การเฝ้าระวังการระบาดของเชื้อเอชไอวีดื้อยาต้านไวรัสในประเทศไทย ปี 2552
คำสำคัญ:
การเฝ้าระวัง, การดื้อยา, ยาต้านไวรัสบทคัดย่อ
การเฝ้าระวังการระบาดของเชื้อเอชไอวีดื้อยาต้านไวรัสครั้งนี้ ได้ศึกษาในกลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวี/ผู้ป่วยเอดส์ที่กินยาต้านไวรัสนานมากกว่า 6 เดือน 398 ราย และ กลุ่มผู้ติดเชื้อ/ผู้ป่วยเอดส์ที่ไม่ได้กินยา 96 ราย รวม 495 ราย ใน 21 จังหวัดจากทุกภาคของประเทศไทย ผู้ติดเชื้อ/ผู้ป่วยเอดส์ที่กินยาต้านไวรัส ส่วนใหญ่กินยาต้านไวรัสสูตร GPO-VIR ร้อยละ 61.1 เมื่อตรวจหาปริมาณไวรัสในตัวอย่างพลาสมาของผู้ติดเชื้อ/ผู้ป่วยเอดส์ พบว่ามี 124 ราย ที่มีปริมาณไวรัสในพลาสมา > 1,000 copies/ml ในจำนวนนี้ 93 ราย เป็นผู้ติดเชื้อ/ผู้ป่วยเอดส์ที่ไม่ได้กินยา และได้ตรวจการกลายพันธุ์ที่ส่งผลให้เกิดการดื้อยาต้านไวรัสต่อไปในกลุ่มผู้ติดเชื้อ/ผู้ป่วยเอดส์ 112 ราย ซึ่งตรวจพบการกลายพันธุ์ในตำแหน่งต่างๆ บนยีน Reverse transcriptase (RT) และ Protease โดยเป็นผู้ติดเชื้อ/ผู้ป่วยเอดส์ที่กินยาต้านไวรัส 21 ราย และไม่ได้กินยาต้านไวรัส 91 ราย ในกลุ่มผู้ติดเชื้อ/ผู้ป่วยเอดส์ที่กินยาต้านไวรัส 21 ราย ตำแหน่งการกลายพันธุ์ที่ส่งผลให้เกิดการดื้อต่อยาต้านไวรัสกลุ่ม NRTIs ที่พบความถี่สูงสุดคือ M184V/I ร้อยละ 81.0 และพบการดื้อยา 3TC /FTC สูงสุด 17 ราย ส่วนตำแหน่งการกลายพันธุ์ชนิด Thymidine analogue-associated mutations (TAMs) 6 ตำแหน่งมีความถี่ดังนี้ M41L ร้อยละ 14.3 D67N ร้อยละ 28.6 K70R ร้อยละ 9.5 L210W (ตรวจไม่พบ) T215Y/F ร้อยละ 52.4 และ K219R ร้อยละ 33.3 ส่วนตำแหน่งการกลายพันธุ์ ที่ส่งผลให้เกิดการดื้อต่อยาต้านไวรัสกลุ่ม NNRTIs พบความถี่ดังนี้ A98G ร้อยละ 9.5 K101Q/E ร้อยละ 9.5 K103N ร้อยละ 23.8 V108I ร้อยละ 4.8 Y181C/I ร้อยละ 52.4 และ G190A/S ร้อยละ 33.3 และพบการดื้อยา NVP และ EFV 20 และ 10 ราย ตามลำดับ การกลายพันธุ์ส่งผลต่อการดื้อยาต้านไวรัสกลุ่ม PIs พบได้หลายตำแหน่งในผู้ติดเชื้อ/ผู้ป่วยเอดส์ที่กินยาต้านไวรัสทั้ง 21 ราย แต่มี เพียง 2 ราย ที่พบการดื้อต่อยาต้านไวรัสในกลุ่ม PIs คือดื้อยา IDV และ APV/FPV 1 ราย และดื้อยา SQV/r 1 ราย สำหรับกลุ่มผู้ติดเชื้อ/ผู้ป่วยเอดส์ที่ไม่ได้กินยาต้านไวรัส 91 ราย พบความถี่ของตำแหน่งการกลายพันธุ์ในตำแหน่งต่างๆ ที่ส่งผลให้เกิดการดื้อต่อยาต้านไวรัสกลุ่ม NRTIs และ NNRTIs เพียงร้อยละ 1.1-3.3 และมีการดื้อยา 3TC/FTC NVP และ EFV เพียง 1 5 และ 3 ราย ตามลำดับ มีผู้ติดเชื้อ/ผู้ป่วยเอดส์ที่ไม่ได้กินยาต้านไวรัส เพียง 1 ราย ที่พบการกลายพันธุ์ ส่งผลต่อการดื้อยาต้านไวรัสกลุ่ม PIs คือดื้อยา IDV และ APV/FPV โดยสรุป การเฝ้าระวังการระบาดของเชื้อเอชไอวีดื้อยาต้านไวรัสในครั้งนี้ กลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวี/ผู้ป่วยเอดส์ที่รักษาด้วยยาต้านไวรัส สามารถพบเชื้อเอชไอวีดื้อยาต้านไวรัส ร้อยละ 5.3 (21/398) โดยพบได้สูงสุดในกลุ่มที่กินยาต้านไวรัสนาน > 6 เดือน -1 ปี ร้อยละ 9.1 (7/77) ส่วนกลุ่มผู้ติดเชื้อ/ผู้ป่วยเอดส์ที่ไม่ได้กินยาต้านไวรัส พบเชื้อเอชไอวีดื้อยาต้านไวรัส ร้อยละ 6.25 (6/96)
Downloads
เอกสารอ้างอิง
2. สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค. สถานการณ์ผู้ป่วยเอดส์ ณ วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2552. http://203.157.15.4/index. php?page=5061
3. กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์. แนวทางการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยโรคเอดส์ เด็กและผู้ใหญ่ในประเทศไทยปี พ.ศ. 2545.
4. Cohen J. Thailand do-it-yourself therapy. Science 2003; 301:1662.
5. สำนักหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข. รายงานสรุปภาพรวมการให้บริการผู้ติดเชื้อเอชไอวี/ผู้ป่วยเอดส์ระดับประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2552 ถึง 31 กรกฎาคม 2552. http://www.nhso.go.th.
6. Schechter M, Suely Hiromi Tuboi SH. Discordant immunological and virological responses to antiretroviral therapy. J Antimicrob Chemother 2006; 58: 506-510.
7. Sutthent R, Arworn D, Surapol Kaoriangudom S, et al. HIV-1 drug resistance in Thailand: Before and after National Access to Antiretroviral Program. J Clin Virol 2005; 34:272-276.
8. วสันต์ จันทราทิตย์. บทที่ 3 การระบาดของเชื้อเอชไอวี และการติดตามอุบัติการณ์การเกิดเชื้อดื้อยาต้านไวรัสในประเทศไทย ด้วยเทคนิคอณูชีววิทยา และชีวสารสนเทศ. ในการเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีด้วยเทคโนโลยีอณูชีววิทยา ชีวสารสนเทศ และ เภสัชพันธุศาสตร์. บริษัทกราฟฟิค ฮัท จำกัด 2550.
9. สุรพล เกาะเรียนอุดม. การเฝ้าระวังการดื้อยาต้านไวรัสของเชื้อเอชไอวีในกลุ่มผู้รับประทานยาต้านไวรัสในประเทศไทย. วารสารกรมควบคุมโรค 2552; 35(1): 23-30.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความที่ลงพิมพ์ในวารสารควบคุมโรค ถือว่าเป็นผลงานทางวิชาการหรือการวิจัย และวิเคราะห์ตลอดจนเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่ใช่ความเห็นของกรมควบคุมโรค ประเทศไทย หรือกองบรรณาธิการแต่ประการใด ผู้เขียนจำต้องรับผิดชอบต่อบทความของตน


