วารสารพยาบาลตำรวจและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/policenurse
<p> วารสารพยาบาลตำรวจและวิทยาศาสตร์สุขภาพ เดิมชื่อ "วารสารพยาบาลตำรวจ" และจากการยกเลิกเลข ISSN 1906-652X (Print) และ 2672-961X (Online) ของวารสารพยาบาลตำรวจเดิม ตามหนังสือสมาคมศิษย์เก่าพยาบาลตำรวจ ที่ 2566/ว01 ลงวันที่ 25 ตุลาคม 2566 และหนังสือสำนักหอสมุดแห่งชาติ ที่ วว 0425/2320 ลงวันที่ 1 ธันวาคม 2566 เรื่องขอยกเลิกการใช้เลขมาตรฐานสากลประจำวารสาร (ISSN) นั้น ทำให้เลข ISSN 1906-652X (Print) และ 2672-961X (Online) สิ้นสุดการใช้งานในวารสารพยาบาลตำรวจ ปีที่ 15 ฉบับที่ 2 เป็นฉบับสุดท้าย ซึ่งในปี พ.ศ. 2567 นี้ สมาคมศิษย์เก่าพยาบาลตำรวจและตัวแทนกองบรรณาธิการ ได้ประชุมร่วมกันผ่านแอปพลิเคชัน Zoom และลงมติเห็นชอบมากกว่ากึ่งหนึ่งให้ปรับเปลี่ยนชื่อวารสารให้ถูกต้องและปรับวัตถุประสงค์ของการจัดทำวารสารให้มีความชัดเจน ตลอดจนจัดทำวารสารในรูปแบบออนไลน์ (Online) เท่านั้น โดยใช้ชื่อวารสารใหม่ว่า <strong>"วารสารพยาบาลตำรวจและวิทยาศาสตร์สุขภาพ (Journal of The Police Nurses and Health Science)"</strong> ลงมติเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2567 ทั้งนี้เพื่อคงไว้ซึ่งรากเง้าเดิมของการเป็นพยาบาลตำรวจและเปิดกว้างสำหรับทีมสุขภาพในการลงตีพิมพ์ผลงานวิชาการร่วมกัน และขอใช้จำนวนปีที่ออกตีพิมพ์ต่อจากวารสารพยาบาลตำรวจ</p> <p> ดังนั้น วารสารพยาบาลตำรวจและวิทยาศาสตร์สุขภาพ จึงจัดทำขึ้นโดยสมาคมศิษย์เก่าพยาบาลตำรวจ ซึ่งมีระบบการบริหารจัดการวารสารตามมาตรฐานสากล คือ มีกองบรรณาธิการและผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) ผู้เชี่ยวชาญทั้งจากภายในคณะกรรมการสมาคมศิษย์เก่าพยาบาลตำรวจ และภายนอก ตามจำนวนที่ สป.อว. และ TCI กำหนด (มีการตรวจสอบคุณภาพบทความแบบ Double-blind review โดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 คน ต่อบทความ 1 เรื่อง ตั้งแต่ เล่มปีที่ 14 ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2565)</p> <p> <strong>วัตถุประสงค์</strong> เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ทางด้านวิชาการ การวิจัย และนวัตกรรมทางการพยาบาลและวิทยาศาสตร์สุขภาพ</p> <p> <strong>กำหนดการออกวารสารพยาบาลตำรวจและวิทยาศาสตร์สุขภาพเป็นราย 6 เดือน (ปีละ 2 ฉบับ)</strong></p> <p><strong> ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน</strong></p> <p><strong> ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม </strong></p> <p> <strong>ดังนั้น วารสารพยาบาลตำรวจและวิทยาศาสตร์สุขภาพ จะตีพิมพ์เผยแพร่บทความในรูปแบบออนไลน์เท่านั้น และใช้เลข ISSN 3027-8791 (Online) ตั้งแต่เล่ม ปีที่ 16 ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน พ.ศ. 2567 เป็นต้นไป</strong></p>
สมาคมศิษย์เก่าพยาบาลตำรวจ
en-US
วารสารพยาบาลตำรวจและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
3027-8791
<p>ผลงานที่ได้ตีพิมพ์แล้วจะเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารพยาบาลตำรวจ</p>
-
สารบัญ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/policenurse/article/view/285034
กองบรรณาธิการ วารสารพยาบาลตำรวจและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-31
2025-12-31
17 2
-
วิกฤตลมหายใจจากฝุ่น PM2.5 : การรับรู้ผลกระทบทางสุขภาพและ ประสบการณ์เผชิญปัญหาของผู้สูงอายุที่อาศัยในชุมชนชายขอบแม่น้ำโขง
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/policenurse/article/view/279723
<p>การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้ผลกระทบทางสุขภาพ และประสบการณ์การเผชิญปัญหาฝุ่น PM2.5 ของผู้สูงอายุที่อาศัยในชุมชนชายขอบแม่น้ำโขง คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจง คือ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี อาศัยอยู่ในเขตเทศบาลเมืองนครพนมมากกว่า 1 ปีขึ้นไป สามารถพูด สื่อสารภาษาไทยได้เข้าใจ จำนวน 28 คน เก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกโดยใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีวิเคราะห์แก่นสาระ<span class="Apple-converted-space"> </span></p> <p>ผลการศึกษาพบว่า การรับรู้ผลกระทบทางสุขภาพจากฝุ่น PM2.5 ของผู้สูงอายุ ประกอบด้วย 3 ประเด็นหลัก ดังนี้ 1) ความรอบรู้ด้านสุขภาพขั้นพื้นฐานเป็นการรับรู้และเข้าใจภัยจากฝุ่น PM2.5 ผ่านประสบการณ์ตรง 2) ความรอบรู้ด้านสุขภาพขั้นปฏิสัมพันธ์เป็นการจัดการตนเองและการสื่อสารท่ามกลางความไม่แน่นอน และ 3) ความรอบรู้ด้านสุขภาพขั้นวิจารณญาณเป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ แต่พบช่องว่างของการสนับสนุนสำหรับประสบการณ์การเผชิญปัญหา ซึ่งผู้สูงอายุมีกลยุทธ์ในการจัดการ 2 กลยุทธ์หลัก คือ 1) การปรับตัวเชิงรุกเพื่อต่อสู้กับภัยฝุ่นพิษ และ 2) การสร้างสมดุลชีวิตผ่านพลังเครือข่าย</p> <p>ผลการศึกษาครั้งนี้เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการพัฒนานโยบายการจัดการมลพิษทางอากาศที่คำนึงถึงบริบทเฉพาะของชุมชนชายขอบ โดยเฉพาะพื้นที่ริมแม่น้ำโขงที่เผชิญกับมลพิษข้ามแดน<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
ณฐมน โจมแพง
จรินทร โคตพรม
ประภากร ศรีสง่า
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลตำรวจและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-14
2025-12-14
17 2
228
240
-
การศึกษาบทบาทพยาบาลบริหารทรัพยากรสุขภาพในหน่วยงานสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/policenurse/article/view/280231
<p>การวิจัยเชิงพรรณนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทพยาบาลบริหารทรัพยากรสุขภาพในหน่วยงานสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข โดยใช้เทคนิคการวิจัยแบบเดลฟาย ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 20 คน แบ่งเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มผู้กำหนดนโยบายจากกระทรวงสาธารณสุข/กองการพยาบาล จำนวน 3 คน 2) กลุ่มผู้อำนวยการโรงพยาบาลรัฐ/ผู้บริหารการเงินการคลังของโรงพยาบาลรัฐ จำนวน 4 คน 3) กลุ่มหัวหน้ากลุ่มงานประกันสุขภาพโรงพยาบาลรัฐ จำนวน 5 คน 4) กลุ่มอาจารย์พยาบาลที่มีประสบการณ์การสอนที่เกี่ยวข้องกับการบริหารทรัพยากรสุขภาพ จำนวน 3 คน และ 5) กลุ่มผู้ปฏิบัติการพยาบาลบริหารทรัพยากรสุขภาพภาครัฐ จำนวน 5 คน วิธีดำเนินการวิจัย ประกอบด้วยการเก็บข้อมูล 3 รอบ ได้แก่ รอบที่ 1 สัมภาษณ์เกี่ยวกับบทบาทพยาบาลบริหารทรัพยากรสุขภาพในหน่วยงานสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ประกอบด้วย กลุ่มพยาบาลที่ปฏิบัติงานในสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป และ โรงพยาบาลชุมชน รอบที่ 2 นำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์มาวิเคราะห์เนื้อหาและสร้างแบบสอบถามเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินระดับความสำคัญของบทบาทพยาบาลบริหารทรัพยากรสุขภาพแต่ละรายด้าน นำข้อมูลที่ได้มาคำนวณค่ามัธยฐาน ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ และรอบที่ 3 จัดทำแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญยืนยันความคิดเห็น และนำข้อมูลมาคำนวณค่ามัธยฐานและค่าพิสัยระหว่างควอไทล์เพื่อสรุปผลการวิจัย</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า บทบาทพยาบาลบริหารทรัพยากรสุขภาพในหน่วยงานสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ประกอบด้วย 6 ด้าน ได้แก่ 1) ผู้พิทักษ์สิทธิประโยชน์ของผู้ป่วย 2) ผู้บริหารจัดการข้อมูลประกันสุขภาพ 3) ผู้ประสานงาน 4) ผู้ทวนสอบการใช้ทรัพยากรสุขภาพ 5) ผู้วิเคราะห์ทรัพยากรสุขภาพ และ 6) ผู้จัดการรายกรณี อย่างไรก็ตาม พยาบาลบริหารทรัพยากรสุขภาพในหน่วยงานสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขทุกระดับ <span class="Apple-converted-space"> </span>มีบทบาททั้ง 6 ด้านเหมือนกัน แต่แตกต่างกันในบทบาทย่อย ดังนี้ 1) พยาบาลที่ปฏิบัติงานในสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เน้นบทบาทเชิงนโยบาย กำหนดทิศทาง วางแผน กำกับ ติดตาม และประเมินผลการบริหารทรัพยากรสุขภาพในระดับจังหวัด โดยเน้นการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงระบบและการประสานงานระหว่างเครือข่ายบริการ 2) พยาบาลที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป บริหารจัดการระบบบริการในภาพกว้าง จัดการรายกรณีที่ซับซ้อน เป็นศูนย์ข้อมูลด้านประกันสุขภาพ และเชื่อมโยงการดูแลผู้ป่วยระหว่างระดับบริการ และ 3) พยาบาลที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลชุมชน มีบทบาทดูแลผู้ป่วยในการใช้ทรัพยากรสุขภาพอย่างคุ้มค่า ประสานงานกับชุมชน และปกป้องสิทธิประโยชน์ของประชาชนในระดับปฐมภูมิ</p> <p>ผลการศึกษาครั้งนี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรหรือสมรรถนะพยาบาลบริหารทรัพยากรสุขภาพในหน่วยงานสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขในการปฏิบัติงานต่อไป และเป็นประโยชน์ต่อผู้บริหารในการส่งเสริมให้พยาบาลบริหารทรัพยากรสุขภาพปฏิบัติงานได้สอดคล้องกับบทบาทที่กำหนด</p>
รินรดา วรรณวิจิตร
อารีย์วรรณ อ่วมตานี
ชวภณ สารข้าวคำ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลตำรวจและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-14
2025-12-14
17 2
241
252
-
การพัฒนาและการใช้แนวปฏิบัติการดูแลครอบครัวของผู้ป่วยเด็กในระยะการดูแลช่วยเหลือเยียวยาหลังการสูญเสีย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/policenurse/article/view/281925
<p>การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและใช้แนวปฏิบัติการดูแลครอบครัวของผู้ป่วยเด็กในระยะการดูแลช่วยเหลือเยียวยาหลังการสูญเสีย ตัวอย่าง คือ ครอบครัวของผู้ป่วยเด็กระยะประคับประคองที่เสียชีวิต ที่เข้าสู่ระบบการดูแลแบบประคับประคอง งานการพยาบาลกุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จำนวน 43 คน เลือกตัวอย่างแบบเจาะจง<span class="Apple-converted-space"> </span>เครื่องมือวิจัย คือ แนวปฏิบัติการดูแลครอบครัวของผู้ป่วยเด็กในระยะการดูแลช่วยเหลือเยียวยาหลังการสูญเสีย แบบประเมินภาวะซึมเศร้า และแบบสอบถามความพึงพอใจ มีค่าความเที่ยงของแบบประเมินภาวะซึมเศร้าจากสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .75 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย และสถิติทดสอบ Wilcoxon Signed-Rank test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) แนวปฏิบัติการดูแลครอบครัวของผู้ป่วยเด็กในระยะการดูแลช่วยเหลือเยียวยาหลังการสูญเสีย มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ .87 - 1.00 ซึ่งมีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ทางคลินิกจนเกิดผลลัพธ์ตามที่คาดหวัง 2) การติดตามภาวะซึมเศร้าของครอบครัวของผู้ป่วยเด็กภายหลังการสูญเสียที่ได้รับแนวปฏิบัติสัปดาห์ที่ 2 สัปดาห์ที่ 6 และเดือนที่ 6 ลดลง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (<em>Mdn</em><sub>สัปดาห์ที่ 2</sub> = 4.00, <em>Mdn</em><sub>สัปดาห์ที่ 6</sub> =<span class="Apple-converted-space"> </span>3.00 และ <em>Mdn</em><sub>เดือนที่ 6 </sub>= 1.00, ตามลำดับ;<em> p</em> = .000) และ 3) ความพึงพอใจของครอบครัวของผู้ป่วยเด็กภายหลังการสูญเสียที่ได้รับแนวปฏิบัติการดูแลครอบครัวของผู้ป่วยเด็กในระยะการดูแลช่วยเหลือเยียวยาหลังการสูญเสียเป็นระยะเวลา 6 เดือน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<em>M</em> = 4.72, <em>SD</em> = .29)</p>
ภาวิณี ผิวงาม
สมพร พูลพานิชอุปถัมย์
ลัลลิยา ธรรมประทานกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลตำรวจและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-20
2025-12-20
17 2
253
267
-
ภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยหลังได้รับการผ่าตัดหัวใจแบบเปิด ระยะ 72 ชั่วโมงแรก และปัจจัยที่ส่งผล : การศึกษาย้อนหลัง 2 ปี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/policenurse/article/view/282181
<p>การศึกษาย้อนหลังนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์และปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยหลังได้รับการผ่าตัดหัวใจแบบเปิดระยะ 72 ชั่วโมงแรก ตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยหลังผ่าตัดหัวใจแบบเปิดที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤต โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระหว่าง 1 มกราคม พ.ศ. 2562 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2563 สุ่มตัวอย่างอย่างง่าย จำนวน 345 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบบันทึกข้อมูล ประกอบด้วย 1) ข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบบันทึกโรคร่วม และ 3) แบบบันทึกภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดหัวใจแบบเปิดที่เกิดขึ้นภายใน 72 ชั่วโมงแรก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบลำดับชั้น</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยหลังได้รับการผ่าตัดหัวใจแบบเปิด ระยะ 72 ชั่วโมงแรก ที่พบได้ 3 อันดับแรก ได้แก่ ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (ร้อยละ 90.72) ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจบาดเจ็บ (ร้อยละ 75.94) และภาวะไตวายเฉียบพลัน (ร้อยละ 50.14) ตามลำดับ ซึ่งอายุ โรคร่วม ระดับสมรรถภาพของหัวใจ ระยะเวลาใช้เครื่องปอดหัวใจเทียม และระยะเวลาหนีบหลอดเลือดแดงเอออร์ต้า มีความสัมพันธ์ทางบวกขนาดปานกลางกับภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยหลังได้รับการผ่าตัดหัวใจแบบเปิด ระยะ 72 ชั่วโมงแรก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (<em>r</em> = .492, <em>r </em>= .472, <em>r</em> = .375, <em>r</em> = .413 และ <em>r </em>= .357 ตามลำดับ; <em>p</em> < .05) ในขณะที่ค่าการบีบตัวของหัวใจห้องล่างซ้าย มีความสัมพันธ์ทางลบขนาดปานกลางกับภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยหลังได้รับการผ่าตัดหัวใจแบบเปิด ระยะ 72 ชั่วโมงแรก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (<em>r</em> = -.350, <em>p</em> < .05) อายุ โรคร่วม ระดับสมรรถภาพของหัวใจ ค่าการบีบตัวของหัวใจห้องล่างซ้าย ระยะเวลาใช้เครื่องปอดหัวใจเทียม และระยะเวลาหนีบหลอดเลือดแดงเอออร์ต้า สามารถร่วมกันทำนายภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยหลังได้รับการผ่าตัดหัวใจแบบเปิด ระยะ 72 ชั่วโมงแรก ได้ร้อยละ 41.3 (<em>R</em><sup>2</sup> = .413, <em>p</em> < .05)<span class="Apple-converted-space"> </span></p> <p>ผลการวิจัยครั้งนี้จะทำให้พยาบาลผู้ป่วยวิกฤตที่ให้การดูแลผู้ป่วยหลังผ่าตัดหัวใจสามารถวางแผนการดูแลผู้ป่วยโดยใช้ข้อมูลของผู้ป่วยก่อนผ่าตัดและระหว่างผ่าตัด เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดหัวใจแบบเปิดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในหอผู้ป่วยวิกฤตได้</p>
ทีปทัศน์ ชินตาปัญญากุล
ศิวพันธ์ ยุทธแสน
วรัญญา โพธิ์ประเสริฐ
เกษรา ธิเขียว
สุชาต ไชยโรจน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลตำรวจและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-20
2025-12-20
17 2
268
282
-
ประสิทธิผลของเจลให้พลังงานจากอินทผาลัมต่อระดับน้ำตาลในเลือด ความเหนื่อยล้า และอัตราการเต้นของหัวใจในกลุ่มผู้ที่ใช้พลังงานสูง
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/policenurse/article/view/278723
<p>การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิผลของเจลให้พลังงานจากอินทผาลัมกับเจลให้พลังงานเชิงพาณิชย์ที่มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกัน ต่อระดับน้ำตาลในเลือด ความเหนื่อยล้า และอัตราการเต้นของหัวใจในกลุ่มคนสุขภาพดีที่ออกกำลังกายโดยการวิ่ง จำนวน 30 คน โดยใช้การออกแบบการสุ่มแบบไขว้ (crossover design) โดยให้ผู้เข้าร่วมวิจัยได้รับเจลทั้งสองชนิดห่างกัน 7 วัน แล้วทำการประเมินประสิทธิผลระยะก่อน ระยะออกกำลังกาย 30 นาที และระยะหลังการออกกำลังกายในระหว่างที่ได้เจลชนิดนั้น ๆ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติบรรยายและ Repeated-measure ANOVA</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผู้ที่มีสุขภาพดีที่ออกกำลังกายเป็นประจำโดยการวิ่งในช่วงที่ได้รับเจลให้พลังงานจากอินทผาลัมมีระดับน้ำตาลในเลือด ความเหนื่อยล้า และอัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับช่วงที่ได้รับเจลให้พลังงานเชิงพาณิชย์ อย่างไรก็ตาม ไม่พบความแตกต่างทางสถิติระหว่างเจลทั้งสองชนิดในด้านความเหนื่อยล้าและอัตราการเต้นของหัวใจ (<em>p</em> > .05) แต่พบว่า เจลให้พลังงานจากอินทผาลัมมีแนวโน้มเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดได้มากกว่าเจลให้พลังงานเชิงพาณิชย์ และทั้งสองเจลสามารถเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีในช่วงออกกำลังกาย 30 นาที และคงระดับน้ำตาลในเลือดได้จนกระทั่งสิ้นสุดการออกกำลังกาย</p> <p>ดังนั้น เจลให้พลังงานจากอินทผาลัมสามารถช่วยคงระดับน้ำตาลในเลือดระหว่างการออกกำลังกายได้ในระยะเวลาเช่นเดียวกับเจลให้พลังงานเชิงพาณิชย์ แต่ให้ผลต่อความเหนื่อยล้าและอัตราการเต้นของหัวใจไม่แตกต่างกัน การนำเจลให้พลังงานจากอินทผาลัมมาใช้ จึงอาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของผลิตภัณฑ์เสริมพลังงานสำหรับผู้ที่ออกกำลังกายและมีความต้องการพลังงานจำนวนมากและคงที่</p>
ชมพูนุท สิงห์มณี
วิภาดา คุณาวิกติกุล
วิไลพรรณ ใจวิไล
วรินพร กลั่นกลิ่น
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลตำรวจและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-23
2025-12-23
17 2
283
295
-
ผลของโปรแกรมการมีความสนใจร่วมกันร่วมกับการใช้เว็บแอปพลิเคชันและครอบครัวมีส่วนร่วมต่อทักษะการสื่อสารทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียน
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/policenurse/article/view/279962
<p>การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองใช้รูปแบบการศึกษาสองกลุ่มแบบวัดซ้ำ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบทักษะการสื่อสารทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนกลุ่มทดลองใน 3 ช่วงเวลา คือ ระยะก่อนการทดลอง หลังการทดลอง และหลังการทดลอง 2 สัปดาห์ และเปรียบเทียบทักษะการสื่อสารทางสังคมของเด็ก<br />ออทิสติกวัยก่อนเรียน กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ตัวอย่าง คือ เด็กที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ตามเกณฑ์ DSM-5 ว่าเป็นโรคออทิสติก อายุ 3 - 6 ปี และครอบครัวที่มารับบริการที่สถาบันราชานุกูลประเภทผู้ป่วยใน จำนวน 40 คู่ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการมีความสนใจร่วมกันร่วมกับการใช้เว็บแอปพลิเคชันและครอบครัวมีส่วนร่วมและได้รับการพยาบาลตามปกติ และกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) โปรแกรมการมีความสนใจร่วมกันร่วมกับการใช้เว็บแอปพลิเคชันและครอบครัวมีส่วนร่วม ประกอบด้วย 6 กิจกรรม ดำเนินกิจกรรม 3 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 กิจกรรม กิจกรรมละ 60 - 90 นาที 2) แบบประเมินทักษะการสื่อสารทางสังคมสำหรับเด็กออทิสติก และ 3) แบบประเมินการมีความสนใจร่วมกันสำหรับเด็กออทิสติก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ (Repeated ANOVA) และทดสอบค่าเฉลี่ยด้วยวิธี Planned Comparisons กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05<span class="Apple-converted-space"> </span></p> <p>ผลการวิจัยพบว่า เด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยทักษะการสื่อสารทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนที่ได้รับโปรแกรม หลังการทดลอง และหลังการทดลอง 2 สัปดาห์ สูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยทักษะการสื่อสารทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนที่ได้รับโปรแกรม หลังการทดลอง และหลังการทดลอง 2 สัปดาห์ สูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p>ผลการวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า โปรแกรมการมีความสนใจร่วมกันร่วมกับการใช้เว็บแอปพลิเคชันและครอบครัวมีส่วนร่วม ทำให้เด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนมีทักษะการสื่อสารทางสังคมสูงขึ้น จึงควรนำโปรแกรมนี้ไปประยุกต์ใช้ในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยหรือศูนย์บริการเด็กพิเศษ</p>
จุฑามาศ ตุ้มเฉลิมชัยสกุล
สุนิศา สุขตระกูล
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลตำรวจและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-29
2025-12-29
17 2
296
308
-
ผลของโปรแกรมสร้างเสริมความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองต่อภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุโรคเรื้อรังในชุมชน
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/policenurse/article/view/280541
<p>การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลซ้ำ ก่อนทดลอง หลังการทดลอง และระยะติดตามผล<span class="Apple-converted-space"> </span>โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองและคะแนนเฉลี่ยภาวะซึมเศร้าในระยะก่อนการทดลอง หลังการทดลอง และติดตามผลหลังทดลอง 2 สัปดาห์ ระหว่างผู้สูงอายุโรคเรื้อรังในชุมชนที่ได้รับโปรแกรมสร้างเสริมความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองกับผู้สูงอายุโรคเรื้อรังในชุมชนที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ ตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุโรคเรื้อรังที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงและ/หรือโรคเบาหวาน อายุ 60 - 69 ปี ในจังหวัดนครนายก ที่มีภาวะซึมเศร้าอยู่ในระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง โดยใช้การสุ่มอย่างง่าย กลุ่มละ 27 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ โปรแกรมสร้างเสริมความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง ใช้ระยะดำเนินการ 6 สัปดาห์ เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล คือ 1) แบบประเมินภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุไทย มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ .83 และมีค่าความเชื่อมั่น KR20 เท่ากับ .83 2) แบบวัดความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ .83 และมีค่าความเชื่อมั่น KR21 เท่ากับ.77 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา การทดสอบที และ Repeated measure ANOVA กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05<span class="Apple-converted-space"> </span></p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างก่อนทดลอง หลังการทดลอง และระยะติดตามผล (<em>p </em>< .05) และสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p </em>< .05) และคะแนนเฉลี่ยภาวะซึมเศร้าลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างก่อนทดลอง หลังการทดลอง และระยะติดตามผล (<em>p </em>< .05) และน้อยกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p </em>< .05)</p> <p>ดังนั้น โปรแกรมสร้างเสริมความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการส่งเสริมสุขภาพจิตผู้สูงอายุโรคเรื้อรังในชุนชนที่มีภาวะซึมเศร้าได้</p>
ภัสรา วีระพงษ์
เพลินพิศ บุณยมาลิก
พัชราพร เกิดมงคล
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลตำรวจและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-29
2025-12-29
17 2
309
320
-
ผลของโปรแกรมเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนของผู้ดูแลต่อการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการดูแลผู้สูงอายุที่ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะระดับเล็กน้อย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/policenurse/article/view/278411
<p>การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยการรับรู้สมรรถนะแห่งตนของผู้ดูแลกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนของผู้ดูแลในระยะก่อนและหลังการทดลอง และ 2) เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยการรับรู้สมรรถนะแห่งตนของผู้ดูแลระหว่างกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนของผู้ดูแลกับกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติในระยะหลังการทดลอง ตัวอย่าง คือ ผู้ดูแลผู้สูงอายุที่ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะระดับเล็กน้อย จำนวน 42 ราย แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 21 ราย และกลุ่มควบคุม 21 ราย โดยกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามมาตรฐาน ส่วนกลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรมเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนของผู้ดูแล ประกอบด้วยกิจกรรมการให้ความรู้ การเรียนรู้จากบุคคลอื่น การฝึกปฏิบัติ และการให้กำลังใจ และแบบประเมินการรับรู้สมรรถนะแห่งตนของผู้ดูแลผู้สูงอายุที่ได้รับบาดเจ็บศีรษะระดับเล็กน้อยมีค่าความเที่ยงทั้งฉบับเท่ากับ .86 การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ค่าต่ำสุด ค่าสูงสุด ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Paired <em>t</em>-test และ Independent <em>t</em>-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผู้ดูแลกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนของผู้ดูแลมีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้สมรรถนะแห่งตนของผู้ดูแลในระยะหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>M </em>= 140.57<em>, SD </em>= 8.61 และ <em>M </em>= 50.52, <em>SD = </em>20.31; <em>t </em>= 20.74, <em>p </em>= .000) และคะแนนเฉลี่ยการรับรู้สมรรถนะแห่งตนของผู้ดูแลกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามมาตรฐาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>M </em>= 140.57<em>, SD </em>= 8.61 และ <em>M </em>= 85.09, <em>SD </em>= 12.34; <em>t </em>= 16.89,<em> p</em> = .000)</p> <p>ดังนั้น โปรแกรมเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนของผู้ดูแลมีประสิทธิผลในการเพิ่มการรับรู้สมรรถนะแห่งตนของผู้ดูแลผู้สูงอายุที่ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะระดับเล็กน้อย จึงควรนำโปรแกรมนี้ไปใช้ในหน่วยงานที่ดูแลผู้สูงอายุที่ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลและลดความเสี่ยงจากอาการที่อาจเกิดขึ้นหลังการบาดเจ็บ</p>
รัตติยา ชูปัญญา
สุรชาติ สิทธิปกรณ์
อภิญญา วงศ์พิริยโยธา
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลตำรวจและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-23
2025-12-23
17 2
321
332
-
ผลการใช้รูปแบบการพยาบาลต่อระดับความปวดบริเวณหลอดเลือดดำในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักที่ได้รับยาออกซาลิพลาติน
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/policenurse/article/view/283980
<p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดซ้ำหลังการทดลองครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบระดับความปวดบริเวณหลอดเลือดดำของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักที่ได้รับยาออกซาลิพลาติน ระหว่างกลุ่มทดลองที่ได้รับรูปแบบการพยาบาลที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น และกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ ตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักที่ได้รับการรักษาด้วยยาออกซาลิพลาตินที่หน่วยเคมีบำบัด กลุ่มงานการพยาบาลตรวจรักษาพิเศษ โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก จำนวน 40 ราย ใช้การสุ่มอย่างง่ายจากตัวอย่างที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 20 คน และกลุ่มควบคุม 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) รูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักที่ได้รับยาออกซาลิพลาติน 2) แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลการรักษา และ 3) มาตรวัดความปวดแบบตัวเลข วิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่างด้วยสถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความปวดบริเวณหลอดเลือดดำระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมโดยใช้สถิติ Repeated Measure ANOVA และ Post hoc test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ขณะได้รับยาออกซาลิพลาตินในชั่วโมงที่ 1 และ 2 คะแนนเฉลี่ยความปวดของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมไม่แตกต่างกัน (p = .489 และ .071 ตามลำดับ) ในขณะที่ชั่วโมงที่ 3 กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความปวดต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .003) และเมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความปวดภายหลังได้รับยาออกซาลิพลาติน พบว่าในวันที่ 1 กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความปวดต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .049) ในขณะที่วันที่ 3 และ 5 คะแนนเฉลี่ยความปวดไม่แตกต่างกัน (p = .053 และ .640 ตามลำดับ) </p> <p>ผลการวิจัยครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่ารูปแบบการพยาบาลที่พัฒนาขึ้นสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการวางแผนการจัดการความปวดบริเวณหลอดเลือดดำในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักที่ได้รับยาออกซาลิพลาตินในขณะได้รับยา และภายหลังการรับยาออกซาลิพลาตินในช่วงเวลาต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น</p>
อังคณา โยธา
สุภาณี คลังฤทธิ์
สุพิชา อาจคิดการ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลตำรวจและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-31
2025-12-31
17 2
333
346
-
ผลของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สุขภาพต่อความรู้ พฤติกรรมการรับประทานอาหารและการออกกำลังกายของหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นเบาหวานชนิด เอ วัน
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/policenurse/article/view/278875
<p>การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบคะแนนความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ พฤติกรรมการรับประทานอาหารและการออกกำลังกาย ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการส่งเสริมการรับรู้สุขภาพของกลุ่มทดลอง และ 2) เปรียบเทียบคะแนนความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ พฤติกรรมการรับประทานอาหารและการออกกำลังกาย ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมหลังได้รับโปรแกรม ตัวอย่างเป็นหญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ชนิด เอ วัน ที่รับบริการฝากครรภ์ โรงพยาบาลตำรวจ คัดเลือกตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์การคัดเข้า จำนวน 48 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 24 คน และกลุ่มทดลอง 24 คน กลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามปกติของหน่วยงาน ในขณะที่กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สุขภาพร่วมกับการดูแลตามปกติของหน่วยงาน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ โปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สุขภาพ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน ในด้านความเหมาะสมเนื้อหา ความถูกต้องของภาษาและนำไปใช้กับกลุ่มทดลองเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรมข้อมูล ได้แก่ 1) แบบทดสอบความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ซึ่งมีความตรงเชิงเนื้อหาและมีค่าความเชื่อมั่น KR-20 เท่ากับ .78 2) แบบสอบถามพฤติกรรมการรับประทานอาหาร มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .86 และ 3) แบบสอบถามพฤติกรรมการออกกำลังกาย มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .93 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ Chi-square test, Independent t-test, Wilcoxon signed-rank test, Mann-Whitney U test และ Fisher’s exact test </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า หญิงตั้งครรภ์ที่เป็นเบาหวานชนิด เอ วัน ภายหลังได้รับโปรแกรมการส่งเสริมการรับรู้สุขภาพ กลุ่มทดลองมีความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ พฤติกรรมการรับประทานอาหาร และการออกกำลังกาย สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรม และสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 </p> <p>ดังนั้น พยาบาลแผนกฝากครรภ์และบุคคลากรทีมสุขภาพที่เกี่ยวข้องสามารถนำโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สุขภาพไปประยุกต์ใช้ในการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นเบาหวานชนิด เอ วัน </p>
พัชรวดี ชูสงค์
สมสกูล นีละสมิติ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลตำรวจและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-31
2025-12-31
17 2
347
361
-
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการทำงานของไตในผู้รับการปลูกถ่ายไตจากผู้บริจาคสมองตาย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/policenurse/article/view/283625
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบย้อนหลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอายุ ดัชนีมวลกาย ระยะเวลาการเจ็บป่วย ระยะเวลาที่ใช้ในการผ่าตัด จำนวนการเชื่อมต่อหลอดเลือดแดงใหญ่ ระยะเวลาในการเก็บรักษาไตในภาวะเย็น ระยะเวลาในการเก็บรักษาไตในภาวะอุ่น วันที่ปัสสาวะออกปกติภายหลังผ่าตัด น้ำหนักร่างกายหลังผ่าตัด อัตราการกรองของไต และระดับซีรัมครีเอตินินของผู้รับการปลูกถ่ายไตจากผู้บริจาคสมองตาย เก็บข้อมูลจากเวชระเบียนของผู้เข้ารับการปลูกถ่ายไตจากผู้บริจาคสมองตาย ณ โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ในช่วงเดือนมกราคม พ.ศ.2560 ถึง เดือนพฤษภาคม พ.ศ.2568 จำนวน 106 คน โดยใช้แบบบันทึกข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน </p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับระดับซีรัมครีเอตินินของผู้รับการปลูกถ่ายไตจากผู้บริจาคสมองตายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ระยะเวลาในการเก็บรักษาไตในภาวะเย็น (r = -.216, p = .027) วันที่ปัสสาวะออกปกติภายหลังผ่าตัด (r = .382, p = .000) น้ำหนักร่างกายหลังผ่าตัด (r =-.302, p = .002) และอัตราการกรองของไต (r = -.680, p = .000) ในขณะที่อายุ ดัชนีมวลกาย ระยะเวลาการเจ็บป่วย ระยะเวลาที่ใช้ในการผ่าตัด การเชื่อมต่อหลอดเลือดแดงใหญ่ และระยะเวลาในการเก็บรักษาไตในภาวะอุ่นไม่มีความสัมพันธ์กับระดับซีรัมครีเอตินินของผู้รับการปลูกถ่ายไตจากผู้บริจาคสมองตาย</p> <p>ดังนั้น บุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลรักษาผู้รับการปลูกถ่ายไตจากผู้บริจาคสมองตายควรให้ความสำคัญทั้งในระหว่างขั้นตอนการผ่าตัด โดยควบคุมการเก็บรักษาไตในภาวะเย็นที่เหมาะสม และการดูแลระยะหลังผ่าตัด การดูแลและติดตามให้ปริมาณปัสสาวะอยู่ในเกณฑ์ปกติ การควบคุมน้ำหนักร่างกายหลังผ่าตัดให้เหมาะสม และติดตามอัตราการกรองของไตเป็นระยะเพื่อให้ผู้รับการปลูกถ่ายไตจากผู้บริจาคสมองตายมีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป</p>
ตรี หาญประเสริฐพงษ์
สุรชัย มณีเนตร
มานะพันธิ์ อุตทอง
สกุลตลา รอดไม้
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลตำรวจและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-31
2025-12-31
17 2
362
372
-
กลยุทธ์การบริหารทรัพยากรสุขภาพให้เกิดความคุ้มค่า : ประสบการณ์ของพยาบาล กลุ่มงานประกันสุขภาพ โรงพยาบาลศูนย์
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/policenurse/article/view/280025
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแบบพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรยายกลยุทธ์การบริหารทรัพยากรสุขภาพให้เกิดความคุ้มค่าของพยาบาลกลุ่มงานประกันสุขภาพ โรงพยาบาลศูนย์ ผู้ให้ข้อมูล คือ พยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานกลุ่มงานประกันสุขภาพในโรงพยาบาลศูนย์ ไม่น้อยกว่า 5 ปี ผ่านการอบรมหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับ<br />การบริหารทรัพยากรสุขภาพ จำนวน 12 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกต และการบันทึกภาคสนาม วิเคราะห์ข้อมูลแบบแก่นสาระของ Braun และ Clarke และตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลตามเกณฑ์ของ Guba และ Lincoln</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลยุทธ์การบริหารทรัพยากรสุขภาพให้เกิดความคุ้มค่าของพยาบาลกลุ่มงานประกันสุขภาพ โรงพยาบาลศูนย์ ประกอบด้วย 5 ประเด็น ดังนี้ 1) วิเคราะห์ต้นทุนลดความเสี่ยงทางการเงิน โดยพยาบาลวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทนเพื่อป้องกันการขาดทุนจากการให้บริการสุขภาพ 2) วางแผนและควบคุมงบประมาณอย่างเหมาะสม เป็นการกำหนดแนวทางใช้งบประมาณให้คุ้มค่าและเป็นไปตามเป้าหมายขององค์กร 3) ควบคุมมาตรฐานตามสิทธิประโยชน์กองทุน โดยการตรวจสอบให้การบริการเป็นไปตามข้อกำหนดของกองทุนเพื่อให้สามารถเบิกจ่ายได้ 4) ปรับแนวปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การเบิกจ่าย ช่วยปรับเปลี่ยนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับระเบียบและแนวทางของกองทุนและ 5) มีส่วนร่วมวางแผนและพัฒนาบริการต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพ พยาบาลมีส่วนร่วมออกแบบบริการใหม่และพัฒนาบริการเดิมที่ตอบโจทย์ความต้องการประชาชนและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า</p> <p>ผลการวิจัยนี้ สามารถนำไปใช้ส่งเสริมบทบาทเชิงรุกของพยาบาลกลุ่มงานประกันสุขภาพในการวางแผน วิเคราะห์ต้นทุน และบริหารทรัพยากรให้เกิดความคุ้มค่า ภายใต้ข้อจำกัดของสิทธิประโยชน์กองทุน รวมทั้งสนับสนุนผู้บริหารในการพัฒนาระบบบริการและแนวปฏิบัติสำหรับการเตรียมความพร้อมพยาบาลในอนาคต</p>
พชร พีระพัฒนพงษ์
อารีย์วรรณ อ่วมตานี
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลตำรวจและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-31
2025-12-31
17 2
373
387
-
ผลลัพธ์การจัดการผู้ป่วยที่มีภาวะติดเชื้อและช็อกจากการติดเชื้อในกระแสเลือด หน่วยงานอุบัติเหตุฉุกเฉินและนิติเวช โรงพยาบาลสว่างวีระวงศ์ : การศึกษาย้อนหลัง 12 เดือน
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/policenurse/article/view/282011
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาย้อนหลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลลัพธ์การจัดการผู้ป่วยที่มีภาวะติดเชื้อและภาวะช็อกจากการติดเชื้อในกระแสเลือดที่เข้ารับการรักษาหน่วยงานอุบัติเหตุฉุกเฉินและนิติเวช โรงพยาบาลสว่างวีระวงศ์ ตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่มีภาวะติดเชื้อและช็อกจากการติดเชื้อที่เข้ามารับบริการในหน่วยงานอุบัติเหตุฉุกเฉินและนิติเวช จำนวน 40 คน เลือกตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัย คือ แบบบันทึกข้อมูล ประกอบด้วย ข้อมูลส่วนบุคคลและการรักษาที่ได้รับ ผลลัพธ์ด้านกระบวนการและผลลัพธ์ด้านการรักษา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยาย สถิติ One-sample t-test และ Wilcoxon Signed Rank test</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลลัพธ์ด้านกระบวนการ พบว่า ระยะเวลาที่ใช้ในการประเมินและคัดกรองผู้ป่วยจากพยาบาลวิชาชีพ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 17.35 นาที (SD = 5.05) และระยะเวลาที่ใช้ในการวินิจฉัยจากแพทย์ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 41.88 นาที (SD = 25.93) ซึ่งใช้เวลาสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุขที่กำหนดไว้ (15 นาที) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (p = .005 และ p = .000 ตามลำดับ) ระยะเวลาตั้งแต่วินิจฉัยจนได้รับยาปฏิชีวนะ มีค่ามัธยฐานเท่ากับ 27.50 นาที (IQR = 10.00 - 53.75) ซึ่งใช้เวลาต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุขที่กำหนดไว้ (60 นาที) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (p = .016) ขณะที่ปริมาณสารน้ำที่ได้รับทางหลอดเลือดดำภายใน 3 ชั่วโมง โดยที่ผู้ป่วยไม่มีข้อห้าม มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 695.75 มิลลิลิตร (SD = 468.25) ซึ่งใช้ปริมาณต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุขที่กำหนดไว้ (1,500 มิลลิลิตร) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (p = .000) และ 2) ผลลัพธ์ด้านการรักษา พบว่า ผู้ป่วยได้รับการรักษาตัวในหอผู้ป่วยใน (ร้อยละ 77.50) มีจำนวนวันนอนเฉลี่ยเท่ากับ 4.85 (SD = 3.14) วัน และมีค่ารักษาพยาบาลเฉลี่ยเท่ากับ 10,277.16 (SD = 4,891.25) </p>
นาคน้อย นนทวี
ทีปทัศน์ ชินตาปัญญากุล
สุกมล วงศ์คูณ
วัชรพันธ์ วงศ์คำพันธ์
ฐวันนรัตน์ สัญจรโคกสูง
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลตำรวจและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-31
2025-12-31
17 2
388
398
-
การพัฒนาระบบบริการผู้ป่วยติดเตียงที่ยากไร้ พื้นที่กรุงเทพมหานคร
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/policenurse/article/view/278170
<p>งานวิจัยผสมวิธีนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับของการพัฒนาระบบบริการผู้ป่วยติดเตียงที่ยากไร้ นวัตกรรมบริการ มาตรฐานดูแลรักษาพยาบาล นโยบายระบบบริการผู้ป่วยติดเตียงที่ยากไร้ และภาคีการมีส่วนร่วม 2) เพื่อศึกษาอิทธิพลของนวัตกรรมบริการ มาตรฐานดูแลรักษาพยาบาล นโยบายระบบบริการผู้ป่วยติดเตียงที่ยากไร้ และภาคีการมีส่วนร่วม ที่มีผลต่อการพัฒนาระบบบริการผู้ป่วยติดเตียงที่ยากไร้ และ 3) เสนอแนะแนวทางการพัฒนาระบบบริการ ตัวอย่างในการวิจัยเชิงปริมาณเป็นผู้ป่วยติดเตียง จำนวน 350 คน ได้มาโดยสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์โมเดลสมการเชิงโครงสร้าง (SEM) และ Path Analysis สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพได้มาจากผู้ให้ข้อมูลในการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 15 ราย คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการพัฒนาระบบบริการผู้ป่วยติดเตียงที่ยากไร้ รองลงมา คือ ด้านมาตรฐานดูแลรักษาพยาบาล นโยบายระบบบริการผู้ป่วยติดเตียงที่ยากไร้ นวัตกรรมบริการ และด้านภาคีการมีส่วนร่วม ตามลำดับ 2) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงประจักษ์กับโมเดลสมการโครงสร้างที่ได้มาจากทบทวนวรรณกรรมพบว่า มีความเหมาะสมและสอดคล้องกลมกลืนกันดี (Chi-square = 70.9, df = 44, p = .06 , GFI = .99, AGFI =.99, CFI = .99, RMR = .043, RMSEA = .042) โดยมาตรฐานดูแลรักษาพยาบาลมีอิทธิพลโดยรวมมากที่สุดต่อการพัฒนาระบบบริการผู้ป่วยติดเตียงที่ยากไร้ รองลงมา คือ ภาคีการมีส่วนร่วม นโยบายระบบบริการผู้ป่วยติดเตียงที่ยากไร้ และนวัตกรรมบริการ ตามลำดับ 3) แนวทางการพัฒนาระบบบริการผู้ป่วยติดเตียงที่ยากไร้ คือ 3.1) การพัฒนาระบบบริการผู้ป่วยติดเตียงที่ยากไร้ควรครอบคลุมการเพิ่มการเข้าถึงบริการด้วยหน่วยบริการเคลื่อนที่และระบบข้อมูลกลาง 3.2) การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ IoT อย่างเหมาะสมกับบริบทชุมชน 3.3) การพัฒนาและถ่ายทอดแนวปฏิบัติมาตรฐานการดูแลที่ใช้งานได้จริง 3.4) การสนับสนุนนโยบายและงบประมาณอย่างต่อเนื่องและบูรณาการ และ 3.5) การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนและภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อสร้างระบบบริการที่เป็นธรรม ครอบคลุม และยั่งยืน </p>
พิชญุตม์ กฤตย์รัตนะโชติ
ศรีปริญญา ธูปกระจ่าง
นลินี สุรดินทร์กูร
ทิพย์วรรณ จักรเพ็ชร
วิชิต สุรดินทร์กูร
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลตำรวจและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-31
2025-12-31
17 2
399
412
-
การศึกษาสมรรถนะพยาบาลหออภิบาลผู้ป่วยหนักรวม ตามบันไดวิชาชีพ โรงพยาบาลระดับทุติยภูมิ M2
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/policenurse/article/view/279772
<p>การวิจัยเชิงพรรณนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถนะพยาบาลหออภิบาลผู้ป่วยหนักรวมตามบันไดวิชาชีพในโรงพยาบาลระดับทุติยภูมิ M2 โดยใช้เทคนิคการวิจัยแบบเดลฟาย ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 23 คน แบ่งเป็น 6 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการดูแลผู้ป่วยวิกฤต จำนวน 3 คน กลุ่มผู้เชี่ยวชาญการบริหารหออภิบาลผู้ป่วยหนักรวม จำนวน 3 คน กลุ่มผู้เชี่ยวชาญการบริหารองค์การพยาบาล จำนวน 3 คน กลุ่มผู้เชี่ยวชาญวิชาการ จำนวน 3 คน กลุ่มผู้เชี่ยวชาญการพยาบาลเฉพาะทางผู้ป่วยวิกฤต จำนวน 7 คน และกลุ่มผู้เชี่ยวชาญการปฏิบัติการพยาบาลขั้นสูง จำนวน 4 คน วิธีดำเนินการวิจัย ประกอบด้วยการเก็บข้อมูล 3 รอบ ได้แก่ รอบที่ 1 สัมภาษณ์เกี่ยวกับสมรรถนะพยาบาลตามบันไดวิชาชีพ ประกอบด้วย พยาบาลระดับปฏิบัติการ ชำนาญการ และชำนาญการพิเศษ รอบที่ 2 นำข้อมูลที่ได้สัมภาษณ์มาวิเคราะห์เนื้อหาและสร้างแบบสอบถามเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินระดับความสำคัญของสมรรถนะพยาบาลหออภิบาลผู้ป่วยหนักรวมแต่ละรายด้าน นำข้อมูลที่ได้มาคำนวณค่ามัธยฐาน ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ และรอบที่ 3 จัดทำแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญยืนยันความคิดเห็น นำข้อมูลมาคำนวณค่ามัธยฐานและค่าพิสัยระหว่างควอไทล์เพื่อสรุปผลการวิจัย </p> <p>ผลการศึกษาพบว่า สมรรถนะพยาบาลหออภิบาลผู้ป่วยหนักรวม โรงพยาบาลระดับทุติยภูมิ M2 ประกอบด้วย 7 ด้าน ได้แก่ 1) การพยาบาลผู้ป่วยวิกฤต 2) การบริหารยาความเสี่ยงสูง 3) การสื่อสารและประสานงานเพื่อการรักษาพยาบาล 4) การป้องกันและจัดการภาวะแทรกซ้อน 5) การดูแลผู้ป่วยวิกฤตระยะสุดท้าย 6) การใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์และเทคโนโลยีสารสนเทศ และ 7) การจัดการและควบคุมคุณภาพการดูแล พยาบาลในหออภิบาลผู้ป่วยหนักรวมทุกระดับมีสมรรถนะทั้ง 7 ด้านเหมือนกัน แต่แตกต่างกันในสมรรถนะย่อย ดังนี้ 1) พยาบาลระดับปฏิบัติการเน้นการพยาบาลพื้นฐานภายใต้การดูแลของพยาบาลพี่เลี้ยงหรือพยาบาลที่มีประสบการณ์มากกว่า 2) พยาบาลระดับชำนาญการสามารถใช้ความรู้เชิงลึกดูแลผู้ป่วยซับซ้อน และทำงานร่วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ 3) พยาบาลระดับชำนาญการพิเศษ สามารถดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะยุ่งยากซับซ้อน แก้ปัญหาเฉพาะหน้า และพัฒนาการพยาบาลจากหลักฐานเชิงประจักษ์ได้ </p> <p>ผลการศึกษานี้สามารถนำไปใช้เป็นกรอบแนวคิดในการพัฒนาแบบประเมินสมรรถนะในการปฏิบัติงานจำแนกตามระดับบันไดอาชีพ และผู้บริหารทางการพยาบาลสามารถนำไปใช้เป็นเกณฑ์ในการวางแผนกำลังคนและมอบหมายงานให้สอดคล้องกับความสามารถของพยาบาลแต่ละระดับได้อย่างเหมาะสม</p>
สุนีย์ ยี่สุ่น
อารีย์วรรณ อ่วมตานี
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลตำรวจและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-31
2025-12-31
17 2
413
427
-
การพัฒนาโปรแกรมการส่งเสริมการฟื้นตัวภายหลังผ่าตัดสำหรับผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดดามกระดูกข้อสะโพก โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเดชอุดม
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/policenurse/article/view/282545
<p>การศึกษานี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาโปรแกรมการส่งเสริมการฟื้นตัวภายหลังผ่าตัดสำหรับผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดดามกระดูกข้อสะโพก และ 2) เปรียบเทียบผลลัพธ์ทางคลินิกและผลลัพธ์ทางโรงพยาบาล ระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม ตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยกระดูกต้นขาส่วนต้นหักที่เข้ารับการผ่าตัดดามกระดูกข้อสะโพก ด้วยวิธีการใส่โลหะยึดตรึงภายใน หอผู้ป่วยออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเดชอุดม จำนวน 62 คน เลือกตัวอย่างแบบเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง จำนวน 31 คน ที่ได้รับโปรแกรมการส่งเสริมการฟื้นตัวภายหลังผ่าตัดสำหรับผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดดามกระดูกข้อสะโพก และกลุ่มควบคุม จำนวน 31 คน <br />ที่ได้รับการพยาบาลตามมาตรฐาน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย โปรแกรมการส่งเสริมการฟื้นตัวภายหลังผ่าตัดสำหรับผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดดามกระดูกข้อสะโพก แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลและการรักษา แบบประเมินความปวด และแบบบันทึกพิสัยการเคลื่อนไหวของข้อสะโพก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย และ Mann-Whitney U test </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) โปรแกรมการส่งเสริมการฟื้นตัวภายหลังผ่าตัดสำหรับผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดดามกระดูกข้อสะโพก มีดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง .90 - 1.00 จึงมีความถูกต้องตามหลักวิชาการและมีความปลอดภัยในการนำไปใช้ 2) ผลลัพธ์ทางคลินิก พบว่า คะแนนความปวด 72 ชั่วโมงแรกหลังผ่าตัด ของกลุ่มทดลองมีค่ามัธยฐานต่ำกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ขณะที่คะแนนความปวด 24 ชั่วโมงแรกหลังผ่าตัด และ 48 ชั่วโมงแรกหลังผ่าตัด ของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีความแตกต่างกันแต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ พิสัยการเคลื่อนไหวของข้อสะโพก ได้แก่ การงอ การเหยียด และการกางของกลุ่มทดลองมีค่ามัธยฐานสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ผลลัพธ์ของโรงพยาบาล พบว่า จำนวนวันนอน และค่ารักษาพยาบาลของกลุ่มทดลอง มีค่ามัธยฐานต่ำกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
จันทร์ทิพย์ บัววัฒน์
ทีปทัศน์ ชินตาปัญญากุล
วัชรพันธ์ วงศ์คำพันธ์
สุวิมล เขียวขำ
อดิศักดิ์ ประวิทย์ธนา
เบญจวรรณ ประจำถิ่น
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลตำรวจและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-31
2025-12-31
17 2
428
442
-
อิทธิพลของความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองและการควบคุมตนเองต่อพฤติกรรมการหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นในเขตเทศบาลนครสงขลา
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/policenurse/article/view/282853
<p>การวิจัยเชิงทำนายนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองและการควบคุมตนเองต่อพฤติกรรมการหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น เขตเทศบาลนครสงขลา จำนวน 4 แห่ง รวมทั้งสิ้น 443 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบประเมินความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง แบบประเมินการควบคุมตนเอง และแบบประเมินพฤติกรรมการหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ไฟฟ้า โดยมีค่าความเชื่อมั่นด้วยวิธีสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .77, .87 และ .98 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p><br />ผลการวิจัยพบว่า ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นในเขตเทศบาลนครสงขลาอยู่ในระดับมาก (M = 3.26, SD = .40) การควบคุมตนเองอยู่ในระดับมาก (M = 3.37, SD = .39) และพฤติกรรมการหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ไฟฟ้าอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 3.56, SD = .44) ทั้งความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง (Beta = .51) และการควบคุมตนเอง (Beta = .27) มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยสามารถร่วมอธิบายความแปรปรวนได้ ร้อยละ 52.0 (R2Adjusted = .52, p = .001)</p> <p>ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองและการควบคุมตนเองเป็นปัจจัยปกป้องที่สำคัญต่อการหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นได้ และผลการวิจัยสามารถนำไปใช้ในการวางแผนจัดกิจกรรมเสริมสร้างทักษะชีวิต โดยมุ่งเน้นการพัฒนาความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง และการควบคุมตนเอง รวมทั้งยังใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการออกแบบหลักสูตรการแนะแนวและมาตรการเชิงป้องกันในสถานศึกษา เพื่อป้องกันการริเริ่มหรือการคงใช้บุหรี่ไฟฟ้าในวัยรุ่น</p>
เกษศิรินทร์ ภู่เพชร
ขวัญเรือน สนิทวงศ์ ณ อยุธยา
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลตำรวจและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-31
2025-12-31
17 2
443
455
-
กองบรรณาธิการ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/policenurse/article/view/285032
กองบรรณาธิการ วารสารพยาบาลตำรวจและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-31
2025-12-31
17 2
-
บรรณาธิการแถลง
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/policenurse/article/view/285033
กองบรรณาธิการ วารสารพยาบาลตำรวจและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-31
2025-12-31
17 2