หุ่นจำลองอุ้งเชิงกรำนสำหรับฝึกทักษะกำรรักษำมะเร็งปำกมดลูกด้วยรังสีระยะใกล้
คำสำคัญ:
มะเร็งปากมดลูก, รังสีรักษาระยะใกล้, หุ่นจำลองอุ้งเชิงกราน, หุ่นจำลองยางพาราบทคัดย่อ
หุ่นจำลองผู้ป่วยเป็นสื่อสามมิติที่มีความสำคัญต่อผู้เรียนและผู้ปฏิบัติงานทางการแพทย์เนื่องจากสามารถ ช่วยเพิ่มความเข้าใจในการเรียนรู้กระบวนการรักษาและทักษะการปฏิบัติงานมากยิ่งขึ้น การศึกษาวิจัยครั้งนี้มี วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาหุ่นจำลองอุ้งเชิงกรานจากยางพาราเพื่อใช้เป็นสื่อในการเรียนการสอนและฝึกทักษะสำหรับ การรักษามะเร็งปากมดลูกด้วยรังสีระยะใกล้ งานวิจัยเริ่มจากการออกแบบหุ่นจำลองอุ้งเชิงกรานให้มีลักษณะแบ่ง ออกเป็นสองด้าน (ซ้ายและขวา) โดยแต่ละด้านมีอวัยวะที่สำคัญ ได้แก่ มดลูก ช่องคลอด กระเพาะปัสสาวะ ทวาร หนัก และสร้างกระดูกเชิงกรานแทรกในหุ่นจำลองเพื่อประโยชน์ในการสร้างภาพ ทำการสร้างแม่พิมพ์สำหรับ หล่อแบบน้ำยางพาราจากซิลิโคนและปูนปลาสเตอร์ ขึ้นรูปหุ่นจำลองด้วยกระบวนการทำยางพาราคงรูป เมื่อได้ หุ่นจำลองแล้วทำการประเมินความพึงพอใจต่อการใช้งานหุ่นจำลองที่สร้างขึ้นโดยนิสิตรังสีเทคนิคและผู้ปฏิบัติ งานทางรังสีรักษาและนิสิตรังสีเทคนิค ผลการศึกษา พบว่าหุ่นจำลองยางพาราที่สร้างขึ้นสามารถใช้ในการเรียน รู้และฝึกทักษะการปฏิบัติงาน ภายในหุ่นจำลองประกอบด้วยอวัยวะที่สำคัญที่สามารถนำไปใช้จำลองการใส่ อุปกรณ์ในการรักษาด้วยรังสีระยะใกล้ สร้างภาพถ่ายทางรังสี และวางแผนการรักษามะเร็งปากมดลูกด้วยรังสี ระยะใกล้ ผลการประเมินโดยผู้ปฏิบัติงานทางรังสีรักษา มีค่าคะแนนความพึงพอใจเฉลี่ยโดยรวมจากทุกด้านเท่ากับ 4.21±0.63 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ความพึงพอใจระดับมาก และผลการประเมินโดยนิสิตรังสีเทคนิค มีค่าคะแนนความ พึงพอใจเฉลี่ยโดยรวมเท่ากับ 3.96±0.68 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ความพึงพอใจระดับมาก โดยสรุปการสร้างหุ่นจำลอง ยางพาราเป็นวิธีการที่ง่ายและต้นทุนต่ำ สามารถนำไปใช้ในการเรียนการสอนทางการแพทย์เพื่อให้ผู้เรียนสามารถ ทำความเข้าใจและฝึกทักษะการปฏิบัติงานทางรังสีรักษาระยะใกล้ได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย
เอกสารอ้างอิง
Seri K, Teerasak P, Kajohn K, et al.
Comparative anatomical teaching aids of
bovine reproductive organs between para
rubber models and real specimens.
Proceedings of 41th Kasetsart university
annual conference : Animal, veterinary
medicine. 2003; Feb 3-7; Bangkok: Kasetsart
University;2003. p.719-24.
Vanda S, Sirirak C, Nathanant M, et al.
Results of using pig embryo para rubber
models in embryology teaching class.
Proceedings of 41th Kasetsart university
annual conference : Animal, veterinary
medicine. 2003; Feb 3-7; Bangkok: Kasetsart
University;2003. p. 714-8.
Pakawadee P, Surapong A, Sirirak C, et al.
Learning efficiency on the special sense
organ by using para rubber models.
Proceedings of 44th Kasetsart university
annual conference : Animal, veterinary
medicine. 2006; Jan 30-Feb 2; Bangkok:
Kasetsart university;2006. p.527-32.
Winai S, Sarawut P, Punnapa C, et al.
Development of a 3D para rubber model
for practicing massage skill of TTM
students of Kanchanabhisek institute of
medical and public health technology.
JONAE 2017;10(3):71-82.
Kanda T, Laiad J, Apinun S, et al. Create
and develop model of nasogastric tube
feeding. Proceedings of 44th Kasetsart
university annual conference : Animal,
veterinary medicine; 2010; Feb 3-5;
Bangkok: Kasetsart University;2010. p.71-7
Wannalop G, Krisda S, Bowornsilp C, et al.
The development of medical innovation
of cleft lip/palate face models. Srinagarind
Med J 2011;26(4):259-65.
Pornthip P, Nuchanard NR, Nopparat W,
et al. Development formula and technic
for latex foam rubbers manufacture for
decreased cost in pilot scale. Rubber
Authority of Thailand. 2009.
Joslin C A F, Flynn A, J HE. Principles and
practice of brachytherapy using afterloading
systems. London: Arnold; 2001.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.