ประสิทธิภาพของสารสกัดจากเนื้อไม้สักต่อลูกน้ำยุงลายบ้านและลูกน้ำยุงรำคาญ
DOI:
https://doi.org/10.14456/dcj.2014.14คำสำคัญ:
สารสกัดจากเนื้อไม้สัก, ลูกน้ำยุงลายบ้าน, ลูกน้ำยุงรำคาญบทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของสารสกัดจากเนื้อไม้สัก (Tectona grandis L.f.) ต่อลูกน้ำยุงลายบ้าน (Aedes aegypti (L.)) และลูกน้ำยุงรำคาญ (Culex quinquefasciatus Say) วัยที่ 3 ตอนปลาย หรือวัยที่ 4 ตอนต้น โดยวิธีจุ่มกับสารสกัดจากเนื้อไม้สักที่ได้มาจากวิธีแช่ยุ่ยและวิธีซอกห์เลต เพื่อหาอัตราการตาย จากระดับความเข้มข้น ร้อยละ 0.00, 0.25, 0.50, 1.00, 2.50 และ 5.00 (ปริมาตร/ปริมาตร) ที่ 24 ชั่วโมง ผลการศึกษาพบว่า สารสกัดจากเนื้อไม้สักด้วยวิธีแช่ยุ่ยที่ระดับความเข้มข้นร้อยละ 5.00 มีอัตราตายสูงสุดของลูกน้ำยุงลายบ้าน เท่ากับร้อยละ 98.00 ในขณะที่ระดับความเข้มข้นตั้งแต่ร้อยละ 0.00-0.50 ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ (p<0.05) ส่วนสารสกัดจากเนื้อไม้สักด้วยวิธีซอกห์เลตที่ระดับความเข้มข้นร้อยละ 5.00 มีอัตราตายสูงสุดเท่ากับร้อยละ 100 ทั้งนี้ ที่ระดับความเข้มข้นตั้งแต่ร้อยละ 0.00-0.50 ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ (p<0.05) เช่นกัน สำหรับอัตราตายของลูกน้ำยุงลายบ้านต่อสารสกัดจากเนื้อไม้สักด้วยวิธีแช่ยุ่ยและวิธีซอกห์เลต ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ (p<0.05) ในลูกน้ำยุงรำคาญ สารสกัดจากเนื้อไม้สักด้วยวิธีแช่ยุ่ยที่ระดับความเข้มข้นร้อยละ 5.00 มีอัตราตายสูงสุดเท่ากับร้อยละ 77.00 ขณะที่ระดับความเข้มข้นร้อยละ 0.00-0.25 ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ (p<0.05) ส่วนสารสกัดจากเนื้อไม้สักด้วยวิธีซอกห์เลตที่ระดับความเข้มข้นร้อยละ 5.00 มีอัตราตายสูงสุดเท่ากับร้อยละ 100 แต่ที่ระดับความเข้มข้นร้อยละ 0.00-0.50 ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ (p<0.05) สำหรับอัตราตายของลูกน้ำยุงรำคาญต่อสารสกัดจากเนื้อไม้สักด้วยวิธีแช่ยุ่ยและวิธีซอกห์เลต มีความแตกต่างกันทางสถิติอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) โดยสารสกัดจากเนื้อไม้สักด้วยวิธีซอกห์เลตมีประสิทธิภาพโดยเฉลี่ยดีกว่าสารสกัดจากเนื้อไม้สักด้วยวิธีแช่ยุ่ย โดยมีอัตราการตายเฉลี่ยที่ร้อยละ 31.67 และ 28.00 ตามลำดับ และมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างวิธีการสกัดสารจากเนื้อไม้สักกับระดับความเข้มข้น โดยสารสกัดจากเนื้อไม้สักด้วยวิธีซอกห์เลตที่ระดับความเข้มข้นร้อยละ 5.00 มีอัตราตายสูงสุดร้อยละ 100 ดังนั้น สารสกัดจากเนื้อไม้สักมีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ควบคุมลูกน้ำยุงลายบ้านและยุงรำคาญต่อไป
Downloads
เอกสารอ้างอิง
2. กรมควบคุมโรค. สถานการณ์โรคไข้ชิคุนกุนยา (Chikungunya Fever) ประเทศไทย [อินเทอร์เน็ต]. [สืบค้นเมื่อ 30 มิ.ย. 2552]. แหล่งข้อมูล: http://203.157.15.4/ chikun/chikun/situation/y52/chikun_200906261457.pdf
3. สุภัทร สุจริต. กีฏวิทยาการแพทย์. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์บัณฑิตพัฒนา; 2531.
4. วิชัย คงงามสุข, ประคอง พันธุ์อุไร, อุษาวดี ถาวระ, สมภพ โคตรวงษ์. การพัฒนาการผลิตจุลินทรีย์สายพันธุ์ท้องถิ่น Bacillussphacricus H.5 เพื่อกำจัดลูกน้ำยุงรำคาญ. ใน; ดร.อุษาวดี ถาวระ, บรรณาธิการ. ผลงานวิจัยด้านกีฏวิทยาทางการแพทย์. กรุงเทพมหานคร: บริษัท ดีไซร์ จำกัด: 2546; หน้า 115- 26.
5. Braga, I.A., J.B.P. Lima, S.S. Soares, D. Valle. Aedes aegyptei resistance to temephos during 2001 in several municipalities in the states of Rio de Janeiro, Sergipe, and Alagoas, Brazil. Mem. Inst. Oswaldo Cruz 2004;99:199-203.
6. Saelim, V., Kankaew, P, Sithiprasasna, R. Temephos resistance by bottle and biochemical assays in Aedes aegypti in Thailand [Internet], [cited 2005 Sep 11]. Available from: http://esa.confex.com/esa/2004/tech-program/paper_14849.htm.
7. Wirth, M.C., Ceorghiou, C.P. Selection and characterization of temephos resistance in a population of Aedes aegypti from Tortola, British Virgin Islands. J. Am. Mosq Control Assoc 1999;15:315-20.
8. Cheng, S.-S., C.-G. Huang, W.-J. Che, Y.- H. Kuo, S.-T. Chang. Larvicidal activity of tectoquinone isolated from red heartwood-type Crytomeria japonica against two mosquito species. Bioresource Technology 2008;99:3617- 22.
9. Premrasmi T, H.H. Dietrichs. Nature and distribution of extractives in Teak (Tectonagrandis Linn.) from Thailand. The Natural History Bulletin of Siam Society 1967;22:1-14.
10. ทรรศนีย์ กิติรัตน์ตระการ, ยุพาพร สรนุวัฒน์. เทคโทควิโนนในไม้สักจากสวนป่า [อินเทอร์เน็ต]. [สืบค้นเมื่อ 26 ม.ค. 2555]. แหล่งข้อมูล: http://www.lib.ku.ac.th/ KUCONF/data52/ KC4701031.pdf
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความที่ลงพิมพ์ในวารสารควบคุมโรค ถือว่าเป็นผลงานทางวิชาการหรือการวิจัย และวิเคราะห์ตลอดจนเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่ใช่ความเห็นของกรมควบคุมโรค ประเทศไทย หรือกองบรรณาธิการแต่ประการใด ผู้เขียนจำต้องรับผิดชอบต่อบทความของตน


