Singburi Hospital Journal https://he01.tci-thaijo.org/index.php/shj <p>วารสารโรงพยาบาลสิงห์บุรี (Singburi Hospital Journal) มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่และเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ผลงานวิจัย บทความวิชาการ กรณีศึกษา และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับด้านการแพทย์ การพยาบาล เภสัชกรรม การสาธารณสุขและสหสาขาที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ รวมถึงการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ ในการนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่เป็นประโยชน์แก่สหสาขาวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง ทั้งภายในและภายนอกโรงพยาบาล เป็นวารสารราย 4 เดือน ปีละ 3 ฉบับ ดังนี้</p> <p> ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน<br /> ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม <br /> ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม</p> โรงพยาบาลสิงห์บุรี (Singburi Hospital) th-TH Singburi Hospital Journal 2773-8876 <div class="item copyright"> <div class="item copyright"> <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของโรงพยาบาลสิงห์บุรี</p> <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับโรงพยาบาลสิงห์บุรี และบุคคลากรท่านอื่นๆในโรงพยาบาลฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว</p> </div> </div> ความแม่นยำในการจำแนกชนิดของนิ่วในไตโดยใช้เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบ Dual Energy https://he01.tci-thaijo.org/index.php/shj/article/view/283642 <p>งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความแม่นยำของเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบ Dual Energy (Dual-Energy Computed Tomography: DECT) ในการจำแนกชนิดของนิ่วในไตโดยเปรียบเทียบกับการวินิจฉัยของรังสีแพทย์ซึ่งใช้เป็นมาตรฐานอ้างอิง และเพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความแม่นยำของการจำแนกชนิดนิ่ว เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางย้อนหลัง เก็บรวบรวมข้อมูลผู้ป่วยที่เข้ารับการตรวจ CT KUB แบบไม่ฉีดสารทึบรังสี ด้วยโปรโตคอล Low-dose DECT Kidney Stones ณ โรงพยาบาลราชวิถี ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2564 ถึง 30 กันยายน 2567 จำนวน 75 ราย รวม 171 ก้อนนิ่ว วิเคราะห์ค่า Density (HU) Volume Diameter และค่า Dual Energy Index (DEI) ผลการจำแนกชนิดของนิ่วจาก DECT เปรียบเทียบกับการแปลผลของรังสีแพทย์ โดยใช้ Chi-square test และ Fisher’s exact test เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ที่ใช้ผ่านการควบคุมคุณภาพตามมาตรฐาน โดยตรวจสอบด้วย CT quality control phantom เพื่อยืนยันความถูกต้องของค่า CT number ความสม่ำเสมอของภาพ contrast resolution และความถูกต้องของ slice thickness ทั้งนี้ ใช้โปรโตคอลการถ่ายภาพ และการประมวลผลภาพมาตรฐานเดียวกันตลอดการศึกษาเพื่อลดความแปรปรวนของการวัด</p> <p>ผลการศึกษา DECT แสดงความแม่นยำสูงในการจำแนกชนิดของนิ่วในไต โดยเฉพาะการแยกนิ่วกรดยูริกออกจากนิ่วที่มีแคลเซียมเป็นองค์ประกอบหลัก มีค่า Accuracy 97.13%, Sensitivity 98.43%, Specificity 93.18%, PPV 97.66% และ NPV 95.35% ซึ่งสอดคล้องกับผลการวินิจฉัยของรังสีแพทย์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001)</p> <p>สรุป DECT เป็นเครื่องมือทางรังสีวินิจฉัย ที่มีประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือสูงในการจำแนกชนิดของนิ่วในไต และสามารถสนับสนุนการวางแผนการรักษาในทางคลินิกได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> สวรินทร์ จันทร์ลี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 โรงพยาบาลสิงห์บุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-11 2026-02-11 35 1 B1 B11 อุบัติการณ์และปัจจัยที่สัมพันธ์กับติดเชื้อในผู้ป่วยกระดูกหักแบบมีแผลเปิดบริเวณมือ ที่โรงพยาบาลอุ้มผาง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/shj/article/view/283684 <p>กระดูกหักแบบมีแผลเปิดบริเวณมือ (open hand fracture) เป็นการบาดเจ็บ ที่พบบ่อยที่โรงพยาบาลอุ้มผาง บาดแผลมักรุนแรงและปนเปื้อนสูง อีกทั้งการเข้าถึงรักษาลำบาก ทำให้เกิดภาวะติดเชื้อแทรกซ้อน การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาอุบัติการณ์การติดเชื้อ ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง และอัตราการผ่าตัดซ้ำ เนื่องจากติดเชื้อในผู้ป่วยกระดูกหักแบบมีแผลเปิดบริเวณมือ โดยใช้การศึกษาแบบย้อนหลัง (retrospective cohort study) ในผู้ป่วยที่มารักษาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2564 ถึงเดือนธันวาคม 2567 วิเคราะห์ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อ โดยใช้ multivariable logistic regression</p> <p>มีผู้ป่วยรวม 60 ราย พบการติดเชื้อหลังผ่าตัด 11 ราย (ร้อยละ 18.3) โดยไม่พบปัจจัยที่มีนัยสำคัญทางสถิติ ทั้งในด้านสาเหตุ การบาดเจ็บ ลักษณะกระดูกหัก และระยะเวลานับจากบาดเจ็บถึงผ่าตัด ผู้ป่วยที่ต้องผ่าตัดซ้ำเนื่องจากติดเชื้อระดับลึกหรือกระดูกมี 5 ราย (ร้อยละ 8.3) ผู้ที่มีบาดแผลจากระเบิด กระดูกหักละเอียด หรือสูญเสียกระดูกบางส่วน มีแนวโน้มเกิดการติดเชื้อสูงกว่ากลุ่มอื่น</p> <p>อุบัติการณ์การติดเชื้อในผู้ป่วยกระดูกหักแบบมีแผลเปิดบริเวณมือที่โรงพยาบาลอุ้มผางสูงกว่ารายงานอื่น ผู้ป่วยที่มีบาดแผลจากระเบิด กระดูกหักละเอียด หรือสูญเสียกระดูกบางส่วนควรถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “กระดูกหักแบบเปิดความเสี่ยงสูง (high-risk open fracture)” เพื่อให้ได้รับการดูแลเข้มงวด ทั้งการล้างแผล การให้ยาปฏิชีวนะ และการเฝ้าระวังหลังผ่าตัด</p> พิมลพรรณ มีเสน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 โรงพยาบาลสิงห์บุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-11 2026-02-11 35 1 B12 B22 การเปรียบเทียบการไหลเวียนของหลอดเลือดแดงในช่องคลอดของกลุ่มสตรีวัยหมดระดู ที่มีและไม่มีกลุ่มอาการทางช่องคลอดและระบบปัสสาวะ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/shj/article/view/284291 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบดัชนีการไหลเวียนของหลอดเลือดแดง (PI,RI) และดัชนีสุขภาพช่องคลอด (VHI) ในช่องคลอดของสตรีวัยหมดระดูที่มีกลุ่มอาการทางช่องคลอด และระบบปัสสาวะกับที่ไม่มีกลุ่มอาการโดยใช้วิธีการเก็บข้อมูลระยะสั้น (Cross-Sectional Analytic study) กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยหญิงวัยหมดระดู 44 คนที่เข้ารับการรักษาที่คลินิกวัยหมดระดู โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช ตั้งแต่มกราคม พ.ศ. 2567 ถึง มิถุนายน พ.ศ. 2567 วัดค่า PI และ RI ด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ Voluson™ P6 โดยมีการประเมิน inter - และ intra - observer reliability เพื่อยืนยันความน่าเชื่อถือของการตรวจวัด วิเคราะห์ความแตกต่างด้วย Mann – Whitney U test และความสัมพันธ์ด้วย Chi - square test</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มที่มีอาการทางช่องคลอดและระบบปัสสาวะมีค่า PI น้อยกว่าอย่างมีนัยยะสำคัญ (6.34 <u>+</u> 2.21 และ 3.13 <u>+</u> 1.19 (<em>p = 0.002)</em>) เช่นเดียวกับค่า RI (5.66 <u>+</u> 2.23 และ 2.31 <u>+</u> 0.98 ( <em>p = 0.001)</em>) และ VHI ที่น้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มสตรีวัยหมดระดูที่มีอาการทางช่องคลอดและระบบปัสสาวะเช่นเดียวกัน</p> <p>ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดแดงในช่องคลอดของกลุ่มสตรีวัยหมดระดูที่มีกลุ่มอาการทางช่องคลอดและระบบปัสสาวะมีการไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดแดงน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่มีอาการ</p> ภัสสิรา วารินศิริรักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 โรงพยาบาลสิงห์บุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-24 2026-03-24 35 1 B23 B33 การวิเคราะห์เส้นโค้งการเรียนรู้ในการผ่าตัดลำไส้ใหญ่และไส้ตรงผ่านกล้องของศัลยแพทย์ทั่วไป https://he01.tci-thaijo.org/index.php/shj/article/view/284869 <p>การผ่าตัดลำไส้ใหญ่ และไส้ตรงผ่านกล้อง (Laparoscopic Colorectal Surgery, LCRS) เป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลาย งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์เส้นโค้งการเรียนรู้ของศัลยแพทย์ทั่วไป ทำการศึกษาเชิงวิเคราะห์ย้อนหลัง รวบรวมข้อมูลผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัด โดยศัลยแพทย์คนเดียว ตั้งแต่เดือนกันยายน 2559 ถึงเดือนธันวาคม 2567 วิเคราะห์เส้นโค้งการเรียนรู้ความแตกต่างของระยะเวลาผ่าตัดระหว่างช่วงเริ่มต้นการเรียนรู้ และช่วงที่มีความชำนาญ ซึ่งประเมินโดยใช้วิธี Cumulative Sum (CUSUM)</p> <p>ผู้ป่วยทั้งหมด 92 รายถูกรวมเข้าในการศึกษา พบว่าจุดสูงสุดของเส้นโค้งการเรียนรู้ตรงกับเคสที่ 32 จึงแบ่งการศึกษาออกเป็นสองช่วง: ช่วงที่ 1 (ช่วงเริ่มต้นการเรียนรู้, เคสที่ 1 – 32) และช่วงที่ 2 (ช่วงที่มีความชำนาญ, เคสที่ 33 – 92) การผ่าตัดทั้งหมดสามารถดำเนินผ่านกล้องได้อย่างสำเร็จ โดยไม่มีการเปลี่ยนเป็นการผ่าตัดแบบเปิด และได้ผลลัพธ์ทางพยาธิวิทยา โดยไม่มีมะเร็งเหลือที่ขอบของชิ้นเนื้อ (R0 resection) พบแนวโน้มของระยะเวลาผ่าตัดลดลง อัตราการเสียเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ไม่พบความแตกต่างของอัตราภาวะแทรกซ้อน จำนวนต่อมน้ำเหลืองที่เก็บได้ และระยะเวลานอนโรงพยาบาลหลังผ่าตัด</p> <p>สรุปได้ว่า ศัลยแพทย์ทั่วไปที่ไม่มีการฝึกอบรมเฉพาะทางด้านการผ่าตัดผ่านกล้อง สามารถผ่าตัดลำไส้ใหญ่ และไส้ตรงผ่านกล้อง ได้อย่างชำนาญ หลังผ่าตัดอย่างน้อย 32 เคส</p> วรรณภา เพชรพูนพิพัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 โรงพยาบาลสิงห์บุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-24 2026-03-24 35 1 B34 B43 การเปรียบเทียบอัตราการทำผ่าตัดต่อมลูกหมากในผู้ป่วยต่อมลูกหมากโตที่ได้รับ α-blockers เพียงอย่างเดียวเทียบกับผู้ป่วยที่ได้รับยา α-blockers และ 5-alpha reductase inhibitor ในโรงพยาบาลอ่างทอง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/shj/article/view/284321 <p>เป็นที่ทราบกันดีว่ายา 5-alpha reductase inhibitor (5ARI) สามารถลดขนาดต่อมลูกหมาก และค่า PSA ได้ โดยการศึกษานี้ทำขึ้นที่โรงพยาบาลอ่างทอง ซึ่งขาดแพทย์เฉพาะทางทางเดินปัสสาวะ ซึ่งผู้ป่วยหลายได้รับการรักษากับแพทย์ศัลยกรรมทั่วไปชั่วคราว วัตถุประสงค์ของการศึกษานี้ เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของผลลัพธ์ระหว่างการรักษาด้วยยา alpha-blocker อย่างเดียวกับการรักษาแบบยา combination therapy (alpha-blocker ร่วมกับ 5ARI) ว่าให้ผลลัพธ์แตกต่างกันหรือไม่ โดยการศึกษานี้เก็บข้อมูลย้อนหลัง วันที่ 1 มกราคม 2563 ถึง 31 ตุลาคม 2568 โดยมีจำนวนประชากร 571 รายและใช้สถิติ Chi-square, ANOVA, multivariable logistic regression, Pearson correlation ซึ่งผู้ป่วยแบ่งเป็นสองกลุ่มคือกลุ่มที่ได้รับยา alpha-blocker อย่างเดียวกับกลุ่มที่ได้ยา combination therapy โดยเก็บข้อมูลขนาดต่อมลูกหมาก และค่า PSA ก่อนผ่าตัด เพื่อดูอัตราการทำ TURP ของผู้ป่วย</p> <p>ผลการศึกษาพบว่าผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า และต่อมลูกหมากใหญ่กว่ามีแนวโน้มที่จะได้รับการรักษาแบบ combination มากกว่าผู้ที่อายุน้อยกว่า และขนาดต่อมลูกเล็กกว่าอย่างมีนัยสำคัญ (อายุเฉลี่ย 72 vs 68 ปี, ขนาดต่อมลุกหมาก 50 vs 39 cm<sup>3</sup>) p &lt;0.001, p &lt;0.001 แต่อัตราการผ่าตัด TURP ของทั้งสองกลุ่ม มีค่า p = 0.691, ค่า OR = 0.897 (95%CI 0.525–1.532) ซึ่งไม่ได้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยอายุที่มากขึ้นส่งผลต่อขนาดต่อมลูกหมากที่โตขึ้นเพียงเล็กน้อย (r = 0.346, p &lt; 0.001) และค่า PSA ที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย (r = 0.328, p &lt; 0.001) และค่า PSA ส่งผลต่อขนาดต่อมลูกหมากปานกลาง (r = .676, p &lt; .001) โดยปัจจัยที่มีผลกับการผ่าตัด คือ อายุ ขนาดต่อมลูกหมาก ค่า PSA ค่า PSAD และโรคประจำตัวความดันโลหิตสูง โดย โรคเบาหวาน, ไขมันสูง และตัวยาไม่ได้เป็นปัจจัยที่มีผลกับการผ่าตัด</p> <p>ในบริบทของโรงพยาบาล ที่มีแพทย์ศัลยกรรมทั่วไปรักษาโรคต่อมลูกหมากโต เนื่องจากขาดแพทย์ศัลยกรรมทางเดินปัสสาวะประจำการ มีแนวโน้มที่ผู้ป่วยที่มีอายุมาก และขนาดต่อมลูกหมากที่โตกว่าจะมีโอกาสได้รับ combination therapy มากกว่า แต่อัตราผ่าตัด TURP ไม่แตกต่างกัน ซึ่งผลการศึกษานี้ ชี้ให้เห็นว่าภายใต้ข้อจำกัดด้านแพทย์เฉพาะทาง การเลือกใช้การรักษาด้วยยาทั้งสองรูปแบบให้ผลลัพธ์ด้านการผ่าตัดไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ</p> วงศธร ชูวาณิชย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 โรงพยาบาลสิงห์บุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-26 2026-03-26 35 1 B44 B51 เปรียบเทียบคุณภาพของสี Wright-Giemsa stain ระหว่างสีย้อมที่จัดซื้อสำเร็จรูปกับสีย้อมที่พัฒนาสูตรแบบขั้นตอนเดียวชนิดเตรียมเอง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/shj/article/view/281032 <p>ศึกษาเปรียบเทียบคุณภาพของสีย้อม Wright-Giemsa stain ระหว่างสีย้อมที่พัฒนาสูตรแบบขั้นตอนเดียวชนิดเตรียมเองกับสีย้อม Wright-Giemsa stain สำเร็จรูปชนิดจัดซื้อ โดยย้อมสีจากสเมียร์เลือดผู้เข้ารับบริการที่โรงพยาบาลสิงห์บุรี จำนวน 150 ราย เป็นสเมียร์เลือดจากคนปกติและคนผิดปกติ อย่างละเท่าๆกัน ตรวจดูการติดสีทั้งเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือด ให้นักเทคนิคการแพทย์ 2 คน ทำการให้คะแนน เปรียบเทียบความแตกต่างทางสถิติ ทำการย้อมสีสเมียร์เลือด 2 ชุด และทำการให้คะแนนการติดสี 1-5 ใช้สถิติ Paired t-test</p> <p>ผลการศึกษาพบว่าการติดสีของสเมียร์เลือดจากการย้อมด้วยวิธีที่พัฒนาสูตรแบบขั้นตอนเดียวติดสีได้ตรงตามมาตรฐานค่าเฉลี่ยของทั้งสองวิธีไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&gt;0.05) โดยมีค่าเฉลี่ยคะแนนคุณภาพการย้อมสีด้วยสีย้อมพัฒนาสูตรแบบขั้นตอนเดียวชนิดเตรียมเอง 4.92±0.28 คะแนน และค่าเฉลี่ยคะแนนคุณภาพการย้อมสีด้วยสีสำเร็จรูปชนิดจัดซื้อ 4.93±0.26 คะแนน โดยระยะเวลาที่ใช้ย้อม สเมียร์เลือดสำหรับการย้อมด้วยสีย้อมที่พัฒนาสูตรแบบขั้นตอนเดียวชนิดเตรียมเองคือ 7 นาที และระยะเวลาในการย้อมสำหรับสีย้อมชนิดจัดซื้อสำเร็จรูปคือ 8 นาที ซึ่งไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ สำหรับขั้นตอนในการย้อมสี สีย้อมชนิดพัฒนาสูตรแบบขั้นตอนเดียวชนิดเตรียมเอง ใช้ขั้นตอนเพียง 1 ขั้นตอน สีย้อมชนิดจัดซื้อสำเร็จรูป ใช้ 3 ขั้นตอน ซึ่งลดขั้นตอนในการทำงานลง รวมถึงค่าใช้จ่ายในการจัดเตรียมสีสำเร็จรูปชนิดจัดซื้อจะมีราคาสูงกว่าสีย้อมชนิดพัฒนาสูตรแบบขั้นตอนเดียวชนิดเตรียมเองราว 3 เท่า</p> <p>โดยสรุปสีย้อมชนิดพัฒนาสูตรแบบขั้นตอนเดียวชนิดเตรียมเองสามารถนำมาใช้ในการย้อมสีสเมียร์เลือดในงานประจำวันได้ ซึ่งช่วยในการลดขั้นตอนและค่าใช้จ่ายในการทำงานและยังคงคุณภาพของการติดสีได้ใกล้เคียงสีย้อมสำเร็จรูปชนิดจัดซื้อ</p> กวินทรา พงศ์ภานุมาศไพศาล ธนพร เสียงใส ชุติมา ธรรมกรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 โรงพยาบาลสิงห์บุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-02 2026-04-02 35 1 B52 B62 การศึกษาเชิงวิเคราะห์ย้อนหลังเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อการเสียชีวิตในโรงพยาบาลภายใน 24 ชั่วโมงหลังเข้ารับการรักษาในห้องฉุกเฉิน ณ โรงพยาบาลสระบุรี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/shj/article/view/284725 <p>การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์ย้อนหลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อระบุปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเสียชีวิตภายใน 24 ชั่วโมงหลังเข้ารับการรักษาในห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลสระบุรี กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยที่เข้ารับบริการในห้องฉุกเฉิน และได้รับการนอนรักษาในโรงพยาบาล ระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2565 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2567 จำนวน 240 ราย ข้อมูลทางคลินิก และการรักษารวบรวมจากเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบไคสแควร์ และการถดถอยโลจิสติกพหุคูณ เพื่อเปรียบเทียบปัจจัยระหว่าง กลุ่มที่เสียชีวิตและไม่เสียชีวิตภายใน 24 ชั่วโมงแรก</p> <p>ผลการศึกษา พบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเพศชายและผู้สูงอายุ โดยมีโรคประจำตัวที่พบบ่อย ได้แก่ ความดันโลหิตสูงและเบาหวาน ผู้ป่วยส่วนมากอยู่ในระดับความเร่งด่วน ESI 1–2 และต้องได้รับการช่วยชีวิตขั้นสูง ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเสียชีวิตภายใน 24 ชั่วโมง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ การช่วยฟื้นคืนชีพนวดหัวใจผายปอด การใส่ท่อช่วยหายใจ การได้รับออกซิเจน การใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง การได้สารน้ำช่วยเหลือฟื้นคืนชีพ การได้ยากระตุ้นความดันโลหิต การได้ยาสเตียรอยด์ทางหลอดเลือดดำ การได้รับส่วนประกอบเลือด และการปรึกษา เพื่อจองหอผู้ป่วยวิกฤติ การวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกพหุคูณ พบว่าโรคเลือดมีความสัมพันธ์กับการเสียชีวิตสูงที่สุด (OR=16.4) รองลงมา คือการใส่ท่อช่วยหายใจ (OR=7.5) และการได้ยากระตุ้นความดันโลหิต (OR=4.4) ในขณะที่การได้รับการเข้ารักษาในหอผู้ป่วยวิกฤติสัมพันธ์กับการลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต (OR=0.38)</p> <p>สรุปได้ว่าผู้ป่วยฉุกเฉินที่มีภาวะวิกฤติ ต้องได้รับการช่วยชีวิตขั้นสูง หรือมีโรคเลือดร่วม มีความเสี่ยงสูงต่อการเสียชีวิตภายใน 24 ชั่วโมงแรก หลังเข้ารับการรักษา ผลการศึกษานี้ เน้นย้ำความสำคัญของการประเมินความรุนแรงตั้งแต่แรกรับ การเฝ้าระวังผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงอย่างใกล้ชิด การเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรและทรัพยากรในห้องฉุกเฉิน รวมถึงการส่งต่อผู้ป่วยเข้าสู่หอผู้ป่วยวิกฤติอย่างทันท่วงที ซึ่งอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลรักษาและลดอัตราการเสียชีวิตในระยะ 24 ชั่วโมงแรกได้</p> ศรุดา ไม้สุพร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 โรงพยาบาลสิงห์บุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-03 2026-04-03 35 1 B63 B74