การวิจัยและพัฒนาการสกัดโปรตีนกาวไหม เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเครื่องสำอางเชิงพาณิชย์สำหรับวิสาหกิจชุมชน

Main Article Content

ศิวากร รัตนภากร
จริงใจ อารีมิตร
พิมลรัตน์ เมธินธรังสรรค์
ณัฐวดี กันพิพิธ
สุธาสินี ทัพพสารพงศ์

บทคัดย่อ

วิสาหกิจชุมชนปลูกหม่อนเลี้ยงไหมนำน้ำเหลือทิ้งที่ได้จากกระบวนการฟอกกาวเส้นไหมหัตถกรรมด้วยความร้อนและความดันสูงโดยใช้หม้ออัดแรงดันมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเครื่องสำอางเพื่อเพิ่มมูลค่า กรรมวิธีด้งกล่าวยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดถึงคุณภาพมาตรฐานของกระบวนการผลิต รวมถึงปริมาณและคุณสมบัติของโปรตีนกาวไหม นอกจากนี้หลักเกณฑ์การจดแจ้งผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางไม่อนุญาตให้กล่าวอ้างว่าสารสกัดดังกล่าวมีโปรตีนกาวไหม ทำให้เสียโอกาสในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ดังนั้นการหาสภาวะการสกัดด้วยหม้ออัดแรงดันที่เหมาะสม เพื่อให้ได้โปรตีนกาวไหมที่มีปริมาณและคุณภาพที่คงที่ในทุกๆ ครั้งที่ทำการผลิต รวมทั้งศึกษาคุณสมบัติทางเคมีกายภาพ และฤทธิ์ทางชีวภาพของโปรตีนกาวไหมที่ได้ จะเป็นการเพิ่มคุณค่าให้วัสดุชีวภาพที่เหลือทิ้งให้มีคุณค่าในเชิงพาณิชย์และมูลค่าทางเศรษฐกิจของวัตถุดิบในท้องถิ่น และยกระดับหน่วยเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทยให้มีศักยภาพ มีความสามารถในการแข่งขันในระดับที่สูงขึ้น วัตถุประสงค์: เพื่อหาสภาวะการสกัดโปรตีนกาวไหมด้วยหม้ออัดแรงดันที่เหมาะสมสำหรับวิสาหกิจชุมชน เพื่อให้ได้โปรตีนกาวไหมที่มีปริมาณและคุณภาพที่คงที่ในทุกๆ ครั้งที่ทำการผลิต รวมทั้งศึกษาคุณสมบัติทางเคมีกายภาพ ได้แก่ ปริมาณโปรตีน มวลโมเลกุล และฤทธิ์ทางชีวภาพ ได้แก่ ฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่นและฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสของโปรตีนกาวไหมที่สกัดได้จากวิธีการสกัดภายใต้สภาวะที่เหมาะสมเปรียบเทียบกับสภาวะดั้งเดิม วิธีการ: สกัดโปรตีนกาวไหมด้วยหม้ออัดแรงดันด้วยกรรมวิธีที่วิสาหกิจชุมชนทำอยู่ คือ ต้มเส้นไหมลืบ ไหมน้อย ไหมแลง สายพันธุ์ไทยลูกผสมเหลืองสระบุรี (J108 x นางลาย) ในน้ำสะอาด ด้วยหม้ออัดแรงดันขนาด 5 ลิตร ในอัตราส่วนเส้นไหมต่อน้ำสะอาด 1 ต่อ 2 ให้ความร้อนด้วยเตาแม่เหล็กไฟฟ้า กำลังไฟ 1,800-2,000 วัตต์ นาน 30 นาที แล้วนำมาทำเป็นผงแห้งด้วยวิธีพ่นฝอยและแช่เยือกแข็ง แล้วทำการวิเคราะห์ปริมาณโปรตีน มวลโมเลกุล ฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่นและฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส จากนั้นเลือกเส้นไหมที่ให้ผลการทดสอบดีที่สุด มาต้มสกัดโปรตีนกาวไหมด้วยหม้ออัดแรงดันขนาด 7 ลิตร ที่ควบคุมกำลังไฟคงที่ 1,600 วัตต์ นาน 30 นาที แล้วนำไปทำแห้งด้วยวิธีพ่นฝอย แล้วทำการวิเคราะห์คุณสมบัติข้างต้น เพื่อเปรียบเทียบคุณสมบัติของน้ำต้มและผงแห้งเส้นไหมจากการต้มสกัดทั้งสองวิธี สรุปผลการศึกษา: สารสกัดโปรตีนกาวไหมในรูปแบบน้ำต้มและผงแห้งจากเส้นไหมลืบ ไหมน้อยและไหมแลง ที่ได้จากการต้มในหม้ออัดแรงดันด้วยกรรมวิธีที่วิสาหกิจชุมชนทำอยู่ พบว่า ปริมาณโปรตีนในน้ำต้มและผงแห้งเส้นไหมลืบมากที่สุด (7,187.78 ± 83.89 μg/ml และ 276.00 ± 23.64 mg/g ตามลำดับ) ร้อยละของผงแห้งที่ได้จากน้ำต้มเส้นไหมลืบมีค่ามากที่สุดทั้งจากวิธีการทำแห้งแบบพ่นฝอยและแบบแช่เยือกแข็ง (%yield) (ร้อยละ 1.76 และ 2.21 ตามลำดับ)  ฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่นและฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสของน้ำต้มและผงแห้งเส้นไหมลืบดีที่สุด ค่า IC50 ของการต้านออกซิเดชั่น (พ่นฝอย 8.79 ± 0.33 mg/g และแช่เยือกแข็ง 8.75 ± 0.13 mg/g) และการยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส (พ่นฝอย 7.23 ± 0.04 mg/g และแช่เยือกแข็ง 7.46 ± 0.42 mg/g) ของผงแห้งเส้นไหมลืบจากการทำแห้งทั้งสองวิธีไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P>0.05) ขนาดมวลโมเลกุลของโปรตีน อยู่ในช่วง 25 – 250 KDa แต่การต้มสกัดโปรตีนกาวไหมด้วยที่วิสาหกิจชุมชนทำอยู่ทำให้เกิดการเดือดล้นของของเหลวออกจากหม้อต้ม ทำให้ปริมาณสารสกัดที่ได้ในแต่ละครั้งไม่เท่ากัน เมื่อเปรียบเทียบกับกรรมวิธีใหม่ที่มีการควบคุมสภาวะการสกัดที่เหมาะสม พบว่า ปริมาณสารสกัดและปริมาณโปรตีนของกรรมวิธีใหม่ที่ได้ในแต่ละครั้งใกล้เคียงกัน และปริมาณโปรตีนของน้ำต้มไหมลืบทั้งสี่ตัวอย่างของกรรมวิธีใหม่เพิ่มขึ้นจากกรรมวิธีเดิมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ปริมาณโปรตีนของผงแห้งไหมลืบทั้งสี่ตัวอย่างของกรรมวิธีใหม่ไม่แตกต่างจากวิธีเดิมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่นและยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสของผงแห้งไหมลืบเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขนาดมวลโมเลกุลของโปรตีนของกรรมวิธีใหม่อยู่ในช่วงเดียวกันกับกรรมวิธีเดิม จากข้อมูลข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า การสกัดโปรตีนกาวไหมด้วยหม้ออัดแรงดัน ภายใต้สภาวะการสกัดที่เหมาะสม ทำให้ได้ปริมาณและคุณภาพ รวมถึงฤทธิ์ทางชีวภาพของโปรตีนกาวไหมที่ใกล้เคียงกัน และเป็นกรรมวิธีการสกัดโปรตีนกาวไหมที่ง่าย ไม่ซับซ้อน มีต้นทุนต่ำเหมาะสำหรับวิสาหกิจชุมชน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการต่อยอดการสร้างรายได้ให้กับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมต่อไป

Article Details

ประเภทบทความ
เภสัชศาสตร์ (Pharmaceutical Sciences)

เอกสารอ้างอิง

Aramwit P, Damrongsakkul S, Kanokpanont S, Srichana T. Properties and antityrosinase activity of sericin from various extraction methods. Biotechnol Appl Biochem. 2010;55:91–8.

Aramwit P, Luplertlop N, Kanjanapruthipong T, Ampawong S. Effect of urea-extracted sericin on melanogenesis: potential applications in post-inflammatory hyperpigmentation. Biol Res. 2018;51–4.

Babu KM. Silk fibres – structure, properties and applications. In: Kozłowski RM, Mackiewicz-Talarczyk M, editors. Handbook of Natural Fibres. 2nd ed. Vol. 1: Types, Properties and Factors Affecting Breeding and Cultivation. Cambridge: Woodhead Publishing; 2020. p. 385–416.

Boonchu S, Rakphong N. Wisdom of Thai silk production in the northeastern region. Bangkok: Agricultural Cooperative Community of Thailand; 2012.

Bradford MM. A rapid and sensitive method for the quantitation of microgram quantities of protein utilizing the principle of protein-dye binding. Anal Biochem. 1976;72:248–54.

Butkhup L, Jeenphakdee M, Jorjong S, Samappito S, Samappito W, Butimal J. Phenolic composition and antioxidant activity of Thai and Eri silk sericins. Food Sci Biotechnol. 2012;21(2):389–98.

Chaikhong K, Chumpolphant S, Rangsinth P, Sillapachaiyaporn C, Chuchawankul S, Tencomnao T, et al. Antioxidant and anti-skin aging potential of selected Thai plants: in vitro evaluation and in silico target prediction. Plants (Basel). 2023;12(1):65.

Johnson Jr W, Bergfeld WF, Belsito DV, Hill RA, Klaassen CD, Liebler DC, et al. Safety assessment of silk protein ingredients as used in cosmetics. Int J Toxicol. 2020;39(3_suppl):127S–44S.

Kanpipit N, Nualkaew N, Kiatponglarp W, Priaprem A, Thapphasaraphong S. Development of a sericin hydrogel to deliver anthocyanins from purple waxy corn cob (Zea mays L.) extract and in vitro evaluation of anti-inflammatory effects. Pharmaceutics. 2022;14(3):577.

Kunz RI, Brancalhão RM, Ribeiro LF, Natali MR. Silkworm sericin: properties and biomedical applications. Biomed Res Int. 2016:1–19.

Liu J, Shi L, Deng Y, Zou M, Cai B, Song Y, et al. Silk sericin-based materials for biomedical applications. Biomaterials. 2022;287.

Manosroi A, Boonpisuttinant K, Winitchai S, Manosroi W, Manosroi J. Free radical scavenging and tyrosinase inhibition activity of oils and sericin extracted from Thai native silkworms (Bombyx mori). Pharm Biol. 2010;48(8):855–60.

Miguel GA, Álvarez-López C. Extraction and antioxidant activity of sericin, a protein from silk. Braz J Food Technol. 2020;23.

Sinchaisri N, Chanopas R. Mulberry cultivation and silk raising [Internet]. In: Thai Encyclopedia for Youth, Volume 7. Bangkok: Foundation for the Thai Encyclopedia for Youth Project by the royal initiative of His Majesty King Bhumibol Adulyadej the Great; 1982 [cited 2023 May 24]. Available from: https://www.saranukromthai.or.th/Ebook/BOOK7/pdf/book7_3.pdf

Sericulture Department, Ministry of Agriculture and Cooperatives. Silkworm raising patterns [Internet]. 2017 [cited 2023 Jun 15]. Available from: https://qsds.go.th/2017/12/09/รูปแบบการเลี้ยงไหม/

Sprague KU. The Bombyx mori silk proteins: characterization of large polypeptides. Biochemistry. 1975;14(5):925–31.

Vaishnav SR, Singh SA. Sericin, a by-product of the silk industry: extraction and applications. In: Kuddus M, Ramteke P, editors. Value-Addition in Agri-Food Industry Waste Through Enzyme Technology. Elsevier Inc.; 2023. p. 199–208.

Wang WH, Lin WS, Shih CH, Chen CY, Kuo SH, Li WL, et al. Functionality of silk cocoon (Bombyx mori L.) sericin extracts obtained through high-temperature hydrothermal method. Materials. 2021;14(18):5314.