จริยธรรมในการตีพิมพ์

จริยธรรมในการตีพิมพ์ (Publication Ethics)

          วารสารพยาบาลเกื้อการุณย์มีกระบวนการตีพิมพ์ตามมาตรฐานการตีพิมพ์ และโปร่งใส โดยให้ความสำคัญด้านจริยธรรมการตีพิมพ์อย่างเคร่งครัด  

บทบาทและหน้าที่ของบรรณาธิการ

  1. บรรณาธิการต้องดำรงตนเป็นกลาง ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับผู้นิพนธ์ ผู้ประเมิน หรือผู้บริหารวารสาร
  2. บรรณาธิการมีหน้าที่กำกับติดตามดูแลทุกบทความที่ส่งมาเพื่อเข้ารับพิจารณาเผยแพร่ตีพิมพ์ โดยคำนึงถึงคุณภาพของบทความ พิจารณาเนื้อหาของบทความ ซึ่งต้องมีความสอดคล้องตรงตามวัตถุประสงค์ นโยบาย และขอบเขตของวารสาร
  3. บรรณาธิการมีหน้าที่ในการคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิ (reviewers) เพื่อประเมินบทความ ซึ่งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นบุคคลที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญตรงกับเนื้อหาของบทความ จำนวน 3 ท่าน ต่อ 1 บทความ ที่มาจากหลากหลายสถาบัน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านการพยาบาลทั้งในเนื้อหา วิธีวิทยาการวิจัย และสถิติ หรือเชี่ยวชาญอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยผู้ทรงคุณวุฒิจะต้องเป็นบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องกับผู้นิพนธ์ ไม่เป็นผู้ประเมินจากหน่วยงานเดียวกับผู้นิพนธ์ โดยบรรณาธิการจะต้องรักษาข้อมูลของทั้งผู้นิพนธ์และผู้ประเมินไว้เป็นความลับอย่างเคร่งครัด
  4. บรรณาธิการมีหน้าที่จัดการพิจารณาบทความแบบปกปิดข้อมูลทั้งสองทาง (double blind peer review) โดยทั้งผู้นิพนธ์ไม่รู้ว่าผู้ประเมินบทความเป็นใคร และผู้ประเมินจะไม่รู้ว่าผู้นิพนธ์เป็นใคร การประเมินเป็นไปโดยปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน
  5. บรรณาธิการมีหน้าที่ตรวจสอบการคัดลอกผลงานผู้อื่นทุกบทความ หากตรวจพบว่ามีการคัดลอกผลงานผู้อื่นในระหว่างกระบวนการประเมิน บรรณาธิการจะต้องระงับกระบวนการดังกล่าวทันที และติดต่อให้ผู้นิพนธ์ชี้แจงข้อมูล เพื่อประกอบการพิจารณาว่าจะตอบรับหรือปฏิเสธการตีพิมพ์บทความนั้นต่อไป
  6. กรณีที่ผู้นิพนธ์เป็นบุคคลภายในคณะพยาบาลศาสตร์เกื้อการุณย์ บรรณาธิการจะแต่งตั้งบรรณาธิการประจำบทความซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเป็นผู้พิจารณา ผู้ทรงคุณวุฒิในการประเมินบทความต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ จากภายนอกคณะฯ จำนวน 3 ท่าน เพื่อป้องกันความลำเอียง และผลประโยชน์ทับซ้อน (conflict of interest: COI) โดยบรรณาธิการประจำบทความพิจารณาผู้ทรงคุณวุฒิตามความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของผู้ทรงคุณวุฒิในเรื่องนั้น ๆ หรือเป็นผู้ทรงคุณวุฒิทั้งในเนื้อหาและวิธีวิทยาการวิจัย โดยเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในเนื้อหา และผู้เชี่ยวชาญในวิธีวิทยาการวิจัย
  7. บรรณาธิการมีหน้าที่สรุปข้อเสนอแนะและประเด็นการแก้ไขจากผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 3 ท่าน ให้แก่ผู้นิพนธ์ ในระบบวารสารออนไลน์ และทางอีเมล์ของวารสาร เพื่อดำเนินการแก้ไขตามข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิตามเวลาที่กำหนด หากมีประเด็นสอบถามหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับการแก้ไข ผู้นิพนธ์สามารถติดต่อบรรณาธิการในระบบวารสารออนไลน์ อีเมล์ หรือโทรศัพท์มาสอบถามบรรณาธิการได้ตามข้อมูลการติดต่อที่แจ้งไว้ได้ตลอดเวลา
  8. บรรณาธิการไม่กลับคําตัดสินใจในการตอบรับหรือการปฏิเสธการตีพิมพ์บทความที่อดีตบรรณาธิการตอบรับหรือปฏิเสธไปแล้ว อย่างไรก็ตาม หากพบว่ามีการพิสูจน์ถึงปัญหาร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้น บรรณาธิการอาจไม่ยึดการตัดสินตอบรับหรือปฏิเสธการตีพิมพ์นั้น ๆ ได้
  9. บรรณาธิการจะต้องไม่เข้าไปมีส่วนร่วมตัดสินใจเกี่ยวกับบทความที่ตัวเองมีส่วนได้ส่วนเสีย หรือ เกี่ยวข้องกับ ครอบครัว หรือ เพื่อนร่วมงาน
  10. บรรณาธิการต้องไม่พยายามที่จะเข้าไปมีบทบาทเกี่ยวกับเพิ่มอันดับของวารสาร เช่น ไม่มีส่วนในการเพิ่มเอกสารอ้างอิงของบทความทั้งที่มาจากส่วนตัวเอง หรือที่เป็นการอ้างอิงบทความในวารสาร ยกเว้นในกรณีที่เป็นไปอย่างเหมาะสมทางวิชาการ
  11. บรรณาธิการต้องติดตาม หรือ เฝ้าระวัง ความไม่ถูกต้องที่อาจเกิดขึ้นกับวารสารที่ตีพิมพ์เผยแพร่ไปแล้ว    (published record) กรณีหากพบว่ามีความไม่ถูกต้องเกิดขึ้นกับบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ไปแล้ว รวมถึงมีประโยคที่นำสู่ความเข้าใจผิด หรือเป็นรายงานที่บิดเบือนข้อเท็จจริง บรรณาธิการต้องแก้ไขทันทีเพื่อให้เกิดความชัดเจน หรือ หากพบการประพฤติทุจริตภายหลังการดำเนินการตรวจสอบแล้ว บรรณาธิการต้องดำเนินการเพิกถอนบทความนั้นด้วยความชัดเจน ที่จะสามารถพิสูจน์ได้ ทั้งนี้การเพิกถอนนี้ต้องให้ผู้อ่านและระบบฐานข้อมูลอื่นๆ ทราบด้วย

บทบาทและหน้าที่ของผู้นิพนธ์

  1. ผู้นิพนธ์ต้องจัดทำบทความต้นฉบับใหม่ และต้องไม่เคยตีพิมพ์หรือเผยแพร่ที่ใดมาก่อน และไม่อยู่ระหว่างรับการพิจารณาในวารสารอื่น หากพบการละเมิด กองบรรณาธิการขอระงับสิทธิ์ในการตีพิมพ์และส่งบทความเป็นระยะเวลา 3 ปี
  2. ผู้นิพนธ์ต้องไม่คัดลอกผลงานผู้อื่น และต้องมีการอ้างอิงเมื่อนําข้อมูลของผู้อื่นมาอ้างอิงในเนื้อหาบทความของตนอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ
  3. ผู้นิพนธ์ต้องนำเสนอข้อเท็จจริงที่เกิดจากการศึกษา และต้องไม่ปลอมแปลงหรือไม่บิดเบือนข้อเท็จจริงที่เกิดจากการศึกษา
  4. ผู้นิพนธ์ต้องใส่ชื่อ-นามสกุล สังกัด ที่อยู่หน่วยงานต้นสังกัด ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ของผู้นิพนธ์ทั้งหมด และแหล่งทุนที่ได้รับการสนับสนุนการวิจัย (ถ้ามี) ในหน้าบทคัดย่อ (ตามรูปแบบการเตรียมบทความ)นอกจากนี้ ผู้นิพนธ์ต้องระบุชื่อและอีเมล์ของผู้ประพันธ์บรรณกิจ (corresponding author) มาด้วย ในกรณีบทความวิจัยที่ส่งมาเป็นหนึ่งของการศึกษา ขอให้ผู้นิพนธ์ระบุชื่อหลักสูตร สาขา คณะ และสถาบัน
  5. ผู้นิพนธ์ต้องส่งเอกสารแสดงการขออนุมัติ จริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ (IRB) จากคณะกรรมการทางจริยธรรมในงานของผู้นิพนธ์ รวมถึงเอกสารการแก้ไขเพิ่มเติม (amendment) เช่น การเปลี่ยนแปลงรายชื่อนักวิจัย (ถ้ามี) เพื่อยืนยันความถูกต้องตามหลักจริยธรรมอันเป็นการคุ้มครองผู้ที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย
  6. ปฏิบัติตามขั้นตอนและกระบวนการของวารสาร เพื่อเป็นการรับรองคุณภาพของเนื้อหาที่ได้นํามาตีพิมพ์เผยแพร่
  7. ผู้นิพนธ์ต้องยอมรับการตัดสินของกองบรรณาธิการถือเป็นที่สิ้นสุด

 

บทบาทและหน้าที่ของผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความ

  1. ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความมีส่วนช่วยบรรณาธิการในการคัดเลือกบทความเพื่อตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารพยาบาลเกื้อการุณย์ โดยช่วยเสนอแนะในการปรับปรุงคุณภาพบทความให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์หลักที่ผู้เขียนต้องการเขียน
  2. ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความต้องตระหนักถึงความเชี่ยวชาญของตน มีความรู้ ความเข้าใจในเนื้อหาของบทความต้นฉบับที่รับการประเมิน หากบทความที่ได้รับมอบหมายมีเนื้อหาไม่สอดคล้องกับความเชี่ยวชาญของตน ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความสามารถแจ้งบรรณาธิการได้ทันที เพื่อจะได้คัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิใหม่เพื่อประเมินบทความต่อไป
  3. ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพของบทความเป็นหลัก โดยพิจารณาบทความภายใต้หลักการทางวิชาการโดยปราศจากอคติ ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้นิพนธ์
  4. ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความต้องคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม โดยไม่คำถึงการแสวงหาประโยชน์จากผลงานทางวิชาการที่ตนทำการประเมิน
  5. ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความต้องรายงานให้บรรณาธิการทราบทันที หากตรวจพบว่าบทความที่ประเมินมีการกระทำผิดทางจริยธรรม เช่น การคัดลอกผลงานอื่น เป็นต้น
  6. ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความควรประเมินบทความภายใต้กรอบเวลาที่กำหนด หากในกรณีที่ไม่สามารถส่งผลการประเมินภายในเวลาที่กำหนดได้ ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความสามารถแจ้งบรรณาธิการได้ทันที
  7. ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความต้องพิจารณาบทความพร้อมให้ข้อเสนอแนะการปรับแก้ไขบทความตามแบบฟอร์มของทางวารสาร หรือในระบบวารสารออนไลน์ รวมถึงการประเมินโดยภาพรวมของบทความและสรุปผลการประเมิน
  8. ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความต้องรักษาข้อมูลของบทความที่ประเมินโดยไม่เปิดเผยข้อมูลของบทความ ห้ามนำไปใช้ส่วนตัวเด็ดขาด และต้องไม่ติดต่อผู้เขียนโดยตรงด้วยตนเองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากวารสาร