การบริบาลทางเภสัชกรรมในผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม โรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทนำ: งานวิจัยนี้ทำการศึกษาเพื่อเปรียบเทียบผลก่อนและหลังการให้บริบาลทางเภสัชกรรมแก่ผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมและผู้ดูแล ในกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ในด้านการค้นหาและจัดการกับปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยา ระดับคะแนน MMSE-Thai 2002 ของผู้ป่วย ความรู้เกี่ยวกับการใช้ยาที่ให้แก่ผู้ดูแล ความพึงพอใจของผู้ดูแลต่อการให้บริบาลทางเภสัชกรรม และประเมินต้นทุนการรักษาที่ประหยัดได้ ในมุมมองของผู้ให้บริการ วัสดุและวิธีการทดลอง: เป็นการศึกษาเชิงทดลองแบบมีกลุ่มเปรียบเทียบ โดยกลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยนอกโรคสมองเสื่อมและผู้ดูแลที่มารับบริการที่โรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ ระหว่างวันที่ 6 มกราคม ถึง 12 มีนาคม พ.ศ. 2553 กลุ่มตัวอย่างแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มทดลอง (ให้บริบาลทางเภสัชกรรม) 25 คน และกลุ่มควบคุม (ให้บริการตามปกติ) 20 คน ผลการศึกษา: ข้อมูลทั่วไปส่วนใหญ่ของผู้ป่วยและผู้ดูแลไม่แตกต่างกันระหว่างกลุ่ม (p > 0.05) จำนวนปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยา ในกลุ่มทดลอง หลังการให้บริบาลทางเภสัชกรรมมีจำนวนปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยาลดลงจาก 13 ปัญหา เหลือ 2 ปัญหา เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม พบว่าไม่แตกต่างกัน คะแนน MMSE-Thai 2002 เฉลี่ยของผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม จำแนกตามระดับการศึกษา เมื่อเปรียบเทียบทั้งภายในกลุ่ม และระหว่างกลุ่ม ก่อนและหลังการให้บริบาลทางเภสัชกรรม พบว่าไม่แตกต่างกัน (p > 0.05) คะแนนเฉลี่ยความรู้ของผู้ดูแลเกี่ยวกับการใช้ยา หลังการให้บริบาลทางเภสัชกรรม กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เพิ่มขึ้นและมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ (6.0 ± 1.06 เป็น 7.0 ± 0.68, p< 0.001 และ 7.0 ± 0.68 กับ 6.4 ± 0.75, p=0.004) ผู้ดูแลมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุดต่อการให้บริบาลทางเภสัชกรรม (4.6 ± 0.44 คะแนน) ค่าเฉลี่ยต้นทุนยาคงเหลือของผู้ป่วยที่นำกลับมาใช้ใหม่มีค่าเท่ากับ 92.2 ± 254.80 บาท สรุปผล: การบริบาลทางเภสัชกรรมในผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมและผู้ดูแล สามารถลดปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยา เพิ่มความรู้เรื่องยาของผู้ดูแล และทำให้โรงพยาบาลประหยัดค่าใช้จ่ายได้
Article Details
กรณีที่ใช้บางส่วนจากผลงานของผู้อื่น ผู้นิพนธ์ต้อง ยืนยันว่าได้รับการอนุญาต (permission) ให้ใช้ผลงานบางส่วนจากผู้นิพนธ์ต้นฉบับ (Original author) เรียบร้อยแล้ว และต้องแนบเอกสารหลักฐาน ว่าได้รับการอนุญาต (permission) ประกอบมาด้วย
เอกสารอ้างอิง
Aguera OL, Frank-Garcia A, Gil P, et al. Clinical progression of moderate-to-severe Alzheimer’s disease and caregiver burden: a 12-month multicenter prospective observational study. Int Psychogeriatr. 2010. 22 (8): 1265-1279.
Azad NA, Al Bugami M and Loy-English I. Gender differences in dementia risk factors. Gend Med. 2007. 4 (2): 120-129.
Ballard C and Waite J. The effectiveness of atypical antipsychotics for the treatment of aggression and psychosis in alzheimer’s disease. Cochrane Database Syst Rev. 2006. 25 (1).
Jalernrattanakul S. Dementia in geriatrics about 12,000 persons per year. 12 Dec 2004. 4 Aug 2010.
Kunekuntarakon K. Lesson 11 Dementia : Basic neurology., Thammasat university. Bangkok, 2004. 170-184
Lopez OL, Becker JT, Wahed AS, et al. Long-term effects of the concomitant use of memantine with cholinesterase inhibition in Alzheimer disease. J Neurol Neurosurg Psychiatry. 2009. 80 (6): 600-607.
Porsteinsson AP, Grossberg GT, Mintzer J, et al. Memantine treatment in patients with mild to moderate Alzheimer’s disease already receiving a cholinesterase inhibitor: a randomized, double-blind, placebo-controlled trial. Curr Alzheimer Res. 2008. 5(1): 83-89.
Prasat Neurological Institute. Clinical practice guideline for dementia. S.I. s.n. 2008.
Rait G, Kate W, Christian B, et al. Survival of people with clinical diagnosis of dementia in primary care: cohort study. BMJ. 2010. 341: 1-7.
Siripornpoka P. and Sudyajai P. Impact of pharmaceutical care in patients with Alzheimer. Mahidol university. Bangkok. 2007.
Sukying J. Dementia. Psychiatry Ramathibodi. Beyond enterprise., Bangkok, 2005. 79-83.
Visetkit N. and Limwongsuwan B. Pharmaceutical care in demented patients. Mahidol university. Bangkok. 2006.
Wangtongkum S., Sucharitkul P., Silprasert N., et al. Prevalence of Dementia among Population Age Over 45 Years in Chiang Mai, Thailand. J Med Assoc Thai. 2008. 91 (11): 1685-1690.