ผลการใช้โปรแกรมส่งเสริมการบริโภคเกลือต่ำต่อความรู้และพฤติกรรมการกินเค็ม ของนักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะพยาบาลศาสตร์แมคคอร์มิค มหาวิทยาลัยพายัพ
คำสำคัญ:
โปรแกรมการส่งเสริมบริโภคเกลือต่ำ, ความรู้และพฤติกรรมการกินเค็มบทคัดย่อ
การวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi Experimental Research) ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบ เทียบความรู้และพฤติกรรมการกินเค็มก่อนและหลังได้รับโปรแกรมส่งเสริมการบริโภคเกลือต่ำ และ เปรียบเทียบความรู้และพฤติกรรมการกินเค็มระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการบริโภค เกลือต่ำ และกลุ่มที่ไม่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการบริโภคเกลือต่ำ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะพยาบาลศาสตร์แมคคอร์มิค มหาวิทยาลัยพายัพ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2558 จำนวน 82 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 41 คน กลุ่มควบคุม 41 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบไปด้วยข้อมูลทั่วไป แบบวัดความรู้เรื่องการกินเค็ม แบบประเมินพฤติกรรมการกินเค็ม และโปรแกรมส่งเสริมการบริโภค เกลือต่ำของสำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ตรวจสอบความเชื่อมั่นของแบบ วัดความรู้ ได้เท่ากับ 0.71 และแบบวัดพฤติกรรม ได้เท่ากับ 0.54 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอ้างอิง ได้แก่ Independent t-test และ Paired t-test
ผลการศึกษา พบว่า ภายหลังได้รับโปรแกรมส่งเสริมการบริโภคเกลือต่ำ กลุ่มที่ได้รับ โปรแกรมส่งเสริมการบริโภคเกลือต่ำมีค่าเฉลี่ยของคะแนนความรู้เรื่องการกินเค็มสูงกว่าก่อนได้รับ โปรแกรมส่งเสริมการบริโภคเกลือต่ำ และค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมการกินเค็มต่ำกว่าก่อนได้ รับโปรแกรมส่งเสริมการบริโภคเกลือต่ำ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และพบว่า ภายหลัง ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการบริโภคเกลือต่ำ กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการบริโภคเกลือต่ำมีค่า เฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมการกินเค็มต่ำกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการบริโภคเกลือต่ำ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ส่วนค่าเฉลี่ยของคะแนนความรู้เรื่องการกินเค็มไม่แตกต่างกันดังนั้นควรมีการส่งเสริมให้มีการจัดทำโปรแกรมการบริโภคเกลือต่ำ เพื่อให้นักศึกษาเกิดความ เข้าใจและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารให้เหมาะสม ซึ่งจะช่วยป้องกันการเกิดโรคที่ เกิดจากการรับประทานอาหารเค็ม
เอกสารอ้างอิง
ภาวิณี เทพคำราม. ลดเค็มครึ่งหนึ่ง คนไทยห่างไกลโรค [อินเตอร์เน็ต]; 2556 [เข้าถึงเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2560] เข้าถึงได้จาก: http://www.thaihealth.or.th/microsite/content/5/ncds/181/6840.
แสงโสม สีนะวัฒน์. รายงานการสำรวจปริมาณการบริโภคโซเดียมคลอไรด์ของประชากรไทย. นนทบุรี: สำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข; 2552.
นันทยา จงใจเทศ, ปิยนันท์ อึ้งทรงธรรม, ภัทธิรา ยิ่งเลิศรัตนะกุล, และกานดาวสี มาลีวงศ์. ปริมาณ โซเดียมคลอไรด์ในผลิตภัณฑ์อาหารที่มีเกลือเป็นส่วนประกอบ. นนทบุรี: สำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข; 2554.
กุลนิดา สายนุ้ย. พฤติกรรมการบริโภคอาหารของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาในเขตอำเภอเมือง จังหวัดยะลา. [วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต]. สงขลา: มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี; 2553.
กองสุขศึกษา กระทรวงสาธารณสุข. พฤติกรรมการบริโภค หวาน มัน เค็ม. นนทบุรี: กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข; 2556.
กาญจนา บุญภักดิ์. ปัจจัยที่เกี่ยวข้องต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารฟาสต์ฟู้ด ของนักศึกษาระดับชั้นปีที่ 1 สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง. กรุงเทพ: คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง; 2552.
วันทนีย์ เกรียงสินยศ. ลดโซเดียม ยืดชีวิต. กรุงเทพ: โรงพิมพ์องค์การทหารผ่านศึกในพระบนมราชูปถัมภ์; 2555.
Norcross, J. C., Krebs, P. M., & Prochaska, J. O. Stages of change. Journal of Clinical Psychology 2011; 67: 143–154.
ผาณิต หลีเจริญ. การนำรูปแบบ TTM ไปใช้ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อการป้องกันการเกิด ภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยโรคเรื้อรัง. วารสารพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข 2556; 23(3): 1-11.
ธีรพล ชัยสงคราม. ผลของโปรแกรมส่งเสริมการบริโภคอาหารเกลือต่ำต่อพฤติกรรมการบริโภคเกลือ ของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง [วิทยานิพนธ์พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต]. กรุงเทพ: จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย; 2552.
สุมนา ชูใจ. ผลของโปรแกรมปรับวิถีการบริโภคเพื่อการควบคุมความดันโลหิตสูงของผู้ป่วย ความดันโลหิตสูง โรงพยาบาลอ่างทอง. วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม 2558; 12(1): 159-168.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ
เนื้อหาและข้อคิดเห็นใดๆ ที่ตีพิมพ์ในวารสารสมาคมพยาบาลฯ ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนเท่านั้น ผู้เขียนบทความต้องศึกษารายละเอียดหลักเกณฑ์การจัดทำต้นฉบับตามที่วารสารกำหนด และเนื้อหาส่วนภาษาอังกฤษต้องได้รับการตรวจสอบจากเจ้าของภาษามาแล้ว