ผลของโปรแกรมส่งเสริมความตระหนักรู้และการเสริมพลังสร้างสุขภาพต่อพฤติกรรมป้องกันการคลอดทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อยในหญิงตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยง อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี
คำสำคัญ:
ความตระหนักรู้ในตนเอง, พลังสุขภาพ, พฤติกรรมการป้องกันการคลอดทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อย, หญิงตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยงบทคัดย่อ
การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมความตระหนักรู้และการเสริมพลังสร้างสุขภาพต่อพฤติกรรมป้องกันการคลอดทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อยในหญิงตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยง อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี กลุ่มตัวอย่างเป็นหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเสี่ยงต่อการคลอดทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อย ที่มารับบริการฝากครรภ์ในเครือข่ายโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชบ้านดุง ในช่วงเดือน มิถุนายน ถึงเดือนสิงหาคม 2564 จำนวน 60 คน คัดเลือกจาก รพ.สต.ที่มีอัตราการคลอดทารกน้ำหนักสูงกว่าเกณฑ์ แบบเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มละ 30 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ 1) โปรแกรมส่งเสริมความตระหนักรู้และการเสริมพลังสร้างสุขภาพ โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีความตระหนักรู้ในตนเอง ร่วมกับแนวคิดพลังสุขภาพ ประกอบด้วย 4 กิจกรรม ได้แก่ การสร้างความตระหนักรู้ในตนเอง การเสริมสร้างพลังสมอง การสร้างพลังใจ และการลงมือปฏิบัติ และ 2) แบบสอบถามพฤติกรรมป้องกันการคลอดทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อย มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ .99 และค่าความเที่ยงเท่ากับ .85 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบที
ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมการป้องกันการคลอดทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อยของหญิงตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยงในกลุ่มทดลอง หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง (M = 3.67, SD = .12; M = 2.82, SD = .33 ตามลำดับ) และสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 (M = 3.67, SD = .12; M = 3.07, SD = .18 ตามลำดับ)
ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า โปรแกรมส่งเสริมความตระหนักรู้และการเสริมพลังสร้างสุขภาพครั้งนี้สามารถช่วยให้หญิงตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยงมีพฤติกรรมป้องกันการคลอดทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อยดีขึ้น ดังนั้นจึงควรนำเอาโปรแกรมนี้มาประยุกต์ใช้ในการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการแก่พยาบาลวิชาชีพหรือบุคลากรสาธารณสุขที่รับผิดชอบงานอนามัยแม่และเด็ก เพื่อประโยชน์ในการให้บริการหญิงตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยงต่อการลดอัตราการคลอดทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อย และทารกแรกคลอดมีน้ำหนักเป็นไปตามเกณฑ์ปกติ
เอกสารอ้างอิง
กรมรี แพงดี. (2558). การพัฒนาระบบการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่เสี่ยงต่อการคลอดทารกน้ำหนักน้อยโรงพยาบาลศรีสงคราม. วารสารการพยาบาลสุขภาพและการศึกษา, 3(1), 28-37.
กลุ่มการพยาบาล โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชบ้านดุง.(2563). สรุปผลการดำเนินงานกลุ่มการพยาบาลโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชบ้านดุง. อุดรธานี:โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชบ้านดุง.
กลุ่มอนามัยแม่และเด็ก ศูนย์อนามัยที่ 7 อุบลราชธานี. (2558). คู่มือแนวทางการบริหารจัดการปัญหาทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อยแบบมืออาชีพ.อุบลราชธานี: ศูนย์อนามัยที่ 7 อุบลราชธานี.
กองบริหารการสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข.(2564). รายงาน Service Plan สาขาแม่และเด็ก. นนทบุรี: กระทรวงสาธารณสุข.
คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล. (2552). Empowerment กับการเสริมพลังสร้างสุขภาพ. นิตยสารหมอชาวบ้าน, 368. สืบค้นจาก https://www.doctor.or.th/article/detail/10287.
จิตต์ระพี บูรณศักดิ์, พุทธิราภรณ์ หังสวนัส, วิไล ไรวา, ฤดี ปุงบางกะดี่, และนัยนา แขดกิ่ง. (2563). ผลของโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพสตรีตั้งครรภ์วัยรุ่นต่อน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นตลอดการตั้งครรภ์และน้ำหนักทารกแรกเกิด. วารสารพยาบาลทหารบก, 21(2), 434-442.
ทิพสุดา นุ้ยแม้น. (2554). ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอํานาจต่อพฤติกรรมการป้องกันการคลอดก่อนกําหนดในหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่นมุสลิม(วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ม, สงขลา.
ปุญญพัฒน์ ไชยเมลล์, สมเกียรติยศ วรเดช, ภานุมาศ พิกุล, อนุชิต ชุมคง, สุทธิพงษ์ รักเล่ง, และพีรวัฒน์ มุททารัตน์. (2560). ปัจจัยที่มีผลต่อน้ำหนักทารกแรกคลอด อําเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง. วารสารวิชาการสาธารณสุข, 26(3), 517-524.
ปิยะพร กองเงิน, วิไลลักษณ์ วงศ์อาษา, และกาญจนาสมบัติศิรินันท์. (2559). ผลของโปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจแก่สตรีตั้งครรภ์ที่มีภาวะเสี่ยงในการคลอดก่อนกำหนดและสามีต่อพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ จำนวนของการคลอดก่อนกําหนด และทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อย. วารสารสภาการพยาบาล, 31(3), 67-82.
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุดรธานี. (2564). ฐานข้อมูล HDC ร้อยละทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อยกว่า 2,500 กรัม. สืบค้นจาก https://udn.hdc.moph.go.th/hdc/main/index.php.
สุนทร ฮ้อเผ่าพันธ์. (2558). Newborn. กรุงเทพ ฯ: ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย.
รุ่งนภา รู้ชอบ, นิตยา สินสุกใส, วรรณา พาหุวัฒนกร,และดิฐกานต์ บริบูรณ์หิรัญสาร. (2558). ปัจจัยทำนายการคลอดทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อย.วารสารพยาบาลศาสตร์, 33(3), 18-29.
วรัณญา เก้าเอี้ยน. (2563). การศึกษาปัจจัยเสี่ยงของมารดาที่มีผลต่อการคลอดทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อยในโรงพยาบาลหัวยอด จังหวัดตรัง. วารสารวิชาการแพทย์เขต 11, 34(3), 63-72.
วราภรณ์ แสงทวีสิน, ศุภวัชร บุญกษิดิ์เดช, วิบูลย์ กาญจนพัฒนกุล, และสุนทร ฮ้อเผ่าพันธุ์. (2557).ทารกคลอดก่อนกำหนด (Preterm). กรุงเทพฯ: สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี.
อรพินท์ กอสนาน. (2556). ผลต่อการเกิดทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อยในโรงพยาบาลบางน้ำเปรี้ยว.ฉะเชิงเทรา. วารสารศูนย์การศึกษาแพทย์ศาสตร์คลินิกโรงพยาบาลพระปกเกล้า, 30(4), 287-299.
Cunningham, F.G., Leveno, K.J., Bloom, S.L. ... and Jeanne, S. (2014). Williams obstetrics (24th ed.). New York: McGraw Hill Education.
Duval, T.S. & Wicklund, R.A. (1982). A theory of objective self-awareness. New York: Academic
Mathewson, K., Schmidt, L., & Van, L.R. (2017). Extremely low birth weight babies at higher risk of mental health problems. Midwives, 20(2), 38-39.
Pillitteri, A. (2013). Maternal and Child Health Nursing: Care of the childbearing and childrearing family (7th ed.). Philadelphia: Lippincott Williams & Wilkins.
United Nations Children’s Fund and World Health Organization. (2019). UNICEF-WHO Low birth weight estimates: Levels and trends 2000–2015. Geneva: Switzerland.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2022 วารสารสุขภาพกับการจัดการสุขภาพ

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
