วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/unc <h3><img src="https://he01.tci-thaijo.org/public/site/images/uncjournal/logo116.jpg" width="600" height="133" /></h3> <h3><img src="https://he01.tci-thaijo.org/public/site/images/uncjournal/1.jpg" alt="" width="600" height="821" /></h3> <p> </p> <p> </p> <h3><img src="https://he01.tci-thaijo.org/public/site/images/uncjournal/-2.jpg" alt="" width="600" height="598" /></h3> <p> </p> สมาคมศิษย์เก่าวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์ ร่วมกับ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์ สถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข th-TH วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์ 0859-6808 <p>บทความหรือข้อคิดเห็นใดใดที่ปรากฏในวารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์ เป็นวรรณกรรมของผู้เขียน ซึ่งบรรณาธิการหรือสมาคมศิษย์เก่า ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และบทความที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์&nbsp;</p> การวิเคราะห์แนวคิดความไว้วางใจให้ปฏิบัติการพยาบาล https://he01.tci-thaijo.org/index.php/unc/article/view/249742 <p> การวิเคราะห์แนวคิดความไว้วางใจให้ปฏิบัติการพยาบาล (entrustable professional activities in nursing: EPAs) บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายความหมาย องค์ประกอบและระดับของ EPAs โดยการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง พบว่า EPAs หมายถึง งาน กิจกรรมหรือความรับผิดชอบที่มอบหมายให้ผู้ปฏิบัติที่มีสมรรถนะเพียงพอด้วยความไว้วางใจให้ปฏิบัติได้ และสามารถปฏิบัติได้โดยลำพังหรือปราศจากผู้นิเทศ EPAs มีองค์ประกอบ 3 อย่างคือ 1) การจำกัดด้วยจำนวนงานที่รับผิดชอบ 2) การสะท้อนถึงประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้น และ 3) การยอมรับได้และวัดประเมินได้ EPAs มี 5 ระดับคือ ระดับ 1 ยังไม่สามารถปฏิบัติกิจกรรมเองทั้งหมดได้ ระดับ 2 สามารถปฏิบัติกิจกรรมได้ภายใต้การนิเทศทั้งหมด ระดับ 3 สามารถปฏิบัติกิจกรรมได้ภายใต้การนิเทศห่าง ๆ ระดับ 4 สามารถปฏิบัติกิจกรรมได้ตามลำพังหรือโดยอิสระ และระดับ 5 สามารถปฏิบัติกิจกรรมได้ตามลำพังหรือโดยอิสระและสามารถนิเทศผู้อื่นได้ องค์ประกอบและระดับของ EPAs สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติการพยาบาล ใช้เป็นแนวทางในการมอบหมายงานและการประเมินความสามารถของพยาบาลวิชาชีพในการปฏิบัติการพยาบาล โดยเฉพาะในพยาบาลวิชาชีพที่สำเร็จการศึกษาใหม่</p> สร้อย อนุสรณ์ธีรกุล วรนุช ไชยวาน อัญชลี อ้วนแก้ว ณัฏฐากุล บึงมุม สุภาพักตร์ หาญกล้า Copyright (c) 2022 วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-26 2022-06-26 14 1 การออกกำลังกายแบบฝึกกล้ามเนื้อเพื่อป้องกันการเกิดกลุ่มอาการผิดปกติ ทางโครงร่างกล้ามเนื้อจากการทำงาน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/unc/article/view/243402 <p> กลุ่มอาการผิดปกติทางโครงร่างกล้ามเนื้อจากการทำงาน เป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้มากในหลายประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ความสามารถและประสิทธิภาพในการทำงานของคนทำงานมากที่สุด ซึ่งการออกกำลังกายเป็นกิจกรรมหนึ่งที่พบว่าสามารถป้องกันการเกิดกลุ่มอาการผิดปกติทางโครงร่างกล้ามเนื้อได้ การออกกำลังกายแบบฝึกกล้ามเนื้อ เป็นรูปแบบการออกกำลังกายวิธีหนึ่งที่สามารถทำได้ง่าย ใช้เวลาไม่มาก และทำได้ทั้งในที่<em>ทำงาน</em>หรือที่บ้าน มีผลต่อการเพิ่มมวลและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ลดอาการปวดกล้ามเนื้อ และช่วย<strong>ป้องกัน</strong>การเกิดกลุ่มอาการผิดปกติทางโครงร่างกล้ามเนื้อได้ ในบทความนี้ได้นำเสนอรูปแบบการฝึกกล้ามเนื้อแต่ละกลุ่มของร่างกาย และการออกกำลังกายแบบมณีเวช ที่สามารถนำมาใช้ในการป้องกันการเกิดกลุ่มอาการผิดปกติทางโครงร่างกล้ามเนื้อจากการทำงาน</p> พัชรินทร์ ไชยสุรินทร์ Copyright (c) 2022 วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-26 2022-06-26 14 1 การพัฒนาคุณภาพชีวิตในสังคมสูงอายุโดยใช้การวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/unc/article/view/241030 <p> การพัฒนาคุณภาพชีวิตมีความสำคัญจำเป็นต่อผู้สูงอายุเป็นอย่างยิ่ง โดยถือเป็นมาตรการหลักในการขับเคลื่อนงานด้านผู้สูงอายุระดับชาติ มุ่งให้ผู้สูงอายุไทยเกิด “พฤฒิพลังหรือสูงอายุอย่างมีพลัง”เนื่องจากในปีพ.ศ. 2564 ประเทศไทยมีสัดส่วนประชากรสูงอายุในช่วง 60 ปีขึ้นไป สูงถึงร้อยละ 20 ของจำนวนประชากรทั้งหมด หรือไม่น้อยกว่า 13 ล้านคน และกลายเป็นสังคมสูงอายุแบบสมบูรณ์ ดังนั้นเป้าหมายของการพัฒนาบุคลากรด้านสูงอายุจึงมุ่งเน้นให้ผู้สูงอายุมีการพึ่งพาตนเอง รวมถึงการมีส่วนร่วมในกิจกรรมของครอบครัวและชุมชนได้ ทั้งนี้เพื่อลดแนวโน้มการเกิดปัญหาสุขภาพกายและสุขภาพจิต จากความเสื่อมแห่งวัยที่จะตามมาหรือมีความรุนแรงมากขึ้น ด้วยเหตุนี้การนำการวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมที่มีจุดเน้นให้ผู้สูงอายุสามารถบอกความต้องการที่แท้จริงในการแก้ปัญหาการพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างครอบคลุม จึงเหมาะสมกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ และควรใช้การประชุมแบบมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นกระบวนการสร้างความรู้นำสู่การปฏิบัติที่สอดคล้องกับลักษณะการเรียนรู้จากการนำประสบการณ์มาใช้แลกเปลี่ยนซึ่งกันและกันของผู้สูงอายุ สร้างเสริมให้ผู้สูงอายุมีแนวปฏิบัติที่นำไปสู่การพัฒนาความสามารถในการดูแลตัวเอง การพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งเป็นการสูงอายุอย่างมีพลังและยังประโยชน์ บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อให้พยาบาลหรือผู้ที่เกี่ยวข้องในการดูแลผู้สูงอายุสามารถประยุกต์การวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมมาใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุอย่างเป็นรูปธรรมตามความเหมาะสมกับบริบทของสถานบริการสุขภาพต่าง ๆ โดยในบทความวิชาการนี้จะกล่าวถึง ความหมายของคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ แนวคิดเกี่ยวกับคุณภาพชีวิต เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ การศึกษาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ การวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม การประชุมแบบมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ และกรณีศึกษาการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุโดยใช้การวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ซึ่งท้ายที่สุดจะทำให้ผู้สูงอายุไทยมีคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนในระดับที่ดียิ่งขึ้นต่อไป</p> เกศกาญจน์ ทันประภัสสร วารีรัตน์ แก้วอุไร Copyright (c) 2022 วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-26 2022-06-26 14 1 การประยุกต์ใช้การส่งเสริมการทบทวนชีวิตในการปฏิบัติการพยาบาล: กรณีศึกษาผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคอง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/unc/article/view/243026 <p> การส่งเสริมการทบทวนชีวิตเป็นกระบวนการที่ส่งเสริมให้บุคคลระลึกถึงเรื่องราวประสบการณ์ชีวิตในทางบวกของตนเอง นำข้อขัดแย้งในจิตใจที่เกิดขึ้นในอดีตที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขกลับมาพิจารณาอีกครั้ง รวมถึงการสะท้อนคิดจากเรื่องราวชีวิตที่ผ่านมา ช่วยให้บุคคลได้รักษาเยียวยาความขัดแย้งบางอย่างในจิตใจที่เกิดขึ้นในอดีต เกิดการปรับเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับตนเองใหม่ในทางที่ดีขึ้น ยอมรับและพึงพอใจในตนเอง ทำให้มีความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองเพิ่มขึ้น มีความผาสุกทางจิตวิญญาณและมีคุณภาพชีวิตเพิ่มขึ้น การส่งเสริมการทบทวนชีวิตสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคมะเร็ง รวมถึงผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคอง กระบวนการส่งเสริมการทบทวนชีวิตประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ 1) การสร้างสัมพันธภาพกับผู้ป่วยและการทบทวนชีวิตเกี่ยวกับเรื่องราวในปัจจุบัน 2) การทบทวนชีวิตเกี่ยวกับเรื่องราวในอดีต และ 3) สรุปการทบทวนชีวิต การส่งเสริมการทบทวนชีวิตเป็นกิจกรรมการพยาบาลที่เป็นบทบาทอิสระของพยาบาล ทั้งนี้พยาบาลที่จะนำไปใช้ควรได้รับการฝึกอบรมจากผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการส่งเสริมการทบทวนชีวิต โดยบทความนี้นำเสนอกรณีตัวอย่างของการประยุกต์ใช้การส่งเสริมการทบทวนชีวิตในการปฏิบัติการพยาบาลการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคอง และพบว่ากรณีศึกษามีความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองเพิ่มขึ้นภายหลังได้รับการส่งเสริมการทบทวนชีวิต </p> วิชชาภรณ์ คิดสำโรง ประทุม สร้อยวงค์ นัทธมน วุทธานนท์ Copyright (c) 2022 วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-27 2022-06-27 14 1 การพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอนแบบสหสาขาวิชาชีพ ตามมุมมองของอาจารย์ผู้สอนหลักสูตรวิทยาศาสตร์สุขภาพ: การวิจัยเชิงคุณภาพ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/unc/article/view/252230 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยเชิงคุณภาพแบบพรรณนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรยายและอภิปรายมุมมองเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอนแบบสหสาขาวิชาชีพ ของอาจารย์หลักสูตรวิทยาศาสตร์สุขภาพ ผู้ให้ข้อมูล คือ อาจารย์ที่มีประสบการณ์ในการพัฒนาและสอนนักศึกษาที่มีการเรียนการสอนแบบสหสาขาวิชาชีพ จาก วิทยาลัยพยาบาลและวิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร สังกัดสถาบันพระบรมราชชนก ปีการศึกษา 2563 จำนวน 10 คน และอาจารย์พี่เลี้ยงแหล่งฝึกที่มีประสบการณ์การนิเทศนักศึกษาที่มีการเรียนการสอนแบบ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สหสาขาวิชาชีพ จำนวน 10 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกรายบุคคล วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้วิธีการของแฮ๊ช</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า ตามมุมมองของผู้ให้ข้อมูลหลัก สามารถจำแนกประเด็นหลักที่ทำให้การจัดการเรียนการสอนแบบสหสาขาวิชาชีพมีคุณภาพมากขึ้น เป็น 3 ประเด็นหลัก และ 9 ประเด็นรอง ดังนี้คือ 1) ผู้บริหารเกื้อหนุน ในส่วนของ 1.1) เวลาและ 1.2) งบประมาณในการพัฒนานวัตกรรมของนักศึกษา 2) ออกแบบการจัด&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การเรียนการสอนแบบมุ่งเป้า ต่อเนื่องและเป็นจริง ตั้งแต่ 2.1) การกำหนดเป้าหมายของหลักสูตรที่ชัดเจน&nbsp;&nbsp; เพื่อพัฒนาสมรรถนะการทำงานกับสหสาขาวิชาชีพของนักศึกษา&nbsp; 2.2) ใส่เนื้อหาที่ส่งเสริมทักษะการทำงาน&nbsp;&nbsp;&nbsp; เป็นทีม 2.3) ใช้รูปแบบการสอนเชิงรุก: สภาพจริง บูรณาการ และเน้นการปฏิบัติจากง่ายไปยาก 2.4) มีการ&nbsp;&nbsp; จัดการเรียนการสอนแบบต่อเนื่อง และ 2.5) การวัดและประเมินผลที่หลากหลายทั้งเครื่องมือและผู้ประเมิน&nbsp;&nbsp;&nbsp; และ 3) มีครูที่เป็นต้นแบบ ทั้งในส่วนของ 3.1) การถ่ายทอดความรู้ และ 3.2) การทำงานเป็นทีม ดังนั้น สถาบันการศึกษาควรนำประเด็นเหล่านี้ไปประกอบการพิจารณาในการปรับปรุงและพัฒนาการจัดการเรียนการสอนแบบสหสาขาวิชาชีพสำหรับนักศึกษาหลักสูตรวิทยาศาสตร์สุขภาพให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นต่อไป</p> อัศนี วันชัย วรรณภา ประทุมโทน พนารัตน์ เจนจบ สิรีวัฒน์ อายุวัฒน์ เกียรติศักดิ์ แซ่อิว สุชาดา อินทรกำแหง ณ ราชสีมา Copyright (c) 2022 วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-08 2022-06-08 14 1 ผลของโปรแกรมการป้องกันอาการท้องผูกต่อการเกิดอาการท้องผูกในผู้ป่วยที่ถูกจำกัดการเคลื่อนไหว https://he01.tci-thaijo.org/index.php/unc/article/view/256772 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการป้องกันอาการท้องผูกต่อการเกิดอาการท้องผูกในผู้ป่วยที่ถูกจำกัดการเคลื่อนไหว กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่ถูกจำกัดการเคลื่อนไหว จำนวน 34 ราย แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 17 ราย โดยจับคู่กลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง ตามอายุและระดับความเสี่ยงอาการท้องผูก เก็บข้อมูลระหว่างเดือนกันยายน ถึงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2563 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) โปรแกรมการป้องกันอาการท้องผูก ซึ่งประกอบด้วย กิจกรรมการให้ข้อมูล การรับประทานอาหารที่มีใยอาหารตามระดับความเสี่ยงต่อการเกิดอาการท้องผูก การดื่มน้ำ การนวดหน้าท้องและการฝึกการขับถ่ายให้เป็นเวลา และ 2) แบบบันทึกการถ่ายอุจจาระ</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัย พบว่า การเกิดอาการท้องผูกในกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (<em>p&lt;.001</em>) โดยกลุ่มตัวอย่างเพียง 1 ราย จาก 17 ราย ในกลุ่มทดลองเกิดอาการท้องผูก ในขณะที่กลุ่มควบคุมทั้ง 17 ราย เกิดอาการท้องผูก ผลการวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่า โปรแกรมการป้องกันอาการท้องผูกสามารถช่วยป้องกันการเกิดอาการท้องผูกในผู้ป่วยที่ถูกจำกัดการเคลื่อนไหว พยาบาลสามารถนำโปรแกรมดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานประจำในการดูแลผู้ป่วยที่ถูกจำกัดการเคลื่อนไหวเพื่อป้องกันการเกิดอาการท้องผูก</p> พัชรา สลีสองสม สุภารัตน์ วังศรีคูณ อัจฉรา สุคนธสรรพ์ Copyright (c) 2022 วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-08 2022-06-08 14 1 ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้ทีมเป็นฐานต่อผลการเรียนรู้ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติในการเรียนภาคทดลองรายวิชาการพยาบาลมารดา ทารก และการผดุงครรภ์ 1 ของนักศึกษาพยาบาลวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/unc/article/view/256773 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองชนิดกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้เกี่ยวกับรายวิชาการพยาบาลมารดา ทารก และการผดุงครรภ์ 1 และผลการเรียนรู้ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 36 คน เป็นนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์ ปีการศึกษา 2564 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบความรู้ แบบประเมินผลการเรียนรู้ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ และแบบประเมินความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการเรียนโดยใช้ทีมเป็นฐาน วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงบรรยายและสถิติ paired t-test</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้</p> <p>1. คะแนนความรู้เกี่ยวกับการพยาบาลมารดา ทารก และการผดุงครรภ์ 1 ก่อนการเรียนโดยใช้ทีมเป็นฐานผ่านเกณฑ์คิดเป็นร้อยละ 12.26 และหลังการเรียนผ่านเกณฑ์คิดเป็นร้อยละ 98.51 ค่าเฉลี่ยของผลการเรียนรู้ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติก่อนการเรียนเท่ากับ 2.71 (SD = .79) และหลังการเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.28 (SD = .62)</p> <p>2. ค่าเฉลี่ยของความรู้เกี่ยวกับการพยาบาลมารดา ทารก และการผดุงครรภ์ 1 หลังการเรียนโดยใช้ทีมเป็นฐานสูงกว่าก่อนการเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .001</p> <p>3. ค่าเฉลี่ยของผลการเรียนรู้ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติหลังการเรียนโดยใช้ทีมเป็นฐานสูงกว่าก่อนการเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .001</p> <p>4. ความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการเรียนโดยใช้ทีมเป็นฐานอยู่ในระดับมาก (= 4.24, SD = .66)</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ดังนั้น ควรนำการเรียนโดยใช้ทีมเป็นฐานมาใช้กับการเรียนการสอนสำหรับนักศึกษาพยาบาลเนื่องจากสามารถส่งเสริมให้นักศึกษาเกิดผลการเรียนรู้ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ</p> สิตานันท์ ศรีใจวงศ์ ผ่องศรี พุทธรักษ์ ณัฏฐมณฑน์ โกศัย จิราพร วิศิษฏ์โกศล พัชชา สุดแดน สุกัญญา ม่วงเลี้ยง Copyright (c) 2022 วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-08 2022-06-08 14 1 ผลของการบูรณาการเกมออนไลน์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องเพศวิถีศึกษาแบบรอบด้าน ต่อความรู้และความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/unc/article/view/241744 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเกมออนไลน์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องเพศวิถีศึกษาแบบ รอบด้าน และศึกษาผลของการบูรณาการเกมออนไลน์ในการเรียนรู้เรื่องเพศวิถีศึกษาแบบรอบด้านต่อความรู้และความพึงพอใจของผู้เรียน โดยใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา เลือกกลุ่มตัวอย่างโดยการสุ่มอย่างง่าย เป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 1,152 คน จาก 6 โรงเรียนระดับมัธยมศึกษาใน สพม. เขต 34 จังหวัดเชียงใหม่ ศึกษาแบบกลุ่มเดียววัดสองครั้ง (One group pretest-posttest design) ใช้แบบวัดความรู้เรื่องเพศวิถีศึกษาแบบรอบด้าน และแบบวัดความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการบูรณาการเกมออนไลน์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าพิสัย และ Dependent<em> t</em>–test </p> <p> ผลการวิจัย 1) ได้ค่าประสิทธิภาพของเกมออนไลน์ เท่ากับ 89.66/ 86.73 2) หลังใช้เกมออนไลน์คะแนนเฉลี่ยความรู้เรื่องเพศวิถีศึกษาแบบรอบด้านของกลุ่มตัวอย่างสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 และ 3) ความพึงพอใจในภาพรวมต่อการบูรณาการเกมออนไลน์ในการส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องเพศวิถีศึกษาแบบรอบด้านอยู่ในระดับมาก ( X<strong> </strong>= 3.98, SD= .34) ผลการวิจัยครั้งนี้สนับสนุนว่าเกมออนไลน์เรื่องเพศวิถีศึกษาแบบรอบด้านเป็นแนวทางใหม่ที่ส่งผลให้นักเรียนมีความรู้และเข้าใจเรื่องเพศศึกษามากขึ้น ควรพิจารณานำเกมออนไลน์มาบูรณาการในการสอนเพศวิถีศึกษาแบบรอบด้านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น</p> อรอนงค์ ธรรมจินดา กัญญาพัชญ์ จาอ้าย อุบล ทองปัญญา แนชว่า อีสเมล์ Copyright (c) 2022 วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-08 2022-06-08 14 1 ความเข้มแข็งทางใจ และการปรับตัวของนักศึกษาพยาบาล ในสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/unc/article/view/255456 <p> การวิจัยเชิงสำรวจแบบหาความสัมพันธ์ ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความเข้มแข็งทางใจ และการปรับตัวของนักศึกษาพยาบาล ในสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์ 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเข้มแข็งทางใจ กับการปรับตัวของนักศึกษาพยาบาลในสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์ 3) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความเข้มแข็งทางใจ และการปรับตัวของนักศึกษาพยาบาลในสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์ กลุ่มตัวอย่างเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (purposive sampling) เป็นนักศึกษาพยาบาลหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 1-4 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์ ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 465 คน มีกลุ่มตัวอย่างที่สมัครใจเข้าร่วมการวิจัยจำนวน 418 คน คิดเป็นร้อยละ 89.89 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามความเข้มแข็งทางใจ และแบบสอบถามการปรับตัวของนักศึกษาพยาบาลในสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ซึ่งได้รับการตรวจคุณภาพเครื่องมือได้ค่าความเที่ยงเท่ากับ .86 และ .89 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยายและวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษาพยาบาลส่วนใหญ่ (ร้อยละ 83.90) มีความเข้มแข็งทางใจในสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 อยู่ในระดับปานกลาง นักศึกษาพยาบาลส่วนใหญ่ (ร้อยละ 74.20) มีการปรับตัวในสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 อยู่ในระดับดี ความเข้มแข็งทางใจและการปรับตัวของนักศึกษาพยาบาลมีความสัมพันธ์กันทางบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และคะแนนเฉลี่ยความเข้มแข็งทางใจและคะแนนเฉลี่ยการปรับตัวของนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 1 2 3 และ 4 มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01</p> <p> ดังนั้นผู้เกี่ยวข้องควรสร้างเสริมความเข้มแข็งทางใจโดยเฉพาะนักศึกษาที่เรียนภาคปฏิบัติเพื่อให้นักศึกษาสามารถปรับตัวในช่วงที่มีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019</p> ปฐพร แสงเขียว ดุจเดือน เขียวเหลือง สิตานันท์ ศรีใจวงศ์ สืบตระกูล ตันตลานุกุล ปุณยนุช ชมคำ Copyright (c) 2022 วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-08 2022-06-08 14 1 ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการป้องกันตนเองเกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของนักศึกษาพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/unc/article/view/255457 <p> การวิจัยเชิงสำรวจในครั้งมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความรู้ ทัศนคติและพฤติกรรมการป้องกันตนเองเกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของนักศึกษาพยาบาล 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรู้และทัศนคติกับพฤติกรรมการป้องกันตนเองเกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของนักศึกษาพยาบาล 3) เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการป้องกันตนเองเกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของนักศึกษาพยาบาล ระหว่างชั้นปีที่ 1 – 4 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย เป็นนักศึกษาพยาบาลที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์ จำนวน 407 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง และกลุ่มตัวอย่างเข้าร่วมวิจัยด้วยความสมัครใจ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามความรู้ ทัศนคติและพฤติกรรมการป้องกันตนเองเกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ได้รับการตรวจคุณภาพเครื่องมือได้ค่าความเที่ยงเท่ากับ .83 - .86 วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงบรรยาย สถิติวิเคราะห์หาความสัมพันธ์แบบมาตรอันตรภาค และสถิติวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) นักศึกษาพยาบาลส่วนใหญ่ ร้อยละ 99.51 มีความรู้ ทัศนคติและพฤติกรรมการป้องกันตนเองเกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อยู่ในระดับมาก 2) ทัศนคติกับพฤติกรรมการป้องกันตนเองเกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของนักศึกษาพยาบาลมีความสัมพันธ์กันทางบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ส่วนความรู้ไม่มีความสัมพันธ์กับทัศนคติและพฤติกรรมการป้องกันตนเองเกี่ยวกับโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 3) ค่าเฉลี่ยทั้งความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการป้องกันตนเองเกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของนักศึกษาพยาบาล ระหว่างชั้นปีที่ 1 – 4 ไม่มีความแตกต่างกัน ดังนั้นควรส่งเสริมให้นักศึกษาพยาบาลมีทัศนคติเกี่ยวกับติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ถูกต้อง เพื่อให้นักศึกษาเกิดพฤติกรรมที่ดีในการป้องกันตนเองจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในการดำรงชีวิตประจำวัน หรือขณะฝึกปฏิบัติการพยาบาลทั้งในคลินิกและในชุมชน</p> <p> </p> มณฑา อุดมเลิศ ดุจเดือน เขียวเหลือง ปฐพร แสงเขียว เสาวลักษณ์ เนตรชัง รพีแพทย์ ประสิทธิ์นราพันธุ์ สิตานันท์ ศรีใจวงศ์ Copyright (c) 2022 วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-08 2022-06-08 14 1 ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตบุคลากรด้านการศึกษาในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/unc/article/view/256846 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตของบุคลากรด้านการศึกษาในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากรด้านการศึกษาในภาครัฐในเขตพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกจำนวน 370 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามคุณภาพชีวิตฉบับย่อฉบับภาษาไทย (WHOQOL-BREF-THAI) แบบสอบถามพฤติกรรมการออกกำลังกาย และแบบประเมินการรับรู้ความเครียด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและสถิติการวิเคราะห์ถดถอยพหุคุณแบบขั้นตอน ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีระดับคุณภาพชีวิตอยู่ในระดับดีร้อยละ 62.40 การรับรู้ความเครียด ภาระงาน พฤติกรรมการออกกำลังกายและจำนวนโรคเรื้อรั้ง สามารถร่วมกันทำนายคุณภาพชีวิตบุคลากรด้านการศึกษาในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกได้ร้อยละ 31.4 (R<sup>2</sup> = .314 , p &lt; .001) โดยตัวแปรที่สามารถทำนายคุณภาพชีวิตได้สูงที่สุดคือ การรับรู้ความเครียด (ß = -.48, p &lt; .001) ภาระงาน (ß = -.16, p &lt;.01) พฤติกรรมการออกกำลังกาย (ß = .11, p &lt; .05) และจำนวนโรค (ß = -.10, p &lt; .05) ตามลำดับ ดังนั้น พยาบาลวิชาชีพตลอดจนบุคลากรด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้องสามารถนำข้อมูลจากการศึกษานี้ไปใช้ในการออกแบบกิจกรรมการส่งเสริมคุณภาพชีวิตบุคลากรด้านการศึกษาที่เหมาะสม โดยเน้นการจัดการความเครียดและการส่งเสริมพฤติกรรมการออกกำลังกายต่อไป</p> กาญจนา พิบูลย์ ธนิดา จุลวนิชพงษ์ พวงทอง อินใจ ทนงศักดิ์ ยิ่งรัตนสุข วัชรา ตาบุตรวงศ์ จตุรดา จริยารัตนกูล Copyright (c) 2022 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-10 2022-06-10 14 1 ประสิทธิผลของโปรแกรมการจัดการตนเองโดยใช้สมาธิบำบัดแบบ SKT ต่อผลลัพธ์ทางสุขภาพในผู้สูงอายุกลุ่มเสี่ยงความดันโลหิตสูง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/unc/article/view/255490 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการจัดการตนเองโดยใช้สมาธิบำบัดแบบ SKT ต่อผลลัพธ์ทางสุขภาพของผู้สูงอายุกลุ่มเสี่ยงความดันโลหิตสูง กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 -74 ปี ที่อาศัยอยู่ในเขตรับผิดชอบในหน่วยบริการปฐมภูมิของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ม่อนดินแดง อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ จำนวน 30 คน ดำเนินการวิจัยแบบกึ่งทดลอง เครื่องมือในการวิจัยเป็นโปรแกรมการจัดการตนเองโดยใช้สมาธิบำบัดแบบ SKT สำหรับผู้สูงอายุกลุ่มเสี่ยงความดันโลหิตสูงและแบบวัดพฤติกรรมการจัดการตนเองสำหรับผู้สูงอายุกลุ่มเสี่ยงความดันโลหิตสูงที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและได้ค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์อัลฟาครอนบาค เท่ากับ .87 วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบ Paired Sample t-test</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า หลังเข้าร่วมโปรแกรมการจัดการตนเองโดยใช้สมาธิบำบัดแบบ SKT ผู้สูงอายุกลุ่มเสี่ยงความดันโลหิตสูงมีผลลัพธ์ทางสุขภาพดีกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมฯ ดังนี้</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. ค่าเฉลี่ยระดับความดันโลหิตซิสโตลิกและไดแอสโตลิกเฉลี่ยภายหลังเข้าร่วมโปรแกรมการจัดการตนเองโดยใช้สมาธิบำบัดแบบ SKT มีค่าเฉลี่ยลดลงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการจัดการตนเองของผู้สูงอายุกลุ่มเสี่ยงความดันโลหิตสูงหลังเข้าร่วม</span></p> <p> โปรแกรมการจัดการตนเองโดยใช้สมาธิบำบัดแบบ SKT สูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> สุปราณี หมื่นยา สุวรรณา มณีจำนง Copyright (c) 2022 วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-08 2022-06-08 14 1 ปัจจัยที่มีผลต่อการดูแลสุขภาพผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงด้านสุขภาพของผู้ดูแลveเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/unc/article/view/256813 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาการดูแลสุขภาพผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงด้านสุขภาพของผู้ดูแลและศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการดูแลสุขภาพผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงด้านสุขภาพของผู้ดูแล อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย กลุ่มตัวอย่าง คือ กลุ่มผู้ดูแลหลักดูแลสุขภาพผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงด้านสุขภาพ จานวน 190 คน คำนวณกลุ่มตัวอย่าง โดยการใช้สูตรประมาณค่าสัดส่วน สุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิอย่างเป็นสัดส่วน ศึกษาช่วงเดือนพฤศจิกายน 2560 ถึง มกราคม 2561 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์อำนาจการทานายด้วยสถิติการถดถอยพหุคูณแบบ stepwise</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษา พบว่า ผู้ดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงด้านสุขภาพ ร้อยละ 72.6 มีการดูแลสุขภาพอยู่ในระดับดีมาก ปัจจัยที่มีผลต่อการดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงด้านสุขภาพของผู้ดูแล ได้แก่ แรงสนับสนุนทางสังคมในการดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงด้านสุขภาพ (Beta=.364, β=1.109) การรับรู้ (Beta=0.228, β=.454) ระยะเวลาการดูแล (Beta=-.230, β=-.452) อายุ (Beta=.168, β=.178) ความรู้ในการดูแล (Beta=-.138, β=–.852) และระดับการศึกษา (Beta=.134, β=13.632) โดยปัจจัยดังกล่าวสามารถร่วมกันพยากรณ์การดูแลสุขภาพของผู้ดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงได้ร้อยละ 39.1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ดังนั้นควรมีการสนับสนุนผู้ดูแลเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสาร การดูแลสุขภาพที่ถูกต้อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงด้านสุขภาพ<br><br></p> พีรภัทร์ วัฒนวนาพงษ์ ศิวิไลซ์ วนรัตน์วิจิตร Copyright (c) 2022 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-10 2022-06-10 14 1 รูปแบบการส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนต่อพฤติกรรมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของมารดาวัยรุ่นหลังคลอดที่อาศัยในครอบครัวข้ามรุ่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/unc/article/view/163275 <p> การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยและการพัฒนานี้ เพื่อพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนต่อพฤติกรรมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของมารดาวัยรุ่นหลังคลอดที่อาศัยในครอบครัวข้ามรุ่น ผู้ให้ข้อมูลหลักในการพัฒนาต้นแบบ ได้แก่ มารดาวัยรุ่นหลังคลอด และญาติในครอบครัวข้ามรุ่น รวมจำนวน 6 คน และมีผู้ทรงคุณวุฒิในการพัฒนารูปแบบฯ จำนวน 5 คน กลุ่มตัวอย่างในการทดลองรูปแบบฯ เป็นมารดาวัยรุ่น จำนวน 48 คน ซึ่งจัดเข้าเป็นกลุ่มทดลองและควบคุม กลุ่มละ 24 คน จากนั้นถอดบทเรียนกับกลุ่มผู้ใช้รูปแบบและมีส่วนได้ส่วนเสีย จำนวน 8 คน</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า รูปแบบการส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนต่อพฤติกรรมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของมารดาวัยรุ่นหลังคลอดที่อาศัยในครอบครัวข้ามรุ่น ส่งเสริมความมั่นใจในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เมื่อมารดาวัยรุ่นและครอบครัวข้ามรุ่นยอมรับการมีสมาชิกใหม่ของครอบครัว ซึ่งดำเนินการในรูปแบบออนไลน์ รายละเอียด ดังนี้ 1) ประเมินความพร้อมทางด้านร่างกาย จิตใจ และความตั้งใจ 2) เล่าประสบการณ์และเปิดคลิปดาราหรือผู้มีชื่อเสียงที่วัยรุ่นชื่นชอบ ที่ประสบความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ 3) ให้คำแนะนำต่างๆ อย่างสม่ำเสมอผ่าน ช่องทางยูทูป และไลน์ แจกของขวัญ และให้คำชมเชยด้วยการส่งข้อความหรือสติกเกอร์ 4) เป็นที่ปรึกษาและมีช่องทางติดต่อออนไลน์กับครอบครัว และมารดาวัยรุ่นรายบุคคล 5) ติดตาม ระยะ 1-2 สัปดาห์แรก เน้นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ให้กำลังใจมารดาวัยรุ่น และครอบครัวข้ามรุ่น จากนั้น ระยะ 12 สัปดาห์หลังคลอด เน้นติดตามพัฒนาการ และความเปลี่ยนแปลงของบุตร ภายหลังทดลองรูปแบบการส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนฯ พบว่า 1) กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้ การรับรู้สมรรถนะแห่งตนและพฤติกรรมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของมารดาวัยรุ่นฯ สูงกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (p&lt;.001) 2) กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ การรับรู้สมรรถนะแห่งตน และพฤติกรรมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (p&lt;.001)</p> <p> ผลการวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่ารูปแบบการส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนต่อพฤติกรรมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของมารดาวัยรุ่นหลังคลอดที่อาศัยในครอบครัวข้ามรุ่น เป็นรูปแบบการส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในรูปแบบออนไลน์มีประสิทธิภาพ สามารถนำไปใช้ส่งเสริมความมั่นใจในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของมารดาวัยรุ่นหลังคลอดที่อาศัยในครอบครัวข้ามรุ่น เพื่อให้มารดาวัยรุ่นสามารถเลี้ยงบุตรด้วยนมตนเองอย่างต่อเนื่อง</p> <p> </p> เบญจมาภรณ์ นาคามดี ปานจันทร์ คนสูง เพ็ญนภา ดำมินเศก อำภัย อินดี ศิริวรรณ์ พันธ์ทรัพย์ Copyright (c) 2022 วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-22 2022-06-22 14 1 การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง ที่มีภาวะแทรกซ้อนทางไตระยะ 4 เครือข่ายสุขภาพอำเภอควนเนียง จังหวัดสงขลา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/unc/article/view/255614 <p> วิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการณ์การดูแล พัฒนารูปแบบ และประสิทธิผลของรูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงที่มีภาวะแทรกซ้อนทางไตระยะ 4 เครือข่ายสุขภาพอำเภอควนเนียง จังหวัดสงขลา ระยะดำเนินการมี 3 ขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงสำรวจ (Survey research) เพื่อศึกษาสภาพการณ์การดูแลของผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูงที่มีภาวะแทรกซ้อนทางไตระยะ 4 จากกลุ่มตัวอย่าง 65 คน ซึ่งเป็นผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่า เป็นผู้ป่วยที่มีภาวะแทรกซ้อนทางไตระยะ 4 ที่มารับบริการที่ รพ.ควนเนียง อำเภอควนเนียง จังหวัดสงขลา เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ขั้นตอนที่ 2 พัฒนารูปแบบการดูแลโดยนำผลการวิจัยในขั้นตอนที่1 และการทบทวนวรรณกรรมยกร่างเป็นรูปแบบการดูแล ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ 4 คนซึ่งเป็นทีมสหวิชาชีพที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะสาขาที่ร่วมปฏิบัติงานดูแลผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูงที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นผู้ป่วยที่มีภาวะแทรกซ้อนทางไตระยะ 4 ขั้นตอนที่ 3 ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการดูแลในการเพิ่มอัตราการกรองของไตและวิธีการปฏิบัติตัวที่ดีเพื่อชะลอไตเสื่อมของผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงที่มีภาวะแทรกซ้อนทางไตระยะ 4 ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยแบบกึ่งทดลองชนิดหนึ่งกลุ่ม วัดก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงที่มีภาวะแทรกซ้อนทางไตระยะ 4 ที่มารับบริการในโรงพยาบาลควนเนียง จังหวัดสงขลา จำนวน 29 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติ Paired t-test ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. ผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงที่มีภาวะแทรกซ้อนทางไตระยะ 4 ในโรงพยาบาลควนเนียง จังหวัดสงขลา จำนวน 65 คน เป็นเพศหญิง ร้อยละ 66.00 มีประวัติการเจ็บป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง ร้อยละ 88.70 โรคเบาหวานร้อยละ 73.60 ไขมันในเลือดสูงร้อยละ 64.20 มีน้ำหนักเฉลี่ย 60.35 กิโลกรัม ระยะเวลาที่มีภาวะแทรกซ้อนทางไตเฉลี่ยที่ 2.54 ปี มีผู้ดูแลเป็นบุตรร้อยละ 62.30 ผู้ป่วยต้องการความช่วยเหลือในการดูแลตนเองด้านอาหาร ร้อยละ 62.30 แนวทางการดูแลผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงที่มีภาวะแทรกซ้อนทางไตระยะ 4 ผู้ป่วยจะได้รับการส่งต่อพบแพทย์อายุรกรรมทางไตที่โรงพยาบาล </span>ศูนย์หาดใหญ่ ในผู้ป่วยที่ปฏิเสธการส่งต่อและผู้ป่วยที่แพทย์ส่งกลับมารักษาต่อที่โรงพยาบาลควนเนียงจึงยังไม่มีรูปแบบการดูแลที่ชัดเจน</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. รูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงที่มีภาวะแทรกซ้อนทางไตระยะ 4 (MSES Model) ประกอบด้วย M: Multidisciplinary team (ความร่วมมือของทีมสหวิชาชีพ) S: Self management (การจัดการตนเอง) E: Empowerment (การเสริมสร้างพลังอำนาจ) และ S: Social support (การสนับสนุนทางสังคม)</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">3. หลังการใช้รูปแบบค่าอัตราการกรองของไตของผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงที่มีภาวะแทรกซ้อนทางไตระยะ 4 (X=25.23, SD=5.78) สูงกว่าก่อนการใช้รูปแบบ ( X=22.57 , SD=3.91) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีผู้ป่วยเปลี่ยนมาเป็นระยะ 3 จำนวน 6 คน สำหรับวิธีปฏิบัติที่ดีคือ กลุ่มตัวอย่างได้รับการสนับสนุนการจัดการตนเอง การตั้งเป้าหมาย การสังเกตตนเอง การติดตามตนเอง การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับกลุ่มตัวอย่างด้วยกัน การมาตามนัดต่อเนื่อง ได้รับความรู้เกี่ยวกับการดูแลจัดการตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อม ได้รับการดูแลจัดการรายกรณีและคำปรึกษาจากทีมสหวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง ทำให้กลุ่มตัวอย่างเกิดความเชื่อมั่นในการตัดสินใจเกี่ยวกับภาวะสุขภาพของตนเอง มีกำลังใจนำไปสู่การจัดการตนเองที่ดีและเหมาะสม</span></p> <p> </p> อนุ อิสระพานิช กิตติพร เนาว์สุวรรณ Copyright (c) 2022 วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-22 2022-06-22 14 1 การพัฒนาระบบการเรียนการสอนโดยใช้ชุดสถานการณ์เสมือนจริงร่วมกับ กระบวนการสะท้อนคิด เพื่อส่งเสริมทักษะการตัดสินใจในการดูแลผู้ป่วยภาวะวิกฤต สำหรับนักศึกษาพยาบาล https://he01.tci-thaijo.org/index.php/unc/article/view/242630 <p> การวิจัยนี้ใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาระบบการเรียนการสอนโดยใช้ชุดสถานการณ์เสมือนจริงร่วมกับกระบวนการสะท้อนคิด เพื่อส่งเสริมทักษะการตัดสินใจในการดูแลผู้ป่วยภาวะวิกฤตสำหรับนักศึกษาพยาบาล และ 2) เพื่อทดสอบประสิทธิผลของระบบการเรียนการสอนโดยใช้ชุดสถานการณ์เสมือนจริงร่วมกับกระบวนการสะท้อนคิด กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตร์บัณฑิต วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี แพร่ จำนวน 53 คน เครื่องมือและวิธีการที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ ระบบการเรียนการสอนโดยใช้ชุดสถานการณ์เสมือนจริงร่วมกับกระบวนการสะท้อนคิด คู่มือระบบ แบบสอบถาม และประเด็นคำถามในการสัมภาษณ์ แบบประเมินทักษะการตัดสินใจในการดูแลผู้ป่วยภาวะวิกฤต วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติเปรียบเทียบ (t-test) เพื่อดูประสิทธิผลของระบบการเรียนการสอน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์ระบบการจัดการเรียนการสอน </p> <p> ผลการวิจัยพบองค์ประกอบระบบการเรียนการสอนโดยใช้ชุดสถานการณ์เสมือนจริงร่วมกับกระบวนการสะท้อนคิดเพื่อส่งเสริมทักษะการตัดสินใจในการดูแลผู้ป่วยภาวะวิกฤตสำหรับนักศึกษาพยาบาล ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก คือ 1) กระบวนการนำเข้า (Input) ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุนการจัดการเรียนการสอน 2 ) กระบวนการ (Process) ที่เป็นระบบและกิจกรรมการเรียนการสอน และ 3) ผลผลิต (Outcome) ที่เป็นผลการเรียนรู้ของการจัดการเรียนการสอน หลังจากผู้วิจัยทำการทดสอบระบบการเรียนการสอนพบว่า หลังสิ้นสุดการทดลองผู้เรียนมีทักษะการตัดสินใจในการดูแลผู้ป่วยภาวะวิกฤตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และผลความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดสถานการณ์เสมือนจริง ผ่านกระบวนการสะท้อนคิด เพื่อส่งเสริมทักษะการตัดสินใจในการดูแล</p> <p>ผู้ป่วยภาวะวิกฤต สำหรับนักศึกษาพยาบาล ในด้านของวิธีการและกิจกรรมการเรียนการสอนในสถานการณ์เสมือนจริง ผ่านกระบวนการสะท้อนคิด มีค่าเฉลี่ยระดับความพึงพอใจในภาพรวมทั้ง 3 ด้าน อยู่ที่ระดับมาก ( X =4.48, SD =.51)</p> <p> ผลการวิจัยนี้แสดงถึงประสิทธิผลของการจัดการเรียนการสอนแบบใช้สถานการณ์เสมือนจริงต่อการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การตัดสินใจและการปฏิบัติการพยาบาล ทั้งนี้การออกแบบระบบ การเตรียมเครื่องมือและความพร้อมของผู้สอนเป็นสิ่งที่จำเป็น</p> <p> </p> นิกร จันภิลม สุภาณี เส็งศรี เชษฐา แก้วพรม ดิเรก ธีระภูธร Copyright (c) 2022 วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-23 2022-06-23 14 1 ประสบการณ์ของผู้ดูแลหลักในการดูแลผู้สูงอายุติดเตียงที่บ้าน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/unc/article/view/255362 <p> การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยา มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายประสบการณ์ของผู้ดูแลหลักในการดูแลผู้สูงอายุนอนติดเตียงที่บ้าน ผู้ให้ข้อมูลจำนวน 12 ราย ได้รับการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด ผู้วิจัยสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลตามแนวทางการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง ข้อมูลที่ถอดเทปจากการบันทึกเสียงนำมาวิเคราะห์ข้อมูลตามวิธีการของจอร์จี</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า ประสบการณ์ของผู้ดูแลหลักระหว่างให้การดูแลผู้สูงอายุนอนติดเตียงที่บ้าน ประกอบด้วย 1) ภารกิจในการดูแล 2) ความรู้สึกของการดูแล 3) ปัญหาสุขภาพ 4) แหล่งสนับสนุนการดูแล และ 5) ความต้องการการดูแล ผู้ดูแลหลักปฏิบัติภารกิจที่หลากหลายเพื่อให้การช่วยเหลือผู้สูงอายุเกี่ยวกับการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน และการจัดการปัญหาสุขภาพผู้สูงอายุที่นอนติดเตียง ผู้ดูแลหลักรู้สึกดีใจที่ได้ให้การดูแลและตอบแทนบุญคุณผู้สูงอายุ ผู้ดูแลหลักต้องอดทนต่อการดูแลผู้สูงอายุถึงแม้ว่าจะเหนื่อยและท้อ ระหว่างให้การดูแลผู้สูงอายุ พบว่า ผู้ดูแลหลักรับรู้ว่าตนเองมีปัญหาทั้งทางด้านสุขภาพกายและจิตใจ ได้แก่ ปวดหลัง นอนไม่เพียงพอ และวิตกกังวลเกี่ยวกับอาการผู้สูงอายุ เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามผู้ดูแลหลักยังได้รับการสนับสนุนความรู้และความสามารถในการดูแลผู้สูงอายุจากพยาบาลวิชาชีพ อาสาสมัครสาธารณสุข ญาติพี่น้อง รวมทั้งการค้นหาข้อมูลผ่านระบบอินเทอร์เน็ต นอกจากนี้ผู้ดูแลหลักยังมีความต้องการได้รับการช่วยเหลือจากบุคลากรทางการแพทย์ในการเยี่ยมบ้าน ต้องการให้ญาติพี่น้องและหน่วยงานต่าง ๆ สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้สูงอายุ และต้องการกำลังใจจากญาติพี่น้อง </p> <p> จากผลการวิจัยเชิงคุณภาพนี้สามารถเป็นข้อมูลพื้นฐานเพื่อพัฒนางานวิจัยเชิงปริมาณหรือวิจัยแบบผสมผสานที่เกี่ยวข้องกับผู้ดูแลของผู้สูงอายุที่นอนติดเตียง ตัวอย่างเช่น โปรแกรมพัฒนาสมรรถนะผู้ดูแลในการจัดการปัญหาสุขภาพของผู้สูงอายุติดเตียงที่บ้านในสถานการณ์ฉุกเฉิน รูปแบบการจัดการปัญหาสุขภาพสำหรับผู้ดูแลของผู้สูงอายุติดเตียง และแนวทางการพัฒนาเครือข่ายเพื่อให้การดูแลผู้สูงอายุและครอบครัวโดยใช้เทคโนโลยีและการมีส่วนร่วมของชุมชน</p> <p><strong> </strong></p> กันตวิชญ จูเปรมปรี วัชรา ตาบุตรวงศ์ Copyright (c) 2022 วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-23 2022-06-23 14 1 ความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพของ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อำเภอฟากท่า จังหวัดอุตรดิตถ์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/unc/article/view/252496 <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพ พฤติกรรมสุขภาพ และความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรมสุขภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน กลุ่มตัวอย่างเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อำเภอฟากท่า จังหวัดอุตรดิตถ์ จำนวนทั้งหมด 188 คน คำนวณขนาดของกลุ่มตัวอย่างด้วยสูตรของทาโร ยามาเน่ สุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ รวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม มีทั้งหมด 3 ส่วน ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพ และแบบประเมินพฤติกรรมสุขภาพ ที่พัฒนาโดยกองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า 1) อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านส่วนใหญ่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพอยู่ในระดับดี (ร้อยละ 54.80) ระดับดีมาก (ร้อยละ 45.20) และมีพฤติกรรมสุขภาพอยู่ในระดับดีมาก (ร้อยละ 59.00) ระดับดี (ร้อยละ 29.30) 2) ความสัมพันธ์ของความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ พบว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับพฤติกรรมสุขภาพ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r=.337) ผลการศึกษาสามารถนำแนวคิดไปพัฒนาศักยภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ให้เป็น อสม. หมอประจำบ้าน อันจะนำไปสู่ชุมชน สังคมสุขภาพดี ลดปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง</p> กฤศภณ เทพอินทร์ เสน่ห์ ขุนแก้ว Copyright (c) 2022 วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-23 2022-06-23 14 1 การพัฒนาแนวทางการสนับสนุนการจัดการสุขภาพตนเอง ของผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในชุมชน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/unc/article/view/254997 <p> การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินผลแนวทางการสนับสนุนการจัดการสุขภาพตนเองของผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มี 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1) ศึกษาสถานการณ์ภาวะสุขภาพ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 194 คน และผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 6 คน ระยะที่ 2) พัฒนาแนวทางการสนับสนุนการจัดการสุขภาพตนเองฯ ผู้ให้ข้อมูล คือ บุคลากรสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 8 คน และ ระยะที่ 3) ประเมินผลแนวทางการสนับสนุนการจัดการสุขภาพตนเองฯ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 30 คน และกลุ่มพี่เลี้ยงอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบสอบถาม แนวคำถามสำหรับการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติที วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า ระยะที่ 1 ผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มีพฤติกรรมการจัดการสุขภาพตนเอง 5 ด้าน ดังนี้ ด้านสุขภาพจิต/การจัดการความเครียดอยู่ในระดับสูง ร้อยละ 63.1 ด้านการออกกำลังกาย/การเคลื่อนไหวออกแรง ด้านการใช้บริการสุขภาพและด้านความรับผิดขอบต่อสุขภาพอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 61.5, 71.5 และ 43.6 ตามลำดับ และด้านการบริโภคอาหารอยู่ในระดับต่ำ ร้อยละ 77.7 ระยะที่ 2 แนวทางการสนับสนุนการจัดการสุขภาพตนเองฯ มี 2 ส่วน ได้แก่ สนับสนุนการจัดการตนเองโดย อสม. และพัฒนาทักษะการจัดการตนเอง ระยะที่ 3 การประเมินแนวทางการสนับสนุนการจัดการสุขภาพตนเองฯ พบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการจัดการสุขภาพตนเองโดยรวมสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> อาทิตยา วังวนสินธุ์ อาพัทธ์ เตียวตระกูล สุพัฒนา คำสอน สุพาณี บุญโยม สืบตระกูล ตันตลานุกุล วุฒิชัย จริยา Copyright (c) 2022 วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-26 2022-06-26 14 1 Social Support, Self-efficacy and Care Participation Among Parents of Hospitalized Children with Pneumonia in Chengdu City, Sichuan Province, the People’s Republic of China https://he01.tci-thaijo.org/index.php/unc/article/view/257200 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; This study used a descriptive correlational design to explore the level of care participation among parents of hospitalized children with pneumonia, and to describe the relationship between social support, self-efficacy and care participation among parents of hospitalized children with pneumonia in Chengdu city, Sichuan province, the People’s Republic of China. Purposive sampling was used to recruit 85 parents who completed the Demographic Data Form, the Social Support Questionnaire, a Parental Self-efficacy Scale and a Parents Actual Participation Scale at two hospitals in China. Among parents of children hospitalized with pneumonia, the total mean score of care participation was at a high level, social support showed a statistically significant positive correlation to care participation, and self-efficacy showed a statistically significant positive correlation to care participation. Chinese parents of hospitalized children with pneumonia showed a total mean score of care participation at a high level. Each dimension of care participation was at a high level, except for decision making. The results of this research could guide health professionals to encourage parents to participate more in the decision-making process. A plan or guideline should be developed to enhance care participation to be more effective for hospitalized children with pneumonia.</p> Jie Zhang Usanee Jintrawet Pimpaporn Klunklin Copyright (c) 2022 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-15 2022-06-15 14 1