ผลการเรียนรู้แบบบทบาทสมมติต่อการรับรู้สมรรถนะนักศึกษาพยาบาล ในวิชาการพยาบาลมารดา ทารกและผดุงครรภ์ 1 วิทยาลัยเซนต์หลุยส์

ผู้แต่ง

  • สุภาวดี เครือโชติกุล คณะพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยเซนต์หลุยส์
  • สกาวเดือน โอดมี คณะพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยเซนต์หลุยส์

คำสำคัญ:

บทบาทสมมติ, สมรรถนะนักศึกษาพยาบาล

บทคัดย่อ

การเรียนรู้แบบบทบาทสมมติ เป็นวิธีหนึ่งของการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่สามารถช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยประเภทกึ่งทดลอง (Quasi experimental research design) โดยการวัดก่อนและหลังการทดลอง (The One-group Pretest-Posttest research design) มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการรับรู้สมรรถนะตนเองของนักศึกษาพยาบาลก่อนและหลังการแสดงบทบาทสมมติในวิชาการพยาบาลมารดา ทารกและผดุงครรภ์ 1 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาพยาบาลต่อการจัดกิจกรรมบทบาทสมมติในวิชาการพยาบาลมารดา ทารกและผดุงครรภ์ 1 ประชากร เป็นนักศึกษาพยาบาลปีที่ 3 ที่ลงทะเบียนเรียนวิชาการพยาบาลมารดาทารกและผดุงครรภ์ 1 ในภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 140 คน แบ่งเป็น 18 กลุ่ม และกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้จากการสุ่มอย่างง่าย (simple random sampling) ได้กลุ่มตัวอย่าง 6 กลุ่ม จำนวน 45 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามประกอบด้วย (1) แบบสอบถามการรับรู้สมรรถนะตนเองของนักศึกษาพยาบาล ซึ่งสร้างตามกรอบมาตรฐานการเรียนรู้ของสภาการพยาบาล ที่กำหนด 6 ด้าน ได้แก่ ด้านคุณธรรมจริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพ (11ข้อ) ด้านความรู้ (5 ข้อ) ด้านทักษะทางปัญญา (4 ข้อ) ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ (5 ข้อ) ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ (5 ข้อ) และด้านทักษะการปฏิบัติทางวิชาชีพ (9 ข้อ) และ (2) ความพึงพอใจการจัดกิจกรรมบทบาทสมมติวิชาการพยาบาลมารดา ทารกและผดุงครรภ์ 1 ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา เท่ากับ .9 และได้ ใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟ่าหาค่าความเชื่อมั่น ได้ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ .950 และ .923 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนา และ paired t-test ผลการวิจัย พบว่า 1) นักศึกษาพยาบาลมีการรับรู้สมรรถนะตนเองหลังการแสดงบทบาทสมมติ มีค่าเฉลี่ยสูงกว่าก่อนการเรียนบทบาทสมมติและแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < .05) 2) นักศึกษาพยาบาลมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมบทบาทสมมติในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (gif.latex?\bar{X} = 3.81, SD = .28) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีคะแนนค่าเฉลี่ยความพึงพอใจมากที่สุด ได้แก่ ด้านผู้เรียน (gif.latex?\bar{X} = 3.92, SD = .20) ส่วนด้านที่มีคะแนนค่าเฉลี่ยความพึงพอใจน้อยที่สุด ได้แก่ ด้านกระบวนการจัดการเรียนรู้ (gif.latex?\bar{X} = 3.76, SD = .35) ข้อเสนอแนะ ควรมีการจัดการเรียนการสอนโดยใช้บทบาทสมมติ และมีการสะท้อนความคิดของแต่ละกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักศึกษาพยาบาล

เอกสารอ้างอิง

กรรณิการ์ มีราวุฒิ. (2560). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความพึงพอใจในการจัดการเรียนการสอนรายวิชา 0109431 นิทานสุภาษิตจีนโดยใช้บทบาทสมมติของนิสิตหลักสูตรวิชาภาษาจีนชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยทักษิณ. วารสารอินทนิลทักษณสาร, 12(3ฉบับพิเศษ), 127-140.

จันทกานต์ ไพรศรี, สรพล จิรสวัสดิ์, และสุขุม เฉลยทรัพย์. (2561). การใช้บทบาทสมมติช่วยพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5. วารสารบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสวนดุสิต, 14(3), 267-275.

ธานินทร์ ศิลป์จารุ. (2555). การวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติด้วย SPSS และ AMOS (พิมพ์ครั้งที่ 13). กรุงเทพฯ: ห้างหุ้นส่วนสามัญบิสซิเนสอาร์แอนด์ดี

ชฎารัฐ ขวัญนาค, และ สำราญ เลิศคอนสาร. (2562). กิจกรรมการเรียนรู้แบบภาระงานด้วยการสาธิตและแสดงบทบาทสมมุติในรายวิชาสัมมนา ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี. วารสารการจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรม, 6(1), 118-126.

ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง มาตรฐานคุณวุฒิระดับปริญญาตรี สาขาพยาบาลศาสตร์ พ.ศ. 2560. (2560). มาตรฐานคุณวุฒิระดับปริญญาตรี สาขาพยาบาลศาสตร์. สืบค้นจาก http://www.mua.go.th/users/tqf

สุพรรณี ชาญประเสริฐ. (2557). Active Learning: การจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21. นิตยสารสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 42(188), 3-6.

สุชาดา ทิพย์มนตรี. (2556). ประสิทธิผลของการใช้การแสดงบทบาทสมมติในการสอน. สงขลา: มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.

สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา สำนักนโยบายและแผนการอุดมศึกษา. (2561). แผนอุดมศึกษาระยะยาว 20 ปี พ.ศ. 2561 – 2580. กรุงเทพฯ: บริษัท พริกหวานกราฟฟิค จำกัด.

ทิศนา แขมณี. (2558). ศาสตร์การสอน : องค์ความรู้เพื่อการจัดการกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ (พิมพ์ครั้งที่ 19). กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

วารินท์พร ฟันเฟื่องฟู. (2562). การจัดการเรียนรู้ Active Learning ให้สำเร็จ. วารสารวไลยอลงกรณ์ปริทัศน์ (มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์), 9(1), 135-145.

Krebt, D. M. (2017). The effectiveness of role play techniques in teaching speaking for EFL college students. Journal of Language Teaching and Research, 8(5), 863-870. Retrieved 27/5/2563 from http://www.academypublication.com/ojs/index.php/jltr/article/view/jltr0805863870

Dorri, S., Farahani, M. A., Maserat, E., & Haghani, H. (2019). Effect of role-playing on learning outcome of nursing students based on the Kirkpatrick evaluation model. Journal of Education and Health Promotion, 8, 197. Retrieved 27/5/2563 from https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC6852299/

Sebold, L. F., Boell, J. E. W., Fermo, V. C., Girondi, J. B. R., & Santos, J. L. G. D. (2018). Role -playing: teaching strategy that encourages reflections on nursing care. Revista Brasileira de Enfermagem, 71(6), 2706- 2712.

Suryani, L. (2015). The effectiveness of role play in teaching speaking. ELTIN JOURNAL, Journal of English Language Teaching in Indonesia, 3(2), 106-109.

Vizeshfar, F., Dehghanrad, F., Magharei, M., & Javad Sobhani, S. M. (2016). Effects of Applying Role Playing Approach on Nursing Students ‘Education, Shiraz University of Medical Sciences, Shiraz, Iran. International Journal of Humanities and Cultural Studies. 1772 – 1781. Retrieved 25/6/2563 from https://www.semanticscholar.org/paper/Effects-of-Applying-Role-Playing-Approach-on-Vizeshfar-Dehghanrad/ba52e5ecf19bc7a9cd9d45ff67e19ff6d9139649

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2020-12-26

รูปแบบการอ้างอิง

เครือโชติกุล ส., & โอดมี ส. (2020). ผลการเรียนรู้แบบบทบาทสมมติต่อการรับรู้สมรรถนะนักศึกษาพยาบาล ในวิชาการพยาบาลมารดา ทารกและผดุงครรภ์ 1 วิทยาลัยเซนต์หลุยส์. วารสารสุขภาพกับการจัดการสุขภาพ, 6(2), 28–39. สืบค้น จาก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/slc/article/view/243977

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย