ความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจ การรับรู้คุณค่าตนเอง กับการพัฒนาตนเองของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลศูนย์

Main Article Content

Thannaphat Sajjanaraporn
Poonsuk Hingkanont

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา ระดับแรงจูงใจ การรับคุณค่าตนเอง กับการพัฒนาตนเอง ของพยาบาลวิชาชีพ และหาความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจ การรับรู้คุณค่าตนเอง กับการพัฒนาตนเองของพยาบาลวิชาชีพ กลุ่มตัวอย่างคือพยาบาลวิชาชีพ สังกัดกลุ่มการพยาบาลโรงพยาบาล ศูนย์ในเขตภาคเหนือตอนล่าง ซึ่งปฏิบัติงานมาแล้ว 1 ปีขึ้นไป จำนวน 272 คนได้จากการสุ่มตัวอย่าง แบบแบ่งชั้นภูมิ และสุ่มตัวอย่างอย่างง่ายเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม 4 ส่วน ส่วนที่ 1 ข้อมูล ทั่วไป ส่วนที่ 2 แรงจูงใจ ส่วนที่ 3 การรับรู้คุณค่าในตนเอง ส่วนที่4 การพัฒนาตนเองของพยาบาลวิชาชีพ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความสอดคล้องของเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน ค่าดัชนีความสอดคล้องของ เนื้อหาของแบบสอบถามแต่ละข้อ อยู่ระหว่าง 0.8 - 1.00 และความเที่ยงของเครื่องมือซึ่งแบบสอบถาม ส่วนที่ 2 ส่วนที่ 3 และส่วนที่ 4 มีค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.93, 0.94 และ 0.94 ตามลำดับวิเคราะห์ข้อมูล โดยหาค่า ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) แรงจูงใจรับรู้คุณค่าตนเองและการพัฒนาตนเองของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาล ศูนย์ เขตภาคเหนือตอนล่างโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 3.59, SD = 0.38, = 3.93, SD = 0.40, = 3.69, SD = 0.49 ตามลำดับ) 2) แรงจูงใจ และการรับรู้คุณค่าตนเองของพยาบาลวิชาชีพมีความสัมพันธ์ทางบวก กับการพัฒนาตนเองของพยาบาลวิชาชีพ โดยรวมอยู่ในระดับปานกลางที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .01 (r = .583, r = .623 ตามลำดับ) ข้อเสนอแนะจากการทำวิจัยครั้งนี้ คือผู้บริหารควรให้โอกาสบุคลากรได้เป็นผู้นำ ให้มีส่วนร่วมรับผิดชอบ งานด้านการบริหาร ให้การยกย่อง ชมเชยเมื่อพยาบาลปฏิบัติงานได้สำเร็จตามเป้าหมาย บริหารงานด้วยความ ยุติธรรม มีการกระตุ้นให้พยาบาลมีเป้าหมายในการดำเนินงาน หรือมีการประเมินและวัดความก้าวหน้าของตนเองอย่างสม่ำเสมอ ให้การสนับสนุนและช่วยเหลือ สร้างความเชื่อมั่น เพื่อให้บุคลากรบรรลุสำเร็จ ตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
Sajjanaraporn, T., & Hingkanont, P. (2019). ความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจ การรับรู้คุณค่าตนเอง กับการพัฒนาตนเองของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลศูนย์. NU Journal of Nursing and Health Sciences, 12(2), 56–66. สืบค้น จาก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/NurseNu/article/view/171832
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

กลุ่มงานการพยาบาล โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก
2559
ดวงกมล ทองอยู่. (2557). แนวทางการพัฒนาการเห็น
คุณค่าในตนเองของวัยรุ่นตามทฤษฎีการรับรู้
ความสามารถของตน. วารสารวไลยอลงกรณ์
ปริทัศน์, 8(2), 179-189.
นรา สมประสงค์. (2555). ประมวลสาระชุดวิชาทฤษฎี
และแนวปฏิบัติในการบริหาร การศึกษา
หน่วยที่ 8 การจูงใจและการติดต่อสื่อสาร.
พิมพ์ครั้งที่ 3. นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัย
ธรรมมาธิราช.
บุญใจศรีสถิตย์นรากูร.(2553). ระเบียบวิธีการวิจัยทาง
การพยาบาลศาสตร์.พิมพ์ครั้งที่ 5กรุงเทพฯ:
โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
__________________. (2555).การพัฒนาและตรวจสอบ
คุณภาพเครื่องมือวิจัย:คุณสมบัติการวัดเชิง
จิตวิทยา. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย.
ปริศนา ใจบุญ, ประสิทธิ์ เชียงนางาม, และปิยธิดา
คูหิรัญญรัตน์. (2554). สัดส่วนและสาเหตุการ
ลาออกของพยาบาลที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาล
ศรีนครินทร์คณะ
แพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น. ศรีนครินทร์
เวชสาร. 26(3). 233-238.
พวงรัตน์ บุญญานุรักษ์. (2537). การนิเทศและการสอน
การพยาบาลในคลินิก.พิมพ์ครั้งที่2. ชลบุรี:
คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา.
ลออ นาคกุล. (2556). ความต้องการในการพัฒนาตนเอง
ของบุคลากรในโรงพยาบาลรามาธิบดี. วิทยานิพนธ์
วท.ม., มหาวิทยาลัยมหิดล, กรุงเทพฯ.
วิไลธัญกิจจานุกิจ. (2552). ความสัมพันธ์ระหว่าง
แรงจูงใจใฝ่ สัมฤทธิ์กบการพัฒนาตนเอง
ตามการรับรู้ของพยาบาล
วิชาชีพ โรงพยาบาลชุมชน จังหวัดตรัง. วิทยานิพนธ์
พย.ม. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
วิเชียร ทวีลาภ. (2534 ). การนิเทศการพยาบาล.พิมพ์
ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: รุ่งเรืองธรรม.
สภาการพยาบาล. (2556).รายงานประจำปี 2556.
กรุงเทพฯ: บริษัทจุดทองจำกัด.
______________. (2560).ศูนย์การศึกษาต่อเนื่อง. สืบค้น
เมื่อ 5 มีนาคม 2560 จาก www .tnc.or.th
สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติสถาบัน
พระบรมราชชนก.(2542).พัฒนาคน พัฒนา
องค์การ พัฒนาสังคม. กรุงเทพฯ: ยุทธรินทร์
การพิมพ์
สมยศ นาวีการ. (2547). การบริหาร:การพัฒนาองค์การ
และการจูงใจ.กรุงเทพฯ: บริษัทโรงพิมพ์
กรุงธนพัฒนา จำกัด.
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม
แห่งชาติ.(2559).สรุปสาระสำคัญแผนพัฒนา
เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.
2560-2564).กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการ
พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์กระทรวงสาธารณสุข.
(2556). สรุปสถิติที่สำคัญ พ.ศ.2556. นนทบุรี:
สำนักนโยบายและยุทธศาสตรก์ ระทรวงสาธารณสุข.
สำนักเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กรม
สนับนุนบริการสุขภาพ. (2559). คำแถลง
นโยบายของคณะรัฐมนตรี.
กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์คณะรัฐมาตรีและราชกิจจา
นุเบกษา
อรุณรัตน์ คันธา. (2556). การย้ายงานของพยาบาลวิชาชีพ
ในประเทศไทย. วารสารการพยาบาล. 28(3).
19-31
Clark, C.C. (2009). Creative Nursing Leadership &
Management. Canada: Jones and Bartlett
Publishers, LLc.
Coopersmit, S. (1981).The Antecedents of Self-Esteem.
Palo, CA: Consulting Psychologist Press.
Megginson, D. &Pedler, M. (1992).Self Development
A Facilitator's Guide. London: McGraw-Hill.
Marquis, B.L. & Huston, C. J. (2009).Leadership Roles
and Management Function in Nursing. U.S.A:
Lippincott-Raven Publishers.
McClelland, D.C.(1961). The Achieving Society.
New York: D. van Nostrand company, Inc
McClelland, D.C.(1976). The Achievement Motive.
New York: Irvington Publishers, Inc