Singburi Hospital Journal
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/shj
<p>วารสารโรงพยาบาลสิงห์บุรี (Singburi Hospital Journal) มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่และเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ผลงานวิจัย บทความวิชาการ กรณีศึกษา และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับด้านการแพทย์ การพยาบาล เภสัชกรรม การสาธารณสุขและสหสาขาที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ รวมถึงการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ ในการนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่เป็นประโยชน์แก่สหสาขาวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง ทั้งภายในและภายนอกโรงพยาบาล เป็นวารสารราย 4 เดือน ปีละ 3 ฉบับ ดังนี้</p> <p> ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน<br /> ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม <br /> ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม</p>
โรงพยาบาลสิงห์บุรี (Singburi Hospital)
th-TH
Singburi Hospital Journal
2773-8876
<div class="item copyright"> <div class="item copyright"> <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของโรงพยาบาลสิงห์บุรี</p> <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับโรงพยาบาลสิงห์บุรี และบุคคลากรท่านอื่นๆในโรงพยาบาลฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว</p> </div> </div>
-
การศึกษาความแม่นยำของ BISAP score ในการทำนายความรุนแรงของโรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน ในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาในโรงพยาบาลสระบุรี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/shj/article/view/287340
<p>การประเมินความเสี่ยงโรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันในระยะแรกมีความสำคัญ BISAP score คือเครื่องมือที่ใช้ง่ายแต่ประสิทธิภาพอาจแตกต่างตามบริบท การศึกษานี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อประเมินความสามารถของ BISAP score ในการพยากรณ์ความรุนแรง โดยเป็นการศึกษา เชิงวิเคราะห์ย้อนหลังในผู้ป่วยอายุ ≥18 ปี ที่ได้รับการวินิจฉัยตามเกณฑ์ Revised Atlanta Classification 2012 ระหว่าง ปี พ.ศ. 2563 – 2567 และวิเคราะห์ที่จุดตัด ≥3</p> <p>ผลการศึกษาผู้ป่วย 254 ราย อายุเฉลี่ย 50.39 ± 16.30 ปี เพศชายร้อยละ 76 และมีสาเหตุหลักจากการดื่มแอลกอฮอล์ ร้อยละ 51.2 พบความรุนแรงระดับไม่รุนแรงร้อยละ 70.1 รุนแรงปานกลางร้อยละ 15.7 และระดับรุนแรงร้อยละ 14.2 อัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ร้อยละ 7.9 และระยะเวลานอนโรงพยาบาลเฉลี่ย 6.17 ± 9.03 วัน เมื่อวิเคราะห์ที่จุดตัด BISAP ≥3 มี sensitivity 58.3% specificity 91.3% PPV 52.5% NPV 93.0% accuracy 88.6% และ AUC 0.748 (95% CI: 0.64–0.84; p < 0.001)</p> <p>สรุป BISAP score มีประสิทธิภาพดีในการพยากรณ์ภาวะตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันระดับรุนแรง โดยมีความจำเพาะ และค่า NPV ที่สูง เหมาะสำหรับใช้คัดกรองผู้ป่วยกลุ่มความเสี่ยงต่ำ อย่างไรก็ตาม การนำไปใช้ทางคลินิกควรพิจารณาร่วมกับตัวชี้วัดอื่น เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการระบุผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงสูง และประกอบการตัดสินใจรักษา</p>
จิรายุส บัวทอง
พัชรนันท์ เจริญวัจนะกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 โรงพยาบาลสิงห์บุรี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-11
2026-06-11
35 2
B1
B10
-
ประสิทธิผลของเทคนิคการให้ยาระงับความรู้สึกและการจัดการความปวดหลังผ่าตัด ในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมที่โรงพยาบาลปทุมธานี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/shj/article/view/286022
<p>การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม (Total Knee Arthroplasty; TKA) เป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม แต่ผู้ป่วยจำนวนมาก ยังคงมีอาการปวดรุนแรงหลังผ่าตัดในระยะแรก วัตถุประสงค์ของการศึกษานี้ คือ เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิผลของการให้ยาระงับความรู้สึก และการจัดการความปวดด้วยเทคนิคต่างๆ ในการผ่าตัด TKA เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลังในผู้ป่วยจำนวน 549 ราย ณ โรงพยาบาลปทุมธานี ระหว่างปี 2566 – 2568 เทคนิคต่างๆ ได้แก่ การระงับความรู้สึกโดยฉีดยาชา และมอร์ฟีนเข้าช่องน้ำไขสันหลัง (SA, SAMO) การระงับความรู้สึกแบบทั่วไป (GA) ร่วมกับการฉีดยารอบเนื้อเยื่อเข่า (LIA) และการฉีดยาชาระงับความรู้สึกที่เส้นประสาทส่วนปลาย (PNB) ที่ตำแหน่ง Adductor canal และ Femoral triangle จึงได้แบ่งผู้ป่วยเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้ SA+LIA, SAMO+LIA, SA+LIA+PNB(ACB/FNB), GA+LIA และ GA+LIA+PNB ประเมินคะแนนความปวดด้วย Numeric Rating Score รวมถึงปริมาณการใช้มอร์ฟีน และอุบัติการณ์ผลข้างเคียง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Fisher's exact test, One-way ANOVA และ Independent t-Test</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า คะแนนความปวดหลังผ่าตัดแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.001) โดยกลุ่มที่ได้รับ SA+LIA+PNB มีคะแนนปวดต่ำที่สุดในทุกช่วงเวลา (คะแนนปวดเฉลี่ย 3.98, 3.31, 2.41 และ 2.23 ที่ 6, 12, 24 และ 48 ชั่วโมงตามลำดับ) เมื่อแยกชนิดของ PNB พบว่า ACB และ FTB ให้ผลระงับปวดไม่แตกต่างกัน ขณะที่ปริมาณการใช้มอร์ฟีนในวันที่ 1 และ 2 ไม่แตกต่างกันในทุกกลุ่ม ผลข้างเคียงที่พบบ่อยที่สุด คือ อาการคลื่นไส้อาเจียน (ร้อยละ 24.4) พบสูงสุดในกลุ่ม SAMO+LIA (ร้อยละ 42.2, p = 0.024)</p> <p>การระงับความรู้สึก โดยฉีดยาชาเข้าช่องน้ำไขสันหลังร่วมกับการฉีดยาชาระงับความรู้สึกที่เส้นประสาทส่วนปลาย และการฉีดยารอบเนื้อเยื่อเข่า เป็นเทคนิคที่มีประสิทธิผล และความปลอดภัยสูงในการควบคุมความปวดหลังผ่าตัด TKA ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้ดีขึ้น แม้จะไม่ได้ลดปริมาณการใช้มอร์ฟีนอย่างชัดเจน</p>
ศิริลักษณ์ สุริยะวงศ์กุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 โรงพยาบาลสิงห์บุรี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-25
2026-06-25
35 2
B11
B21
-
การศึกษาเปรียบเทียบอัตราการตายใน 1 ปีแรกของผู้ป่วยที่ได้รับยาและไม่ได้รับยา Denosumab รักษาภาวะกระดูกพรุนภายหลังได้รับการผ่าตัดกระดูกสะโพกหักชนิดไม่รุนแรง
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/shj/article/view/286536
<p>กระดูกสะโพกหักชนิดไม่รุนแรง (Fragility hip fracture) เป็นภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงของโรคกระดูกพรุนในผู้สูงอายุ มีอัตราการเสียชีวิตภายใน 1 ปี สูงถึงร้อยละ 18 ในประเทศไทย ยา Denosumab เป็นยาชีววัตถุที่ยับยั้งกระบวนการสลายกระดูกผ่านกลไก RANKL ซึ่งมีหลักฐานสนับสนุนประสิทธิภาพในการลดกระดูกหักซ้ำ แต่ข้อมูลผลต่ออัตราการเสียชีวิตในบริบทประเทศไทยยังมีจำกัดการวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลัง (Retrospective Cohort Study) ในผู้ป่วยสูงอายุ (อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป) ที่ได้รับการผ่าตัดกระดูกสะโพกหักชนิดไม่รุนแรง ณ โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช จังหวัดสุพรรณบุรี ระหว่าง พ.ศ. 2567 กลุ่มตัวอย่าง 253 ราย แบ่งเป็น กลุ่มไม่ได้รับยา Denosumab 198 ราย และกลุ่มได้รับยา 55 ราย วิเคราะห์ด้วยสถิติ Chi-square test และ Fisher's exact test กำหนดนัยสำคัญที่ 0.05</p> <p>อัตราการเสียชีวิตรวมภายใน 1 ปี ของกลุ่มไม่ได้รับยา Denosumab เท่ากับร้อยละ 12.12 และกลุ่มได้รับยาเท่ากับ ร้อยละ 12.73 ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P = 0.771) การเสียชีวิตส่วนใหญ่เกิดภายใน 6 เดือนแรก อุบัติการณ์กระดูกหักซ้ำภายใน 1 ปี เท่ากับร้อยละ 3.03 และ 1.82 ตามลำดับ (P = 0.984) อายุ ≥ 80 ปี เป็นปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเสียชีวิต (OR = 2.26, 95% CI 1.02–5.01, P = 0.050) และการล้มซ้ำเป็นปัจจัยเดียวที่สัมพันธ์กับกระดูกหักซ้ำ (P < 0.001)</p> <p>การให้ยา Denosumab เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการลดอัตราการเสียชีวิต และกระดูกหักซ้ำในระยะสั้น ควรเน้นการดูแลแบบองค์รวมที่ครอบคลุมการรักษาด้วยยา การจัดการโรคร่วม การฟื้นฟูสมรรถภาพ และการป้องกันการล้มซ้ำ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ ≥ 80 ปี</p>
ธีรภัทร โพธิ์พิมลวัฒนะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 โรงพยาบาลสิงห์บุรี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-11
2026-08-11
35 2
B22
B30
-
การศึกษาเปรียบเทียบการคาดคะเนน้ำหนักทารกในครรภ์ ด้วยวิธีทางคลินิกในระยะคลอดกับน้ำหนักแรกคลอดของทารก
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/shj/article/view/286203
<p>การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาเชิงเปรียบเทียบ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความแม่นยำของการคาดคะเนน้ำหนักทารกในครรภ์ด้วยวิธีทางคลินิก 4 วิธี ได้แก่ Dare’s formula, Johnson’s formula, สมการของขจรศิลป์ ผ่องสวัสดิ์กุล และสมการของนุสรา พัวรัตนอรุณกรกับน้ำหนักแรกคลอดจริงของทารก กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้คลอดที่รับบริการ ณ ห้องคลอด โรงพยาบาลสิงห์บุรี ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2566 ถึง 30 กันยายน 2567 จำนวน 115 ราย คัดเลือกตามเกณฑ์ที่กำหนด เก็บข้อมูลความสูงยอดมดลูก เส้นรอบวงหน้าท้อง ระดับส่วนนำ และน้ำหนักแรกคลอด จากนั้นคำนวณน้ำหนักทารกด้วยทั้ง 4 วิธี วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ และการเปรียบเทียบรายคู่โดยปรับแบบ Bonferroni</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า น้ำหนักแรกคลอดจริงเฉลี่ย 3,224.84± 363.87 กรัม ค่าประมาณจากทั้ง 4 วิธีแตกต่างจากน้ำหนักแรกคลอดจริงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) เมื่อพิจารณาค่าความคลาดเคลื่อนตามตัวชี้วัดที่รายงาน สมการของขจรศิลป์ ผ่องสวัสดิ์กุลให้ค่าคลาดเคลื่อนน้อยที่สุด รองลงมาคือ Johnson’s formula สมการของนุสรา พัวรัตนอรุณกร และ Dare’s formula ตามลำดับ</p> <p>สรุป สมการของขจรศิลป์ ผ่องสวัสดิ์กุลให้ค่าประมาณใกล้เคียงน้ำหนักแรกคลอดจริงมากที่สุดในกลุ่มตัวอย่างนี้ จึงอาจใช้เป็นเครื่องมือคัดกรองเบื้องต้นเพื่อประกอบการประเมินความเสี่ยงและวางแผนการดูแลในระยะคลอด ทั้งนี้ควรใช้ร่วมกับข้อมูลทางคลินิกอื่นและการประเมินของสูติแพทย์ โดยเฉพาะในรายที่สงสัยทารกน้ำหนักน้อยหรือทารกตัวโต</p>
ฐิติมา คาระบุตร
จาฏุพัจน์ ศรีพุ่ม
นัยนา กระจะจ่าง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 โรงพยาบาลสิงห์บุรี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-26
2026-08-26
35 2
B31
B38
-
ความชุกและปัจจัยของการเคลื่อนซ้ำ (Redisplacement) ในผู้ป่วยกระดูกปลายแขนส่วนปลายหัก ในผู้ใหญ่ที่รักษาด้วยการจัดกระดูกแบบปิดและใส่เฝือก
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/shj/article/view/287348
<p>การเกิดการเคลื่อนซ้ำ (redisplacement) ภายหลังการรักษากระดูกปลายแขนส่วนปลายหักด้วยวิธีการจัดกระดูกแบบปิดร่วมกับการใส่เฝือก เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อย และอาจส่งผลกระทบต่อผลลัพธ์ทางการรักษา การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์<br />เพื่อศึกษาความชุก และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดการเคลื่อนซ้ำในผู้ป่วยผู้ใหญ่ที่มีกระดูกปลายแขนส่วนปลายหัก โดยเป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลัง ในผู้ป่วยอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่ได้รับการรักษาด้วยวิธี closed reduction และ cast immobilization ณ โรงพยาบาลบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี โดยรวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียน และภาพถ่ายรังสี และการเกิดการเคลื่อนซ้ำภายใน 14 วันเป็น ตัวแปรตาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา (descriptive statistics) และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบ independent t-test <br />หรือ Mann–Whitney U test สำหรับข้อมูลเชิงปริมาณ การทดสอบ chi-square หรือ Fisher’s exact test สำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพและการวิเคราะห์ logistic regression เพื่อหาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดการเคลื่อนซ้ำ โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ p < 0.05</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า จากผู้ป่วยทั้งหมด 147 ราย พบความชุกของการเกิดการเคลื่อนซ้ำภายใน 14 วัน ร้อยละ 56.5 (83/147) โดยกลุ่มที่เกิดการเคลื่อนซ้ำมีอายุเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มที่ไม่เกิดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (68.8 ± 16.4 เทียบกับ 54.5 ± 17.8 ปี, p<0.001) และมีความสัมพันธ์กับภาวะกระดูกพรุน การหักแบบ AO/OTA type C การมี intra-articular involvement ก่อนจัดกระดูกและ dorsal comminution อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) นอกจากนี้ค่าพารามิเตอร์ทางรังสีวิทยาทั้งก่อน และหลังการจัดกระดูก ได้แก่ radial height, radial inclination และ intra-articular step-off มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างสองกลุ่ม (p<0.05) จากการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกแบบพหุ พบว่า อายุ (Adj.OR 1.04, 95% CI 1.00–1.08, p=0.028) การมี intra-articular involvement ก่อนจัดกระดูก (Adj.OR 3.34, 95% CI 1.11–10.03, p=0.032) และการมี dorsal comminution (Adj.OR 15.06, 95% CI 5.90–38.46, p<0.001) เป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดการเคลื่อนซ้ำ</p> <p>สรุปได้ว่า ความชุกของการเกิดการเคลื่อนซ้ำเท่ากับร้อยละ 56.5 โดยมีปัจจัยสำคัญ ได้แก่ อายุ การมี intra-articular involvement ก่อนจัดกระดูก และ dorsal comminution ซึ่งสามารถใช้ในการประเมินความเสี่ยงและวางแผนการรักษาในผู้ป่วยกระดูกปลายแขนส่วนปลายหักด้วยวิธีการจัดกระดูกแบบปิดร่วมกับการใส่เฝือก</p>
ชัยพร ทีฆเสนีย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 โรงพยาบาลสิงห์บุรี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
35 2
B39
B46
-
การพยาบาลผู้ป่วยสะโพกหักที่ได้รับการผ่าตัดยึดตรึงกระดูกด้วยแกนดามกระดูก และมีโรคหลายระบบ: กรณีศึกษา
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/shj/article/view/286709
<p>ผู้สูงอายุมีภาวะกระดูกบางและกระดูกพรุน ส่งผลให้กระดูกหักได้ง่าย โดยเฉพาะกระดูกสะโพกหัก ซึ่งเป็นภาวะสำคัญที่สัมพันธ์กับการสูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหว ภาวะแทรกซ้อนและอัตราตายที่เพิ่มขึ้น การผ่าตัดยึดตรึงกระดูกด้วยแกนดามกระดูกเป็นแนวทางการรักษาที่ช่วยให้กระดูกมีความมั่นคงและเอื้อต่อการฟื้นฟูสภาพ อย่างไรก็ตามผู้ป่วยสูงอายุมักมีโรคร่วมหลายระบบ ทำให้การดูแลระยะก่อนผ่าตัด ระยะผ่าตัด และระยะหลังผ่าตัดมีความซับซ้อนมากขึ้น พยาบาลจึงมีบทบาทสำคัญในการประเมิน วางแผน ป้องกันภาวะแทรกซ้อนและส่งเสริมการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการใช้กระบวนการพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักที่ได้รับการผ่าตัดยึดตรึงกระดูกด้วยแกนดามกระดูกและมีโรคร่วมหลายระบบ เป็นการวิเคราะห์และเปรียบเทียบกรณีศึกษากับหลักวิชาการ และนำผลการศึกษาไปใช้</p> <p>ผู้ป่วยสูงอายุชาย อายุ 77 ปี กระดูกสะโพกซ้ายหัก และมีโรคร่วม คือ ความดันโลหิตสูง และเบาหวาน ควบคุมโรคได้ดี มีอาการปวดสะโพกมาก เดินไม่ได้ ผลตรวจเอกซเรย์พบ กระดูกสะโพกซ้ายหัก ได้รับการผ่าตัดยึดตรึงกระดูกด้วยแกนดามกระดูก ใช้วิธีระงับความรู้สึกทางช่องไขสันหลัง ใช้กระบวนการพยาบาลก่อนผ่าตัดเตรียมความพร้อมด้านร่างกาย-จิตใจ ขณะผ่าตัดเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมใช้งานช่วยให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างราบรื่น ป้องกันการเกิดภาวะสูญเสียเลือด การบาดเจ็บขณะผ่าตัด การติดเชื้อ และการเกิดภาวะลิ่มเลือดและไขมันอุดตัด ไม่พบมีภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด หลังผ่าตัดมีการฟื้นฟูร่างกายด้วยกายภาพบำบัด และจำหน่ายออกจากโรงพยาบาล</p> <p>ผู้ป่วยกระดูกสะโพกหัก ได้รับการผ่าตัดยึดตรึงกระดูกด้วยแกนดามกระดูกและมีโรคร่วม พยาบาลห้องผ่าตัดมีบทบาทสำคัญในการใช้กระบวนการพยาบาล ก่อนผ่าตัดประเมินปัญหา โดยเฉพาะในระยะผ่าตัดพยาบาล ต้องมีความรู้ ความสามารถ ทักษะ ความชำนาญในเครื่องมือบำบัดโรค ที่มีความซับซ้อนให้พร้อมใช้งาน และประสานงานกับสหสาขาวิชาชีพ ช่วยให้การผ่าตัดราบรื่น ป้องกันภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด ส่งผลให้กลับมาปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้ใกล้เคียง</p>
ปณิธี ปานขำ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 โรงพยาบาลสิงห์บุรี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-11
2026-06-11
35 2
C1
C10
-
การพยาบาลผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำร่วมกับภาวะถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน และภาวะช็อก: กรณีศึกษา
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/shj/article/view/288197
<p>ผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานมีความเสี่ยงต่อภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ โดยเฉพาะเมื่อรับประทานอาหารได้น้อย มีภาวะเจ็บป่วยเฉียบพลัน หรือได้รับยาลดระดับน้ำตาลในเลือดอย่างต่อเนื่อง ภาวะถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลันอาจทำให้เกิดการติดเชื้อรุนแรง และภาวะช็อกในผู้สูงอายุที่มีโรคร่วมหลายชนิด การพยาบาล จึงต้องเน้นการประเมินอย่างรวดเร็ว การแก้ไขภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ การเฝ้าระวังภาวะช็อก การดูแลให้ได้รับยาปฏิชีวนะ สารน้ำ และการรักษาตามแผนอย่างปลอดภัย วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษากระบวนการพยาบาลผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำร่วมกับภาวะถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน และภาวะช็อก วิธีดำเนินการศึกษา เป็นการศึกษากรณีศึกษา 1 ราย ในผู้ป่วยสูงอายุที่เข้ารับการรักษา ณ โรงพยาบาลวิเศษชัยชาญ โดยรวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียน บันทึกการรักษา ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ คำสั่งแพทย์ และบันทึกทางการพยาบาล แล้วนำมาวิเคราะห์ตามกระบวนการพยาบาล และหลักวิชาการ</p> <p>ผู้ป่วยหญิงไทยสูงอายุ อายุประมาณ 72 ปี มีโรคประจำตัวคือเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคร่วมด้านเมตาบอลิซึม เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลวิเศษชัยชาญด้วยภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ โดยพบประเด็นสำคัญคือรับประทานอาหารได้น้อยและมีอาการ อ่อนเพลีย <br />ต่อมาระหว่างนอนโรงพยาบาลพบอาการปวดท้องด้านขวาบน ตรวจพบ Murphy’s sign positive และผลตรวจสนับสนุน ภาวะถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน ร่วมกับภาวะช็อก ผู้ป่วยได้รับการแก้ไขภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำด้วยการติดตาม DTX อย่างใกล้ชิด การปรับแผนยาเบาหวาน การให้น้ำเกลือ และสารน้ำที่มีน้ำตาลตามแผนการรักษา ได้รับยาปฏิชีวนะชนิดครอบคลุมเชื้อ การงดน้ำงดอาหารใน ระยะวิกฤต การให้ยากระตุ้นความดันโลหิต เมื่อมีภาวะ hemodynamic instability และการติดตามผลทางห้องปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง หลังการดูแลรักษา <br />ผู้ป่วยมีระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ขึ้น อาการปวดท้อง และภาวะช็อกดีขึ้นตามลำดับ</p> <p>การพยาบาลผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำร่วมกับถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน และภาวะช็อก ควรเน้นการประเมินอาการอย่างรวดเร็ว การติดตามระดับน้ำตาลในเลือด การเฝ้าระวังภาวะช็อกและการติดเชื้ออย่างใกล้ชิด ตลอดจนการป้องกันภาวะแทรกซ้อน <br />ในผู้สูงอายุ ควรให้ความรู้ผู้ป่วยและญาติก่อนจำหน่าย เพื่อป้องกันภาวะน้ำตาลต่ำซ้ำ และลดการกลับมารักษาซ้ำ</p>
มุกดา เมฆรักษากิจ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 โรงพยาบาลสิงห์บุรี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-11
2026-08-11
35 2
C11
C21
-
การพยาบาลผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะช็อกจากการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะร่วมกับ ภาวะติดเชื้อในเลือด Escherichia coli และภาวะโพแทสเซียมต่ำ: กรณีศึกษา
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/shj/article/view/288077
<p>ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด และภาวะช็อกจากการติดเชื้อเป็นภาวะฉุกเฉินทางอายุรกรรมที่มีความรุนแรงสูง โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่มีโรคร่วมหลายชนิด แหล่งติดเชื้อจากระบบทางเดินปัสสาวะเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะ sepsis และ septic shock ได้ การประเมินอาการอย่างรวดเร็ว การให้สารน้ำ การให้ยาต้านจุลชีพอย่างทันท่วงที และการติดตามการทำงานของอวัยวะอย่างใกล้ชิด เป็นหัวใจสำคัญของการดูแลรักษา การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษากระบวนการพยาบาลผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะช็อกจากการติดเชื้อ จากทางเดินปัสสาวะร่วมกับ Escherichia coli septicemia และภาวะโพแทสเซียมต่ำ โดยรูปแบบการศึกษา เป็นการวิเคราะห์และเปรียบเทียบกรณีศึกษากับหลักวิชาการ และนำผลการศึกษาไปใช้</p> <p>ผู้ป่วยหญิงไทยอายุ 87 ปี มีโรคร่วม ได้แก่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และหอบหืด เข้ารับการรักษาด้วยอาการไข้ อ่อนเพลีย และภาวะติดเชื้อรุนแรง ต่อมาพบภาวะ septic shock ต้องได้รับสารน้ำ ยาปฏิชีวนะ ยากระตุ้นความดันโลหิต การให้ออกซิเจน การติดตามระดับน้ำตาล และอิเล็กโตรไลต์อย่างใกล้ชิด ผลเพาะเชื้อเลือด และปัสสาวะพบ Escherichia coli สอดคล้องกับการติดเชื้อ<br />จากระบบทางเดินปัสสาวะร่วมกับการติดเชื้อในกระแสเลือด มีภาวะ hypokalemia ระหว่างการรักษา ได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสม ผู้ป่วยอาการดีขึ้นตามลำดับ และจำหน่ายกลับบ้านได้</p> <p>การดูแลผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะ septic shock ต้องอาศัยการประเมินอย่างรวดเร็ว การเฝ้าระวัง hemodynamic status อย่างใกล้ชิด การให้ยาต้านจุลชีพตามแผนการรักษา การติดตามผลเพาะเชื้อ และการป้องกันภาวะ แทรกซ้อนจากโรคร่วม และความไม่สมดุลของอิเล็กโตรไลต์อย่างเป็นระบบ จึงจะช่วยให้ผู้ป่วยปลอดภัย และฟื้นตัวได้ดี</p>
สาริศา ผาแพร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 โรงพยาบาลสิงห์บุรี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
35 2
C22
C33