ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการออกกำลังกายในผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาเพื่อศึกษา 1)แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพของผู้ป่วยโรค ปอดอุดกั้นเรื้อรัง 2)พฤติกรรมการออกกำลังกายของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังและ 3) อิทธิพลของ ปัจจัยส่วนบุคคลและแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการออกกำลังกายของผู้ป่วยโรคปอด อุดกั้นเรื้อรัง กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลชุมชน จังหวัดชัยนาท จำนวน 151 คน สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล พฤติกรรมการออกกำลังกาย และแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ทดสอบ คุณภาพเครื่องมือด้วยสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคได้ค่าความเที่ยงของแบบสอบถามพฤติกรรมการ ออกกำลังกาย เท่ากับ 0.88 และแบบสอบถามแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ เท่ากับ 0.96 วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้เชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1.ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังมีแบบแผนความเชื่อในการออกกำลังกายโดยรวมอยู่ในระดับสูง (Mean = 4.17, SD. = 0.37) 2.ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังมีพฤติกรรมการออกกำลังโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (Mean = 2.92, SD. = 0.51) * 3.ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการออกกำลังกายในผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .001 ได้แก่ สิ่งชักนำให้เกิดการปฏิบัติ การรับรู้อุปสรรคของการออกกำลังกาย และอายุของผู้ป่วย ซึ่งสามารถร่วมกันพยากรณ์พฤติกรรมการออกกำลังกายได้ร้อยละ 27.8
Article Details
เอกสารอ้างอิง
ความเชื่อด้านสุขภาพการรับรู้อาการเตือนและ
พฤติกรรมการจัดการโรคหลอดเลือดสมอง
ในกลุ่มเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง อำเภอ
ดอยสะเก็ดจังหวัดเชียงใหม่.(การค้นคว้าแบบ
อิสระ สาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต. บัณฑิต
วิทยาลัย , มหาวิทยาลัยเชียงใหม่).
นันทวดี ดวงแก้ว. (2551). ความเชื่อด้านสุขภาพและ
พฤติกรรมการป้องกันโรคของกลุ่มเสี่ยงโรค
เบาหวาน อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง. (การค้นคว้า
แบบอิสระ สาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต.
บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่).
ระบบรายงานเขตสุขภาพที่ 3 กระทรวงสาธารณสุข.
อัตราป่วยผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังปี 2559.
สืบค้นเมื่อ 20 สิงหาคม 2559,จาก http//mis_
kp.kpo. go.th.miszone3.
โรงพยาบาลหันคา กลุ่มการพยาบาล. (2554). แนวปฏิบัติ
ในการวางแผนการจำหน่ายผู้ป่วย ปี 2554.
หันคา:โรงพยาบาล
สมจิต หนุเจริญกุล.(2545). การพยาบาลอายุรศาสตร์
เล่ม 2.กรุงเทพฯ: วี.เจ.พริ้นติ้ง.
สุรินธร กลัมพากร.(2554).การสร้างเสริมสุขภาพและ
ป้องกันโรคในชุมชน: การประยุกต์แนวคิด
ทฤษฎีสู่การปฏิบัติ. ขอนแก่น: มหาวิทยาลัย
ขอนแก่น.
เสก อักษรานุเคราะห์. (2539).ตำราเวชศาสตร์ฟื้นฟู
เล่ม 1. กรุงเทพฯ: สมาคมเวชศาสตร์ฟื้นฟูแห่ง
ประเทศไทย.
เสก อักษรานุเคราะห์. (2543). การออกกำลังกายสายกลาง
เพื่อชะลอความแก่.กรุงเทพฯ: เวชศาสตร์ฟื้นฟู
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณ
สุข. 2554. สรุปรายงานการเฝ้าระวังโรค 2554.
กรุงเทพมหานคร: องค์การรับส่งสินค้าและ
พัสดุภัณฑ์
อัมพรพรรณ ธีรานุตร, สุวรรณา บุญยะลีพรรณ, เจียมจิต
แสงสุวรรณ, และวลัยพร นันท์ศุภวัฒน์.(2539).
รายงานการวิจัย เรื่อง: การศึกษาพฤติกรรมการ
ดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง.
ขอนแก่น: คณะพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัย
ขอนแก่น.
American College of Sports Medicine. (2000). ACSM’
s guideline for exercise testing and prescription
(6th ed.). Philadelphia: Lippincott.
Becker, M.H., (1974). The health belief model and
personal health behavior. New Jersey: Charles
B, Slack.
Becker, M.H., &Maiman, L.A. (1975).Sociobehavioral
determinants of compliance with health and
medicalcare recommendation. MedCare,13
(1),10-24.
Blackler, L., Mooney, C., & Jones, C. (2004). Palliative
care in the management of chronicobstructive
pulmonary disease. British Journal of Nursing,
13(9),518-521.doi:10.12968/bjon.2004.13.12960
Gift, G. A., Plaut, M., &Jacox A. (1986).Psychologic
and physiologic factors relate to dyspneain
subjects with chronic obstructive pulmonary
disease. Heart & Lung, 15(6), 595-601.
Global Initiative for Chronic Obstructive Lung Disease.
(2009). Pocket guide to COPD diagnosis,
management, and prevention. Retrieved July
18, 2009, from http://www.goldcopd.org
Hilling, L., & Smith, J. (1995).Pulmonary rehabilitation.
In J. E. Hodgkin, & T. L. Peety (Eds.),Chronic
obstructive pulmonary disease: Current
concept. Philadelphia: W.B.Saunders.
World Health Organizition.(2008).The world Health
report 2008. Geneva: WHO.