ความรู้เกี่ยวกับการให้คำปรึกษาการเปิดเผยสภาวะการติดเชื้อเอชไอวีแก่เด็ก และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ของบุคลากรสาธารณสุขที่ปฏิบัติหน้าที่ให้คำปรึกษา เขตสุขภาพที่ 5
DOI:
https://doi.org/10.14456/dcj.2016.26คำสำคัญ:
ความรู้การให้การปรึกษา, การเปิดเผยสภาวะการติดเชื้อเอชไอวีแก่เด็ก, ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์บทคัดย่อ
การศึกษาความรู้เกี่ยวกับการให้คำปรึกษาการเปิดเผยสภาวะการติดเชื้อเอชไอวีแก่เด็ก และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ของบุคลากรสาธารณสุขที่ปฏิบัติหน้าที่ให้คำปรึกษา เขตสุขภาพที่ 5 วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรู้และความแตกต่างของความรู้เกี่ยวกับการให้คำปรึกษาการเปิดเผยสภาวะการติดเชื้อเอชไอวีแก่เด็ก กับปัจจัย คุณลักษณะส่วนบุคคล ได้แก่ อายุและประสบการณ์ด้านการผ่านหลักสูตรการให้คำปรึกษาผู้ป่วยเอดส์/ญาติ การให้คำปรึกษาการเปิดเผยสภาวะการติดเชื้อเอชไอวีแก่คู่สามี ภรรยา การให้คำปรึกษาการเปิดเผยสภาวะการติดเชื้อเอชไอวีแก่เด็ก หลังการอบรมหลักสูตรความรู้เกี่ยวกับการให้คำปรึกษาในการเปิดเผยสภาวะการติดเชื้อเอชไอวีแก่เด็กของบุคลากรสาธารณสุขที่ปฏิบัติหน้าที่ในการให้คำปรึกษา ในเขตสุขภาพที่ 5 ระหว่างวันที่ 13 ถึง 15 สิงหาคม 2557 เก็บรวบรวมข้อมูลโดยแบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 35 ตัวอย่าง ระยะเวลาการศึกษา สิงหาคม 2557 ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ ความรู้เกี่ยวกับการให้คำปรึกษาการเปิดเผยสภาวะการติดเชื้อเอชไอวีแก่เด็ก หลังการอบรมอยู่ในระดับปานกลาง คุณลักษณะส่วนบุคคลที่แตกต่างกันด้านอายุ การผ่านหลักสูตรการให้คำปรึกษา การให้คำปรึกษาผู้ป่วยเอดส์และญาติ การให้คำปรึกษาการเปิดเผยสภาวะการติดเชื้อเอชไอวีแก่คู่สามี ภรรยา การให้คำปรึกษาการเปิดเผยสภาวะการติดเชื้อเอชไอวีแก่เด็ก มีความรู้เกี่ยวกับการให้คำปรึกษาในการเปิดเผยสภาวะการติดเชื้อเอชไอวีแก่เด็กไม่แตกต่างกัน และปัจจัยคุณลักษณะส่วนบุคคลไม่มีความสัมพันธ์กับความรู้เกี่ยวกับการให้คำปรึกษาการเปิดเผยสภาวะการติดเชื้อเอชไอวีแก่เด็ก ข้อเสนอแนะจากการวิจัย (1) การพัฒนาศักยภาพบุคลากร ควรจัดการอบรมที่เน้นทั้งด้านความรู้ หลักการการให้บริการ ทักษะและการฝึกปฏิบัติ เนื่องจากความรู้ที่สามารถวัดได้ในระดับที่ดี หากขาดการฝึกปฏิบัติ (โดยเฉพาะด้านการให้บริการปรึกษา) ในการให้บริการ อาจทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร (2) บุคลากรสาธารณสุขที่ทำหน้าที่ให้คำปรึกษา ไม่ว่าจะผ่านการอบรมพื้นฐานการให้คำปรึกษาหรือไม่ ต้องได้รับการอบรมหลักสูตรการให้คำปรึกษาการเปิดเผยสภาวะการติดเชื้อเอชไอวีแก่เด็ก เพราะเป็นเรื่องใหม่ มีความละเอียดอ่อนกว่าการให้คำปรึกษาในเอชไอวีกลุ่มอื่นๆ (3) บุคลากรสาธารณสุขที่ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาเอชไอวีในทุกกลุ่ม ต้องได้รับการอบรมการให้คำปรึกษาการเปิดเผยสภาวะการติดเชื้อเอชไอวีแก่เด็ก ก่อนที่จะให้คำปรึกษาการเปิดเผยสภาวะการติดเชื้อเอชไอวีแก่เด็ก (4) เมื่อไรก็ตามที่มีการอบรมการให้คำปรึกษา ควรเพิ่มเนื้อหาการอบรมเรื่องการให้คำปรึกษาการเปิดเผยสภาวะการติดเชื้อเอชไอวีแก่เด็ก ในทุกหลักสูตรการอบรมการให้คำปรึกษา (5) ส่งเสริมให้บุคลากรที่ปฏิบัติงานให้คำปรึกษาการเปิดเผยสภาวะการติดเชื้อเอชไอวีแก่เด็ก ให้สำรวจตรวจสอบการปฏิบัติงานของตนเองอย่างสม่ำเสมอ เพื่อพัฒนาการปฏิบัติงานที่ดี ป้องกันข้อผิดพลาดจากการปฏิบัติงาน ในด้านนโยบาย ผู้บริหารทุกระดับควรส่งเสริมและให้การสนับสนุนในเรื่องของแผนงาน โครงการด้านการส่งเสริมความรู้ ทักษะการให้คำปรึกษาการเปิดเผยสภาวะการติดเชื้อเอชไอวีแก่เด็ก มีการอบรมฟื้นฟูหรืออบรมเพิ่มเติมให้แก่ผู้ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาทุกคน เพื่อให้มีความรู้ ทักษะในการเปิดเผยสภาวะการติดเชื้อเอชไอวีแก่เด็ก โดยใช้เนื้อหาหลักสูตรและกระบวนการอบรมตามหลักสูตรตามคู่มือที่ใช้ในการอบรมครั้งนี้ เพราะคู่มือมีความครอบคลุมเนื้อหา วัตถุประสงค์ และการสร้างทักษะ กำหนดกระบวนการอมรมพัฒนาที่ชัดเจน เหมาะสมกับการพัฒนาบุคลากรต่อไป ในด้านของการนำผลวิจัยนี้ไปใช้ประโยชน์ หากจะศึกษาเรื่องนี้ควรคำนึงถึงขนาดตัวอย่างให้มีจำนวนมากขึ้น เพื่ออ้างอิงเป็นตัวแทนกลุ่มประชากรผู้ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาได้อย่างเหมาะสม
Downloads
เอกสารอ้างอิง
2. สำนักโรคเอดส์ วัณโรค โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์. กราฟแสดงจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับยา ARV โครงการ NAPHA ณ เดือนกันยายน 2553 ในยาต้านไวรัสเอดส์: การดำเนินโครงการ NAPHA [อินเทอร์เน็ต]. [สืบค้นเมื่อ 15 ธ.ค. 2558]. แหล่งข้อมูล: http// www.aidsthai.org.html
3. Thorne C. Newell M-L, Peckham CS. Disclo¬sure of diagnosis and planning for the future in HIV-affected families in Europe. Child: Care, Health and Development 2000;26:29-40.
4. Brady, M. T., Clark, C., Weedy, C., Fowler, M., Mofenson, L., & Oleske, J. Disclosure of HIV diagnosis to children in ACTG clinical trials (ACTG 219) (Poster We. D. 131). Presented at International Conference on AIDS. 1966 July 7-12, Vancouver. British Columbia: 1966. p. 1-17.
5. Oberdorfer P. Barrier of disclosure of HIV/AIDS status to Thai children. Thai Journal of Pediatric 2005;44:176-81
6. Wiener, Battles H, Heilman N, กรณีผู้แต่งเกิน 6 คน ให้ใส่ชื่อผู้แต่ง 6 คนแรก และตามด้วย et al. Factors associated with disclosure of diagnosis to children with HIV/AIDS. Pediatric AIDS and HIV Infection: Fetus and Adolescent, 1996;7: 310-24.
7. Boon-Yasidhi V, Kottapat U, Durier Y, Plipat N, Phongsamart W, Chokephaibulkit, et al. Diagnosis disclosure in HIV-infected Thai children. J Med Assoc Thai 2005;88 (Suppl 8):S100-5.
8. Blasini I, Chantry C, Cruz C, Ortiz L, Salabarria I, Scalley N, et al. Disclosure model for pediatric patients living with HIV in Puerto Rico: design, implementation, and evaluation. Journal of Developmental & Behavioral Pediatrics 2004; 25:181-9.
9. America Academy of Pediatrics, Committee on Pediatric AIDS. Disclosure of illness status to children and adolescents with HIV infection. Pediatrics 1999;103:164-6.
10. Orellana CD, American Academy of Pediatrics. Looking for the voices of children living with HIV: A case study approach 2003 [Internet]. [cited 2015 Dec 15). Available from www.aap. org/policy/re9827.thml
11. กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ. โรคติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ในเด็ก: ตำราเพื่อบุคลากรที่ดูแลรักษาเด็กและครอบครัวที่ติดเชื้อเอชไอวี. กรุงเทพมหานคร: สาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล; 2551.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความที่ลงพิมพ์ในวารสารควบคุมโรค ถือว่าเป็นผลงานทางวิชาการหรือการวิจัย และวิเคราะห์ตลอดจนเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่ใช่ความเห็นของกรมควบคุมโรค ประเทศไทย หรือกองบรรณาธิการแต่ประการใด ผู้เขียนจำต้องรับผิดชอบต่อบทความของตน


