https://he01.tci-thaijo.org/index.php/shj/issue/feed
Singburi Hospital Journal
2026-06-11T00:00:00+07:00
บรรณาธิการวารสารโรงพยาบาลสิงห์บุรี
singhosp-journal@hotmail.com
Open Journal Systems
<p>วารสารโรงพยาบาลสิงห์บุรี (Singburi Hospital Journal) มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่และเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ผลงานวิจัย บทความวิชาการ กรณีศึกษา และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับด้านการแพทย์ การพยาบาล เภสัชกรรม การสาธารณสุขและสหสาขาที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ รวมถึงการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ ในการนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่เป็นประโยชน์แก่สหสาขาวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง ทั้งภายในและภายนอกโรงพยาบาล เป็นวารสารราย 4 เดือน ปีละ 3 ฉบับ ดังนี้</p> <p> ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน<br /> ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม <br /> ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม</p>
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/shj/article/view/286709
การพยาบาลผู้ป่วยสะโพกหักที่ได้รับการผ่าตัดยึดตรึงกระดูกด้วยแกนดามกระดูก และมีโรคหลายระบบ: กรณีศึกษา
2026-03-11T15:06:41+07:00
ปณิธี ปานขำ
mafiapanithi@gmail.com
<p>ผู้สูงอายุมีภาวะกระดูกบางและกระดูกพรุน ส่งผลให้กระดูกหักได้ง่าย โดยเฉพาะกระดูกสะโพกหัก ซึ่งเป็นภาวะสำคัญที่สัมพันธ์กับการสูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหว ภาวะแทรกซ้อนและอัตราตายที่เพิ่มขึ้น การผ่าตัดยึดตรึงกระดูกด้วยแกนดามกระดูกเป็นแนวทางการรักษาที่ช่วยให้กระดูกมีความมั่นคงและเอื้อต่อการฟื้นฟูสภาพ อย่างไรก็ตามผู้ป่วยสูงอายุมักมีโรคร่วมหลายระบบ ทำให้การดูแลระยะก่อนผ่าตัด ระยะผ่าตัด และระยะหลังผ่าตัดมีความซับซ้อนมากขึ้น พยาบาลจึงมีบทบาทสำคัญในการประเมิน วางแผน ป้องกันภาวะแทรกซ้อนและส่งเสริมการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการใช้กระบวนการพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักที่ได้รับการผ่าตัดยึดตรึงกระดูกด้วยแกนดามกระดูกและมีโรคร่วมหลายระบบ เป็นการวิเคราะห์และเปรียบเทียบกรณีศึกษากับหลักวิชาการ และนำผลการศึกษาไปใช้</p> <p>ผู้ป่วยสูงอายุชาย อายุ 77 ปี กระดูกสะโพกซ้ายหัก และมีโรคร่วม คือ ความดันโลหิตสูง และเบาหวาน ควบคุมโรคได้ดี มีอาการปวดสะโพกมาก เดินไม่ได้ ผลตรวจเอกซเรย์พบ กระดูกสะโพกซ้ายหัก ได้รับการผ่าตัดยึดตรึงกระดูกด้วยแกนดามกระดูก ใช้วิธีระงับความรู้สึกทางช่องไขสันหลัง ใช้กระบวนการพยาบาลก่อนผ่าตัดเตรียมความพร้อมด้านร่างกาย-จิตใจ ขณะผ่าตัดเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมใช้งานช่วยให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างราบรื่น ป้องกันการเกิดภาวะสูญเสียเลือด การบาดเจ็บขณะผ่าตัด การติดเชื้อ และการเกิดภาวะลิ่มเลือดและไขมันอุดตัด ไม่พบมีภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด หลังผ่าตัดมีการฟื้นฟูร่างกายด้วยกายภาพบำบัด และจำหน่ายออกจากโรงพยาบาล</p> <p>ผู้ป่วยกระดูกสะโพกหัก ได้รับการผ่าตัดยึดตรึงกระดูกด้วยแกนดามกระดูกและมีโรคร่วม พยาบาลห้องผ่าตัดมีบทบาทสำคัญในการใช้กระบวนการพยาบาล ก่อนผ่าตัดประเมินปัญหา โดยเฉพาะในระยะผ่าตัดพยาบาล ต้องมีความรู้ ความสามารถ ทักษะ ความชำนาญในเครื่องมือบำบัดโรค ที่มีความซับซ้อนให้พร้อมใช้งาน และประสานงานกับสหสาขาวิชาชีพ ช่วยให้การผ่าตัดราบรื่น ป้องกันภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด ส่งผลให้กลับมาปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้ใกล้เคียง</p>
2026-06-11T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 โรงพยาบาลสิงห์บุรี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/shj/article/view/287340
การศึกษาความแม่นยำของ BISAP score ในการทำนายความรุนแรงของโรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน ในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาในโรงพยาบาลสระบุรี
2026-04-17T10:51:53+07:00
จิรายุส บัวทอง
jirayusbt@gmail.com
พัชรนันท์ เจริญวัจนะกุล
cpatcharanun@hotmail.com
<p>การประเมินความเสี่ยงโรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันในระยะแรกมีความสำคัญ BISAP score คือเครื่องมือที่ใช้ง่ายแต่ประสิทธิภาพอาจแตกต่างตามบริบท การศึกษานี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อประเมินความสามารถของ BISAP score ในการพยากรณ์ความรุนแรง โดยเป็นการศึกษา เชิงวิเคราะห์ย้อนหลังในผู้ป่วยอายุ ≥18 ปี ที่ได้รับการวินิจฉัยตามเกณฑ์ Revised Atlanta Classification 2012 ระหว่าง ปี พ.ศ. 2563 – 2567 และวิเคราะห์ที่จุดตัด ≥3</p> <p>ผลการศึกษาผู้ป่วย 254 ราย อายุเฉลี่ย 50.39 ± 16.30 ปี เพศชายร้อยละ 76 และมีสาเหตุหลักจากการดื่มแอลกอฮอล์ ร้อยละ 51.2 พบความรุนแรงระดับไม่รุนแรงร้อยละ 70.1 รุนแรงปานกลางร้อยละ 15.7 และระดับรุนแรงร้อยละ 14.2 อัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ร้อยละ 7.9 และระยะเวลานอนโรงพยาบาลเฉลี่ย 6.17 ± 9.03 วัน เมื่อวิเคราะห์ที่จุดตัด BISAP ≥3 มี sensitivity 58.3% specificity 91.3% PPV 52.5% NPV 93.0% accuracy 88.6% และ AUC 0.748 (95% CI: 0.64–0.84; p < 0.001)</p> <p>สรุป BISAP score มีประสิทธิภาพดีในการพยากรณ์ภาวะตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันระดับรุนแรง โดยมีความจำเพาะ และค่า NPV ที่สูง เหมาะสำหรับใช้คัดกรองผู้ป่วยกลุ่มความเสี่ยงต่ำ อย่างไรก็ตาม การนำไปใช้ทางคลินิกควรพิจารณาร่วมกับตัวชี้วัดอื่น เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการระบุผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงสูง และประกอบการตัดสินใจรักษา</p>
2026-06-11T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 โรงพยาบาลสิงห์บุรี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/shj/article/view/286022
ประสิทธิผลของเทคนิคการให้ยาระงับความรู้สึกและการจัดการความปวดหลังผ่าตัด ในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมที่โรงพยาบาลปทุมธานี
2026-04-09T10:21:24+07:00
ศิริลักษณ์ สุริยะวงศ์กุล
sirilak.phian@gmail.com
<p>การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม (Total Knee Arthroplasty; TKA) เป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม แต่ผู้ป่วยจำนวนมาก ยังคงมีอาการปวดรุนแรงหลังผ่าตัดในระยะแรก วัตถุประสงค์ของการศึกษานี้ คือ เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิผลของการให้ยาระงับความรู้สึก และการจัดการความปวดด้วยเทคนิคต่างๆ ในการผ่าตัด TKA เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลังในผู้ป่วยจำนวน 549 ราย ณ โรงพยาบาลปทุมธานี ระหว่างปี 2566 – 2568 เทคนิคต่างๆ ได้แก่ การระงับความรู้สึกโดยฉีดยาชา และมอร์ฟีนเข้าช่องน้ำไขสันหลัง (SA, SAMO) การระงับความรู้สึกแบบทั่วไป (GA) ร่วมกับการฉีดยารอบเนื้อเยื่อเข่า (LIA) และการฉีดยาชาระงับความรู้สึกที่เส้นประสาทส่วนปลาย (PNB) ที่ตำแหน่ง Adductor canal และ Femoral triangle จึงได้แบ่งผู้ป่วยเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้ SA+LIA, SAMO+LIA, SA+LIA+PNB(ACB/FNB), GA+LIA และ GA+LIA+PNB ประเมินคะแนนความปวดด้วย Numeric Rating Score รวมถึงปริมาณการใช้มอร์ฟีน และอุบัติการณ์ผลข้างเคียง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Fisher's exact test, One-way ANOVA และ Independent t-Test</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า คะแนนความปวดหลังผ่าตัดแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.001) โดยกลุ่มที่ได้รับ SA+LIA+PNB มีคะแนนปวดต่ำที่สุดในทุกช่วงเวลา (คะแนนปวดเฉลี่ย 3.98, 3.31, 2.41 และ 2.23 ที่ 6, 12, 24 และ 48 ชั่วโมงตามลำดับ) เมื่อแยกชนิดของ PNB พบว่า ACB และ FTB ให้ผลระงับปวดไม่แตกต่างกัน ขณะที่ปริมาณการใช้มอร์ฟีนในวันที่ 1 และ 2 ไม่แตกต่างกันในทุกกลุ่ม ผลข้างเคียงที่พบบ่อยที่สุด คือ อาการคลื่นไส้อาเจียน (ร้อยละ 24.4) พบสูงสุดในกลุ่ม SAMO+LIA (ร้อยละ 42.2, p = 0.024)</p> <p>การระงับความรู้สึก โดยฉีดยาชาเข้าช่องน้ำไขสันหลังร่วมกับการฉีดยาชาระงับความรู้สึกที่เส้นประสาทส่วนปลาย และการฉีดยารอบเนื้อเยื่อเข่า เป็นเทคนิคที่มีประสิทธิผล และความปลอดภัยสูงในการควบคุมความปวดหลังผ่าตัด TKA ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้ดีขึ้น แม้จะไม่ได้ลดปริมาณการใช้มอร์ฟีนอย่างชัดเจน</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 โรงพยาบาลสิงห์บุรี