ประสิทธิผลของการให้การปรึกษาต่อการรับรู้ประโยชน์ของการออกกำลังกาย พฤติกรรมการออกกำลังกาย และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ของผู้ป่วยโรคเบาหวาน
DOI:
https://doi.org/10.14456/dcj.2014.7คำสำคัญ:
การให้การปรึกษา, การรับรู้ประโยชน์ของการออกกำลังกาย, พฤติกรรมการออกกำลังกาย, ผู้ป่วยโรคเบาหวานบทคัดย่อ
การศึกษาประสิทธิผลของการให้การปรึกษาต่อการรับรู้ประโยชน์ของการออกกำลังกาย พฤติกรรมการออกกำลังกาย และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ของผู้ป่วยโรคเบาหวาน เป็นการศึกษาแบบ prospective cohort study วัตถุประสงค์เพี่อศึกษาผลของการให้การปรึกษาต่อระดับการรับรู้ประโยชน์ของการออกกำลังกายของผู้ป่วยโรค เบาหวาน เปรียบเทียบความแตกต่างและความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ประโยชน์ของการออกกำลังกาย พฤติกรรมการออกกำลังกายกับปัจจัยด้านประชากร และศึกษาตัวแปรที่สามารถพยากรณ์การรับรู้ประโยชน์ของการออกกำลังกาย และพฤติกรรมการออกกำลังกายของผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ผ่านกระบวนการให้การปรึกษาที่คลินิกโรคเบาหวาน ในโรงพยาบาลชุมชนในจังหวัดราชบุรี เก็บรวบรวมข้อมูลโดยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 239 ราย ระยะเวลาการศึกษา พฤษภาคม 2555 ถึงเดือนพฤษภาคม 2557 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัย ใช้สถิติเชิงพรรณนา ใช้อธิบายลักษณะทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง อธิบายด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าต่ำสุด ค่าสูงสุด สถิติเชิงอนุมานใช้สำหรับการทดสอบสมมติฐาน โดยเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างปัจจัยด้านประชากร ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และการรับรู้ประโยชน์ของการออกกำลังกายของผู้ป่วยโรคเบาหวาน โดยใช้ t-test และ ANOVA วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านประชากรกับการรับรู้ประโยชน์ของการออกกำลังกาย และพฤติกรรมการออกกำลังกายของผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ผ่านกระบวนการให้การปรึกษา การรับรู้ประโยชน์ของการออกกำลังกาย ใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหพันธ์ของเพียร์สัน วิเคราะห์ตัวแปรพยากรณ์ใช้การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ โดยวิธี Enter และ Stepwise กำหนดระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 78.2 อายุมากกว่า 60 ปี ร้อยละ 43.1 รองลงมา 51-60 ปี ร้อยละ 34.3 อายุ 40-50 ปี ร้อยละ 17.6 และน้อยกว่า 40 ปี ร้อยละ 5.0 อายุเฉลี่ย 58.6 ปี อายุต่ำสุด 21 ปี อายุสูงสุด 80 ปี ระดับการศึกษา ประถมศึกษา ร้อยละ 78.7 รองลงมา ไม่ได้เรียนหนังสือ ร้อยละ 9.2 มัธยมศึกษา ร้อยละ 8.3 และอนุปริญญา ร้อยละ 3.8 อาชีพงานบ้าน ร้อยละ 45.6 รองลงมา รับจ้าง เกษตรกรรม และรับราชการ/รัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 18.8, 16.3, 14.2 และ 5.0 ตามลำดับ มีการออกกำลังกายได้ตามเกณฑ์ ร้อยละ 49.0 ออกกำลังกายไม่ได้ตามเกณฑ์ ร้อยละ 51.0 (ไม่ได้ออกกำลังกาย ร้อยละ 8.4) การรับรู้ประโยชน์ของการออกกำลังกาย ระดับสูง ร้อยละ 88.7 ระดับปานกลาง ร้อยละ 5.4 และ ระดับต่ำ ร้อยละ 5.9 โดยมีคะแนนเฉลี่ย 5.6 คะแนน จากคะแนนเต็ม 6 คะแนน ระดับพฤติกรรมการออกกำลังกาย ระดับสูง ร้อยละ 77.0 ระดับปานกลาง ร้อยละ 5.9 และระดับต่ำ ร้อยละ 17.2 โดยมีคะแนนเฉลี่ย 3.9 คะแนน จากคะแนนเต็ม 5 คะแนน และกลุ่มตัวอย่างที่มีพฤติกรรมการออกกำลังกายสม่ำเสมอ สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ตามมาตรฐาน มากกว่าร้อยละ 85.0 ปัจจัยด้านประชากร ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ ไม่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ประโยชน์ของการออกกำลังกาย และพฤติกรรมการออกกำลังกาย (p>0.05) การออกกำลังกายที่ปฏิบัติมากคือ การแกว่งแขน ร้อยละ 89.0 รองลงมาคือ การเดินเร็วๆ ร้อยละ 63.0 การให้การปรึกษารายกลุ่มเกี่ยวกับการรับรู้ประโยชน์ของการออกกำลังกาย มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับพฤติกรรมการออกกำลังกายของผู้ป่วยโรคเบาหวาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เมื่อพิจารณาค่าสัมประสิทธิ์ถดถอยของตัวพยากรณ์ทั้งหมดในรูปคะแนนมาตรฐาน ปรากฏว่า ตัวแปรที่สามารถพยากรณ์พฤติกรรมการออกกำลังกายของผู้ป่วยโรคเบาหวานได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ <0.001 คือ การให้การปรึกษารายกลุ่มเกี่ยวกับการรับรู้ประโยชน์ของการออกกำลังกาย
Downloads
เอกสารอ้างอิง
2. สุรเกียรติ อาชานานุภาพ. 9 อ. สู่ชีวิตใหม่และสุขภาพ. วารสารหมอชาวบ้าน 2538:16;186.
3. เฉก ธนะสิริ. ทำอย่างไรจึงจะปราศจากโรค และชะลอความชรา. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร: แปลนพับลิชชิ่ง; 2532.
4. จรวยพร ธรณินทร์. แอโรบิคแดนซ์เพื่อสุขภาพ. กรุงเทพมหานคร: ห้างหุ้นส่วนจำกัดการพิมพ์; 2530.
5. บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์. ระเบียบวิธีการวิจัยทางสังคมศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์และทำปกเจริญผล; 2540.
6. American Diabetes Association. Postprandial blood glucose. Diabetes Care 2001;29:775-8.
7. กองการพยาบาล สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข. การจัดบริการที่ส่งเสริมการดูแลสุขภาพตนเองโดยใช้กระบวนการกลุ่ม. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์; 2540.
8. ธีรนันท์ วรรณศิริ. การเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน ภายหลังการเดินบนสายพานเลื่อนที่แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลมหาราชเชียงใหม่ [วิทยานิพนธ์ปริญญาพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต]. เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่; 2532.
9. เทพ หิมะทองคำ. ความรู้เรื่องเบาหวาน ฉบับสมบูรณ์. กรุงเทพมหานคร: วิทยพัฒน์; 2547.
10. จารุนันท์ สมถะ. การสอนอย่างมีแบบแผนและการเยี่ยมบ้านที่มีผลต่อการลดระดับน้ำตาลในเลือด และการควบคุมภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยเบาหวาน โรงพยาบาลแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ [วิทยานิพนธ์ปริญญาสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต]. เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่; 2541.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความที่ลงพิมพ์ในวารสารควบคุมโรค ถือว่าเป็นผลงานทางวิชาการหรือการวิจัย และวิเคราะห์ตลอดจนเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่ใช่ความเห็นของกรมควบคุมโรค ประเทศไทย หรือกองบรรณาธิการแต่ประการใด ผู้เขียนจำต้องรับผิดชอบต่อบทความของตน


