ประสิทธิผลของโปรแกรมการเฝ้าระวังการบริโภคเครื่องดื่มที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของนักศึกษาปริญญาตรี วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดพิษณุโลก ภายใต้แนวคิด สบช.โมเดล

ผู้แต่ง

  • รัชชลิตา วันทาแก่น โรงพยาบาลบ้านด่านลานหอย จังหวัดสุโขทัย
  • จริศยา กุลเกียว นักวิชาการอิสระ
  • ยุทธนา แยบคาย วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดพิษณุโลก คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก https://orcid.org/0000-0001-5270-6214
  • วิชัย เทียนถาวร สถาบันพระบรมราชชนก
  • ณรงค์ ใจเที่ยง คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก

คำสำคัญ:

พฤติกรรมการบริโภค, เครื่องดื่มที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ, แนวคิด สบช.โมเดล

บทคัดย่อ

การวิจัยกึ่งทดลองชนิดกลุ่มตัวอย่างสามกลุ่ม วัดก่อนและหลังการทดลองครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความเชื่อด้านสุขภาพและพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพระหว่างกลุ่มทดลองที่ 1 กลุ่มทดลองที่ 2 และกลุ่มควบคุม ก่อนและหลังการทดลอง และเพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความเชื่อด้านสุขภาพและพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ภายในกลุ่มทดลองที่ 1 กลุ่มทดลองที่ 2 และกลุ่มควบคุม ก่อนและหลังการทดลอง โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพร่วมกับแนวคิด สบช.โมเดล โดยมีกลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 จำนวน 111 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองที่ 1 กลุ่มทดลองที่ 2 และกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 37 คน ใช้การสุ่มตัวอย่างด้วยการจับฉลากแบบใส่คืน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมการเฝ้าระวังการบริโภคเครื่องดื่มที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ 2) สื่อ 7 สีเตือนภัย และ 3) แบบสอบถามความเชื่อด้านสุขภาพและพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยมีค่าความตรงเชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง .60-1.00 และค่าความเที่ยงของแบบสอบถามความเชื่อด้านสุขภาพ เท่ากับ .98 และพฤติกรรมการบริโภค เท่ากับ .87 และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติ Wilcoxon Signed-Rank Test และ Kruskal–Wallis H Test ผลการวิจัย พบว่า 1) ก่อนทดลอง ระหว่างกลุ่มทดลองที่ 1 กลุ่มทดลองที่ 2 และกลุ่มควบคุมมีความเชื่อด้านสุขภาพและพฤติกรรมการบริโภคไม่แตกต่างกัน ส่วนหลังทดลอง กลุ่มทดลองที่ 1 มีความเชื่อด้านสุขภาพและพฤติกรรมการบริโภคสูงกว่ากลุ่มทดลองที่ 2 และสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และกลุ่มทดลองที่ 2 มีคะแนนเฉลี่ยความเชื่อด้านสุขภาพและพฤติกรรมการบริโภคสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) หลังทดลอง กลุ่มทดลองที่ 1 และกลุ่มทดลองที่ 2 มีความเชื่อด้านสุขภาพและพฤติกรรมการบริโภคสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนกลุ่มควบคุมมีความเชื่อด้านสุขภาพและพฤติกรรมการบริโภคไม่แตกต่างกันกับก่อนทดลอง

เอกสารอ้างอิง

กชกร วัชรสุนทรกิจ, มาริสา อินสุข, และลฎาภา อุตสม. (2567). รายงานผลการสำรวจพฤติกรรมสุขภาพ ความรอบรู้และปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่อสุขภาพวัยทำงานเขตสุขภาพที่ 2 ปี พ.ศ. 2566. https://hpc2.anamai.moph.go.th/th/dmkm-2567/download/?did=227529&id=114009&reload

พรพิชชา พรมมี, ณัฐกฤตา ศิริโสภณ, ธีรพล ผังดี, ณิชาภา แพรกน้อย, และอาคม ทิพย์เนตร. (2564). ประสิทธิผลของโปรแกรมสุขศึกษาโดยประยุกต์ใช้แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มรสหวานของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น. วารสารสุขศึกษา พลศึกษา และสันทนาการ, 47(1), 254-267.

พรรณี ปีติสุทธิธรรม, และชยันต์ พิเชียรสุนทร. (2561). ตำราการวิจัยทางคลินิก (พิมพ์ครั้งที่ 4). อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง.

ปราโมทย์ วงศ์สวัสดิ์. (2561). แบบแผนการวิจัยเชิงทดลอง: การประยุกต์ใช้ในงานวิจัยเพื่อพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ. เจริญดีมั่นคงการพิมพ์.

วิชัย เทียนถาวร. (2566). แนวคิด สบช.โมเดล. https://pi.ac.th/news_view.php?n_id=448

สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล. (2566). การสำรวจติดตามพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มที่มีรสหวานและเครื่องดื่มที่ได้ฉลากทางเลือกสุขภาพ เพื่อใช้ขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมอาหารเพื่อสุขภาวะ ปี 2566. https://ipsr.mahidol.ac.th/wp-content/uploads/2024/07/Food_SSB.pdf

สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2564). การสำรวจด้านพฤติกรรมสุขภาพของประชากร พ.ศ. 2564. https://www.nso.go.th/nsoweb/storage/survey_detail/2024/20230505110449_60642.pdf

โสรยา เฉลยจิต, ลักขณา อุ้ยจิรากุล, เทพธิดา นนทีอุทก, และพจณิชา แก้วพิรา. (2567). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับปริมาณการบริโภคเครื่องดื่มรสหวานผสมน้ำตาลของบุคลากรทางการแพทย์. วารสารทันตาภิบาล, 35(1), 71-82.

อธิบ ตันอารีย์, และพลเทพ วิจิตรคุณากร. (2562). สถานการณ์การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และดัชนีความเสี่ยงต่อปัญหาแอลกอฮอล์ของจังหวัดในประเทศไทย: ข้อมูลสำรวจ พ.ศ. 2560. วารสารวิจัยระบบสาธารณสุข, 13(4), 353-367.

อนันต์ มิตคำ, และจักรพันธ์ เพ็ชรภูมิ. (2564). ผลของโปรแกรมสร้างเสริมความตั้งใจไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย. วารสารควบคุมโรค, 47(2), 267-277.

อัศนี วันชัย, จิตติพร ศรีษะเกตุ, และวิชัย เทียนถาวร. (2566). การประยุกต์ใช้ปิงปองจราจรชีวิต 7 สีในการเฝ้าระวังโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง: การทบทวนขอบเขตงานวิจัย. วารสารวิจัยการพยาบาลและวิทยาศาสตร์สุขภาพ, 15(2), e267915.

Becker, M. H., & Maiman, L. A. (1975). Sociobehavioral determinants of compliance with health and medical care recommendations. Medical Care, 13(1), 10-24. https://doi.org/10.1097/00005650-197501000-00002

World Health Organization. (2024). Over 3 million annual deaths due to alcohol and drug use, majority among men. https://www.who.int/news/item/25-06-2024-over-3-million-annual-deaths-due-to-alcohol-and-drug-use-majority-among-men

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-06-22

รูปแบบการอ้างอิง

วันทาแก่น ร., กุลเกียว จ., แยบคาย ย., เทียนถาวร ว., & ใจเที่ยง ณ. (2026). ประสิทธิผลของโปรแกรมการเฝ้าระวังการบริโภคเครื่องดื่มที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของนักศึกษาปริญญาตรี วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดพิษณุโลก ภายใต้แนวคิด สบช.โมเดล. วารสารสุขภาพกับการจัดการสุขภาพ, 12(1), 26–38. สืบค้น จาก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/slc/article/view/280794

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย