Singburi Hospital Journal https://he01.tci-thaijo.org/index.php/shj <p>Singburi Hospital Journal มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่และเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้ ผลงานวิจัย บทความวิชาการ กรณีศึกษา และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรักษา การพยาบาลและการส่งเสริมสุขภาพ ในการนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ใหม่ ที่เป็นประโยชน์แก่สหสาขาวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง ทั้งภายในและภายนอกโรงพยาบาล เป็นวารสารราย 4 เดือน ปีละ 3 ฉบับ ดังนี้</p> <p> ฉบับที่ 1 พฤษภาคม – สิงหาคม <br /> ฉบับที่ 2 กันยายน – ธันวาคม <br /> ฉบับที่ 3 มกราคม – เมษายน</p> th-TH <div class="item copyright"> <div class="item copyright"> <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของโรงพยาบาลสิงห์บุรี</p> <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับโรงพยาบาลสิงห์บุรี และบุคคลากรท่านอื่นๆในโรงพยาบาลฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว</p> </div> </div> singhosp-journal@hotmail.com (บรรณาธิการวารสารโรงพยาบาลสิงห์บุรี) Kew-walee@hotmail.com (นางสาวเกวลี แจ้งสว่าง) Wed, 31 Aug 2022 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อระดับความสะอาดของการเตรียมลำไส้ใหญ่ ในผู้ป่วยที่มารับการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ ในโรงพยาบาลบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/shj/article/view/256658 <p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> การส่องกล้องลำไส้ใหญ่เป็นการวินิจฉัยมาตรฐาน ในการวินิจฉัยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก การเตรียมลำไส้ใหญ่ให้สะอาดหรือเหมาะสมนั้น นับว่าเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะทำให้การส่องกล้องลำไส้ใหญ่นั้นสามารถกระทำได้สำเร็จลุล่วง และได้คุณภาพที่ดี มีการศึกษาหลายการศึกษาก่อนหน้านี้ได้ศึกษาหาปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อระดับความสะอาดของการเตรียมลำไส้ใหญ่เพื่อส่องกล้อง แต่ส่วนใหญ่ศึกษาโดยใช้ยาถ่ายชนิดอื่นๆ ที่ไม่ใช่ สารละลายโซเดียมฟอสเฟต</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> การศึกษา Retrospective cross-sectional study โดยการเก็บข้อมูลผู้ป่วยที่มารับการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ โดยใช้สารละลายโซเดียมฟอสเฟต ตั้งแต่ 1 มกราคม 2563 ถึง 30 กุมภาพันธ์ 2565 ได้ผู้ป่วยในกลุ่มเตรียมลำไส้ไม่สะอาด (ไม่เหมาะสม) จำนวน 121 ราย และได้ผู้ป่วยในกลุ่มเตรียมลำไส้ได้เหมาะสม จำนวน 251 ราย เป็นอัตราส่วน 1 ต่อ 2 โดยใช้การวิเคราะห์แบบถดถอยพหุตัวแปร เพื่อหาปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อระดับความสะอาดของการเตรียมลำไส้ใหญ่ ในผู้ป่วยที่มารับการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ โดยใช้สารละลายโซเดียมฟอสเฟต</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> ในการวิเคราะห์แบบถดถอยพหุตัวแปร พบปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทำให้เพิ่มโอกาสเสี่ยงในการเตรียมลำไส้ได้ไม่เหมาะสม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ อายุมากกว่า 70-79 ปี (aOR =2.82,95%CI 1.29-6.13, p=0.009) อายุมากกว่า 80 ปี (aOR =7.06 ,95%CI 2.53-19.65, p&lt;0.001) เบาหวาน (aOR =3.28 ,95%CI 1.66-6.49, p=0.001) สูบบุหรี่ (aOR =4.83,95%CI 1.57-14.86, p=0.006) อาการท้องผูกหรือท้องผูกสลับเสีย (aOR =5.35,95%CI 2.94-9.72, p&lt;0.001) เคยเตรียมลำไส้ไม่สะอาดมาก่อน (aOR =7.48, 95%CI 1.26-44.23, p&lt;=0.02) และ ASA มากกว่า 3 (aOR =2.97 ,95%CI 1.23-7.20, p=0.02) อย่างไรก็ตามไม่พบนัยสำคัญทางสถิติในปัจจัยดังต่อไปนี้ เพศชาย อายุ 60-69 ปี ดัชนีมวลกาย กลุ่มผอม ดัชนีมวลกาย กลุ่มน้ำหนักเกิน ดัชนีมวลกายกลุ่มอ้วน ระดับการศึกษาที่ต่ำกว่าระดับมัธยม การเป็นผู้ป่วยใน การได้รับการส่องกล้องหลังบ่ายโมง และประวัติการผ่าตัดช่องท้อง</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>:</strong> ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทำให้เพิ่มโอกาสเสี่ยงในการเตรียมลำไส้ได้ไม่สะอาด (ไม่เหมาะสม) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ อายุมากกว่า 70 ปี เบาหวาน สูบบุหรี่ อาการท้องผูกหรือท้องผูกสลับเสีย เคยเตรียมลำไส้ไม่สะอาดมาก่อน และ ASA มากกว่า 3</p> <p>*aOR = adjusted odds ratio</p> ปัณฑ์ธิติ ปลีหจินดา Copyright (c) 2022 โรงพยาบาลสิงห์บุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/shj/article/view/256658 Wed, 31 Aug 2022 00:00:00 +0700 การศึกษาผลลัพธ์การดูแลผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ในโรงพยาบาลท่าช้าง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/shj/article/view/257502 <p><strong>บทนำ</strong><strong>: </strong>ผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19 หากไม่ได้รับการดูแลรักษาที่เหมาะสม อาจทำให้อาการรุนแรงและเสียชีวิตได้ โรงพยาบาลท่าช้างได้ถูกปรับเปลี่ยนบทบาทให้รับดูแลผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 โดยเฉพาะ งานวิจัยนี้จึงต้องการศึกษาถึงผลลัพธ์การดูแลรักษาผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลท่าช้าง</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong>:การวิจัยเชิงพรรณนาแบบย้อนหลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลลัพธ์การดูแลผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ในโรงพยาบาลท่าช้าง กลุ่มตัวอย่างเลือกแบบเฉพาะเจาะจง ได้แก่ เวชระเบียนผู้ป่วยในทุกรายที่ได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อโควิด-19 และเข้ารับการรักษาเป็นผู้ป่วยในโรงพยาบาลท่าช้าง ตั้งแต่ 1 มกราคม 2564 – 31 ธันวาคม 2564 เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย 1) แบบบันทึกข้อมูลทั่วไป 2) แบบบันทึกข้อมูลทางคลินิก และ 3) แบบบันทึกผลลัพธ์การดูแล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติแบบพรรณนา</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> กลุ่มตัวอย่าง มีจำนวน 927 ราย เป็นเพศชาย 433 ราย เพศหญิง 494 ราย มีอายุเฉลี่ย 34.94 ปี อาการที่พบ 5 ลำดับแรก ได้แก่ ไอ ไข้ มีน้ำมูก เจ็บคอและจมูกไม่ได้กลิ่น ร้อยละ 89.96 ไม่เคยได้รับวัคซีน กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 85.97 มีค่า CT ณ วันที่ตรวจพบเชื้อโควิด – 19 อยู่ระหว่าง 0 - 30.00 ได้รับยา Favipiravior ร้อยละ 89.10 มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยรายละ 50,119 บาท มีจำนวนวันนอนเฉลี่ย 10.98 วัน จำหน่ายกลับบ้าน 872 ราย ส่งต่อไปโรงพยาบาลที่มีศักยภาพสูงกว่า 51 ราย ไม่สมัครใจรักษา 3 ราย และเสียชีวิต 1 ราย ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปจัดระบบการบริการพยาบาลและปรับปรุงการบริการพยาบาลผู้ป่วยโควิด – 19 ตั้งแต่แรกรับจนจำหน่ายออกจากโรงพยาบาล โดยเชื่อมโยงถึงชุมชน</p> ไพฑูรย์ ชมจันทร์ Copyright (c) 2022 โรงพยาบาลสิงห์บุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/shj/article/view/257502 Wed, 31 Aug 2022 00:00:00 +0700 ผลลัพธ์ของการใช้แนวปฏิบัติเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ ที่ต้องควบคุมเป็นกรณีพิเศษ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/shj/article/view/257649 <p><strong>บทนำ</strong><strong>: </strong>การดื้อยาต้านจุลชีพ (Antimicrobial resistance; AMR) เป็นปัญหาที่สำคัญในโรงพยาบาลทั่วโลก เพราะมีความชุกสูงและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องการรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อดื้อยาทำได้ยาก ต้องใช้ยาร่วมกันหลายขนาน ทำให้อยู่รักษาตัวในโรงพยาบาลนานขึ้น มูลค่ายาต้านจุลชีพที่ใช้รักษาเพิ่มขึ้นและมีอัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong>การวิจัยเชิงพรรณนาแบบย้อนหลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลลัพธ์ของการใช้แนวปฏิบัติเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพที่ต้องควบคุมเป็นกรณีพิเศษ กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เป็นเวชระเบียนผู้ป่วยในของโรงพยาบาลสิงห์บุรีที่มีผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการจุลชีววิทยาว่าพบเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพที่ต้องควบคุมเป็นกรณีพิเศษ จำนวน 232 ราย ในช่วงวันที่ 1 มกราคม -31 ธันวาคม 2564 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติแบบพรรณนา</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>กลุ่มตัวอย่างที่พบว่าเกิดการติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพที่ต้องควบคุมเป็นกรณีพิเศษ มีจำนวน 232 ราย เป็นการติดเชื้อในโรงพยาบาล ร้อยละ 53.44 ส่วนใหญ่ (ร้อยละ73.70) มีอายุเฉลี่ย 66.23 ปี (SD 14.01) และมีโรคร่วม ร้อยละ 57.33 เคยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ร้อยละ 69.39 เคยติดเชื้อดื้อยามาก่อน พบว่าเป็นผู้ป่วยอายุรกรรมมากที่สุด (ร้อยละ 56.02) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ (ร้อยละ58.62) พบว่าติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ เชื้อที่พบมากที่สุด คือ Escherichia coli (ร้อยละ 37.93) รองลงมาคือการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ เชื้อที่พบมากที่สุด คือ Acinetobacter baumannii (ร้อยละ 32.33) กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 47.41 ได้รับยาปฏิชีวนะมากกว่า 1 กลุ่ม มีมูลค่าการใช้ยาปฏิชีวนะต่อรายเฉลี่ย 11,799.12 บาท (SD 1141.70) ร้อยละ 30.17 มีจำนวนวันนอนระหว่าง 16-30 วัน และกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 42.67 เสียชีวิตจากภาวะช็อค จากการติดเชื้อ</p> <p><strong>สรุปผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>จากการศึกษานี้พบว่า การติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพที่ต้องควบคุมเป็นกรณีพิเศษ ในโรงพยาบาลส่วนใหญ่พบในหอผู้ป่วยสามัญอายุรกรรมและหอผู้ป่วยหนัก พบมากในผู้สูงอายุที่มีโรคร่วม มีประวัติเคยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและเคยติดเชื้อดื้อยา รวมทั้งผู้ที่ได้รับการคาสายสวน/อุปกรณ์ต่างๆ ไว้ในร่างกาย ติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะมากที่สุด และเชื้อที่พบมากที่สุด คือ Escherichia coli </p> ณิรดา รวยอาจิณ , ทองเปลว ชมจันทร์, ประภาพรรณ สิงห์โต Copyright (c) 2022 โรงพยาบาลสิงห์บุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/shj/article/view/257649 Wed, 31 Aug 2022 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อความเครียดของบุคลากรสุขภาพโรงพยาบาลอ่างทอง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/shj/article/view/257197 <p><strong>บทนำ</strong>: ความเครียดที่มีสาเหตุจากการทำงานนับเป็นปัญหาที่พบได้ทุกองค์กรและทุกสาขาอาชีพ ผลกระทบของความเครียดจากการทำงานจะเกิดขึ้นกับบุคลิกภาพผู้ปฏิบัติงานโดยตรง ทำให้เกิดความขัดแย้งในบทบาทหน้าที่ของตน สมรรถภาพการทำงานลดลง หมดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการทำงาน นำมาสู่การขาดงาน โยกย้ายงานและการลาออกจากงาน</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง (Cross-sectional Descriptive Study) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อความเครียดของบุคลากรสุขภาพโรงพยาบาลอ่างทอง กลุ่มตัวอย่างคือบุคลากร จำนวน 250 คน เก็บรวมรวบข้อมูลในเดือนธันวาคม 2564 ถึง มกราคม2565 โดยใช้แบบสอบถามที่ได้รับการตรวจสอบคุณภาพ เชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน และหาค่าสัมประสิทธิแอลฟ่าของครอนบาค ด้านความเครียดจากการทำงาน เท่ากับ 0.86 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา สถิติเชิงอนุมาน ได้แก่สถิติไคสแควร์ และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของตัวแปรและระดับความเครียด</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ เป็นเพศหญิง ร้อยละ 84.4 อายุเฉลี่ย 39.73 ปี สถานภาพสมรส ร้อยละ 54.8 การศึกษาปริญญาตรี ร้อยละ 59.6 ระยะเวลาในการปฏิบัติงาน มากกว่า 10 ปี ร้อยละ 50.4 และรายได้เฉลี่ย 25,523.30 บาทต่อเดือน โดยระดับความเครียดอยู่ในเกณฑ์เครียดสูง ร้อยละ 13.6 ปัจจัยส่วนบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับความเครียด ได้แก่ ตำแหน่งงาน (p-value = 0.019) สถานะทางการเงิน (p-value = 0.002) ปัจจัยด้านการทำงานที่มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความเครียด ได้แก่ ด้านความต้องการในงาน ด้านการพัฒนาทักษะในการปฏิบัติงาน และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์เชิงลบ ได้แก่ด้านความสามารถในการควบคุม/ตัดสินใจ ด้านสวัสดิการ (p-value &lt;0.001)</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>:</strong> กลุ่มงานบุคลากรควรมีการวิเคราะห์งานสถานะทางการเงินและปัจจัยทางด้านการทำงานให้เหมาะสม อีกทั้งควรจัดอบรมทักษะการจัดการความเครียดทักษะแก้ปัญหาให้บุคลากรและจัดให้มีช่องทางในการรับคำปรึกษาเพื่อลดปัญหาความเครียดจากการทำงาน รวมถึงกิจกรรมเพื่อลดความเครียดในการทำงาน</p> รุ่งทิพย์ บางผึ้ง Copyright (c) 2022 โรงพยาบาลสิงห์บุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/shj/article/view/257197 Wed, 31 Aug 2022 00:00:00 +0700 การเปรียบเทียบความรู้ ความวิตกกังวล ก่อนและหลังเข้ากลุ่มบำบัดประคับประคอง ในผู้ปกครองเด็กออทิสติกโรงพยาบาลอ่างทอง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/shj/article/view/257611 <p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> ความรู้ ความวิตกกังวลของผู้ปกครองมีผลต่อการดูแลเด็กเด็กออทิสติก มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบ ความรู้ ความวิตกกังวล ในผู้ปกครองเด็กออทิสติก ก่อนและหลังเข้ากลุ่มบำบัดประคับประคอง โรงพยาบาลอ่างทอง</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong>การวิจัยแบบกึ่งทดลองครั้งมี กลุ่มตัวอย่างและประชากรเป็นผู้ปกครองที่ดูแลเด็ก จำนวน 15 คน คัดเลือกแบบเจาะจงและได้รับการเข้ากลุ่มบำบัดประคับประคองที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น ระหว่างวันที่ 16 มกราคม 2561 ถึง 31 มกราคม 2562 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป (1) แบบวัดความรู้โรคออทิสติก และ (2)แบบวัดความวิตกกังวล (State Anxiety: Form XI) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอนุมาน ได้แก่ t-test</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> พบว่า กลุ่มผู้ปกครองหลังเข้ากลุ่มบำบัดมีคะแนนความรู้เฉลี่ยสูงกว่าก่อนเข้ากลุ่มบำบัดแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิตที่ระดับ .05 สำหรับความวิตกกังวล มีคะแนนเฉลี่ยหลังการเข้ากลุ่มบำบัดไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา</strong><strong>:</strong>การเข้ากลุ่มบำบัดประคับประคองช่วยให้ผู้ปกครองมีความรู้เพิ่มมากขึ้น และช่วยให้ความวิตกกังวลลดลง</p> ธนพร วิชชุเวสคามินทร์ Copyright (c) 2022 โรงพยาบาลสิงห์บุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/shj/article/view/257611 Wed, 31 Aug 2022 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองของผู้ป่วยความดันโลหิตสูง โดยการประยุกต์ใช้ทฤษฎีความเชื่อด้านสุขภาพ ในพื้นที่อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/shj/article/view/257857 <p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> อำเภอเมืองปานพบอัตราป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี โดยในปี พ.ศ. 2564 พบอัตราป่วย 263.81 ต่อแสนประชากร ผู้ที่ไม่สามารถ ควบคุมความดันโลหิตได้ มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองของผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 66 คน ทำการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เปรียบเทียบก่อนการทดลองและหลังการทดลอง มีกิจกรรมทั้งหมด 4 ครั้ง เก็บรวบรวมข้อมูลก่อนและหลังการทดลองโดยใช้แบบวัดการรับรู้ความเชื่อด้านสุขภาพและแบบวัดพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองวิเคราะห์ข้อมูลด้วย ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบ Pearson (correlation coefficient)</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>คะแนนเฉลี่ยการรับรู้ความเชื่อด้านสุขภาพและพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองของกลุ่มตัวอย่าง หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง การรับรู้ความรุนแรงของโรคหลอดเลือดสมองมีความสัมพันธ์กับการรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p=0.01</p> <p><strong>สรุป</strong>: โปรแกรมนี้สามารถประยุกต์ใช้เพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพได้โดยการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างทักษะการดูแลตนเองของกลุ่มผู้ป่วย</p> ศุภณัฐกรณ์ มูลฟู Copyright (c) 2022 โรงพยาบาลสิงห์บุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/shj/article/view/257857 Wed, 31 Aug 2022 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้ความสามารถของตนเองต่อความสำเร็จ ในการดำรงบทบาทมารดาของหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่นครรภ์แรก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/shj/article/view/256853 <p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> การตั้งครรภ์ของหญิงวัยรุ่นเป็นภาวะวิกฤตต่อบทบาทการเป็นมารดาทั้งด้านร่างกายและจิตใจ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการใช้โปรแกรมส่งเสริมการรับรู้ความสามารถของตนเองต่อความสำเร็จในการดำรงบทบาทมารดาตั้งครรภ์วัยรุ่นครรภ์แรก</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> งานวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง เลือกหญิงตั้งครรภ์แบบเจาะจง คือหญิงตั้งครรภ์อายุไม่เกิน 19 ปี ครรภ์แรกขนาดของกลุ่มตัวอย่างใช้สูตรของโคเฮน (Cohen, 1988) จำนวน 50 ราย ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้ความสามารถของตนเองที่พัฒนามาจากแนวคิดทฤษฎีของแบนดูรา โดยใช้ทักษะตั้งใจ การเก็บจำ การกระทำและแรงจูงใจ จำนวน4ครั้ง ครั้งละ 30 นาที เครื่องมือที่ใช้ได้แก่แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล เช่น อายุ ระดับการศึกษา สถานภาพสมรส/อยู่ร่วมกันกับสามี ความพร้อมในการตั้งครรภ์ ประสบการณ์การเลี้ยงดูเด็กอ่อน และแบบสอบถามความสำเร็จในการดำรงบทบาทมารดาของศรีสมร ภูมนสกุล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ t-test (Dependent t-test)</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> พบว่าหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่นหลังเข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้ความสามารถของตนเอง มีคะแนนความสำเร็จในการดำรงบทบาทมารดาที่อายุครรภ์ 38 สัปดาห์ และระยะ 72 ชั่วโมงหลังคลอดสูงกว่าก่อนเข้าโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05 และ p&lt;0.001ตามลำดับ)</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> โปรแกรมส่งเสริมการรับรู้ความสามารถของตนเองช่วยส่งเสริมความสำเร็จในการดำรงบทบาทมารดาของหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่นครรภ์แรก</p> ลัดดาวัลย์ ขำงาม Copyright (c) 2022 โรงพยาบาลสิงห์บุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/shj/article/view/256853 Wed, 31 Aug 2022 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของรูปแบบการเรียนการสอนการพยาบาลห้องผ่าตัดแบบโค้ชต่อความรู้และ การปฏิบัติตัวป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ห้องผ่าตัด โรงพยาบาลชลบุรี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/shj/article/view/257535 <p><strong>บทนำ</strong><strong>: </strong>การเรียนการสอนการพยาบาลห้องผ่าตัดแบบโค้ช เป็นสิ่งสำคัญในการปฏิบัติงาน</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong>: ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการเรียนการสอนการพยาบาลห้องผ่าตัดแบบโค้ช กลุ่มตัวอย่างมี 2 กลุ่ม คือพยาบาลวิชาชีพห้องผ่าตัด ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ คัดเลือกด้วยวิธีสุ่มอย่างง่าย จำนวน 40 คน และผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัด 120 คน เครื่องมือที่ใช้ แผนการเรียนการสอนการพยาบาลห้องผ่าตัดแบบโค้ช แบบสอบถามความรู้ แบบสอบถามการปฏิบัติเพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 แบบสอบถาม ความพึงพอใจของพยาบาลห้องผ่าตัด และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ป่วย ซึ่งได้มีค่าเชื่อมั่นของเครื่องมือ KR 20 และสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาค เท่ากับ .70, .86, .72 และ .75 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Dependent t-test </p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong>: พบว่า พยาบาลห้องผ่าตัดมีความรู้และการปฏิบัติตัวโดยรวมสูงกว่าก่อนใช้รูปแบบการเรียนการสอนการพยาบาลห้องผ่าตัดแบบโค้ชฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = -31.955, p &lt;.001) และ (t = -25.658, p &lt;.001) ตามลำดับ ความพึงพอใจของพยาบาลอยู่ในระดับสูง ( = 4.535, S.D. =.204) ความพึงพอใจของผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนาที่เข้ารับบริการผ่าตัดอยู่ในระดับมาก (= 8, S.D.=0.95)</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>: </strong>รูปแบบการเรียนการสอนด้วยวิธีโค้ชทำให้พยาบาลห้องผ่าตัดมีความรู้และการปฏิบัติตัวป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนาเพิ่มขึ้นสามารถนำไปขยายผลหน่วยงานหรือโรงพยาบาลอื่น ๆ ได้</p> ขวัญจิตร ศักดิ์ศรีวัฒนา, วิไลภรณ์ พุทธรักษา Copyright (c) 2022 โรงพยาบาลสิงห์บุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/shj/article/view/257535 Wed, 31 Aug 2022 00:00:00 +0700 การดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลาง โดยแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว โรงพยาบาลท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/shj/article/view/256329 <p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา กรณีศึกษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลางหลังจากพ้นระยะวิกฤต โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มพูนความรู้และทักษะการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลางให้มีประสิทธิภาพ</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>ศึกษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองหลังจากพ้นระยะวิกฤต รายกรณีแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 1 ราย ที่โรงพยาบาลท่าวุ้ง ติดตามประเมินผลการดูแลรักษา ตั้งแต่รับกลับมาดูแลรักษาในโรงพยาบาลด้วยโปรแกรมการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลาง จำนวน 10 วัน และดูแลต่อเนื่องในชุมชน ช่วงเวลาสำคัญของการฟื้นฟู (Golden period for stroke rehabilitation) ในระยะเวลา 6 เดือนระหว่างเดือนตุลาคม 2563 – มีนาคม 2564</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong>: ผู้ป่วยก่อนเข้าโปรแกรมการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลางโรงพยาบาลท่าวุ้ง มีอาการแขนขาข้างซ้ายอ่อนแรง ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด กำลังกล้ามเนื้อ : แขนซ้ายระดับ 1 ขาซ้าย ระดับ 2 แขนและขาขวาระดับ 5 แบบประเมินกิจวัตรประจำวัน (The Barthel Activity of Daily Living Index) ได้ 45 คะแนน หลังเข้ารับการดูแลโปรแกรมการดูแล กำลังกล้ามเนื้อ: แขนซ้ายระดับ 2+ ขาซ้ายระดับ 4+ แขนและขาขวาระดับ 5 แบบประเมินกิจวัตรประจำวัน ได้ 90 คะแนน ผู้ป่วยสามารถช่วยเหลือตนเองได้ดีขึ้น เดินได้โดยไม่ใช้ไม้เท้า 3 ขา</p> <p><strong>สรุป:</strong> จากการศึกษาพบว่าการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลางอย่างต่อเนื่อง มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากการฟื้นตัวของเซลล์ประสาทสมองจะกลับมาทำงานได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้มีการทำงานของกำลังกล้ามเนื้อ การรับความรู้สึกค่อยๆ ดีขึ้น โดยกระบวนการเวชศาสตร์ครอบครัว เป็นการวางแผนการดูแลผู้ป่วยร่วมกับครอบครัว และทีมสหวิชาชีพ ตั้งแต่ขณะอยู่ในโรงพยาบาล จนกระทั่งกลับบ้าน และติดตามเยี่ยมบ้าน อีกทั้งกระตุ้นระบบประสาทด้วยการฝังเข็มอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น </p> ประภัสสร วีระประสิทธิ์ Copyright (c) 2022 โรงพยาบาลสิงห์บุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/shj/article/view/256329 Wed, 31 Aug 2022 00:00:00 +0700 การพยาบาลผู้ป่วย Hypoxic-ischemic encephalopathy (HIE): กรณีศึกษา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/shj/article/view/256727 <p><strong>บทนำ</strong><strong>: </strong>Hypoxic-ischemic encephalopathy (HIE) <em>เป</em>็นภาวะการขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิดที่นำไปสู่อันตราย เช่น เลือดขาดออกซิเจน มีคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดสูง และภาวะกรดจากเมตาบอลิซึม หรือจากไม่มีการระบายอากาศที่ปอด ปริมาตรเลือดที่ผ่านปอดน้อยหรือมีไม่เพียงพอหลังจากการคลอด ส่งผลให้อวัยวะที่สำคัญขาดออกซิเจนไปหล่อเลี้ยง ทำให้เกิดการสูญเสียหน้าที่และเสื่อมประสิทธิภาพของอวัยวะนั้นๆ และเกิดความพิการต่างๆทางสมอง ผู้ป่วยมีโอกาสเสียชีวิตได้สูงมาก และแม้รอดชีวิตก็อาจมีสภาพเป็นผู้พิการได้ รวมทั้งการรักษาด้วย <em>Therapeutic-Hypothermia ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่มีจำกัดในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิเท่านั้น </em>บทบาทสำคัญของพยาบาลในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องมีทักษะ ความรู้ความชำนาญในการดูแลเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการพยาบาลอย่างเหมาะสม ปลอดภัย มีโอกาสฟื้นหายหรือลดภาวะความพิการลงได้</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong><em>คัดเลือกผู้ป่วย </em>Hypoxic-ischemic encephalopathy (HIE) <em>ที่ได้รับการส่งต่อมารักษาด้วย </em><em>Therapeutic-Hypothermia 1 ราย ที่โรงพยาบาลสระบุรี </em>ใช้กระบวนการพยาบาลแบบองค์รวม ในการประเมิน วางแผนการพยาบาล วินิจฉัยการพยาบาล ปฏิบัติการพยาบาล ติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง ระยะเวลาที่ดำเนินการ 6 เดือน (ตั้งแต่ ธันวาคม 2564 ถึง มิถุนายน 2565)</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>ผู้ป่วยทารกแรกเกิดเพศหญิง คลอดปกติไม่หายใจแพทย์วินิจฉัยเป็น Severe Birth Asphyxia ช่วยฟื้นคืนชีพ on ETT. แล้วส่งต่อมาจาก เพื่อรับการรักษาด้วย Therapeutic-Hypothermia Temp.tarket 33.5 <sup>o</sup>c. พยาบาลใช้กระบวนการพยาบาลแบบองค์รวมในการดูแลผู้ป่วยร่วมกับการประสานส่งต่อผู้ป่วยที่มีประสิทธิภาพ ผู้ป่วยมีการฟื้นตัวได้ดี สามารถหายใจเองได้มากขึ้น ลด mode ventilator ได้ ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างรับการรักษา ส่งกลับไปรักษาต่อเนื่องที่โรงพยาบาลเดิมได้ ญาติเข้าใจปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และพยาบาลได้ดี จากการติดตามโทรศัพท์เยี่ยมผู้ป่วย 1 ครั้ง หลังส่งกลับไป 2 สัปดาห์ ผู้ป่วยยังนอนพักใน NICU อาการดีขึ้นตามลำดับ</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>: </strong>การใช้กระบวนการพยาบาลแบบองค์รวมในการดูแลผู้ป่วยร่วมกับการประสานส่งต่อผู้ป่วยที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยให้ผู้ป่วยปลอดภัย มีโอกาสฟื้นหายหรือลดภาวะความพิการลงได้</p> ทิวา สีม่วงอ่อน Copyright (c) 2022 โรงพยาบาลสิงห์บุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/shj/article/view/256727 Wed, 31 Aug 2022 00:00:00 +0700 การพยาบาลผู้ป่วยได้รับบาดเจ็บช่องท้องร่วมกับติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/shj/article/view/256896 <p><strong>บทนำ</strong>: อุบัติการณ์ของการบาดเจ็บช่องท้องนับวันจะเพิ่มมากขึ้น จากอุบัติการณ์ต่าง ๆ เช่น จากการใช้ยวดยานพาหนะ การทำร้ายร่างกาย เป็นต้น ส่วนใหญ่เกิดจากแผลทะลุและจากแรงกระแทก ซึ่งส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดภาวะช็อกจากการเสียเลือดและเสียชีวิตในระยะแรก และมีโอกาสเสียชีวิตจากการติดเชื้อในช่องท้องภายหลัง<sup>1</sup> ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิต-19) พยาบาลห้องอุบัติเหตุและฉุกเฉินเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการให้การดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดตั้งแต่แรกรับ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยเกิดภาวะช็อก อาการปวดช่องท้อง และภาวะพร่องออกซิเจน มีการเตรียมพร้อมเพื่อการผ่าตัดฉุกเฉิน รวมถึงควบคุมและป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong>: คัดเลือกกรณีศึกษาจากเวชระเบียน ที่เข้ารับการรักษาที่งานบริการผู้ป่วยอุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาลสระบุรี จำนวน 1 ราย</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong>: กรณีศึกษา ชายไทย อายุ 43 ปี มาโรงพยาบาลด้วยอาการสำคัญ แน่นท้อง หายใจไม่อิ่ม <br />2 ชั่วโมงก่อนมาโรงพยาบาล ให้ประวัติว่าเล่นกับเพื่อน แล้วเพื่อนเอาสายยางปั๊มลมเป่าเข้ารูทวารหนัก <br />มีอาการแน่นท้อง หายใจไม่สะดวก จึงไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลชุมชน แพทย์ตรวจร่างกายพบมีท้องแข็ง กดปล่อยแล้วเจ็บ สงสัยว่าจะมีภาวะทะลุของอวัยวะภายในช่องท้อง และส่งตัวมารักษาต่อที่โรงพยาบาลสระบุรี ผู้ป่วยอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสัมผัสกับผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ผลตรวจ ATK จากโรงพยาบาลชุมชน negative ทำ RT-PCR for SAR-CoV2 ส่งผู้ป่วยถ่ายภาพรังสีช่องท้อง (film abdomen series) พบมีลมในช่องท้อง set OR Emergency for exploratory laparotomy และได้รับการผ่าตัด simple exploratory laparotomy with peritoneal toilets and exteriorization of sigmoid wound หลังจากใช้กระบวนการพยาบาลเป็นเครื่องมือในการประเมินภาวะสุขภาพของผู้ป่วย นำมาวินิจฉัยการพยาบาล วางแผนการพยาบาล ปฏิบัติการพยาบาลและการประเมินผลในระยะก่อนผ่าตัด ระยะหลังผ่าตัด ผู้ป่วยฟื้นจากภาวะการเจ็บป่วยและปลอดภัยจากภาวะวิกฤติ รวมระยะเวลานอนโรงพยาบาลทั้งหมด 14 วัน</p> <p><strong>สรุปผล</strong>: การดูแลผู้ป่วยได้รับบาดเจ็บช่องท้องในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า 2019 พยาบาลห้องฉุกเฉินจำเป็นต้องมีความรู้ ทักษะการดูแล ปฏิบัติการพยาบาลตามมาตรฐานการดูแล แก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ถูกต้อง รวดเร็ว จะส่งผลให้การดูแลผู้ป่วยมีประสิทธิภาพและเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วย และสามารถควบคุมและป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> กมนพันธุ์ ธารบริสุทธิ์กุล Copyright (c) 2022 โรงพยาบาลสิงห์บุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/shj/article/view/256896 Wed, 31 Aug 2022 00:00:00 +0700 การพยาบาลผู้ป่วยที่ได้รับการระงับความรู้สึกแบบทั้งตัว ในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ที่มารับการผ่าตัดนิ่วในท่อน้ำดี ผ่านกล้องตรวจท่อทางเดินน้ำดีและท่อตับอ่อน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/shj/article/view/257198 <p><strong>บทนำ</strong><strong>: </strong>การผ่าตัดนิ่วในท่อน้ำดีผ่านกล้องตรวจท่อทางเดินน้ำดีและท่อตับอ่อน เป็นการใช้กล้องส่องเข้าไปทางปาก ผ่านหลอดอาหาร, กระเพาะอาหาร และสำไส้ส่วนต้นจนถึงท่อเปิดของน้ำดีในลำไส้เล็กแล้วฉีดสารทึบแสงพร้อมกับถ่ายภาพเอกชเรย์ เพื่อช่วยในการวินิจฉัยตรวจหาความผิดปกติของท่อทางเดินน้ำดี และตับอ่อน ซึ่งได้รับความนิยมในปัจจุบัน ซึ่งผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับยาระงับความรู้สึกขณะทำ จึงมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ ได้แก่ภาวะแทรกซ้อนทางระบบหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งเป็นระบบที่ได้รับผลกระทบอย่างมากภายหลังการให้ยาระงับความรู้สึก ในผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูงที่ได้รับการผ่าตัดนิ่วในท่อน้ำดีผ่านกล้องตรวจท่อทางเดินน้ำดีและท่อตับอ่อน จึงต้องได้รับการดูแลและเฝ้าระวังการเกิดภาวะแทรกซ้อน </p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong>: ศึกษาผู้ป่วยที่ได้รับการระงับความรู้สึกแบบทั้งตัว ในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ที่มารับการผ่าตัดนิ่วในท่อน้ำดี ผ่านกล้องตรวจท่อทางเดินน้ำดีและท่อตับอ่อนจำนวน 1 ราย ที่เข้ารักษาในโรงพยาบาลสิงห์บุรี เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้การสัมภาษณ์ สังเกต และข้อมูลจากเวชระเบียนผู้ป่วย แล้วนำมาวิเคราะห์ประเมินผู้ป่วยตามแบบแผนสุขภาพของกอร์ดอน กำหนดข้อวินิจฉัยการพยาบาล ระบุกิจกรรมการพยาบาลและ ประเมินผล ตามกระบวนการพยาบาล </p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong>: พบว่าปัญหาก่อนให้ยาระงับความรู้สึกแบบทั่วตัว ผู้ป่วยมีอาการปวดจุกบริเวณใต้ลิ้นปี่ เนื่องจากเกิด การอักเสบของท่อน้ำดี ผู้ป่วยไม่เคยมีประสบการณ์ในการผ่าตัดมาก่อนจึงมีความวิตกกังวล กลัวการผ่าตัด เมื่อถึงเวลาผ่าตัดและให้ยาระงับความรู้สึกเกิดภาวะแทรกซ้อนคือมีความดันโลหิตลดต่ำลงหลังผ่าตัดได้รับยาระงับความรู้สึก 24 ชั่วโมงผู้ป่วยมีภาวะท้องอืดแน่นจากการใส่ลมขณะผ่าตัด และเกิดการอักเสบของตับอ่อน แพทย์อนุญาตให้กลับบ้านหลังผ่าตัด 3 วัน รวมนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล 12 วัน</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>: </strong>การพยาบาลผู้ป่วยที่ได้รับการระงับความรู้สึกแบบทั้งตัว ในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ที่มารับการผ่าตัดนิ่วในท่อน้ำดี ผ่านกล้องตรวจท่อทางเดินน้ำดีและท่อตับอ่อน วิสัญญีพยาบาลต้องมีความรู้ ความชำนาญ และความตื่นตัวตลอดเวลา ก่อนให้ยาระงับความรู้สึกต้องประเมินความเสี่ยงจากภาวะสุขภาพของผู้ป่วย เตรียมผู้ป่วยให้มีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ มีการวางแผนเตรียมยา สารน้ำ เลือด ส่วนประกอบของเลือด ให้การพยาบาลและเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนขณะให้ยาระงับความรู้สึก รวมถึงการจัดการความปวดหลังผ่าตัด เพื่อให้ผู้ป่วยปลอดภัย สุขสบาย ลดภาวะแทรกซ้อนจากการได้รับยาระงับความรู้สึก</p> สายพิณ บัวสระ Copyright (c) 2022 โรงพยาบาลสิงห์บุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/shj/article/view/257198 Wed, 31 Aug 2022 00:00:00 +0700 การพยาบาลผู้ป่วยที่ได้รับยาระงับความรู้สึกแบบทั่วไป เพื่อผ่าตัดเนื้องอกในสมอง: กรณีศึกษา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/shj/article/view/256183 <p><strong>บทนำ</strong>: เนื้องอกสมองมีผลกระทบหลากหลาย เช่น ทำลาย กด เบียด เนื้อสมอง กดทับเส้นประสาทสมอง ทำให้เกิดสมองบวม (Brain edema) เกิดภาวะความดันในกระโหลกศีรษะเพิ่ม (Increased intracranial pressure) และภาวะน้ำคั่งในโพรงสมอง (Hydrocephalus) เกิดการเคลื่อนตัวของสมอง (Brain herniation) เนื้องอกกดทับหลอดเลือด เกิดภาวะขาดเลือดไปเลี้ยงสมอง (Brain infraction) ทำให้เกิดอาการผิดปกติของระบบประสาท และอาจเสียชีวิตหากไม่ได้รับการรักษา การผ่าตัดเนื้องอกสมองเป็นชนิดของการผ่าตัดทางระบบประสาทส่วนสมองโดยเปิดกระโหลกศีรษะเป็นแผ่น (Craniotomy) เพื่อเป็นการรักษารอยโรคที่เป็นเนื้องอกสมองออก เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ป่วย วิสัญญีพยาบาลจึงเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการให้ยาระงับความรู้สึกเพื่อผ่าตัดเนื้องอกในสมองปลอดภัย ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน และสามารถฟื้นฟูกลับบ้านได้</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong>: เป็นการศึกษาการพยาบาลผู้ป่วยที่ได้รับยาระงับความรู้สึกแบบทั่วไปเพื่อผ่าตัดเนื้องอกในสมอง รายกรณีแบบเฉพาะเจาะจง 1 ราย ที่ตึกศัลยกรรมชายโรงพยาบาลนครนายก</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>กรณีศึกษาผู้ป่วยชายไทย 53 ปี เข้ารับการรักษาโรงพยาบาลนครนายกเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2563 ที่แผนกฉุกเฉิน รับ Refer จากโรงพยาบาลชุมชน ด้วยอาการพูดไม่ชัด แขนขาซ้ายอ่อนแรง ส่งตรวจ CT Scan พบ Brain Tumor อาการแรกรับผู้ป่วยรู้สึกตัวดี motor power แขนขาข้างขวา grade 5 แขนขาข้างซ้าย grade 4 สัญญาณชีพ 140/80 มิลลิเมตรปรอท อัตราการหายใจ 20 ครั้ง/นาที ชีพจร 80 ครั้ง/นาที ขนาดรูม่านตา 3 มิลลิเมตร ทั้ง2 ข้าง มีปฏิกิริยาต่อแสงทั้ง 2 ข้างรับรักษาไว้ที่หอผู้ป่วยศัลยกรรมชาย แพทย์ตรวจร่างกายและส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ และการตรวจพิเศษจากผลการตรวจแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคเนื้องอกในสมองแพทย์ให้การรักษาด้วยยากันชัก (Depakine 400 มิลลิกรัม vein ทุก 8 ชั่วโมง) 4 มีนาคม 2563 – 11 มีนาคม 2563 และยาลดสมองบวม (Dexa 4 มิลลิกรัม vein ทุก 6 ชั่วโมง) และวางแผนผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะเอาเนื้องอกออก ในวันที่ 11 มีนาคม 2563 (operative for Rt craniectomy with tumor &amp; insertion skull plate fixation) และการวินิจฉัยหลังผ่าตัดเป็น Brain tumor ศัลยแพทย์ทำผ่าตัด 6 ชั่วโมง 30 นาที เสียเลือดไปประมาณ 2,200 ml ให้สารน้ำ NSS 4000 ml ได้เลือดทดแทนจำนวน 2 unit ให้ Propofol 10 mg/ml Drip ควบคุมความดันโลหิตตลอดการผ่าตัด BP 80/60 – 140/80 mmHg ได้รับยา Inotrope คือ Levophedและ Ephedine Urine ออกประมาณ 100 ml/hrตรวจน้ำตาลได้ 151 mg% สิ้นสุดการผ่าตัดนำส่งผู้ป่วยไปหอผู้ป่วยหนักโดยไม่แก้ฤทธิ์ยาสลบและนำเข้าเครื่องช่วยหายใจหลังกลับจากห้องผ่าตัด 1 วัน ผู้ป่วยเริ่มตื่น ลืมตา แต่ยังหายใจเองยังไม่เพียงพอ เช้าวันที่ 16 มีนาคม 2563 ผู้ป่วยรู้สึกตัวดี หายใจแรงดี แพทย์จึงให้ถอดท่อช่วยหายใจได้ เวลา 10.30 น. และให้ออกซิเจน8-10L/min.ครอบจมูกหายใจเอง พูดคุยถามตอบได้ดี วันที่ 19 มีนาคม 2563 สามารถย้ายออกจากหอผู้ป่วยหนักไปหอผู้ป่วยสามัญ และใช้เวลาพักฟื้นที่โรงพยาบาล 15 วัน จึงสามารถกลับบ้านได้จากจากจำหน่ายแพทย์นัด 2 อาทิตย์</p> วิภารัตน์ จันทศรีคำ Copyright (c) 2022 โรงพยาบาลสิงห์บุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/shj/article/view/256183 Wed, 31 Aug 2022 00:00:00 +0700