Singburi Hospital Journal https://he01.tci-thaijo.org/index.php/shj <p>วารสารโรงพยาบาลสิงห์บุรี (Singburi Hospital Journal) มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่และเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้ ผลงานวิจัย บทความวิชาการ กรณีศึกษา และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรักษา การพยาบาลและการส่งเสริมสุขภาพ ในการนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ใหม่ ที่เป็นประโยชน์แก่สหสาขาวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง ทั้งภายในและภายนอกโรงพยาบาล เป็นวารสารราย 4 เดือน ปีละ 3 ฉบับ ดังนี้</p> <p> ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน<br /> ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม <br /> ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม</p> โรงพยาบาลสิงห์บุรี (Singburi Hospital) th-TH Singburi Hospital Journal 2773-8876 <div class="item copyright"> <div class="item copyright"> <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของโรงพยาบาลสิงห์บุรี</p> <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับโรงพยาบาลสิงห์บุรี และบุคคลากรท่านอื่นๆในโรงพยาบาลฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว</p> </div> </div> อุบัติการณ์และปัจจัยที่ทำให้เกิดไข้หลังการผ่าตัดส่องกล้องรักษานิ่วในท่อไต https://he01.tci-thaijo.org/index.php/shj/article/view/282964 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอุบัติการณ์ และปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดไข้หลังการส่องกล้องรักษานิ่วในท่อไต การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลัง (retrospective cohort study) ทบทวนเวชระเบียนผู้ป่วยนิ่วท่อไตที่ได้รับการผ่าตัด URSL ณ โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช จังหวัดสุพรรณบุรี ระหว่างเดือนตุลาคม 2563 – ตุลาคม 2566 รวม 110 ราย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ logistic regression</p> <p>พบอุบัติการณ์ไข้หลังผ่าตัดร้อยละ 22.7 (25/110 ราย) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดไข้จากการวิเคราะห์ multiple logisitic regression ได้แก่ ผู้ป่วยที่มีโรคเบาหวานมีโอกาสเกิดไข้หลังผ่าตัดสูงกว่า 6.66 เท่า (Adj. OR=6.66, 95%CI 1.18–37.46, p=0.03) ระยะเวลาที่ใช้ในการผ่าตัดเพิ่มขึ้นทุก 1 นาทีสัมพันธ์กับความเสี่ยงเกิดไข้เพิ่มขึ้น 1.02 เท่า (Adj. OR=1.02, 95%CI 1.01–1.04, p=0.02) และการเสียเลือดขณะผ่าตัดสัมพันธ์กับโอกาสเกิดไข้สูงขึ้น 34.31 เท่า (Adj. OR=34.31, 95%CI 2.66–442.60, p&lt;0.01)</p> <p>อุบัติการณ์ไข้หลัง URSL อยู่ที่ร้อยละ 22.7 และสัมพันธ์กับโรคเบาหวาน ระยะเวลาผ่าตัดที่นาน และการเสียเลือดขณะผ่าตัด ควรให้ความสำคัญกับการควบคุมโรคร่วม การประเมินการติดเชื้อก่อนผ่าตัด โดยเฉพาะการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะก่อนผ่าตัด และการจัดการระหว่างผ่าตัด เพื่อลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนและเพิ่มความปลอดภัยของผู้ป่วย</p> กิตติกาญจน์ อิทธิสาร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 โรงพยาบาลสิงห์บุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-11 2025-12-11 34 3 B1 B8 การศึกษาแนวทางวินิจฉัยโรคไข้เลือดออกจากค่าพารามิเตอร์ทางโลหิตวิทยาในห้องปฏิบัติการ โรงพยาบาลบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/shj/article/view/282259 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการวินิจฉัยโรคไข้เลือดออกโดยอาศัยพารามิเตอร์ทางโลหิตวิทยาที่สามารถตรวจวัด ได้จากห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ในระดับโรงพยาบาลชุมชน เพื่อวิเคราะห์ความแตกต่างของค่าพารามิเตอร์ในผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างค่าดังกล่าวกับระดับความรุนแรงของโรค เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา (descriptive-analytical study) เก็บข้อมูลค่าพารามิเตอร์ทางโลหิตวิทยาที่ตรวจด้วยเครื่อง Beckman Coulter รุ่น DXH600 ของโรงพยาบาลบ้านหมี่จากเวชระเบียนผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคไข้เลือดออก จำนวน 55 ราย และกลุ่มควบคุมที่มีสุขภาพดี จำนวน 64 ราย ในช่วงปี พ.ศ. 2566 ณ โรงพยาบาลบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี ทำการวิเคราะห์ความแตกต่างด้วยสถิติ Independent t-test วิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วยสถิติ Chi-square</p> <p>ผลการวิเคราะห์พบว่า ค่าพารามิเตอร์ที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญระหว่างกลุ่มผู้ป่วยกับกลุ่มควบคุม ได้แก่ ค่า WBC (p = 0.000), Neutrophil (p = 0.028), Lymphocyte (p = 0.015), Eosinophil (p = 0.000), MCHC (p = 0.011) และ Platelet (p = 0.000) โดยเฉพาะค่า WBC และ Platelet ที่ลดลงอย่างชัดเจนในกลุ่มผู้ป่วย และพบว่า Eosinophil มีความสัมพันธ์กับระดับความรุนแรงของโรคอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.029)</p> <p>จากผลการศึกษาพบว่าค่าพารามิเตอร์ทางโลหิตวิทยาดังกล่าว โดยเฉพาะค่า WBC, Platelet และ Eosinophil สามารถใช้เป็นแนวทางในการวินิจฉัยโรคไข้เลือดออกเบื้องต้นในสถานพยาบาลระดับปฐมภูมิได้ ทั้งนี้ ควรใช้ร่วมกับอาการทางคลินิกและข้อมูลทางระบาดวิทยาเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัย</p> พิชาพัทธ์ บัณฑิตย์ปกรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 โรงพยาบาลสิงห์บุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-22 2025-12-22 34 3 ฺB9 B18 ปัจจัยด้านครอบครัวและการเลี้ยงดูที่สัมพันธ์ต่อการเกิดโรคสมาธิสั้นในเด็กอายุ 6-12 ปี: การศึกษาย้อนหลังแบบมีกลุ่มควบคุม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/shj/article/view/281283 <p>โรคสมาธิสั้นเป็นโรคทางจิตเวชที่พบได้บ่อยในเด็ก และวัยรุ่น มีผลกระทบมุมกว้างต่อคุณภาพชีวิตผู้ป่วย และครอบครัว การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยด้านครอบครัว และการเลี้ยงดูที่เกิดขึ้นก่อนอายุ 5 ปี ที่มีความสัมพันธ์ต่อการเกิดโรคสมาธิสั้นในเด็กอายุ 6-12 ปี เป็นการศึกษาย้อนหลังเชิงวิเคราะห์แบบมีกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่าง คือผู้ปกครองของเด็กที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคสมาธิสั้นจำนวน 131 ราย และกลุ่มควบคุมจำนวน 126 ราย วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา และโลจิสติกถดถอยพหุตัวแปร</p> <p>ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคสมาธิสั้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ เพศชาย (OR<sub>adj</sub> = 3.235, 95% CI: 1.698–6.163, p &lt; 0.001), บิดามารดาแยกทาง หรือหย่าร้าง (OR<sub>adj</sub> = 2.557, 95% CI: 1.360–4.809, p = 0.004), เริ่มดูโทรทัศน์ก่อนอายุ 5 ปี (OR<sub>adj</sub> = 2.106, 95% CI: 1.057–4.196, p = 0.034) และได้รับการเลี้ยงดูแบบไม่เอาใจใส่ (OR<sub>adj</sub> = 2.129, 95% CI: 1.146–3.953, p = 0.017)</p> <p>ปัจจัยด้านครอบครัวและการเลี้ยงดูก่อนอายุ 5 ปี มีบทบาทสำคัญต่อการเกิดโรคสมาธิสั้น การส่งเสริมการเลี้ยงดูแบบอบอุ่น เอาใจใส่ และลดการใช้โทรทัศน์ในเด็กเล็ก อาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคสมาธิสั้น ได้อย่างมีนัยสำคัญ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการวางแผนเชิงป้องกัน และดูแลรักษาผู้ป่วยอย่างเป็นองค์รวม</p> ชุลีพร ภูวิชยสัมฤทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 โรงพยาบาลสิงห์บุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-22 2025-12-22 34 3 B19 B29 ประสิทธิผลของการผ่าตัดถุงน้ำดีด้วยวิธีส่องกล้องระหว่างผู้ป่วยผ่าตัดแบบวันเดียวกลับ และผู้ป่วยที่นอนโรงพยาบาล โรงพยาบาลบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/shj/article/view/283796 <p>การผ่าตัดถุงน้ำดีด้วยวิธีส่องกล้องแบบวันเดียวกลับเป็นแนวทางที่ช่วยลดภาระการครองเตียง และเพิ่มประสิทธิภาพของระบบบริการสุขภาพ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิผล และความปลอดภัยของการผ่าตัดถุงน้ำดีด้วยวิธีส่องกล้องระหว่างกลุ่มผู้ป่วยแบบวันเดียวกลับ และกลุ่มผู้ป่วยใน โรงพยาบาลบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลัง เก็บข้อมูลจากเวชระเบียน ระหว่างเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2566 ถึงเมษายน พ.ศ. 2568 จำนวน 40 ราย แบ่งเป็นกลุ่มวันเดียวกลับ (DSU) 20 ราย และกลุ่มนอนโรงพยาบาล (IPU) 20 ราย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา, Independent t-test, Chi-square test และ Two-way ANOVA</p> <p>ผลการศึกษาพบว่าทั้ง 2 กลุ่ม มีระดับความปวดหลังผ่าตัดในช่วง 1–12 ชั่วโมง ไม่แตกต่างกัน แต่ที่ 24 ชั่วโมง กลุ่ม DSU มีคะแนน VAS ต่ำกว่ากลุ่ม IPU อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ พบความแตกต่างของเวลา ปฏิสัมพันธ์ระหว่างเวลา และกลุ่มการรักษา แต่ไม่พบความแตกต่างระหว่างภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด และไม่มีผู้ป่วยกลับมารักษาซ้ำภายใน 30 วัน ในทั้งสองกลุ่ม</p> <p>สรุปได้ว่า การผ่าตัดถุงน้ำดีด้วยวิธีส่องกล้องแบบวันเดียวกลับ มีความปลอดภัย เทียบเท่ากับการผ่าตัดในผู้ป่วยใน แต่ให้ผลลัพธ์ ที่ดีกว่าในด้านการลดอาการปวดใน 24 ชั่วโมง หลังผ่าตัด และลดต้นทุนโดยรวมของโรงพยาบาล เหมาะสมต่อการนำไปใช้ในโรงพยาบาลชุมชนที่มีทรัพยากรจำกัด</p> ธีรยุทธ ลิขิตเลิศล้ำ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 โรงพยาบาลสิงห์บุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-22 2025-12-22 34 3 B30 B37 การศึกษาระดับความเสี่ยงของการเกิดแผลเบาหวานที่เท้าในผู้ป่วยเบาหวาน ชนิดที่ 2 ของโรงพยาบาลท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/shj/article/view/283503 <p>การศึกษาระดับความเสี่ยงและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการเกิดแผลเบาหวานที่เท้าในเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มารับบริการ ณ โรงพยาบาลท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบตัดขวาง โดยการทบทวนเวชระเบียนและการประเมินผู้ป่วยที่มารับบริการ ณ โรงพยาบาลท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี ในระหว่างเดือน ต.ค. 2566 – ก.ย. 2567 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วยแบบบันทึกข้อมูลและแบบประเมินเท้า ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา และวิเคราะห์ความเชื่อมั่นโดยมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค เท่ากับ 0.7 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกเชิงพหุ (Multiple Logistic Regression)</p> <p>ผลการศึกษาพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่ำร้อยละ 94.2 โดยผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง มีร้อยละ 5.8 การวิเคราะห์การถดถอยลอจิสติกพบว่า ระยะเวลาการเป็นเบาหวาน และ ระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร (FBS) มีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยผู้ที่เป็นเบาหวานนานกว่า 10 ปี มีโอกาสเสี่ยงสูงเป็น 2.66 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่เป็นน้อยกว่า 5 ปี (Adjusted OR = 2.66, 95% CI: 1.64 – 4.31, <em>p</em> &lt; 0.001) และผู้ที่มีระดับ FBS สูงกว่า 130 mg/dL มีโอกาสเสี่ยงสูงเป็น 1.61 เท่า (Adjusted OR = 1.61, 95% CI: 1.16 – 2.23, <em>p</em> = 0.004)</p> <p>ควรเน้นการตรวจคัดกรองเท้าและให้ความรู้เฉพาะบุคคลในกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรคมานานและกลุ่มที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี</p> นพดล กีรติวงศา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 โรงพยาบาลสิงห์บุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-22 2025-12-22 34 3 B38 B47 ปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะหมดไฟและความตั้งใจลาออกของพยาบาล: การทบทวนวรรณกรรมเชิงบูรณาการ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/shj/article/view/281193 <p>ภาวะหมดไฟและอัตราการลาออกของพยาบาลยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของระบบสาธารณสุขไทย เนื่องจากส่งผลโดยตรงต่ออัตรากำลัง คุณภาพการทำงาน คุณภาพการบริการ และความต่อเนื่องของการดูแลผู้ป่วย การทบทวนวรรณกรรมเชิงบูรณาการครั้งนี้ <br />มีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวม วิเคราะห์ และสังเคราะห์หลักฐานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับภาวะหมดไฟจากการทำงาน และความตั้งใจลาออกของพยาบาล โดยใช้กรอบแนวคิดของ Whittemore และ Knafl ในการสืบค้นระหว่างปี พ.ศ. 2563–2568 และใช้กรอบแนวคิด PEO (Population–Exposure–Outcome) ในการกำหนดคำค้น</p> <p>ผลการสืบค้นพบงานวิจัยที่เข้าเกณฑ์จำนวน 10 เรื่อง ประกอบด้วยงานวิจัยเชิงพรรณนา 3 เรื่อง และงานทบทวนอย่างเป็นระบบและเมตา-วิเคราะห์รวม 7 เรื่อง หลังการคัดกรองและประเมินคุณภาพด้วยเครื่องมือของ Joanna Briggs Institute (JBI) พบว่า งานวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางอยู่ในระดับ 4.b จำนวน 3 เรื่อง และระดับ 4.a จำนวน 1 เรื่อง ขณะที่งานทบทวนอย่างเป็นระบบอยู่ในระดับ 1.b จำนวน 1 เรื่อง ระดับ 3.b จำนวน 4 เรื่อง และระดับ 3.a จำนวน 1 เรื่อง</p> <p>ผลการสังเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า ภาวะหมดไฟและความตั้งใจลาออกของพยาบาลมิได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเพียงลำพัง หากแต่มีความเชื่อมโยงกับปัจจัยหลายมิติ ซึ่งสามารถจัดกลุ่มได้เป็น 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1. ปัจจัยด้านบุคคลและการสนับสนุนบุคลากร 2. ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมการทำงานและภาระงาน และ 3. ปัจจัยด้านนโยบายและการบริหารองค์กร การศึกษานี้เสนอแนวทางแก้ไขผ่านการบูรณาการเชิงนโยบายและการบริหาร เพื่อสนับสนุนการคงอยู่ของบุคลากรพยาบาลที่มีคุณภาพ และเสริมสร้างความผาสุกของระบบสุขภาพไทยอย่างยั่งยืน</p> เจียระไน เลิศจิรภักดีกุล มณฑิรา เหมือนจันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 โรงพยาบาลสิงห์บุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-22 2025-12-22 34 3 B48 B58 การพยาบาลผู้คลอดมีภาวะความดันโลหิตสูงร่วมกับการคลอดก่อนกำหนด https://he01.tci-thaijo.org/index.php/shj/article/view/280906 <p>ภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์เป็นภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่ส่งผลกับอวัยวะหลายระบบทั่วร่างกาย โดยพยาธิสภาพหลักของภาวะนี้เกิดจากรก หากไม่ได้รับการแก้ไข หรือการดูแลรักษาที่ถูกต้อง จะทำให้มารดา และทารกเสียชีวิตจากการตั้งครรภ์ การคลอดเกือบทุกรายจากสถิติโรงพยาบาลสิงห์บุรีปี 2564- 2566 คิดเป็น 2.80%, 1.94%, 2.60% ซึ่งในการศึกษาครั้งนี้จะขอมุ่งเน้น เฉพาะส่วนของผู้คลอดที่มีความดันโลหิตสูงที่ต้องเข้าสู่กระบวนการคลอด ส่งผลให้เกิดภาวะการคลอดก่อนกำหนด หลักสำคัญในการดูแลรักษาคือ <br />ให้การดูแลรักษาอย่างทันท่วงที เพื่อให้มารดา และทารกปลอดภัย โดยมีรูปแบบการศึกษา เป็นการวิเคราะห์กรณีศึกษา และนำผลการศึกษา<br />ไปประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้คลอด</p> <p>กรณีศึกษารายนี้มีภาวะวิกฤติผู้คลอดมีโอกาสเกิดภาวะชักในระยะคลอด ทารกคลอดก่อนกำหนดทำให้มารดาและทารกเสียชีวิตได้พยาบาลห้องคลอดจึงต้องสามารถวินิจฉัยประเมินภาวะวิกฤติและให้การช่วยเหลือเบื้องต้นได้ทันท่วงทีตามมาตรฐาน ประสานงานสื่อสารข้อมูล และทำตามแผนการรักษาแบบองค์รวมทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เพื่อลูกเกิดรอดแม่ปลอดภัย สรุปกรณีศึกษารายนี้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง และเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด ได้รับการดูแลวินิจฉัยเบื้องต้น รายงานสูติแพทย์กุมารแพทย์และประสานงานทีมช่วยเหลือ</p> <p>พยาบาลห้องคลอดมีบทบาทสำคัญในการประเมินความเสี่ยงต่อหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง ร่วมกับการคลอดก่อนกำหนด และการให้การพยาบาลตามมาตรฐานการพยาบาล เตรียมความพร้อมของทีม อุปกรณ์ เครื่องมือ ยา รวมทั้งช่วยแพทย์ทำหัตถการต่างๆจนถึงเตรียมผ่าตัดคลอดในภาวะฉุกเฉินในภาวะวิกฤติ</p> รัตนาภรณ์ เต็มดวง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 โรงพยาบาลสิงห์บุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-12 2025-12-12 34 3 C1 C11