ตัวแปรพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของเด็กและเยาวชนที่ติดเชื้อเอชไอวี ที่มารับบริการตรวจรักษาในโรงพยาบาลภาครัฐ เขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ผู้แต่ง

  • สุลีมาศ อังศุเกียรติถาวร สถาบันวิจัยพฤติกรรมศาสตร์
  • ลัดดาวัลย์ เกษมเนตร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
  • ประทีป จินงี่ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

คำสำคัญ:

พฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเอง, เด็กและเยาวชน, เอชไอวี

บทคัดย่อ

การวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมาย 2 ประการ คือ 1) ศึกษาอำนาจในการทำนายพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของเด็กและเยาวชนที่ติดเชื้อเอชไอวี จากปัจจัยภายในตัวบุคคล ได้แก่ เจตนาต่อพฤติกรรม การรับรู้ ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรมที่มีอยู่จริง ความรับผิดชอบต่อตนเอง และปัจจัยภายนอกตัวบุคคลได้แก่ การสนับสนุนทางสังคม การควบคุมทางสังคม 2) ศึกษาปฏิสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยภายในตัวบุคคล ปัจจัยภายนอกตัวบุคคลของเด็กและเยาวชนที่ติดเชื้อเอชไอวีที่มีต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ เด็กและเยาวชนอายุ 13 - 24 ปีที่ติดเชื้อเอชไอวี ทราบสถานะการติดเชื้อเอชไอวีของตนและได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสที่มารับบริการตรวจรักษาที่ตึกผู้ป่วยนอกในโรงพยาบาลภาครัฐ เขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ได้แก่ โรงพยาบาลศิริราช สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี และสถาบันบำราศนราดูร จำนวนทั้งสิ้น 155 คน แบ่งเป็นเด็กอายุ 13 - 18 ปี จำนวน 129 คน และเยาวชนอายุ 19 - 24 ปี จำนวน 26 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม 8 ตอน ประกอบด้วยข้อมูลส่วนตัว และแบบสอบถามตามตัวแปรที่ศึกษา การวิเคราะห์ข้อมูลใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปเพื่อหาค่าสถิติพื้นฐาน สถิติทดสอบที การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบสองทาง และวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1. การรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม เจตนาต่อพฤติกรรม ความรับผิดชอบต่อตนเองและการควบคุมทางสังคม สามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของเด็ก และเยาวชนที่ติดเชื้อเอชไอวีได้ร้อยละ 67.8 2. ไม่พบปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรปัจจัยภายใน คือเจตนาต่อพฤติกรรม การรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรมที่มีอยู่จริง ความรับผิดชอบต่อตนเอง และตัวแปรปัจจัยภายนอกคือการสนับสนุนทางสังคม การควบคุมทางสังคมต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของเด็กและเยาวชนที่ติดเชื้อเอชไอวี

Downloads

Download data is not yet available.

เอกสารอ้างอิง

1. กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวี และผู้ป่วย โรคเอดส์ เยาวชนและผู้ใหญ่ในประเทศไทย. (ฉบับปรับปรุง ครั้ง ที่ 8). นนทบุรี: ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย 2547

2. ชีวนันท์ เลิศพิริยสุวัฒน์, สัญชัย ชาสมบัติ และพีรมน นิงสานนท์. การประมาณการค่าใช้จ่ายชุดบริการยาต้านรีโทรไวรัสในโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า พ.ศ.2549 - 2553. วารสารโรคเอดส์. 2549; 19(1): 35-47.

3. Joint United Nations Program on HIV/AIDS (UNAIDS) and World Health Organization (WHO). (2006). AIDS epidemic update. Geneva, UNAIDS, WHO.
4. กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ. โรคติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ในเด็ก. กรุงเทพฯ: ประชาชน.

5. Ajzen,I. (2006). Theory Planned Behavior. Retrieved August 27, 2006. from www.people.umass.edu/aizen/ tpbrefs.html.

6. Ajzen,I.& Fishbein, M. Understanding Attitude and Predicting Social Behavior. 1980. Englewood Cliffs, NJ: Prentice Hall.

7. ศิริวรรณ โพธ์ิวัน. ความสัมพันธ์ระหว่างเจตนาในการกระทำพฤติกรรมการบริโภคอาหาร เพื่อการเล่นกีฬาและการรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรมและพฤติกรรมการบริโภคอาหาร เพื่อการเล่นกีฬาของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตร วิชาการศึกษาขั้นสูง วิทยาลัยพลศึกษาในเขตภาคกลาง ตามทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน. ปริญญา นิพนธ์ วท.ม. (การวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ประยุกต์). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. 2546

8. Nejad, L.M.; Wertherim, E.H.;& Greenwood, K.M. Predicting dieting behavior by using, modifying, and extending the theory of planned behavior. In Journal of Applied Social Psychology. 2004; 34: 2099- 2131

9. Cortes, Tomas M. A 1st application of the theory of planned behavior to explain the abandonment of treatment by dependent alcoholics. In Revista de Psicologia General Aplicada. 2001; 54: 389- 405. Retrieved August 27,2006, from
www. people.umass.edu/aizen/tpbrefs.html

10.Jennings - Dozier, K. Predicting intentions to obtain a Pap smear among African American and Latina women: testing the theory of planned behavior. In Nursing Research. 1999; 48: 198 - 205. Retrieved August 27, 2006, from
www.people.umass.edu/aizen/ tpbrefs.html

11.Lewis, Megan A.;& Butterfield, Rita M. Social Control in Marital Relationships: Effect of One's Partner on Health Behaviors. In Journal of Applied Social Psychology. 2007; 37: 298-319.

12.Tucker Joan S.; Elliott Marc N. and Klein David J. Social Control of Health Behavior: Associations With Conscientiousness and Neuroticism. Retrieved July 14, 2007 from http://psp.sagepub.com

13.สงวน สุทธิเลิศอรุณ. พฤติกรรมมนุษย์กับการพัฒนาตนเอง. กรุงเทพฯ: อักษราพิพัฒน์. 2545

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

31-12-2009

รูปแบบการอ้างอิง

1.
อังศุเกียรติถาวร ส, เกษมเนตร ล, จินงี่ ป. ตัวแปรพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของเด็กและเยาวชนที่ติดเชื้อเอชไอวี ที่มารับบริการตรวจรักษาในโรงพยาบาลภาครัฐ เขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล. Dis Control J [อินเทอร์เน็ต]. 31 ธันวาคม 2009 [อ้างถึง 4 กุมภาพันธ์ 2026];35(4):258-66. available at: https://he01.tci-thaijo.org/index.php/DCJ/article/view/155953

ฉบับ

ประเภทบทความ

นิพนธ์ต้นฉบับ