รูปแบบคลินิกปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่มีผลต่อการเกิดผู้ป่วยรายใหม่ในกลุ่มเสี่ยง โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเชี่ยวหลาน-ไกรสร ตำบลเขาพัง อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ผู้แต่ง

  • สุจิตรา สังข์เพชร โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเชี่ยวหลาน-ไกรสร

บทคัดย่อ

บทนำ : โรคไม่ติดต่อเรื้อรังเป็นปัญหาสุขภาพที่เพิ่มภาระต่อระบบบริการปฐมภูมิ การป้องกันในกลุ่มเสี่ยงโดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพอย่างเป็นระบบก่อนเกิดผู้ป่วยรายใหม่จึงมีความจำเป็น

วัตถุประสงค์ : เพื่อ 1) พัฒนาและประเมินประสิทธิผลรูปแบบคลินิกปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในกลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และ 2) ลดการเกิดผู้ป่วยรายใหม่และส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพ

วัสดุและวิธีการศึกษา : ดำเนินการ 3 ระยะ 1) ศึกษาและสังเคราะห์สถานการณ์และความต้องการ 2) พัฒนารูปแบบคลินิก และ 3) ประเมินผลด้วยการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อน-หลัง เป็นเวลา 24 สัปดาห์ คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 47 คน ที่มีความเสี่ยงต่อเบาหวานและความดันโลหิตสูง เก็บข้อมูลพฤติกรรมสุขภาพ การจัดการตนเอง และค่าชี้วัดทางคลินิก ด้วยแบบสอบถามพฤติกรรมสุขภาพ แบบประเมินการจัดการตนเอง และแบบบันทึกค่าชี้วัดทางคลินิก ได้แก่ ระดับน้ำตาลในเลือด (FPG) และความดันโลหิต วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ paired samples t-test ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ p < 0.05

ผลการศึกษา : รูปแบบคลินิกประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ การประเมินรายบุคคล การตั้งเป้าหมายสุขภาพ การวางแผนร่วมกัน การปฏิบัติตามแผน และการติดตามประเมินผล โดยบูรณาการทีมสหวิชาชีพ ครอบครัว และชุมชน ภายหลังดำเนินงานไม่พบผู้เข้าร่วมเป็นผู้ป่วยรายใหม่ พฤติกรรมสุขภาพดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (โดยสัดส่วนผู้ที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 36.2 เป็นร้อยละ 78.7 และผู้ที่มีระดับความดันโลหิตอยู่ในเกณฑ์เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 19.1 เป็นร้อยละ 70.2 p < 0.05) ระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตลดลง โดยค่าเฉลี่ย FPG ลดลงจาก 116.2 เป็น 104.7 mg/dL (Mean diff = 11.5 ± 16.0, (FPG ลดลง 11.5 mg/dL, p = 0.001; Systolic ลดลง 8.8 mmHg, p = 0.003; Diastolic ลดลง 5.1 mmHg, p = 0.005) และความสามารถในการจัดการตนเองเพิ่มขึ้น

 สรุป : รูปแบบคลินิกปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสามารถลดปัจจัยเสี่ยง การส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพ และการป้องกันการเกิดผู้ป่วยรายใหม่ในกลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรังได้

เอกสารอ้างอิง

World Health Organization. Management of non-communicable diseases (NCDs) [Internet]. 2025 [cited 2025 Mar 30]. Available from: https://www.emro.who.int/entity/ncds/index.html

กองแผนงาน กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. แผนพัฒนาด้านการป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพของประเทศ ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579). กรุงเทพฯ: อักษรกราฟฟิคแอนด์ดีไซน์; 2561.

ระบบคลังข้อมูลสุขภาพ (Health Data Center: HDC). รายงานสถานการณ์ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวานรายใหม่จากกลุ่มเสี่ยง ปี 2565-2567 [Internet]. กรุงเทพฯ: กระทรวงสาธารณสุข; 2567 [สืบค้นเมื่อ 30 มี.ค. 2568]. Available from: https://hdcservice.moph.go.th

กองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค. รายงานสถานการณ์โรค NCDs เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง พ.ศ. 2562 [Internet]. กรุงเทพฯ: อักษรกราฟฟิคแอนด์ดีไซน์; 2563 [สืบค้นเมื่อ 30 มี.ค. 2568]. Available from: https://ddc.moph.go.th/uploads/publish/1035820201005073556.pdf

Keeves JP. Educational research: methodology and measurement: an international handbook [Internet]. Oxford: Pergamon Press; 1988 [cited 2025 Mar 30]. Available from: https://www.jstor.org/stable/3444395

บุญชม ศรีสะอาด. การวิจัยเบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น; 2543.

สมโภชน์ เอี่ยมสุภาษิต. ทฤษฎีและเทคนิคการปรับพฤติกรรม. พิมพ์ครั้งที่ 8. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2556.

Wagner EH. The Chronic Care Model. Washington (DC): Health System Reform Program; 2002.

Creer TL, Holroyd KA. Self-management. In: Baum A, McManus C, Newman S, Weinman J, West R, editors. Cambridge handbook of psychology, health, and behavior. Cambridge: Cambridge University Press; 1997.

Creer TL. Self-management of chronic illness. In: Boekaerts M, Pintrich PR, Zeidner M, editors. Handbook of self-regulation. San Diego (CA): Academic Press; 2000.

กรรณิการ์ แสนสุภา, นเรศ กันธะวงค์. การจัดการตนเอง: ทักษะในการพัฒนาตนเองอย่างยั่งยืน. วารสารศิลปศาสตร์ (วังนางเลิ้ง) มทร พระนคร. 2564;1(1):25-37.

อดุล นาคะโร. การพัฒนาหลักสูตรเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการจัดการตนเองโดยใช้กิจกรรมแนะแนวสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 [วิทยานิพนธ์การศึกษาดุษฎีบัณฑิต]. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ; 2551.

อำนาจ เมืองแก้ว, อิสระพงศ์ เพลิดเพลิน, จิตรรัตน์ ปองทอง, เกษศิรินทร์ พุทธวงศ์. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรังด้านการบริโภคอาหารรสเค็มโดยใช้ชุมชนเป็นฐานในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ปี พ.ศ. 2563. เชียงใหม่: สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1; 2563.

Bandura A. Health promotion by social cognitive means. Health Educ Behav. 2004;31(2):143-64.

Hibbard JH, Stockard J, Mahoney ER, Tusler M. Development of the Patient Activation Measure (PAM): conceptualizing and measuring activation in patients and consumers. Health Serv Res. 2004;39(4 Pt 1):1005-26.

นิยม ศิริ, วรยุทธ นาคอ้าย. รูปแบบการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในกลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง จังหวัดน่าน. วารสารวิชาการสาธารณสุข. 2565;31(2):271-81.

Lorig KR, Sobel DS, Stewart AL, Brown BW, Bandura A, Ritter P, et al. Evidence suggesting that a chronic disease self-management program can improve health status while reducing hospitalization: a randomized trial. Med Care. 1999;37(1):5-14.

Kanfer FH. Self-management methods. In: Kanfer FH, Goldstein AP, editors. Helping people change: a textbook of methods. 3rd ed. New York: Pergamon Press; 1988.

Kanfer FH, Gaelick-Buys L. Self-management methods. In: Kanfer FH, Goldstein AP, editors. Helping people change: a textbook of methods. 4th ed. New York: Pergamon Press; 1991.

Bardo JW, Hartman JJ. Urban society: a systemic introduction. New York: Peacock; 1982.

Willer D. Scientific sociology: theory and method. Englewood Cliffs (NJ): Prentice Hall; 1986.

Gerhardt MW. Individual self-management training in management education [Internet]. 2010 [cited 2021 May 10]. Available from: https://www.researchgate.net/publication/ 268425764_Self- Management_Tutorials_Individual_Self-Management_Training_in_Management_Education

บุญเชิญ หมู่มาก. การพัฒนาหลักสูตรแนะแนวเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการจัดการตนเองสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 [วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต]. ลพบุรี: มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี; 2559.

พิรดา มาลาม. การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 24 [วิทยานิพนธ์ครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต]. มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม; 2560.

นิตยา สุขชัยสงค์, อารยา เชียงของ, วิเชษฐ์ เชิดสันเทียะ. ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองร่วมกับโมบายแอปพลิเคชันเบาหวานเบาใจต่อพฤติกรรมป้องกันการเกิดแผลที่เท้าของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่คุมระดับน้ำตาลไม่ได้. วารสารพฤติกรรมศาสตร์เพื่อการพัฒนา. 2566;15(2):1-16.

วิจิตรา พวงเกาะ, ปาริชาติ จิตกลาง, เปรมปรีด์ ชวนะนรเศรษฐ์. การพัฒนารูปแบบการจัดบริการสุขภาพและวิธีการจ่ายเงินแบบมุ่งเน้นคุณค่า Value-Based Payment สำหรับการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคเบาหวานในประชาชนกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน เขตสุขภาพที่ 9. วารสารวิชาการ สคร.9. 2567;30(3):95-144.

สมยศ แสงหิ่งห้อย, รัชนีย์ จิตร์กระจ่าง. การพัฒนารูปแบบการป้องกันโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงในกลุ่มเสี่ยงภายใต้การปฏิรูปเขตสุขภาพจังหวัดอ่างทอง. วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ. 2567;9(2):502-13.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-06-30

รูปแบบการอ้างอิง

1.
สังข์เพชร ส. รูปแบบคลินิกปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่มีผลต่อการเกิดผู้ป่วยรายใหม่ในกลุ่มเสี่ยง โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเชี่ยวหลาน-ไกรสร ตำบลเขาพัง อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี. MNST Med J [อินเทอร์เน็ต]. 30 มิถุนายน 2026 [อ้างถึง 6 กรกฎาคม 2026];10(1):79-95. available at: https://he01.tci-thaijo.org/index.php/MNSTMedJ/article/view/289874

ฉบับ

ประเภทบทความ

นิพนธ์ต้นฉบับ