ความรู้ เจตคติ และการปฏิบัติตนในการป้องกันและควบคุมโรคมือ เท้า ปาก ของครูผู้ดูแลเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
DOI:
https://doi.org/10.14456/dcj.2016.20คำสำคัญ:
โรคมือ เท้า ปาก, ความรู้ เจตคติ และการปฏิบัติตน, ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบทคัดย่อ
โรคมือ เท้า ปาก เป็นโรคที่พบได้บ่อยในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปีที่อยู่รวมกันในศูนย์เด็กเล็กและโรงเรียนอนุบาล หากจะควบคุมและลดการแพร่ระบาดของโรคนี้ จำเป็นจะต้องมีการเฝ้าระวังโรคในพื้นที่เสี่ยงเหล่านี้เป็นพิเศษ เพื่อที่จะสามารถตรวจจับการระบาดของโรคได้อย่างท่วงที การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์และระดับความรู้เจตคติ และการปฏิบัติตนของครูผู้ดูแลเด็กในการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคมือ เท้า ปาก กลุ่มตัวอย่างศึกษาคือ ครูผู้ดูแลเด็กที่มีหน้าที่หลักในการดูแลเด็กหรือเป็นครูผู้ช่วย จำนวน 487 คน จากศูนย์เด็กเล็ก 287 แห่งใน 10 จังหวัด ที่ตั้งอยู่ในเขตรับผิดชอบของสำนักงาน ป้องกันควบคุมโรค โดยการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอนเพื่อเลือกศูนย์เด็กเล็กในแต่ละจังหวัด และใช้วิธีการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง (purposive method) เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามและตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาของแบบสอบถามโดยผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งประกอบด้วยข้อคำถาม 3 ด้าน คือ ความรู้ เจตคติ และการปฏิบัติตนในการป้องกันควบคุมโรคมือ เท้า ปาก ของครูผู้ดูแลเด็ก ผลการศึกษาพบว่า ครูผู้ดูแลเด็กมีความรู้อยู่ในระดับสูง ด้านเจตคติระดับปานกลาง และด้านการปฏิบัติตนอยู่ในระดับสูง ค่าเฉลี่ยความรู้และการปฏิบัติตนของครูผู้ดูแลเด็กในศูนย์เด็กเล็กที่เข้าร่วมโครงการและผ่านเกณฑ์ จะมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มที่ยังไม่เคยเข้าร่วมโครงการหรือไม่เคยผ่านเกณฑ์ โดยมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.0001 และ 0.03 ตามลำดับ) ส่วนค่าเฉลี่ยเจตคติพบว่า ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในแต่ละประเภทของศูนย์เด็กเล็ก ความรู้มีความสัมพันธ์ในเชิงบวกกับเจตคติอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p<0.0001) อย่างไรก็ตาม ความรู้และเจตคติไม่มีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติตน ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจัดกิจกรรมเสริมความรู้เพื่อยกระดับและปรับเปลี่ยนเจตคติที่ดีให้กับครูผู้ดูแลเด็ก ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดและกระตุ้นให้ครูผู้แลเด็กสามารถแสดงพฤติกรรมในการป้องกันและควบคุมโรคในทางบวกได้เป็นอย่างดี ในขณะเดียวกันควรส่งเสริมให้ศูนย์เด็กเล็กที่ยังไม่เคยเข้าร่วมโครงการได้เข้าร่วมโครงการ ศูนย์เด็กเล็กปลอดโรค กรมควบคุมโรค ให้ครบทุกแห่ง ซึ่งจะช่วยให้ศูนย์เหล่านี้มีแนวปฏิบัติในการดำเนินงานศูนย์เด็กเล็กที่ได้มาตรฐานถูกต้องและชัดเจน รวมถึงยังสามารถจัดการกับปัญหาโรคติดต่อได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม
Downloads
เอกสารอ้างอิง
2. นพรัตน์ วิหารทอง, ดุสิต สุจิรารัตน์, มธุรส ทิพยมงคลกุล. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคอุจจาระร่วงในเด็กที่ได้รับการดูแลในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และโรงเรียนอนุบาลในจังหวัดนนทบุรี [วิทยานิพนธ์ปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต]. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยมหิดล; 2558.
3. สมนึก เลิศสุโภชวณิชย์, สมคิด คงอยู่, เสาวพักตร์ อิ้นจ้อย, ปรารถนา สุขเกษม, รุ่งเรือง กิจผาติ. การ ศึกษาประสิทธิผลของมาตรการในการป้องกันควบคุมโรคมือ เท้า ปาก ในศูนย์เด็กเล็ก. วารสารควบคุมโรค 2557;40:310-20.
4. สุชาดา เจียมศิริ, สุพินดา ตีระรัตน์, ลออรัตน์ เวชกุล, สุดธิดา แสงยนต์, กัญญารัตน์ พึ่งประยูร, รัตนา ไชยมูล, และคณะ. การประเมินโครงการศูนย์เด็กเล็กปลอดโรค ต่อการลดการป่วยมาโรงพยาบาลจากกลุ่มอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ โรคมือ เท้า ปาก และโรคติดต่อทางเดินอาหารและน้ำในเด็กของศูนย์ เด็กเล็ก. วารสารควบคุมโรค 2557;40:233-41.
5. นันทนัช โสมนรินทร์, ณัฏฐ์ชุดา วิจิตรจามรี. การเปิดรับข่าวสาร ความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติตนในการป้องกันโรคไข้เลือดออกของประชาชนในจังหวัดนนทบุ รี[วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต]. นครปฐม: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์; 2556.
6. สำนักโรคติดต่อทั่วไป. แนวทางการป้องกันควบคุมโรคติดต่อในศูนย์เด็กเล็ก (สำหรับครูและผู้ดูแลเด็ก). กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด; 2555.
7. กิจติยา รัตนมณี, รวิวรรณ คำเงิน, ปภาสินี แซ่ติ๋ว. ความรู้ทัศนคติและการปฏิบัติเพื่อป้องกันและควบคุมการเกิดโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอชวันเอ็นวัน 2009 ของครูและผู้ดูแลเด็กเล็ก ณ ศูนย์เด็กเล็กในจังหวัดสุราษฏร์ธานี. วารสารพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข 2555;22:26 -38.
8. ปัทมา ชัยชมพู. การศึกษาผลของการให้ความรู้และข้อมูลย้อนกลับในการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อทางอากาศต่อการปฏิบัติของบุคลากรในโรงพยาบาล ชุมชน [วิทยานิพนธ์ปริญญาพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต]. เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่; 2551.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความที่ลงพิมพ์ในวารสารควบคุมโรค ถือว่าเป็นผลงานทางวิชาการหรือการวิจัย และวิเคราะห์ตลอดจนเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่ใช่ความเห็นของกรมควบคุมโรค ประเทศไทย หรือกองบรรณาธิการแต่ประการใด ผู้เขียนจำต้องรับผิดชอบต่อบทความของตน


