การศึกษาผลของนวัตกรรมถังหยอดข้าวต่อการป้องกันท่าทางการทำงาน ที่ไม่เหมาะสม และลดความปวดของกล้ามเนื้อหลัง : กรณีศึกษา เกษตรกรปลูกข้าว ในจังหวัดเพชรบูรณ์
DOI:
https://doi.org/10.14456/dcj.2016.14คำสำคัญ:
ระบบกล้ามเนื้อและกระดูกโครงร่าง, อาการปวดหลังนวัตกรรม, ถังหยอดข้าวบทคัดย่อ
การวิจัยแบบกึ่งทดลอง (quasi-experimental research design) นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนานวัตกรรมถังหยอดข้าวสำหรับป้องกันท่าทางการทำงานที่ไม่เหมาะสม และลดความปวดของกล้ามเนื้อหลัง กรณีศึกษาในกลุ่มเกษตรกรปลูกข้าวบ้านเข็กน้อย หมู่ที่ 9 ตำบลเข็กน้อย อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ จำนวน 30 คน โดยใช้ แบบสอบถามมาตรฐานในการเปรียบเทียบข้อมูลจากการทำงานแบบเก่าและการใช้ถังหยอดข้าว การออกแบบพัฒนาถังหยอดข้าว การประเมินความปวดของกล้ามเนื้อหลัง (Numeric Rating Scale: NRS) และการประเมินร่างกายส่วนบนแบบรวดเร็ว (Rapid Upper Limb Assessment: RULA) และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ร้อยละ และสถิติ Paired t-test ผลการศึกษาพบว่า เกษตรกรปลูกข้าวที่ทำหน้าที่ในการหยอดข้าวส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 96.7 อายุเฉลี่ย 41.6 ปี (SD = 10.5 ปี) ดัชนีมวลกายอยู่ในเกณฑ์ปกติ คิดเป็นร้อยละ 46.7 การศึกษาระดับประถมศึกษา คิดเป็นร้อยละ 53.3 ประสบการณ์การทำงานเฉลี่ย 26.7 ปี ระยะเวลาการทำงานเฉลี่ย 7.6 ชั่วโมงต่อวัน ภายหลังการใช้นวัตกรรมถังหยอดข้าวมีค่าคะแนนประเมินร่างกายส่วนบนแบบรวดเร็ว RULA ลดลงจาก 6.5 เป็น 4.1 (p = 0.001) คิดเป็นร้อยละ 37.2 ซึ่งเป็นการลดจากระดับงานนั้นเริ่มเป็นปัญหา เป็นระดับที่งานนั้นควรได้รับการพิจารณาและประเมินความปวดของกล้ามเนื้อหลัง NRS มีค่าลดลงจาก 7.3 เป็น 6.2 (p = 0.001) คิดเป็นร้อยละ 15.8 ซึ่งเป็นการลดจากระดับปวดมากเป็นปวดปานกลาง ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ถังหยอดข้าวสามารถลดท่าทางการทำงานที่ไม่เหมาะสมและลดการปวดของกล้ามเนื้อหลัง นอกจากนี้เป็นงานวิจัยที่พัฒนาถังหยอดข้าวสำหรับชาวไทยภูเขา ซึ่งถือว่าเป็นแรงงานนอกระบบที่ควรให้ความสำคัญและสามารถนำไปพัฒนาให้ดีขึ้น รวมทั้งประยุกต์ถังหยอดข้าวในการปลูกพืชชนิดอื่นได้เช่นกัน
Downloads
เอกสารอ้างอิง
2. Bulat P, Somaruga C, Colosio C. Occupational health and safety in agriculture: situation and priorities at the beginning of the third millennium. Med Lav 2006;97:420-9.
3. Internatioal Labour Office [ILO]. Safety and health in agriculture [internet]. Geneva: Safe¬Work; 2000 June [cite 2011 Jan 8], 24 p. Available from: http://www.ilo.org/wcmsp5/groups/public/@ed_protect/@protrav/@safe¬work/documents/publication/wcms_110193. pdf
4. Krismer M, van Tulder M. Low back pain (non-specific). Best Pract Res Clin Rheumatol 2007;21:77-91.
5. ฐิติรัตน์ จงอัจฉริย. ความชุกและปัจจัยเสี่ยงของอาการปวดหลังส่วนล่างของบุคลากรในโรงพยาบาล, แผนกเวชกรรมฟื้นฟู โรงพยาบาลหาดใหญ่ [อินเทอร์เน็ต]. [สืบค้นเมื่อ 27 มี.ค. 2558]. แหล่งข้อมูล: http://thailand.digitaljournals.org/in¬dexphp/JMTPT/article/download/9084/8564
6. ทศพล บุตรมี. เครื่องมือประเมินปัจจัยเสี่ยงด้านการยศาสตร์จากการทำงาน. วารสารควบคุมโรค 2016; 42: 11-4.
7. รุ้งทิพย์ พันธุเมธากุล, วัณทนา ศิริธราธิวัตร, ยอดชาย บุญประกอบ, วิชัย อึงพินิจพงศ์, มณเฑียร พันธุเมธากุล. ความชุกของภาวะความผิดปกติของระบบกระดูกและกล้ามเนื้อในชาวนา : กรณีศึกษา ตำบลศิลา อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น. วารสารเทคนิคการแพทย์และกายภาพบำบัด 2554;23:297-303.
8. สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข. จำนวนผู้ป่วยนอกจำแนกตามกลุ่มสาเหตุป่วย 21 โรค จากสถานบริการสาธารณสุขของกระทรวงสาธารณสุขจังหวัดเพชรบูรณ์ พ.ศ. 2548-2557 [อินเทอร์เน็ต]. สืบค้นเมื่อ 27 พ.ค. 2559] แหล่งข้อมูล: http://service.nso.go.th/ nso/web/statseries/statseries09.html
9. Bernard R. Fundamentals of biostatistics. 5th ed. Duxbery: Thomson learning; 2000.
10. Ngamjarus C, Chongsuvivatwong V, McNeil E. n4 Studies: sample size calculation for an epide¬miological study on a smart device. Siriraj Med J 2016;68:160-70.
11. McAtamney L, Corlett EN. RULA: a survey method for the investigation of work-related upper limb disorders. Appl Ergon 1993;24:91-9.
12. McCaffery M, Beebe A. Pain: Clinical manual for nursing practice. Missouri: the C.V. Mosby Company; 1989.
13. นิธิเศรษฐ เพชรจู. การลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บจากการทำงานโดยหลักการทางการยศาสตร์ กรณีศึกษา สหกรณ์กองทุนสวนยางพาราพิจิตร จำกัด [วิทยานิพนธ์ปริญญาวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต]. สงขลา: มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์; 2555.
14. วีรชัย มัฎฐารักษ์. การประเมินภาวะทางการยศาสตร์ของเกษตรกรชาวสวนยางพาราที่นวดยางแผ่นด้วยแรงงานคนและเครื่องนวดยางแผ่น. วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา 2554;4:16-29.
15. ธยา ภิรมย์, พันธ์ยศ วรเชฐวราวัตร์. การศึกษาความเมื่อยล้าจากการนั่งทำงานของพนักงานเย็บในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม. การประชุมวิชาการข่ายงานวิศวกรรม อุตสาหการ; วันที่ 17-19 ตุลาคม 2555; โรงแรมเมธาวลัย ชะอำ จังหวัดเพชรบุรี. ชะอำ: 2555. หน้า 608-14.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความที่ลงพิมพ์ในวารสารควบคุมโรค ถือว่าเป็นผลงานทางวิชาการหรือการวิจัย และวิเคราะห์ตลอดจนเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่ใช่ความเห็นของกรมควบคุมโรค ประเทศไทย หรือกองบรรณาธิการแต่ประการใด ผู้เขียนจำต้องรับผิดชอบต่อบทความของตน


