ผลของการบำบัดความคิดและพฤติกรรมเพื่อป้องกันการติดซ้ำของผู้ป่วย เมทแอมเฟตามีนที่เข้ารับการบำบัดรักษาแบบผู้ป่วยใน
คำสำคัญ:
การบำบัดความคิดและพฤติกรรม, ผู้ป่วยเมทแอมเฟตามีน การฟื้นฟูสมรรถภาพ, ยาเสพติดบทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi–Experimental Research) แบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง (two group pretest-posttest design) มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความตั้งใจและการรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันการติดซ้ำของผู้ป่วยเมทแอมเฟตามีนที่เข้ารับการบำบัดรักษาในระยะฟื้นฟูสมรรถภาพระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการบำบัดความคิดและพฤติกรรมร่วมกับโปรแกรมการบำบัดปกติและกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการบำบัดปกติ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยเมทแอมเฟตามีนที่รับการบำบัดรักษาแบบผู้ป่วยในระยะฟื้นฟูสมรรถภาพ จำนวน 57 คน สุ่มเข้ากลุ่มทดลอง 29 คน และกลุ่มควบคุม 28 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการบำบัดความคิดและพฤติกรรมที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น จำนวน 10 ครั้ง สัปดาห์ละ 1 ครั้งๆละ 120 นาที เป็นเวลา 10 สัปดาห์ ร่วมกับโปรแกรมการบำบัดปกติ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับโปรแกรมการบำบัดปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมการบำบัดความคิดและพฤติกรรม และแบบสอบถามความตั้งใจและการรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันการติดซ้ำ ตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา (content validity) โดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 คน และนำมาหาความเชื่อมั่น (reliability) ได้เท่ากับ .86 และ .91 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความตั้งใจและการรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันการติดซ้ำระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมด้วยสถิติ independent T-test
ผลการศึกษา พบว่า หลังการทดลองกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความตั้งใจในการป้องกันการติดซ้ำแตกต่างจากกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 ส่วนคะแนนเฉลี่ยการรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันการติดซ้ำแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ
เอกสารอ้างอิง
2. สำนักงานบริหารสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข. (2554). รายงานผู้ป่วยยาเสพติด (บสต).
[สืบค้น 28 สิงหาคม 2556]. เข้าถึงได้จาก http://antidrug.moph.go.th/beta2/
3. ธงชัย อุ่นเอกลาภ. การบำบัดรักษาผู้ติดยาและสารเสพติดแบบผู้ป่วยนอก. กรุงเทพฯ:
โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย; 2541.
4. สถาบันธัญญารักษ์. รายงานประจำปี 2550. สถาบันธัญญารักษ์. ปทุมธานี; 2550.
5. Beck, Aron T. et al. Cognitive Therapy of Substance Abuse. USA :
The Guilford Press; 1993.
6. Easton,C.J. et.al. A cognitive behavioral therapy for alcohol-dependent domestic violence offenders: an integrated substance abuse-domestic violence treatment approach (SADV). Am J Addict 2007. Jan-Feb;16(1):24-31
7. นิชนันท์ คำล้าน. การใช้กลุ่มบำบัดตามแนวคิดการปรับเปลี่ยนทางความคิดและพฤติกรรมในผู้ติด สุรา. ในการประชุมวิชาการสุขภาพจิตนานาชาติ ครั้งที่ 3 ปี 2547.
[สืบค้น 31 กรกฎาคม 2552]. เข้าถึงได้จาก http/www.jvkk.go.th/index01.asp.
8. Copeland, J. et al. A Randomized controlled trial of cognitive – behavioral interventions for cannabis use disorder. Journal of Substance Abuse Treatment 2001. 21;55-64.
9. ดรุณี ภู่ขาว. Development and evaluation of a culturally appropiate treatment program for people with alcohol use disorder in Thailand. (วิทยานิพนธ์ดุษฎีบัณฑิต) มหาวิทยาลัยควีนแลนด์; 2006.
10. สุกุมา แสงเดือนฉาย. ผลของโปรแกรมการบำบัดความคิดและพฤติกรรมร่วมกับแรงสนับสนุนทางสังคมที่มีต่อความพร้อมที่จะป้องกันการติดซ้ำและพฤติกรรมการไม่ติดซ้ำของผู้ป่วยสุรา. (ปริญญานิพนธ์วิทยานิพนธ์ดุษฎีบัณฑิต). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ; 2554.
11. Marlatt, Alan G. Taxonomy of High-risk Situations for Alcohol relapse : Evaluation and Development of a Cognitive-Behavioral model. Addiction 1996. 91
(supplement) : 37-49
12. Marlatt, Alan G.,Parks, A George & Witkiewitz, Katie. (2002). Clinical Guideline for Implementing Relapse Prevention Theory.[cited 2015 Jun5]. Available form : http://www.Bhn.org/guidline/RDT.
13. ปราณีพร บุญเรือง. ผลของกลุ่มปรับพฤติกรรมทางปัญญาของวัยรุ่นที่ติดยาบ้าต่อการป้องกันการกลับไปเสพซ้ำ. (วิทยานิพนธ์ พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต). ขอนแก่น: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาขอนแก่น; 2545.
14. Miller; & Rollnick. Motivational Interviewing: helping people change. New York : Guilford; 2002.
15. Bandura A. (1986). Social Foundation of Thought and Action: A Social Cognitive Theory. Englewood Cliffs, New Jersy : Rentice-Hall; 1986.