ผู้ป่วยโรคฮีโมพีเลีย เอ ชนิดรุนแรงน้อยและการตอบสนองต่อ DDAVP

ผู้แต่ง

  • อำไพวรรณ จวนสัมฤทธิ์ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
  • สมพร หวังเรืองสถิตย์ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
  • สามารถ ภคกษมา ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
  • สุกัญญา โชตศุภการย์ สำนักงานวิจัย คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
  • พงษ์จันทร์ หัตถีรัตน์ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
  • ภัทรพร อิศรางกูร ณ อยุธยา ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

คำสำคัญ:

Hemophilia, DDAVP

บทคัดย่อ

บทคัดย่อ : รายงานผู้ป่วยโรคฮีโมีฟิเลีย เอ ชนิดรุนแรงน้อยจำนวน 21 ราย เริ่มมีอาการเลือดออกง่ายตั้งแต่อายุ 3 เดือน ถึง 17 ปี เฉลี่ย 5 ปี 6 เดือน อาการเลือดออกง่ายได้แก่ จ้ำเขียวหรือมีเลือดดออกมากหลังได้รับอุบัติเหตุหรือถอนฟัน และได้รับการตรวจทางห้องปฏิบัติการพบว่ามี APTT ยาวกว่าปกติ และมีระดับ F VIII:C ตำระหว่าง 5-24% (เฉลีย 9.6%) ผู้ป่วย 21 รายได้รับยา DDAVP ฉีดเข้าหลอดเลือดดำจำนวนทั้งสิ้น 94 ครั้ง เพื่อทดสอบการตอบสบสนองต่อยาเตรียมผู้ป่วยก่อนการทำฟัน และในผู้ป่วยที่มีอาการเลือดออก และได้เจาะเลือดตรวจระดับ F VIII C ก่อนและหลังได้ยาจำนวน 33 ครั้ง ปรากฏว่ามีระดับ F VIII:C เพิ่มขึ้นเกือบทุกครั้งคิดเป็นร้อยละ 97 (32/33) และค่าเฉลี่ย (median) ของระดับ F VII C ที่เพิ่มขึ้นที่ 1 ชม. เท่ากับ 2.4 เท่าของระดับก่อนได้ยาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และระดับ F VIII:C ที่เพิ่มขึ้นมี half-life เท่ากับ 7 ชม. สามารถควมอาการเลือดออกได้ดี ไม่จำเป็นต้องได้รับส่วนประกอบของเลือดและ
ไม่พบข้อแทรกช้อนจากการให้ยา DDAVP นอกจากนี้ผู้บำวยที่สบายดี 7 ราย ได้รับการทดสอบการตอบสนองต่อ DDAVP ชนิดพ่นจมูก ปรากฏว่าค่าเฉลี่ยของระดับ F VIILC ที่เพิ่มขึ้นที่ 1 ชม เท่ากับ 1.2 เท่าของระดับก่อนได้รับยาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้น DDAVP จึงเป็นยาที่มีประโยชน์ในผู้ป่วยโรคฮีโมฟิเลีย เอ ชนิดรุนแรงน้อย ชนิดฉีดเข้าหลอดเลือดดำเหมาะสำหรับใช้รักษาอาการเลือดออกต่างๆ และการเตรียมผู้ป่วยก่อนการทำหัตการเช่นทำฟันและชนิดพ่นจมูกเหมาะสำหรับรักษาอาการเลือดออกเบื้องต้นที่บ้าน

Downloads

Download data is not yet available.

เอกสารอ้างอิง

Isarangkura P, Bintadit P, Hathirat P et al. Study of the prevalence of hereditary bleeding disorders in Thailand. Vajira Med J 1980;24:183-90.

Chuansumrit A, Isarangkura P, Hathirat P, Chiewsilp P, Kittikul J. Care of Thai hemophiliac patients from 1969 to 1991. J Med Asso Thailand 1993;76:92-102.

Nisson DM. Hemophila Stockholm: Pharmacia Plasma Product, 1994:1-6.

Mannucci PM, Ruggeri ZM, Pareti FI, Capitanio A. DDAVP : A newpharmacological approach to the management of hemophilia and von Willebrand disease. Lancet 1977;1:869-72.

Hardisty RM, Macpherson JC. A one stage factor VIII (anti hemophilic globulin) assay and its use on venous blood and capillary plasma. Thrombosis et Diathesis Haemorrhagica 1962;7:215-28.

Ceijka J. Enzyme immunoassay for factor VIII - related antigen. Clin Chem 1982;28:1356-8.

Carlsson M, Berntorp E, Bjorkman S, Lindvall K. Pharmacokinetic dosing in prophylactic treatment of hemophilia A. Eur J Haematol 1993;51:247-52.

Mannucci PM. Desmopressin (DDAVP) in the treatment of bleeding disorders : The first 20 years. Blood 1997;90:2515-21.

Mannucci PM, Bettega D, Cattaneo M. Patterns of development of tachyphylaxis in patients with hemophilia and von Willebrand disease after repeated dose of desmopressin (DDAVP). Br J Haematol 1992;82.82.87-93.

Nilsson IM, Lethagen S. Current status of DDAVP formulation and their use. In: Lusher JM, Kessler CM (eds). Hemophilia and von Willebrand's Disease in the 1990s, Amsterdam:Elsevier, 1991:443-53.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2018-12-30

ฉบับ

ประเภทบทความ

นิพนธ์ต้นฉบับ (Original article)