การบำบัดทางจิตสังคมเพื่อลดหรือหยุดการใช้สุราในผู้ติดสุราที่รักษา ในโรงพยาบาล : การพยาบาลตามหลักฐานเชิงประจักษ์
คำสำคัญ:
แนวทางหรือรูปแบบการบำบัดทางจิตสังคม, ลดหรือหยุดการใช้สุรา, ผู้ติดสุรารักษาแผนกผู้ป่วยใน, การพยาบาลตามหลักฐานเชิงประจักษ์บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์หลักฐานเชิงประจักษ์ เกี่ยวกับแนวทางหรือรูปแบบการบำบัดทางจิตสังคมเพื่อลดหรือหยุดการใช้สุราในผู้ติดสุราที่รักษาในโรงพยาบาล โดยมีขั้นตอนในการดำเนินการ ดังนี้ 1) ระบุปัญหาทางคลินิกที่ต้องการศึกษา 2) สืบค้นหลักฐานเชิงประจักษ์ตามกรอบแนวคิด PICO (PICO framework) (Craig & Smyth, 2002) ตามเกณฑ์ที่กำหนด 3) ประเมินคุณภาพ และระดับความน่าเชื่อถือของหลักฐานเชิงประจักษ์ และ 4) สังเคราะห์หลักฐานเชิงประจักษ์ ผลการสืบค้นได้หลักฐานเชิงประจักษ์จำนวนทั้งหมด 4 เรื่อง ที่ผ่านการประเมินคุณภาพและความเข้มแข็ง เป็นงานวิจัยแบบ Experimental study จำนวน 1 เรื่อง Case-control study จำนวน 1 เรื่อง Quasi-experimental research จำนวน 1 เรื่องและ One group pretest- posttest design and follow up (time series) Case-control study design จำนวน 1 เรื่อง
ข้อเสนอแนะจากการวิเคราะห์หลักฐานเชิงประจักษ์ที่ค้นพบ ระบุว่า 1) ผู้รับการบำบัดคือ ผู้ติดสุราอายุ 18 ปีขึ้นไป ไม่มีอาการทางจิตและอาการถอนพิษสุรา มีแรงจูงใจอยู่ในระดับลังเลใจหรือตัดสินใจ และสามารถรับการรักษาในโรงพยาบาลอย่างน้อย 5 วัน หลังระยะถอนพิษยา 2) ผู้บำบัดควรมีความรู้และประสบการณ์การทำกลุ่มบำบัดและการให้การปรึกษาผู้มีปัญหาสุขภาพจิตจากสุรา ผ่านการฝึกอบรมการบำบัดเพื่อการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมและ การสร้างแรงจูงใจ 3) การบำบัดกลุ่มเป็นการบำบัดที่ส่งเสริมให้เกิดปัจจัยเพื่อการบำบัด 4) กระบวนการบำบัดประกอบด้วย : การสร้างสัมพันธภาพและการเตรียมความพร้อม การสร้างแรงจูงใจในการบำบัดและการหยุดดื่ม การเรียนรู้และฝึกทักษะจำเป็นเพื่อส่งเสริมการหยุดดื่ม และการเตรียมความพร้อมสู่การปฏิบัติภายหลังจำหน่ายออกจากโรงพยาบาล 5) จำนวนครั้งของการบำบัดตั้งแต่ 4-10 ครั้ง 6) อาจมีการบำบัดเสริม เช่นการให้คำปรึกษาแบบเสริมสร้างแรงจูงใจ เพื่อส่งเสริมการหยุดดื่มที่ยาวนานขึ้น การบำบัดคู่สมรส ครอบครัวบำบัด โดยให้การบำบัดเสริมต่อเนื่องไปถึงการบำบัดแบบผู้ป่วยนอกต่อไป
ข้อเสนอแนะในการศึกษาครั้งนี้ ควรมีการทดลองใช้ในหน่วยงานในรูปแบบการนำร่อง (Pilot Study) เพื่อประเมินผลทั้งกระบวนการและผลลัพธ์การบำบัด
เอกสารอ้างอิง
จินตนา ลี้จงเพิ่มพูน. ความชุกของความผิดปกติของพฤติกรรมการดื่มสุราและโรคจิตเวชร่วมใน
คนไทย: การสำรวจระบาดวิทยาระดับชาติ 2551. วารสารสุขภาพจิต แห่งประเทศไทย. 2554;
19: 88-102.
2. สุนทรี ศรีโกไสย. ประสิทธิผลของการบำบัดเพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจในการลดปัญหาการดื่มสุรา
ของผู้ติดสุราที่รับบริการในโรงพยาบาลสวนปรุง.วารสารสภาการพยาบาล. 2548; 25: 67-79.
3. สถาบันธัญญารักษ์ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. [สืบค้น 20 ธันวาคม 2557]
เข้าถึงได้จาก http://www.thanyarak.go.th/thai/index.php?option=com_content&
task=view&id =2020&Itemid=53.
4. อังกูร ภัทรากร. แนวทางการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรุนแรง (Hardcore). กรุงเทพฯ: สำนักงานกิจการโรงพิมพ์ องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก; 2548.
5. สถาบันธัญญารักษ์ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. ตำราเวชศาสตร์การเสพติด.
กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก; 2544.
6. สุกุมา แสงเดือนฉาย, วิลาสลักษณ์ ชัววัลลี, อรพินทร์ ชูชม, พิชัย แสงชาญชัย. ผลของโปรแกรมการบำบัดความคิดและพฤติกรรมร่วมกับแรงสนับสนุนทางสังคมที่มีต่อการป้องกันการติดซ้ำของผู้ป่วยที่มีปัญหาการดื่มสุรา. วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย. 2554; 19: 30-41.
7. พนาวัลย์ จ้างประเสริฐ, ปรียารัตน์ บุญสง่า. ผลการบำบัดทางจิตสังคมร่วมกับการเสริมสร้างแรงจูงใจในผู้ป่วยติดสุรา. วารสารโรงพยาบาลศรีธัญญา. 2554; 11: 2-17.
8. Suresh Kumar and Biju Thomas. Family intervention therapy in alcohol dependence syndrome: One-year follow-up study. Indian Journal Psychiatry. 2007; 49:200–204.