สมรรถนะการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่
คำสำคัญ:
สมรรถนะการดูแลผู้ป่วย, การดูแลแบบประคับประคอง , พยาบาลวิชาชีพบทคัดย่อ
การวิจัยเชิงพรรณนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถนะการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองของพยาบาล วิชาชีพ ในโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ และเปรียบเทียบสมรรถนะการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองของ พยาบาลวิชาชีพแต่ละระดับ กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง คือ พยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยที่ มีประสบการณ์ดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองอย่างน้อย 3 เดือน จำนวน 271 ราย เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบประเมินสมรรถนะในการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองของสำนักการ พยาบาล สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติการทดสอบครัสคัล– วอลลิส และ สถิติการทดสอบแมนน์–วิทนีย์ ยู
ผลการศึกษา พบว่า พยาบาลวิชาชีพมีสมรรถนะการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ที่ ต้องการปรับปรุงมากที่สุด ร้อยละ 47.9 พยาบาลวิชาชีพร้อยละ 31.4 มีสมรรถนะการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง โดยรวมอยู่ในระดับมาตรฐาน พยาบาลวิชาชีพร้อยละ 20.7 มีสมรรถนะการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองโดยรวมอยู่ ในระดับสูงกว่าระดับมาตรฐาน โดยพยาบาลวิชาชีพมีอายุงานระหว่าง 1-3 ปี ร้อยละ 37.3 มีสมรรถนะสูงกว่าระดับ มาตรฐานมากที่สุด ส่วนพยาบาลที่มีอายุงานมากกว่า 10 ปี และพยาบาลวิชาชีพมีอายุงาน 0-1 ปี มีสมรรถนะอยู่ใน เกณฑ์ที่ต้องการปรับปรุง ร้อยละ 68.3 และ 52.4 ตามลำดับ และสมรรถนะด้านความสามารถในการจัดการการดูแล ผู้ป่วยระยะสุดท้ายและครอบครัว ของพยาบาลวิชาชีพแต่ละช่วงอายุงาน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ผลการวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าพยาบาลวิชาชีพระดับต้นที่มีอายุงานระหว่าง 0 – 3 ปี และกลุ่มที่มีอายุงาน มากกว่า 10 ปี ยังมีสมรรถนะการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองที่ควรได้รับการปรับปรุง ดังนั้น ผู้บริหารควรมีการ พัฒนาสมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพระดับต้นและระดับอาวุโส การนำผลการวิจัยไปใช้ควรมุ่งสร้างระบบการอบรม พี่เลี้ยง การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการเสริมสร้างสมรรถนะในมิติที่ยังบกพร่อง เพื่อให้การดูแลผู้ป่วยแบบ ประคับประคองมีคุณภาพ ครอบคลุม และตอบสนองความต้องการของผู้ป่วยและครอบครัวได้ดียิ่งขึ้น
เอกสารอ้างอิง
Boling B. Palliative care for patients with life-limiting or life-threatening illness or injury. Crit Care Nurse. 2024;44(3):72–4.
World Health Organization. Global atlas of palliative care. 2nd ed. New York: Open Society Foundations’ Public Health Program, International Palliative Care Initiative; 2020.
Wang H. Current situation and dilemma of hospice and palliative care in the aging context. Theoretical and natural science. 2024;54(1):22–7.
Moran S, Bailey ME, Doody O. Role and contribution of the nurse in caring for patients with palliative care needs: A scoping review. PLoS One. 2024;19(8):e0307188.
สำนักการพยาบาล สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย. นนทบุรี: สำนักการพยาบาล สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข; 2564.
Prachyakoon N, Hounnaklang N, Win N, Tantirattanakulchai P. Exploring the Factors Related to Knowledge of Palliative Care for Patients with Terminal Cancer Among Nursing Students: A Cross Sectional Study. Int J Nurs Educ. 2024;16(4):33-40.
Benner P. From novice to expert: Excellence and power in clinical nursing practice. Menlo Park: Addison-Wesley; 1984.
วิลาวรรณ แก้วทอง, ทัศนีย์ รวิวรกุล, สุรินธร กลัมพากร, พัชราพร เกิดมงคล. สมรรถนะการดูแลแบบประคับประคองในชุมชนของพยาบาลหน่วยบริการปฐมภูมิ. วารสารพยาบาลทหารบก. 2561;19(2):376-86.
อัญชนี ศิริ. สมรรถนะพยาบาลวิชาชีพในการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง. วารสารพยาบาลศาสตร์. 2565;40(2):45-59.
Yamane T. Statistics: An introductory analysis. London: John Weather Hill, Inc; 1967.
Jaipear A, Bourchom U, Chompukaew P. Development of a competency framework for palliative care nurses at Maharaj Nakorn Chiang Mai Hospital and eight network hospitals in Northern Thailand. Journal of Nurses Association of Thailand Northern Office. 2018;24(1):84-9.(In Thai).
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ
เนื้อหาและข้อคิดเห็นใดๆ ที่ตีพิมพ์ในวารสารสมาคมพยาบาลฯ ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนเท่านั้น ผู้เขียนบทความต้องศึกษารายละเอียดหลักเกณฑ์การจัดทำต้นฉบับตามที่วารสารกำหนด และเนื้อหาส่วนภาษาอังกฤษต้องได้รับการตรวจสอบจากเจ้าของภาษามาแล้ว