ผลของสารให้ความหวานและสารช่วยแตกตัวต่อสมบัติของแผ่นฟิล์ม แตกตัวในช่องปากของยาVerapamil hydrochloride

Main Article Content

ภานุพงศ์ บุญประดม
ชัญญ์ธนันท์ ราษฎรอาศัย
อุษณา พัวเพิ่มพูลศิริ
สุรีวัลย์ ดวงจิตต์
วริษฎา ศิลาอ่อน

บทคัดย่อ

บทนำ: แผ่นฟิล์มแตกตัวในช่องปากเป็นรูปแบบยาที่แตกตัวและละลายได้อย่างรวดเร็วในช่องปาก เป็นรูปแบบยาที่มีข้อดีเหนือกว่ายารูปแบบอื่น เช่น เหมาะกับผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องการกลืนยาเม็ดโดยมี วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของสารให้ความหวานและสารช่วยแตกตัวต่อคุณสมบัติของแผ่นฟิล์มแตกตัวในช่องปาก วิธีดำเนินการวิจัย: แผ่นฟิล์มแตกตัวในช่องปากประกอบดัวยยาเวอราพามิลไฮโดรคลอไรด์ร้อยละ 3.34 สารก่อฟิล์มร้อยละ 5 พลาสติไซเซอร์ร้อยละ 0.75 สารช่วยแตกตัว (โซเดียมสตาร์ชกลัยโคเลต) ร้อยละ 1 สารให้ความหวาน (มัลโตเดกซ์ตริน แมนนิทอล และไซลิทอล) ร้อยละ 0.2, 1 และ 2 และน้ำ โดยเทลงในจานแก้ว 5.6 และ 10 กรัมต่อจาน ทำแห้งด้วยตู้อบลมร้อนอุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียสนาน 60 นาที ประเมินความหนืด และความเป็นกรดด่างของสารละลายฟิล์มความหนา ระยะเวลาการแตกตัว ปริมาณตัวยาสำคัญ การละลายในหลอดทดลองและตรวจสอบหมู่ฟังก์ชันของตัวยาสำคัญโดยเครื่องฟูเรียร์ทรานสฟอร์มอินฟราเรดสเปคโทรสโคปี ผลการวิจัย: ค่าความเป็นกรดด่างของสารละลายฟิล์มอยู่ในช่วง 6.0-6.3 ความหนืด ความหนา และเวลาในการแตกตัวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเมื่อมีปริมาณมัลโตเดกซ์ตรินมากขึ้น สูตรตำรับส่วนใหญ่มีปริมาณตัวยาสำคัญ ร้อยละ90-110 ส่วนตำรับที่มีโซเดียมสตาร์ชกลัยโคเลตมีปริมาณตัวยาสำคัญอยู่เกินร้อยละ90-110 แผ่นฟิล์มที่ มีแมนนิทอลร้อยละ 0.2 และโซเดียมสตาร์ชกลัยโคเลตในตำรับ มีเวลาการแตกตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) และแผ่นฟิล์มที่มีแมนนิทอลมีอัตราการละลายของยาสูงกว่าตำรับที่มีสารให้ความหวานชนิดอื่น นอกจากนี้แมนนิทอลและมัลโตเดกซ์ตรินเข้ากันได้กับตัวยาสำคัญและสารอื่นในตำรับ สรุปผลการวิจัย: มัลโตเดกซ์ตริน แมนนิทอลควรใช้ไม่เกินร้อยละ 1เนื่องจากมีผลต่อการลอกของแผ่นฟิล์มและระยะเวลาการแตกตัว นอกจากนี้ โซเดียมสตาร์ซกลัยโคเลตมีผลต่อปริมาณตัวยาสำคัญในตำรับ

Article Details

ประเภทบทความ
เภสัชศาสตร์ (Pharmaceutical Sciences)

เอกสารอ้างอิง

Arya A, Chandra A, Sharma V, Pathak K. Fast dissolving oral films: An innovative drug delivery system and dosage form. Int J Chem Tech Res. 2010; 2:576_83.

BASF. Kollicoat® IR-Technical imformation [Internet]. 2013 [cited 2017 Jan 29]. Available from:https://industries.basf.com/en/documentDownload.8805700479445.Kollicoat%C2%AE%20IR%20-%20Technical%20Information.pdf

Brniak W, Maslak E, Jachowicz R. Orodispersible films and tablets with prednisolone microparticles. Eur J Pharm Sci. 2015; 75: 81-90.

Chronakis IS. On the molecular characteristics, compositional properties, and structural-functional mechanisms of maltodextrins: a review. Crit Rev Food SciNutr. 1998; 38(7): 599-637.

Nagar P, Chauhan I, Yasir M. A Review: Insights into Polymers: Film Formers in Mouth Dissolving Films. Drug Invention Today. 2011; 3(12): 280-289.

Nagaraju T, Gowthami R, Rajashekar M, et al. Comprehensive review on oral disintegrating films. Curr Drug Deliv. 2013; 10(1): 96-108.

Rathi V, Senthil V, Kammili L, Hans R. A brief review on oral film technology. Int J Res Ayurveda Pharm.2011; 2: 1138_47.

Rowe RC, Sheskey PJ, Quinn ME, editor. Handbook of Pharmaceutical Excipients. 6thed. London: Pharmaceutical Press; 2009. p. 663-6.

Samprasit W, Opanasopit P. Oral Disintegrating Dosage Forms Technologies. Thai Pharm Health Sci J. 2013; 8(2): 86-92.

Stegemann S, Gosch M, Breitkreutz J. Swallowing dysfunction and dysphagia is an unrecognized challenge for oral drug therapy. Int J Pharm. 2012; 430(1-2): 197-206.

The United States Pharmacopeiaand TheNational Formulary (USP 39, NF 34, United States Pharmacopeial Convention, Inc., 2016.