การวิเคราะห์หาสารต้านอนุมูลอิสระสารประกอบฟีนอลิคทั้งหมด และการตั้งตำรับครีมบำรุงผิวหน้าจากสารสกัดหมากเม่า

Main Article Content

กมลวรรณ จงจิตต์
จารุวรรณ ดรเถื่อน
จตุพร ประทุมเทศ
ปาริฉัตร แก้วคำจันทร์
ประกายรัตน์ กาลสุข

บทคัดย่อ

บทนำ: หมากเม่า (Antidesma bunius) เป็นไม้ผลกลุ่มเบอร์รี่ พบมากที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผลเม่าเมื่อสุกมีสีแดงไปจนถึงม่วงเข้ม มีปริมาณแอนโทไซยานิน สารประกอบฟีนอลิคทั้งหมดสูง และมี คุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ โดยที่ในท้องตลาดจะปรากฎผลิตภัณฑ์ไวน์เม่า น้ำเม่า แต่ไม่ปรากฎ ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากหมากเม่า ซึ่งงานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของวิธีการสกัดหมากเม่า ต่อฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ปริมาณสารประกอบฟีนอลิคทั้งหมด และการตั้งตำรับครีมบำรุงผิวหน้าจากหมากเม่า วิธีดำเนินการวิจัย: ตัวทำละลายที่ใช้การสกัด 5 ชนิด คือ น้ำ, 25% เอทานอล, 50% เอทานอล, 75% เอทานอล และ 95% เอทานอล น้ำผลของสารสกัดที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระดีที่สุดมาตั้งตำรับครีมบำรุงผิวหน้าจากหมากเม่า 5 ตำรับ ศึกษาความคงตัวทางประสาทสัมผัส เคมีและกายภาพ ก่อนและหลังการทดสอบด้วยวิธีสภาวะเร่ง (Freeze and thaw cycle) พิจารณาสี กลิ่น ความหนืด ความเป็นกรด-ด่าง การแยกชั้น โดยใช้สถิติ การหาค่าเฉลี่ย Paired sample t-test และ One way ANOVA ผลการวิจัย: หมากเม่าที่สกัดด้วย 25 % เอทานอล มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระได้ดีที่สุดโดยมีค่า IC50 เท่ากับ 6.28 mg/ml และที่สกัดด้วย 75% เอทานอล มีปริมาณ สารประกอบฟีนอลิคทั้งหมด สูงสุด เท่ากับ 630.01 มิลลิกรัม gallic acid ต่อสารสกัด 100 กรัม แตกต่างจากสารสกัดอื่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ผลการศึกษาหลังการทดสอบการตั้งตำรับครีมบำรุงผิวหน้า พบว่าครีมบำรุงผิวหน้าตำรับที่ 4 จากสารสกัดหมากเม่า 25% เอทานอล มีความคงตัวทางกายภาพดีที่สุด มีค่า pH อยู่ที่ 5.47 สีค่อนไปทางแดง ไม่มีการแยกชั้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลงของกลิ่น สรุปผลการวิจัย: จากการศึกษาพบว่าตัวทำละลาย 25% เอทานอล สามารถละลายสารที่ออกฤทธิ์ในการกำจัดอนุมูลอิสระได้มาก ที่สุด และนำมาตั้งตำรับเป็นครีมบำรุงผิวหน้าจากหมากเม่า คาดว่าจะเป็นประโยชน์ในเชิงพานิชย์และเพิ่มทางเลือกของผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติให้กับผู้บริโภคในโอกาสต่อไป

Article Details

ประเภทบทความ
เภสัชศาสตร์ (Pharmaceutical Sciences)

เอกสารอ้างอิง

Butkhup, L., and Samappito, S. Changes in physic-chemicalproperties, polyphenol compounds and antiradical activity during development and ripening of maoluang (Antidesma buius L. Spreng) Fruits. J Fruit Ornam Plant Res, 2010; 19 (1): 85-99.

Chunthanom P et al. Drying Method for Properties of Meal Moa, RMUTPRes J Special lssue, 2013; (5): 301-307.

Hemar C. et al. Formulation and stability of an oil in water emulsiontaininglecithin, xanthan gum and sunflower oil. Int Food Res, 2001; 20(5): 2173-2181.

Hoffmann, P. Checklist of the GenusAntidesma (Euphorbiaceae) in Thailand. Thai For Bull,2000;28:139-156.

Jorjong S, Butkhup L and Samappito S. Phytochemicals and antioxidant capacities of Mao-Luang (Antidesma bunius L.) cultivars from Northeastern Thailand. J Food Chem, 2015; 181(1): 248-255.

Loipiman P, Phasakul T, and Mongkoltai R. Comparison with antioxidants andtotal phenolic compound of peel fruit. J Sci, 2011; 42(2): 233-236.

Maissuthisakul, P., Suttajit, M., and Pongsawatmanit, R. Assessment of phenolic content and free radical scavenging capacity of some Thai indigenous plants. J Food Chemistry, 2007; 100 (1): 1409-1418.

Musika J and Saehueng U. Effect of Colors and Varieties of Mao Fruits on Physicochemical and Functional Properties. Graduate Res Conference, 2014; 15: 392-400.

Sakulkoo S and Suthum N. Study of Genetic Diversity toMao-Luang (Antidesma bunius L.) with AFLP Method and Comparison of Type and Quantity Antioxidants in Mao-Luang (Antidesma bunius L.) Leafs. J Sci, 2014; 42(1):1-7.

Tiwari, BK., Donnell, CP., Patras, A., Brunton, N., and Cullen, PJ. Anthocyanins and color degradation in ozonated grape juice. J Food and Chem Toxicology, 2009; 47: 2824-2829.