ความรู้ ความเข้าใจ และทัศนคติต่อการแสดงเจตนาล่วงหน้าเมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิตของผู้ที่มารับบริการที่ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ผู้แต่ง

  • กนกพร ภู่ทอง คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
  • ธัญชนก ติรกนกสถิตย์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
  • ภัทรพล ภัทรภานุวรรณ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
  • สันติธรรม พัฒนาศิริ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
  • สุธากร ขนบธรรมกุล คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
  • สุภาพ มะเครือสี โรงพยาบาลองครักษ์ จังหวัดนครนายก
  • นิศา มะเครือสี ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

คำสำคัญ:

การแสดงเจตนาล่วงหน้าเมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิต, พินัยกรรมชีวิต, การรักษาแบบประคับประคอง

บทคัดย่อ

บทคัดย่อ

            แม้ว่าจะมีพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติปี 2550 เรื่องสิทธิที่ผู้ป่วยระยะสุดท้ายจะตัดสินใจไม่รับการรับการรักษาเพื่อยืดชีวิตออกมาก็ตาม แต่ประชาชนทั่วไปรวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ยังมีความรู้ความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้นการศึกษาถึงความรู้ ความเข้าใจ และทัศนคติต่อการแสดงเจตนาล่วงหน้าเมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิตจะทำให้ทราบข้อมูล และวางแผนรับมือเมื่อถึงวาระสุดท้ายได้ เพื่อศึกษาความรู้ ความเข้าใจ และทัศนคติต่อการแสดงเจตนาล่วงหน้าเมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิตของผู้ที่มารับบริการที่แผนกผู้ป่วยนอกอายุรกรรม ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบสำรวจเชิงพรรณนาระหว่างเดือน พฤษภาคม ถึง กรกฎาคม 2564  โดยทำการสุ่มตัวอย่างผู้มารับบริการที่แผนกผู้ป่วยนอกอายุรกรรม ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อ.องครักษ์ จ.นครนายก ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ป่วย และญาติ หลังจากนั้นได้มีการตอบแบบสอบถามซึ่งประกอบไปด้วย  3 ส่วนได้แก่ ข้อมูลพื้นฐานของผู้ป่วย แบบสอบถามความรู้ และทัศนคติต่อการแสดงเจตนาล่วงหน้าเมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิต การศึกษานี้วิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา โดยรายงานเป็นค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่ามัธยฐาน จากการศึกษากลุ่มตัวอย่างทั้งหมดจำนวน 464 รายที่ตอบแบบสอบถามครบ ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงร้อยละ 64.01 อายุเฉลี่ย 48 ปี ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ คิดเป็นร้อยละ 87.26 กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความรู้และความเข้าใจในความหมายของวาระสุดท้ายของชีวิตถูกต้อง คิดเป็นร้อยละ 66.59  มีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการรักษาแบบประคับประคองถูกต้อง คิดเป็นร้อยละ 76.08 แต่มีกลุ่มตัวอย่างที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงหนังสือแสดงเจตนาล่วงหน้าเพียงร้อยละ 45.69 และมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับรูปแบบการทำหนังสือแสดงเจตนาล่วงหน้าเพียงร้อยละ 30.60 เท่านั้น  แต่เมื่อพิจารณารายละเอียดเรื่องการทำหนังสือแสดงเจตนา หรือรูปแบบของการแสดงเจตนา พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความเข้าใจในเรื่องนี้อยู่ในระดับปานกลาง กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความคิดเห็นว่าตนเองยังรู้จักการทำหนังสือเจตนาล่วงหน้าในวาระสุดท้ายหรือพินัยกรรมชีวิตอยู่ในระดับน้อย โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที 2.59 ± 1.12 กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความต้องการที่จะทำหนังสือเจตนาล่วงหน้าสำหรับการรักษาในวาระสุดท้ายของชีวิตในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.01 ± 1.17 กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะสนับสนุนให้ญาติหรือเพื่อนที่เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เลือกรับการรักษาที่เป็นการรักษาแบบประคับประคอง แทนการรักษาด้วยการใช้อุปกรณ์และเทคโนโลยีการแพทย์อย่างเต็มที่ โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.35 ± 1.21 นอกจากนี้กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ต้องการให้บุคลากรด้านสุขภาพให้ข้อมูลหรือคำแนะนำในการทำหนังสือเจตนาล่วงหน้าแก่ประชาชนอยู่ในระดับมาก คิดเป็นค่าเฉลี่ย 3.89 ± 1.0 กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการรักษาแบบประคับประคอง มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวาระสุดท้ายของชีวิต รูปแบบและการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาการแสดงเจตนาล่วงหน้าน้อยถึงปานกลาง

เอกสารอ้างอิง

National Health Commission Office [Internet]. Nontaburi: Sahaphattanaphaisarn Limited Partnership; 2007. 5th National Health Act Thailand (2007); [cited 2021 Sep 16]. Available from: https://www.nationalhealth.or.th/sites/default/files/upload_files/app650803_6654.pdf

Pechkong D. Living Will [Internet]. [Bangkok]: The Secretariat of The House of Representatives 2021 [cited 2021 Sep 19]. Available: https://www.parliament.go.th/ewtadmin/ewt/elaw_parcy/ewt_dl_link.php?nid=1786

Suwannil L. Preferences of patients and their surrogates for advance directives at the end of life [Master of Nursing Science Program in Adult Nursing]. Songkhla: Songkla University; 2012.

Bunchaloemwiphat S. According to Section 12 of the National Health Act Thailand (2007); Right for Natural Death [Internet]. [Nontaburi]: National Health Commission Office; [cited 2021 Sep 16]. Available from: https://infocenter.nationalhealth.or.th/node/27592

Bussa P, Pornpiboon P, Sittisombut S. Knowledge and Attitude Regarding Advance Directives for End of Life Care Among Physicians and Nurses. Nursing J 2019;46(3):38-48.

Intajak T, Prutipinyo C, Sirichotiratana N, et al. Senior Citizens’ Opinion on Declaration of Intention to Refuse Public Health Service at Patients’ Terminal Stage of Life in Lampang Province. JPHLaw 2018;4(2):164-77.

Kangwansura R, Tienthavorn T, Srisuwan P, et al. Factors affecting older adults’ decision-making on having a living will. PCFM 2022;5(1):33-44.

Srisuwan P. Attitudes Towards Living wills and Factors affecting Living wills writing decisions of

Borabue hospital’ Patients. AJMPPHO 2016-207;1(1):39-50

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2022-12-29

รูปแบบการอ้างอิง

1.
ภู่ทอง ก, ติรกนกสถิตย์ ธ, ภัทรภานุวรรณ ภ, พัฒนาศิริ ส, ขนบธรรมกุล ส, มะเครือสี ส, มะเครือสี น. ความรู้ ความเข้าใจ และทัศนคติต่อการแสดงเจตนาล่วงหน้าเมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิตของผู้ที่มารับบริการที่ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. J Med Health Sci [อินเทอร์เน็ต]. 29 ธันวาคม 2022 [อ้างถึง 1 มกราคม 2026];29(3):107-23. available at: https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmhs/article/view/260784

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย