NU Journal of Nursing and Health Sciences
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/NurseNu
<p>วารสารกำหนดออกปีละ 3 ฉบับ (มกราคม-เมษายน, พฤษภาคม-สิงหาคม, กันยายน-ธันวาคม) บรรณาธิการ คือ ผศ.ดร.วรวรรณ์ ทิพย์วารีรมย์</p>
Faculty of Nursing Naresuan University
en-US
NU Journal of Nursing and Health Sciences
3027-6020
-
การวิเคราะห์การเชื่อมโยงระหว่างมโนทัศน์ ทฤษฎี และการวิจัย และตัวอย่างการนำไปใช้
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/NurseNu/article/view/272022
<p>การวิจัยทางการพยาบาลเป็นกระบวนการค้นหาความจริงอย่างเป็นระบบโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงประจักษ์เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ทางการพยาบาลที่ครอบคลุมมิติทั้งด้านการปฏิบัติการพยาบาล การจัดการศึกษา และการบริหารทางการพยาบาล การวิจัยที่เชื่อมโยงทฤษฎีเป็นการนำทฤษฎีทางการพยาบาลที่มีอยู่เดิมมาใช้เป็นกรอบแนวคิดในการดำเนินการวิจัย เพื่อทดสอบความถูกต้องของทฤษฎีหรือสร้างทฤษฎีใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานทางการพยาบาล อย่างไรก็ตาม ภายในทฤษฎีจะประกอบด้วย มโนทัศน์และข้อเสนอที่มีลักษณะเป็นนามธรรม ผู้วิจัยจึงต้องแปลความหมายแนวคิดเหล่านี้ให้เป็นรูปธรรม เพื่อใช้ในการออกแบบการวิจัยที่มีประสิทธิภาพและสร้างความน่าเชื่อถือ บทความนี้จึงเสนอวิธีการวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างแนวคิด ทฤษฎี และการวิจัย โดยใช้แบบจำลองต่าง ๆ เช่น แบบจำลองโครงสร้างย่อยของกิ๊บส์ โครงสร้างย่อยเชิงทฤษฎีของฮินชอร์ และโครงสร้างมโนทัศน์ ทฤษฎี และวิธีการวิจัยเชิงประจักษ์ของฟอล์เซทท์ เพื่อช่วยให้ผู้วิจัยเห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างมโนทัศน์ ทฤษฎี การกำหนดตัวแปรและเครื่องมือวิจัยที่จะใช้ในการศึกษาวิจัย และสามารถออกแบบระเบียบวิธีวิจัยเชิงประจักษ์ที่มีความสอดคล้องกับทฤษฎีและเหมาะสมกับสถานการณ์ที่จะนำไปใช้จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
ทยุตา อินทร์แก้ว
อนุชา ไทยวงษ์
เสาวลักษณ์ เศรษฐีกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 NU Journal of Nursing and Health Sciences
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-11-20
2025-11-20
19 3
1
13
-
แนวทางการดูแลผู้หญิงที่มีภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/NurseNu/article/view/274625
<p>ภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกินพบได้บ่อยในผู้หญิง โดยมีอาการปัสสาวะรีบเร่ง ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน โดยมีหรือไม่มีปัสสาวะเล็ดราด ภาวะนี้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อคุณภาพชีวิต ส่งผลให้เกิดปัญหาด้านร่างกาย อารมณ์และสังคม การจัดการที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัยแนวทางที่ครอบคลุมถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การใช้ยา และบางกรณีอาจต้องใช้การผ่าตัด การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น การฝึกกระเพาะปัสสาวะ การควบคุมการดื่มน้ำ และการบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน เป็นต้น การใช้ยา เช่น ยา anticholinergic ยา beta-3 agonist สำหรับผู้หญิงที่มีภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกินที่การรักษาดังกล่าวไม่ได้ผลอาจต้องใช้การฉีด botox การฝังอุปกรณ์กระตุ้นเส้นประสาท หรือการผ่าตัดเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะ นอกจากนี้การสนับสนุนด้านจิตสังคม และการให้ความรู้ยังมีความสำคัญต่อการดูแล โดยช่วยให้ผู้ป่วยจัดการกับภาวะอารมณ์ และปฏิบัติตามแผนการรักษาส่งผลให้ผู้หญิงที่มีภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกินมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น</p>
สมพร ชินโนรส
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 NU Journal of Nursing and Health Sciences
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-11-20
2025-11-20
19 3
14
25
-
ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ ระดับเอวันซี และอัตราการกรองของไตของผู้สูงอายุโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีภาวะไตเรื้อรัง
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/NurseNu/article/view/269690
<p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบ 2 กลุ่มวัดก่อนหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมเสริมสร้าง พลังอำนาจต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ ระดับเอวันซี และอัตราการกรองของไตของผู้สูงอายุโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีภาวะไตเรื้อรัง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และมีภาวะไตเรื้อรังระยะที่ 3 คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง โดยกำหนดเป็นกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุมจำนวนกลุ่มละ 30 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจ ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การค้นพบสภาพการณ์จริง การสะท้อนความคิดอย่างมีจารณญาณ การตัดสินใจเลือกวิธีปฏิบัติกิจกรรมที่เหมาะสมและลงมือปฏิบัติ การคงไว้ซึ่งการปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ เป็นเวลา 12 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามปกติเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วยแบบสอบถามพฤติกรรม การดูแลสุขภาพ และแบบบันทึกข้อมูลทางคลินิก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทีคู่ และสถิติทีอิสระ ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลสุขภาพและอัตราการกรองของไตหลังการทดลองของกลุ่มทดลอง สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(p<.001)และค่าเฉลี่ยเอวันซีหลังการทดลองของกลุ่ม ทดลองต่ำกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.001) และ 2) ค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลสุขภาพและอัตราการกรองของไตหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.001) และค่าเฉลี่ยเอวันซีหลังการทดลองของกลุ่มทดลองต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.001) ผลวิจัยนี้แสดงว่าโปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจมีผลทำให้ผู้สูงอายุโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีภาวะไตเรื้อรังมีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพที่เหมาะสม ระดับเอวันซีลดลง และอัตราการกรองของไตของเพิ่มขึ้น</p>
อัญชลี มีรอด
นงนุช โอบะ
สมศักดิ์ โทจำปา
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 NU Journal of Nursing and Health Sciences
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-04
2025-12-04
19 3
26
39
-
ผลของโปรแกรมส่งเสริมด้านอาหารตามแนวทางของ DASH ต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหาร และระดับความดันโลหิต ของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/NurseNu/article/view/269688
<p>งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยกึ่งทดลองแบบวัดสองกลุ่มก่อนและหลังการทดลองเพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมด้านอาหารตามแนวทางของDASHมีผลต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหาร และระดับความดันโลหิต ของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง กลุ่มตัวอย่าง 60 คน ใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมด้านอาหารตามแนวทางของ DASH โดยใช้ทฤษฎีสมรรถนะแห่งตนของแบนดูรา (Bandura, 1997) กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามพฤติกรรมการบริโภคอาหาร ซึ่งมีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (CVI) เท่ากับ 0.85 และ0.88 และค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคของแบบสอบถามพฤติกรรมการบริโภคอาหาร เท่ากับ 0.84 วิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติทดสอบที ผลการวิจัย พบว่า 1) หลังเข้าร่วมโปรแกรมค่าคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการบริโภคอาหาร ของกลุ่มทดลองแตกต่างจากก่อนเข้าร่วมโปรแกรม และแตกต่างจากกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) 2)หลังเข้าร่วมโปรแกรมค่าเฉลี่ยระดับความดันโลหิต ของกลุ่มทดลองแตกต่างจากก่อนเข้าร่วมโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) และแตกต่างจากกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) ผลการศึกษาครั้งนี้ บุคลากรทางสุขภาพสามารถนำโปรแกรมอาหารตามแนวทางของ DASH โดยใช้ทฤษฎีสมรรถนะแห่งตนมาใช้ในการส่งเสริมพฤติกรรมการบริโภคอาหาร และลดระดับความดันโลหิตของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง โดยอาจมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบของอาหารให้เหมาะสมกับบริบทและวิถีชีวิตของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่อาศัยในพื้นที่อื่น</p>
ปรียา ลี้สกุล
ยุวยงค์ จันทรวิจิตร
อัมราภรณ์ ภู่ระย้า
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 NU Journal of Nursing and Health Sciences
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-11-20
2025-11-20
19 3
40
54
-
ประสบการณ์การปรับตัวในตำแหน่งหัวหน้าหอผู้ป่วย โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/NurseNu/article/view/269716
<p>การศึกษาเชิงคุณภาพครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์การปรับตัวในตำแหน่งหัวหน้าหอผู้ป่วยปัจจัยสนับสนุนและอุปสรรคที่ส่งผลต่อการปรับตัวในตำแหน่งหัวหน้าหอผู้ป่วยโรงพยาบาลพุทธชินราชพิษณุโลก ผู้ให้ข้อมูลคือหัวหน้าหอผู้ป่วย จำนวน 13 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง โดยใช้การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม และการบันทึกภาคสนาม วิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) ตามวิธีของเลียวนาร์ด (Leonard)ผลการศึกษาพบว่าประสบการณ์การปรับตัวในตำแหน่งหัวหน้าหอผู้ป่วย ประกอบด้วย 6 ประเด็น คือ 1) การปรับกระบวนการทางความคิด ด้วยการมุ่งมั่นทำหน้าที่ให้ดีที่สุด การสร้างแรงบันดาลใจด้วยการคิดบวก และการยอมรับและรับฟังความคิดเห็นผู้อื่นมากขึ้น 2) การแสวงหาความรู้เพิ่มเติม ด้วยการแสวงหาความรู้ด้านบริหาร วิชาการ และเทคโนโลยี 3) การจัดการความเครียด ด้วยการทำกิจกรรมที่ชอบ การหาที่ปรึกษาระบายความรู้สึก และการใช้ศาสนาเป็นที่พึ่ง 4) การสร้างภาพลักษณ์ที่ดี ด้วยการสร้างภาพลักษณ์ภายนอกด้านบุคลิกภาพ และด้านพฤติกรรม เช่น ความเอื้ออาทร ความมีวุฒิภาวะ 5) การจัดสรรเวลา ด้วยการวางแผนการทำงาน และการแบ่งเวลาสำหรับชีวิตส่วนตัว และ 6) การดูแลสุขภาพตนเองให้แข็งแรง ด้วยการดูแลทั้งสุขภาพร่างกาย และสุขภาพจิต ปัจจัยสนับสนุน ประกอบด้วยการสนับสนุนจากที่ทำงาน และจากครอบครัว ส่วนปัจจัยที่เป็นอุปสรรคประกอบด้วยการตอบสนองต่อความต้องการของทีมสหวิชาชีพ และความพลิกผันทางเทคโนโลยี ผลการวิจัยครั้งนี้ ผู้บริหารทางการพยาบาลสามารถใช้เป็นแนวทางในการเตรียมผู้ที่จะเข้าสู่ตำแหน่งหัวหน้าหอผู้ป่วย ใน 6 ประเด็นดังกล่าว และควรส่งเสริมปัจจัยสนับสนุน และลดอุปสรรคเพื่อให้ผู้ที่จะเข้าสู่ตำแหน่งหัวหน้าหอผู้ป่วย สามารถปรับตัวได้ดียิ่งขึ้น</p>
สำลี ปิงวงษ์
รุ่งทิวา บุญประคม
ชมนาด วรรณพรศิริ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 NU Journal of Nursing and Health Sciences
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-04
2025-12-04
19 3
55
70
-
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับน้ำหนักตัวที่ลดลงของผู้ป่วยหลังผ่าตัดมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/NurseNu/article/view/269724
<p>การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาย้อนหลัง (Retrospective study) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง อายุ ความเสี่ยงของผู้ป่วยที่จำแนกตาม American Society of Anesthesiologist Physical Status classification การรักษาร่วมก่อนการผ่าตัดระยะของโรค ค่าซีรัมอัลบูมินก่อนผ่าตัดระยะเวลาในการเริ่มให้อาหารหลังผ่าตัดและภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดกับน้ำหนักตัวที่ลดลงภายหลังผ่าตัดมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ เวชระเบียนผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักที่ได้รับการผ่าตัด โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในภาคเหนือตอนล่าง ที่เข้ารับการรักษาตั้งแต่ 1 มกราคม 2561 ถึง 31 ธันวาคม 2566 จำนวน 200 ราย เลือกตัวอย่างแบบเจาะจง ใช้แบบบันทึกข้อมูลของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 1) แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล2) แบบบันทึกประวัติการรักษา และ 3) แบบบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับภาวะโภชนาการ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณาหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และหาค่าความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยคัดสรรกับน้ำหนักตัวที่ลดลงโดยใช้สถิติสหสัมพันธ์สเปียร์แมน และสถิติสหสัมพันธ์พอยท์ไบซีเรียลผลการวิจัย พบความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยระยะเวลาในการเริ่มให้อาหารหลังผ่าตัดและภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดกับน้ำหนักตัวที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ<br />(r<sub>s</sub> =0.191,p=0.007และr<sub>pb</sub> = 0.200, p = 0.004 ตามลำดับ) <br />โดยความสัมพันธ์ที่พบอยู่ในระดับต่ำและทิศทางเดียวกัน ส่วนปัจจัยคัดสรรอื่นๆ ไม่พบความสัมพันธ์กับน้ำหนักตัวที่ลดลงภายหลังผ่าตัดมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ผลการวิจัยนี้สามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการวางแผนทางการพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะน้ำหนักตัวที่ลดลงในผู้ป่วยหลังผ่าตัดมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักได้</p>
มนภร บัวไกร
รุ้งนภา ชัยรัตน์
ณิชกานต์ ทรงไทย
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 NU Journal of Nursing and Health Sciences
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-04
2025-12-04
19 3
71
84
-
ผลของโปรแกรมการจัดการอาการต่ออาการนอนไม่หลับและอาการปวดในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/NurseNu/article/view/269726
<p>การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการอาการนอนไม่หลับและอาการปวดในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 ที่เข้ารับบริการที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด จำนวน 62 ราย แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 31 ราย กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจัดการอาการนอนไม่หลับและอาการปวด ซึ่งประยุกต์ใช้แนวคิดการจัดการอาการของดอดด์ และคณะ (Dodd et al., 2001) ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ 1) ประสบการณ์การนอนไม่หลับและอาการปวด 2) การใช้กลวิธีการจัดการอาการนอนไม่หลับและอาการปวด และ 3) การประเมินผลลัพธ์การจัดการอาการนอนไม่หลับและอาการปวด ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือน พฤศจิกายน 2566 ถึง มกราคม 2567 เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ 1) แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล และข้อมูลทางคลินิก 2) แบบสอบถามประสบการณ์อาการนอนไม่หลับ และ 3) แบบสอบถามประสบการณ์อาการปวด วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติทดสอบไคสแคว์ สถิติทดสอบฟิชเชอร์ และสถิติทดสอบที ผลการศึกษาพบว่า หลังการทดลองกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการจัดการอาการมีค่าเฉลี่ยคะแนนความรุนแรงของอาการนอนไม่หลับและอาการปวดต่ำกว่าก่อนการทดลองและต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 ดังนั้น พยาบาลควรนำโปรแกรมการจัดการอาการนอนไม่หลับและอาการปวดไปใช้ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 เพื่อบรรเทาอาการนอนไม่หลับและอาการปวด</p>
เบญจวรรณ บุตรโยธี
อินทิรา ปากันทะ
ธิดารัตน์ คำบุญ
ธีระชัย ธรรมาธิวัฒน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 NU Journal of Nursing and Health Sciences
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-04
2025-12-04
19 3
85
100
-
ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดสมองยุคปกติถัดไป
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/NurseNu/article/view/269725
<p>วัตถุประสงค์ของการวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาภาคตัดขวางนี้เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดสมองยุคปกติถัดไป กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดสมองที่ได้รับการวินิจฉัยไม่เกิน 6 เดือน จำนวน 120 ราย ที่ได้จากการสุ่มแบบมีระบบ เก็บรวบรวมข้อมูลจากแฟ้มประวัติและสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบบันทึกข้อมูลทั่วไปและประวัติการเจ็บป่วย แบบสอบถาม ประกอบด้วย 1) ภาวะซึมเศร้า 2) การรับรู้สมรรถนะแห่งตน 3) การสนับสนุนทางสังคม และ 4) คุณภาพชีวิตเฉพาะผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง แบบสอบถามทั้ง 4 ฉบับนี้เคยผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาและความเที่ยง ผู้วิจัยขออนุญาตใช้โดยไม่ได้ดัดแปลงแต่นำมาทดสอบความเที่ยงซ้ำ<br />ได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคของแบบสอบถาม เท่ากับ 0.71 , 0.94 , 0.92 และ 0.95 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์ค่าถดถอยโลจิสติกทวิโดยวิธี Forward stepwise ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคุณภาพชีวิตโดยรวมอยู่ในระดับดี ร้อยละ 70.8 ปัจจัยที่ทำนายโอกาสของการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ได้แก่ ความรุนแรงของโรคหลอดเลือดสมอง ชนิดของโรคหลอดเลือดสมอง และการรับรู้สมรรถนะแห่งตนโดยร่วมกันทำนายได้ร้อยละ 61.9 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ มีประสิทธิภาพการทำนายถูกต้องร้อยละ 87.5 ผลการศึกษานี้ สามารถนำปัจจัยที่ค้นพบไปใช้เป็นข้อมูลในการดูแลอย่างต่อเนื่องเพื่อการส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดสมองต่อไป</p>
ปภาวดี ชิราวัธน์
ณิชกานต์ ทรงไทย
แสงเดือน อภิรัตนวงศ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 NU Journal of Nursing and Health Sciences
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-04
2025-12-04
19 3
101
115
-
ความสัมพันธ์ระหว่างความวิตกกังวลต่อโรคโควิด-19กับคุณภาพการนอนหลับของผู้สูงอายุ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/NurseNu/article/view/272389
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาหาความสัมพันธ์ <br />มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความวิตกกังวลต่อโรค โควิด-19 และ คุณภาพการนอนหลับของผู้สูงอายุ และ 2) ความสัมพันธ์ระหว่างความวิตกกังวลต่อโรคโควิด-19 กับคุณภาพการนอนหลับของผู้สูงอายุกลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุที่เคยติดเชื้อโควิด-19 ที่อาศัยอยู่ในเขตจังหวัดกำแพงเพชร จำนวน 84 ราย เลือกกลุ่มตัวอย่างโดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอนและการบอกต่อแบบสโนว์บอลล์ (snowball sampling) ระหว่างเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2566 ถึงเดือนกันยายน พ.ศ. 2566 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบวัดความวิตกกังวลต่อโรคโควิด-19 และแบบประเมินคุณภาพการนอนหลับของพิตต์เบิร์ก มีค่าความเชื่อมั่น 0.83 และ 0.85 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา และการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วยสถิติสเปียร์แมน ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างทุกคนไม่มีความวิตกกังวลต่อโรคโควิด-19 (X<sup>-</sup> = 0.57, SD = 1.30) และร้อยละ 71.23 ของกลุ่มตัวอย่างมีคุณภาพการนอนหลับที่ไม่ดี ความวิตกกังวลต่อโรคโควิด-19 มีความสัมพันธ์ทางบวกระดับปานกลางกับคุณภาพการนอนหลับของผู้สูงอายุ (r = 0.48) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p < .01</p>
รุ่งฟ้า จันทร์คุณาสุขะ
โรจนี จินตนาวัฒน์
พนิดา จันทโสภีพันธ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 NU Journal of Nursing and Health Sciences
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-04
2025-12-04
19 3
116
131
-
ผลของโปรแกรมการเตรียมความพร้อมการเป็นพยาบาลหัวหน้าเวร ต่อการรับรู้บทบาทการจัดการของหัวหน้าทีม ในหอผู้ป่วยวิกฤต โรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่ง
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/NurseNu/article/view/272512
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการรับรู้บทบาทการจัดการของพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการ เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง คำนวณขนาด ตัวอย่างด้วยตารางอำนาจการทดสอบ ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 60 คน (แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 30 คนและกลุ่มควบคุม 30 คน) เครื่องมือการวิจัยมี 2 ส่วน ประกอบด้วย ส่วนที่ 1โปรแกรมการเตรียมความพร้อมในการเป็นพยาบาลหัวหน้าเวรในหอผู้ป่วยวิกฤต ซึ่งผู้วิจัยนำแนวคิดการพัฒนาและฝึกอบรมของบุคลากร มีกระบวนการ ดังนี้ 1) การประเมินความต้องการ 2) การออกแบบวิธีการพัฒนา 3) การนำไปใช้ และ 4) การประเมินผลและการติดตามผลการอบรมพยาบาลหัวหน้าเวรโดยการบูรณาการแนวคิดการรับรู้บทบาทการจัดการทั้ง 8 บทบาท ได้แก่ 1) บทบาทพี่เลี้ยง 2) บทบาทผู้เอื้ออำนวย 3) บทบาทผู้สร้างนวัตกรรม 4) บทบาทตัวแทน 5) บทบาทผู้อำนวยการ 6) บทบาทผู้ผลิตการบริการ 7) บทบาทผู้ประสานงาน และ 8) บทบาทผู้กำกับติดตาม และส่วนที่ 2 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป และแบบสอบถามการรับรู้บทบาทการจัดการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือโดยการวิเคราะห์ค่าดัชนีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหามีค่าเท่ากับ 0.86 และความเที่ยงด้วยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ0.93วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา (จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงแบนมาตรฐาน) และด้วยสถิติเชิงอ้างอิง (Independent t-test และ Dependent t-test) ผลการวิจัยพบว่า คะแนนการรับรู้บทบาทการจัดการของพยาบาลกลุ่มทดลองอยู่ในระดับมาก (X<sup>-</sup><sub> </sub>= 4.88 SD = 0.11) ในขณะที่กลุ่มควบคุมอยู่ในระดับปานกลาง (X<sup>-</sup>= 3.15 SD = 0.14) และเมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยพบว่าพยาบาลในกลุ่มทดลองมีคะแนนการรับรู้บทบาทการจัดการในการเป็นพยาบาลหัวหน้าเวรสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การรับรู้บทบาทการจัดการของพยาบาลหัวหน้าทีม ของกลุ่มทดลองภายหลังเข้าร่วมโปรแกรมสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) ในการศึกษาการใช้โปรแกรมการเตรียมความพร้อมในการเป็นพยาบาลหัวหน้าเวรของพยาบาลหัวหน้าทีม ส่งผลที่ดีต่อการเตรียมความพร้อมของพยาบาลหัวหน้าเวรให้มีความเชื่อมั่นในการก้าวสู่ตำแหน่งผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น ผู้บริหารทางการพยาบาลควรนำผลการศึกษาครั้งนี้มาพัฒนากลยุทธ์ในการเสริมสร้างสมรรถนะด้านบทบาทการจัดการของหัวหน้าเวรให้คงมาตรฐานด้านการมีสมรรถนะการจัดการในระดับหัวหน้าเวรในหน่วยงานบริหารการพยาบาลอื่น ๆ</p>
ปิ่นฤทัย ศรีไสย
กรรณิการ์ ฉัตรดอกไม้ไพร
เพชรน้อย สิงห์ช่างชัย
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 NU Journal of Nursing and Health Sciences
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-11-20
2025-11-20
19 3
132
144
-
ผลของโปรแกรมการจัดตารางทำงานด้วยแอปพลิเคชันออนไลน์ต่อการรับรู้สมดุลชีวิตในมิติด้านการทำงานของบุคลากรพยาบาล โรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่ง
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/NurseNu/article/view/272754
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลองแบบสองกลุ่ม โดยวัดผลก่อนและหลังการทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยการรับรู้สมดุลชีวิตในมิติด้านการทำงานระหว่างการจัดตารางทำงานแบบปกติกับการจัดตารางทำงานผ่านแอปพลิเคชันออนไลน์ด้วยตนเอง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรพยาบาลหอผู้ป่วยศัลยกรรม-ออร์โธปิดิกส์ 25 คน(กลุ่มทดลอง) และบุคลากรพยาบาลหอผู้ป่วยอายุรกรรม 25 คน (กลุ่มควบคุม) เครื่องมือที่ใช้ในวิจัยมี 2 ส่วน คือ โปรแกรมการจัดตารางทำงานด้วยแอปพลิเคชันออนไลน์ และแบบสอบถามการรับรู้สมดุลชีวิตในมิติด้านการทำงานคุณภาพเครื่องมือได้วิเคราะห์ค่าดัชนีความเที่ยงตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 0.96 และค่าความเที่ยงโดยหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค เท่ากับ 0.93 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา (ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) และใช้สถิติเชิงอ้างอิง (Independent t-test และสถิติ Dependent t-test) ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยการรับรู้สมดุลชีวิตในมิติด้านการทำงานของกลุ่มทดลองหลังเข้าร่วมโปรแกรมอยู่ในระดับมาก (X<sup>-</sup>= 4.20 S.D.= 0.45) และกลุ่มควบคุมอยู่ในระดับปานกลาง (X<sup>-</sup>= 2.97 S.D.= 0.40) เมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยด้านงาน ด้านครอบคัว และด้านสุขภาพ พบว่า การรับรู้สมดุลชีวิตของกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมการจัดตารางทำงานด้วยแอปพลิเคชันออนไลน์พบว่าอยู่ในระดับมาก ซึ่งมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05(p < .05)ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าโปรแกรมการจัดตารางทำงานด้วยแอปพลิเคชันออนไลน์โดยบุคลากรพยาบาลทุกคนในหน่วยงานสามารถเข้าไปจัดตารางทำงานและเลือกวันหยุดได้ด้วยตนเอง ส่งผลดีต่อสมดุลชีวิตทุกด้าน ดังนั้น ผู้บริหารควรนำโปรแกรมการจัดตารางทำงานด้วยแอปพลิเคชันออนไลน์กำหนดเป็นแนวทางการจัดอัตรากำลังของหน่วยงานและบุคลากรพยาบาลในองค์กรต่อไป</p>
กัญญาณัฐ ตะติสูงเนิน
อุษา ตันทพงษ์
เพชรน้อย สิงห์ช่างชัย
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 NU Journal of Nursing and Health Sciences
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-11-20
2025-11-20
19 3
145
157
-
ความต้องการจำเป็นด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพของผู้ป่วยสูงอายุ ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวเรื้อรัง
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/NurseNu/article/view/272795
<p>การวิจัยแบบผสมมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความต้องการจำเป็นด้านสุขภาพ ความรุนแรงของโรค และคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพของผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวเรื้อรังภายหลังการจำหน่าย จำนวน 100 คน ระยะที่ 1) ศึกษาสถานการณ์ของปัญหาและความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรศึกษาโดยใช้แบบสอบถามความรุนแรงของโรค ความต้องการจำเป็นด้านสุขภาพ และการรับรู้คุณภาพชีวิตฯ (ค่าความเชื่อมั่น = 0.79, 0.80, 0.88 ตามลำดับ) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ระยะที่ 2) ศึกษาความต้องการจำเป็นด้านบริการและด้านข้อมูลสุขภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูล จำนวน 32 คน โดยใช้แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา <strong>ผลการวิจัย</strong> พบว่า การรับรู้คุณภาพชีวิตโดยรวมระดับดี (<em>M</em>= 3.93, <em>SD</em>= 0.44) ส่วนใหญ่มีความรุนแรงของโรคอยู่ในระดับ 2 (ร้อยละ 82.00) และ ระดับ 1 (ร้อยละ 18.00) ความต้องการจำเป็นด้านบริการสุขภาพระดับน้อย (<em>M</em>= 1.48,<em> SD</em>= 0.39) และด้านข้อมูลสุขภาพระดับปานกลาง (<em>M</em>= 1.99, <em>SD</em>= 0.28) ความรุนแรงของโรคมีความสัมพันธ์เชิงลบระดับต่ำกับคุณภาพชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r= -.407, p< .01) <strong>ข้อค้นพบ</strong>จากผู้ให้ข้อมูลเชิงคุณภาพ ได้แก่ มีความเชื่อมั่นศรัทธาและความพึงพอใจต่อพฤติกรรมบริการแต่ยังต้องการได้รับข้อมูลสุขภาพที่สำคัญต่อการดูแลสุขภาพของตนมีปัญหาเกี่ยวกับการรอคอยพบแพทย์และสถานที่รอรับบริการไม่สะดวกสบายจึงต้องการบริการเฉพาะที่ตอบสนองความ ต้องการของผู้ป่วยสูงอายุ<strong>ข้อเสนอแนะ </strong>พยาบาลควรตระหนักถึงความสำคัญในการประเมินความต้องการจำเป็นด้านสุขภาพเพื่อเป็นแนวทางจัดบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ โดยเน้นการให้ข้อมูลสุขภาพ ได้แก่ โรคและการดำเนินของโรค ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ การประเมินอาการผิดปกติ อาหารเฉพาะโรค การจำกัดน้ำดื่ม รุนแรงของโรคมีความสัมพันธ์เชิงลบกับคุณภาพชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r= -.407, p< .01) <strong>ข้อค้นพบ</strong>จากผู้ให้ข้อมูลเชิงคุณภาพ ได้แก่ มีความเชื่อมั่นศรัทธาและความพึงพอใจต่อพฤติกรรมบริการแต่ยังต้องการได้รับข้อมูลสุขภาพที่สำคัญต่อการดูแลสุขภาพของตนมีปัญหาเกี่ยวกับการรอคอยพบแพทย์และสถานที่รอรับบริการไม่สะดวกสบาย จึงต้องการบริการเฉพาะที่ตอบสนองความต้องการของผู้ป่วยสูงอายุ <strong>ข้อเสนอแนะ </strong>พยาบาลควรตระหนักถึงความสำคัญในการประเมินความต้องการจำเป็นด้านสุขภาพเพื่อเป็นแนวทางจัดบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ โดยเน้นการให้ข้อมูลสุขภาพ ได้แก่ โรคและการดำเนินของโรค ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ การประเมินอาการผิดปกติ การใช้ยา และการฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจ</p>
หทัยทิพย์ ดวงศิริ
นงพิมล นิมิตรอานันท์
ศศิธร รุจนเวช
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 NU Journal of Nursing and Health Sciences
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-11-20
2025-11-20
19 3
158
171
-
ปัจจัยทำนายพฤติกรรมป้องกันการหกล้มของผู้สูงอายุที่เป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/NurseNu/article/view/272923
<p>การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทำนาย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมป้องกันการหกล้มของผู้สูงอายุความสัมพันธ์และปัจจัยทำนายระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพ ความกลัวการหกล้ม และประวัติหกล้มต่อพฤติกรรมป้องกันการหกล้มของผู้สูงอายุที่เป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง จำนวน 130 ราย คัดเลือกตัวอย่างแบบสุ่มหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) ข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับการหกล้ม 3) แบบสอบถามความกลัวหกล้ม และ 4) แบบสอบถามพฤติกรรมป้องกันการหกล้มของผู้สูงอายุ ความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 0.82 0.93 และ1.0 ตามลำดับ ค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์อัลฟาครอนบาคเท่ากับ 0.93 0.92 และ 0.82 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพรรณนา สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นพหุคูณแบบเป็นขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมป้องกันการหกล้มอยู่ในระดับสูง โดยความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับการหกล้มมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมป้องกันการหกล้ม ส่วนประวัติการหกล้มและความกลัวการหกล้มมี ความสัมพันธ์ทางลบกับพฤติกรรมป้องกันการหกล้ม (r = 0.473, r = -0.506, r = -0.371, p <.001 ตามลำดับ)นอกจากนั้นประวัติการหกล้มและความรอบรู้ด้านสุขภาพสามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมป้องกันการหกล้มได้ร้อยละ 37.8 อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (R<sup>2</sup> = .378, p < .001) แต่ความกลัวการหกล้มไม่สามารถร่วมทำนายได้ ดังนั้นบุคลากรทางสุขภาพควรให้ความสำคัญในการประเมินประวัติการหกล้มรวมทั้งส่งเสริมความรอบรู้ทางด้านสุขภาพเพื่อให้ผู้สูงอายุมีพฤติกรรมป้องกันการหกล้มที่ดีและลดอัตราการหกล้มในผู้สูงอายุ</p>
พนิดา สังคต
ศศิธร รุจนเวช
นงพิมล นิมิตรอานันท์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 NU Journal of Nursing and Health Sciences
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-04
2025-12-04
19 3
172
185
-
โมเดลความความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างคุณลักษณะ ความรู้ และ พฤติกรรมป้องกันการติดเชื้อโคโรนาไวรัสของผู้ดูแลผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่มารับการรักษาในโรงพยาบาลชุมชน
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/NurseNu/article/view/274626
<p>การวิจัยเชิงปริมาณครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาโมเดลความสัมพันธ์ของคุณลักษณะ (อายุ และ ระยะเวลาการดูแล) ความรู้ และพฤติกรรมป้องกันการติดเชื้อโคโรนาไวรัสของผู้ดูแลผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่มารับการรักษาในโรงพยาบาลชุมชน กลุ่มตัวอย่างคือผู้ดูแลผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย จำนวน 150 คน เลือกตัวอย่างแบบเจาะจง เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม คุณภาพเครื่องมือได้ค่าความตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ 0.94 และค่าความเที่ยงส่วน ความรู้ ด้วยวิธีคูเดอร์และริชาร์ดสัน เท่ากับ 0.71 และพฤติกรรมการปฏิบัติเพื่อป้องกันการติดเชื้อโคโรนาไวรัส หาค่าสัมประสิทธ์แอลฟ่า ครอนบาค (Cronbach’s alpha coefficient) เท่ากับ 0.93 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณาและสถิติวิเคราะห์เส้นทาง ผลการวิจัยพบว่า โมเดลความสัมพันธ์ของคุณลักษณะ (อายุ และ ระยะเวลาการดูแล) ความรู้ ต่อพฤติกรรมป้องกันการติดเชื้อโคโรนาไวรัสของผู้ดูแลผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (Chi-square = 1.00, GFI = 0.92, CFI =0.94, NFI = 0.94, RMSEA= 0.00, RMR = 0.02) โดยปัจจัยด้านคุณลักษณะ (อายุ และ ระยะเวลาการดูแล) ความรู้ของผู้ดูแลมีอิทธิพลทั้งทางตรงและทางอ้อม ต่อพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อโคโรนาไวรัส สำหรับผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย มีอำนาจการทำนาย ร้อยละ 50 การวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับผู้ดูแล เป็นปัจจัยที่ สำคัญต่อพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อโคโรนาไวรัส ดังนั้นหน่วยงานบริการควรเพิ่มการส่งเสริมความเข้าใจแก่ผู้ดูแล เพื่อให้ผู้ดูแลสามารถดูแลผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังที่เผชิญกับโรคติดเชื้ออุบัติการณ์ใหม่ในอนาคตได้</p>
น้ำฝน ปฏิการมณฑล
เพชรน้อย สิงห์ช่างชัย
อุษา ตันทพงษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 NU Journal of Nursing and Health Sciences
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-11-20
2025-11-20
19 3
186
201
-
ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดของหญิงตั้งครรภ์ ที่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/NurseNu/article/view/274692
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการป้องกันภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดและศึกษาปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดของหญิงตั้งครรภ์ที่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม กลุ่มตัวอย่างคือ หญิงตั้งครรภ์ที่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมมีอายุครรภ์ 26 สัปดาห์ขึ้นไป และมาฝากครรภ์คลินิกเอกชน จำนวน 260 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยตอบแบบสอบถามด้วยตนเอง ได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคล พฤติกรรมการป้องกันภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด ลักษณะการทำงานที่มีความเสี่ยง การรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติพฤติกรรม การรับรู้อุปสรรคของการปฏิบัติพฤติกรรม การรับรู้สมรรถนะแห่งตน การสนับสนุนทางสังคม และการดูแลขณะตั้งครรภ์ของโรงงานอุตสาหกรรม ได้ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาของทุกแบบสอบถามระหว่าง .92-1.00 และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคระหว่าง .71-.90 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณแบบวิธีการลดตัวแปร ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนพฤติกรรมการป้องกันภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดเฉลี่ยในระดับปานกลางเท่ากับ 50.77 (SD = 5.29) โดยการรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติพฤติกรรม การรับรู้อุปสรรคของการปฏิบัติ พฤติกรรม การรับรู้สมรรถนะแห่งตน และการสนับสนุนทางสังคม สามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมการป้องกันภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดได้ร้อยละ 49.7 (R<sup>2</sup> = .497) ผลการศึกษานี้เสนอแนะว่า หน่วยงานหรือผู้ให้บริการสุขภาพควรนำผล ที่ได้จากการวิจัยไปใช้เป็นข้อมูลในการส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตน การสนับสนุนทางสังคม และการรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติพฤติกรรม ร่วมกับจัดการกับอุปสรรคของการปฏิบัติพฤติกรรม เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการป้องกันภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดแก่หญิงตั้งครรภ์ที่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม</p>
นุชาณี กอเซ็ม
ตติรัตน์ เตชะศักดิ์ศรี
ปัญญรัตน์ ลาภวงศ์วัฒนา
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 NU Journal of Nursing and Health Sciences
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-11-20
2025-11-20
19 3
202
216