มีบางเขตพื้นที่  อำเภอที่มีภาวะอัตราโลหิตจางต่ำ  แม่ที่มีภาวะโลหิตจางไม่ทราบเรื่องอาหารที่ควรกินมีอะไรบ้าง และไม่ทราบชื่อยาเนื่องจากเป็นชื่อภาษาอังกฤษ แต่ทราบว่ายาที่กิน คือยาบำรุงเลือด แคลเซียม และวิตามินเหตุผลที่กินยาเพราะเชื่อว่าจะช่วยบำรุงเลือด บำรุงสมองของเด็ก   หญิงตั้งครรภ์เกือบทั้งหมดเข้าใจวิธีการกินยา โดยกินยาตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่และป้ายที่ติดบนซองยา แต่ในภาคใต้ (เขต12) พบว่าหญิงตั้งครรภ์ไม่กินยา หากมีอาการข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ส่วนหญิงตั้งครรภ์ภาคอีสานด้านตะวันออก(เขต7) และภาคเหนือตอนล่าง-กลางตอนบน(เขต8) พบอาการข้างเคียงเช่นเดียวกัน แต่ก็พยายามกินยา เพราะ บุคคลากรสาธารณสุขย้ำว่าให้กิน และต้องกินให้หมด ในรายที่พบว่ากินยาแล้วมีอาการข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน กินยาไม่ได้ จะบอกกับบุคคลากรสาธารณสุขที่ให้บริการ และจะได้คำแนะนำให้เปลี่ยนเวลาในการกินยา

ข้อเสนอแนะ 1.) กรมอนามัยควรจัดทำแนวทางการดูแลรักษาหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะโลหิตจาง (CPG) ที่ชัดเจนและแจ้งให้แต่ละระดับของสถานบริการถือปฏิบัติ 2.) บุคลากรที่รับผิดชอบงานอนามัยแม่และเด็กในงานฝากครรภ์ ควรได้รับการอบรมฟื้นฟูความรู้เรื่องแนวทางการดูแลรักษาหญิงตั้งครรภ์ในภาวะโลหิตจาง และอาหารที่จำเป็นสำหรับหญิงตั้งครรภ์อย่างต่อเนื่อง 3.) การให้ความรู้และข้อปฏิบัติแก่หญิงตั้งครรภ์ในเรื่องกินยาเสริมธาตุเหล็กที่ถูกต้อง และอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง ควรมีการสอบถามความเข้าใจของหญิงตั้งครรภ์ควบคู่กับการประชาสัมพันธ์ ผ่านสื่อ/ช่องทางต่างๆ ตามความเหมาะสมตามบริบทในแต่ละพื้นที่

เอกสารอ้างอิง

1. จิรดา เอี่ยมระหงส์. แนวทางการเสริมธาตุเหล็กและการแก้ไขปัญหาหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะโลหิตจางในอำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง ;2548. สืบค้นเมื่อ 10 พฤษภาคม, 2557, จากhttp://resource.thaihealth.or.th/library/10558

2.ยงยส หัตถพรสวรรค์ และคณะ. การศึกษาประสิทธิผลของการดูแลภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กของหญิงตั้งครรภ์ในสถานบริการสาธารณสุขของรัฐในประเทศไทย; 2556

3. พีรพงศ์ อินทศร และประเสริฐ ศันสนีย์วิทยกุล. ความผิดปกติทางโลหิตวิทยาขณะตั้งครรภ์ในสูติศาสตร์. กรุงเทพฯ: พี.เอ.ลิฟวง; 2545.

4. รายิน อโรร่า, ชยันตร์ธร ปทุมานนท์, ชไมพร ทวิชศรี. ภาวะโลหิตจางในสตรีตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์ ณ โรงพยาบาลลำปาง : ความชุก สาเหตุ ปัจจัยเสี่ยง. ลำปางเวชสาร; 2552. มค.-เมย. หน้า 28-37.

5. มนัสมีน เจะโนะ. ผลของโปรแกรมการสนับสนุนและให้ความรู้เพื่อลดภาวะโลหิตจางต่อพฤติกรรการดูแลตนเองของหญิงตั้งครรภ์มุสลิม. วิทยานิพนธ์พยาบาลศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาการพยาบาลผดุงครรภ์ขั้นสูง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์; 2555.

6. ศุภิสรา วรโคตร, ผ่องศรี เถิงนำมา, นันทา ศรีนา, ปราณี ธีรโสภณ. ผลการพัฒนาแบบคัดกรองภาวะโลหิตจางเบื้องต้นในหญิงวัยเจริญพันธุ์โดยอาสาสมัครสาธารณสุข ตำบลเพ็ญจันทร์ อำเภอเต่างอย จังหวัดสกลนคร. วารสารการพยาบาลและการศึกษา; 2554. สค.หน้า 2-9.

7. ศิรินทร์ทิพย์ วัชระไพโรจน์. โครงการการเฝ้าระวังภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในหญิงตั้งครรภ์. งานเวชปฏิบัติครอบครัวและชุมชน โรงพยาบาลไชโย จังหวัดอ่างทอง; 2554.

8. Mumtaz, Z., Shahab, S., Butt, N., Rab, M. A., & DeMuynck, A. (2000). Daily iron supplementation is more effective than twice weekly iron supplementation in pregnant women in Pakistan in a randomized double-blind clinical trial. J Nutr, 130(11), 2697-2702.

9. Hyder, S. M., Persson, L. A., Chowdhury, A. M., & Ekstrom, E. C. (2002). Do side-effects reduce compliance to iron supplementation? A study of daily and weekly dose regimens in pregnancy. J Health Popul Nutr, 20(2), 175-179.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

13-08-2019

รูปแบบการอ้างอิง

1.
ศุภนิเวศน์ ศ. การศึกษารูปแบบ การแก้ไขปัญหาภาวะโลหิตจางในหญิงตั้งครรภ์. JDPC3 [อินเทอร์เน็ต]. 13 สิงหาคม 2019 [อ้างถึง 24 กุมภาพันธ์ 2026];11(2):23-37. available at: https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JDPC3/article/view/208927

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย