การพัฒนารูปแบบการควบคุมสถานการณ์การดื้อยาวัณโรคหลายขนาน ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน
คำสำคัญ:
รูปแบบการควบคุมการดื้อยาวัณโรคหลายขนาน, ภาคเหนือตอนบนบทคัดย่อ
ประเทศไทยได้นำเอากลยุทธ DOTS มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมวัณโรค ตั้งแต่ ปี 2540 อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่สำคัญตามตัวชี้วัดในการควบคุมวัณโรคขององค์การอนามัยโลก ซึ่งรวมถึงอัตราการดื้อยาหลายขนานของเชื้อวัณโรค โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนที่สูงขึ้นเกินระดับ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบรูปแบบการควบคุมสถานการณ์การดื้อยาวัณโรคหลายขนานในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน โดยกำหนดรูปแบบการควบคุมสถานการณ์การดื้อยาวัณโรคหลายขนานเป็น 2 รูปแบบ ซึ่งรูปแบบที่ 1 มี 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 นำเสมหะที่ตรวจพบเชื้อวัณโรคทุกราย ณ วันที่ตรวจพบเชื้อจากโรงพยาบาลทุกแห่งในเขต 3 จังหวัด ภาคเหนือตอนบน( เชียงใหม่ ลำพูนและพะเยา) ตั้งแต่ เมษายน 2551 - กันยายน 2552 มาตรวจคัดกรองแยกผู้ป่วยที่ไม่ใช่ วัณโรคปอด ขั้นตอนที่ 2 ทดสอบความไวต่อเชื้อวัณโรคทุกราย โดยทราบผลภายใน 1 เดือน ขั้นตอนที่ 3 ให้บริการดูแลรักษาตามแนวทางแห่งชาติสำหรับการรักษาวัณโรคดื้อยาหลายขนาน โดยวิธีปกติ ส่วนรูปแบบที่ 2 มี 3 ขั้นตอนเช่นเดียวกัน แต่ เสริมบริการสื่อสารเตือนผู้ป่วยให้กินยาทุกมื้อโดยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ ในขั้นตอนที่ 3 นี้ใช้การศึกษาทดลองแบบ Randomized controlled trial เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิผลของการดูแลรักษาผู้ป่วยวัณโรคที่ดื้อยาหลายขนาน ระหว่างรูปแบบที่ 1 และรูปแบบที่ 2 โดยผู้ป่วยวัณโรคที่ดื้อยาจะถูกสุ่มตัวอย่างแบบง่ายให้อยู่ในกลุ่มรูปแบบที่ 1 และรูปแบบที่ 2 อย่างต่ำกลุ่มตัวอย่างละ 19 ราย โดยติดตามทุกรายจนครบ 18 เดือนจึงประเมินผล พบว่ารูปแบบที่2 มี conversion rate ที่เดือนที่ 1 เป็นร้อยละ 84.2 เดือน 3 เป็น ร้อยละ 89.5 เดือนที่ 5 เป็น ร้อยละ 100 ในขณะที่กลุ่มรูปแบบที่ 1 มี conversion rate ที่เดือนที่ 1 ร้อยละ 57.9 เดือนที่ 2 เป็นร้อยละ 73.7 เดือนที่ 3 กับ 5 เป็นร้อยละ 84.2 และ 94.7 ตามลำดับ และเป็นร้อยละ 100 ณ เดือนที่ 9 ซึ่งแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ p<0.001 อัตราการรักษาสำเร็จของรูปแบบที่ 2 สูงกว่ารูปแบบที่ 1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.024) โดยรูปแบบที่ 2 พบการรักษาสำเร็จสูงถึงร้อยละ 100 ในขณะที่ กลุ่มรูปแบบที่ 1 มีการรักษาสำเร็จเพียงร้อยละ 73.7 สำหรับอัตราการดื้อยาหลายขนานในพื้นที่ศึกษา มีแนวโน้มลดลงจากร้อยละ 4.1 ในช่วงเมษายน-กันยายน 2551 เป็นร้อยละ 3.3 ในช่วงตุลาคม 2551- มีนาคม2552 และคงเหลือร้อยละ 1.8 ในช่วงเดือน เมษายน-กันยายน 2552 จากผลสำเร็จของรูปแบบที่ 2 ถือว่าเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยให้อัตรา การดื้อยาหลายขนานในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคเหนือตอนบนที่เคยมีอัตราการดื้อยาหลายขนานสูง ลดลง ต่ำกว่าระดับ Hot Spot ได้ในระยะเวลาเพียง 1 ปี จึงเห็นว่า กลวิธี DOTS –PLUS ที่เสริมด้วยโทรศัพท์เคลื่อนที่ ตามรูปแบบที่ 2 เป็นสิ่งที่ควรสนับสนุนให้มีการขยายพื้นที่ดำเนินการเพื่อให้การควบคุมวัณโรคของประเทศไทยมีประสิทธิภาพ และสามารถประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย Millennium Development Goals พ.ศ.2558
Downloads
เอกสารอ้างอิง
2. Global Tuberculosis Control: Surveillance, Planning, financing. WHO Report 2008. Geneva, World Health Organization
3. เอกสารการดำเนินงานป้องกันควบคุมวัณโรค โดยสำนักงานบริหารโครงการกองทุนโลกด้านวัณโรค
4. http://203.157.19.193/aids/aidatab8.html.
5. เอกสารรายงานการกำกับติดตามประเมินผลงานวัณโรคระดับชาติ ปีงบประมาณ 2544-2548 . รายงานการขึ้นทะเบียนรักษาวัณโรค ประจำปี 2548 (1 ตุลาคม 2547- 30 กันยายน 2548)
6. Kunawararak P, Chanwong S, Pokeaw P, Siri S, Prapanwong A, Lergngarm S, The situation of nontuberculous mycobacterium (NTM) in UpperNorth of Thailand. Abstract : 9th International conference on AIDS in Asia and the Pacific, Bali, Indonesia 9-13 August 2009.
7. Yoshiyama T, Supawitkul S, Kunyanone N, et al. Prevalence of drug-resistance tuberculosis in an area with human immunodeficiency virus epidemics in northern Thailand. Int J Tuberc Lung Dis. 2001; 5: 32-39
8. Yoshiyama T, Yanai H, Rhiengtong D, Palittapong arnpim P, Nampaisan O, Supawitkul S, Uthaivorawit W, Mori T. Development of acquired drug resistance in recurrent tuberculosis patients with various previous treatment outcomes. Int J Tuberc Lung Dis. 2004; 8(1): 31-37
9. Tubercolosis Control in the South-East Asia Region: Advocacy and planning, WHO Support to TB Control in Region. The Regionnal Report: New Delhi, WHO : 2006
10. เอกสารสรุปรายงานการประเมินผลการดำเนินงานควบคุมวัณโรค ของ Team องค์การอนามัยโลกในประเทศไทย เดือนกันยายน 2550
11 สุรสิงห์ วิศรุตรัตน์ และคณะฯ . การใช้ Mobile phone เพื่อช่วยการดูแลรักษาผู้ป่วยวัณโรค : สรุปรายงานเบื้องต้น. หนังสือพิมพ์ The Nation : Bangkok, 28 มกราคม 2550
12. Treatment of drug-resistance tuberculosis in special condition and situation . Guidelines for the programmatic management of drug-resistance tuberculosis, Geneva, WHO. 2006
13. ทัศนีย์ นุชประยูร, เติมศรี ชำนิจารกิจ. การวิจัยชุมชนทางการแพทย์. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; พิมพ์ครั้งที่ 2 :2533
14. Boom R, Soi CIA, Salimans MMM, et al. Rapid and simple method for purification of nucleic acids. J Clin Microbiol; 1990; 28: 495-503
15. Van Der Vliet G, Schukkink R,van Gemen B, et al. Nucleic acid sequence-based amplification (NASBA) for the identification of mycobacterie J General Microbiol. 1993; 139: 2423-2429.
16. Tyagi,S. and Kramer,F.R. Molecular beacons: Probes that fluoresce upon hybridaization. Nature Biotechnol. 1996; 14: 303-308
17. สำนักวัณโรค กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางแห่งชาติสำหรับการรักษาวัณโรคดื้อยาหลาย ขนาน (MDR-TB). 2551: 1-30.
18. http://203.157.45.99/epinorth/tb/tb.pdf
19. Tuberculosis Research Center Chennai; India. Low rate of Emergence of drug resistance in sputum positive patients treated with short course chemotherapy. International Journal of Tuberculosis and Lung Disease. 2001; 5(1): 40-45
20. Nathanson E, Lambregts-van Weezenbeek C, Rich ML,Gupta R,Bayona J, et al. Multidrugresistant tuberculosis management in resourcelimited settings. Emerg Infect Dis. 2006; 12: 1389-1397.
21. Tupasl TE, Gupta R, Quelapio MID, Orillaza RB, Mira NR, et al. Feasibility and cost-effectiveness of treating multidrug-resistant tuberculosis: A cohort study in the Philippines. Plos Med 3:e352.doi:10.1371/journal.pmed. 0030352
22. World Health Organization. The feasibility and efficiency of controlling MDR -TB using the DOTS-Plus strategy in the Russian Federation. WHO/HTM/TB/2005.357c. Available: http://whqlibdoc.who.int/hq/2005/WHO_HTM_TB_ 2005.357_3_eng.pdf.Accessed 2 october 2007.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความที่ลงพิมพ์ในวารสารควบคุมโรค ถือว่าเป็นผลงานทางวิชาการหรือการวิจัย และวิเคราะห์ตลอดจนเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่ใช่ความเห็นของกรมควบคุมโรค ประเทศไทย หรือกองบรรณาธิการแต่ประการใด ผู้เขียนจำต้องรับผิดชอบต่อบทความของตน


