วารสารวิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/pck <p><strong>วารสารวิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี</strong></p> <p><strong>ISSN 2985-0150 (Online) </strong></p> <p> </p> <p> </p> th-TH <p>เนื้อหาและข้อมูลที่เผยแพร่ในวารสารวิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้นิพนธ์บทความโดยตรง บทความ เนื้อหา ข้อมูล รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการเผยแพร่ในวารสารนี้ ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารฯ หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่หรือเพื่อกระทำการใด ๆ จะต้องอ้างอิงวิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี ทุกครั้ง</p> journal@pckpb.ac.th (ผศ.ดร.จุไรรัตน์ ดวงจันทร์) jintana@pckpb.ac.th (อ.ดร.จินตนา ทองเพชร) Mon, 09 Feb 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การพัฒนาและประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการพยาบาลมิติจิตวิญญาณ ต่อความวิตกกังวลและคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับเคมีบำบัด โรงพยาบาลนครพิงค์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/pck/article/view/282599 <p>การวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการพยาบาลมิติจิตวิญญาณผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับเคมีบำบัด โรงพยาบาลนครพิงค์ ดำเนินการวิจัย 3 ระยะ ดังนี้ 1) ศึกษาสภาพการณ์และปัญหาในการพยาบาลมิติจิตวิญญาณ 2) พัฒนารูปแบบการพยาบาลมิติจิตวิญญาณ 3) ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับเคมีบำบัด แบ่งออกเป็นกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 32 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบวัดความวิตกกังวล และแบบประเมินคุณภาพชีวิต มีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค .92 และ .87 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการทดสอบที ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. ปัญหาและอุปสรรค ได้แก่ ภาระงานมากและเวลาไม่เพียงพอ ขาดแนวปฏิบัติที่ชัดเจน สภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย และความท้าทายในการสื่อสารเรื่องจิตวิญญาณ รูปแบบการพยาบาลมิติจิตวิญญาณ 5 องค์ประกอบ ได้แก่ ความเห็นอกเห็นใจและความเข้าใจ ทักษะการรับฟังและรับรู้ ความรู้และประสบการณ์ด้านจิตวิญญาณ การดูแลแบบองค์รวม และ การบูรณาการจิตวิญญาณสู่การปฏิบัติ ดำเนินการ 4 ขั้นตอน คือ การประเมินความต้องการทางจิตวิญญาณ การวางแผนการดูแลรายบุคคล การดำเนินการดูแลตามแผน และ การประเมินผลและติดตามอย่างต่อเนื่อง</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับเคมีบำบัดกลุ่มทดลอง มีคะแนนความวิตกกังวลต่ำกว่าก่อนการทดลอง และกลุ่มควบคุม (</span><em style="font-size: 0.875rem;">t</em><span style="font-size: 0.875rem;"> =3.50, 2.09; </span><em style="font-size: 0.875rem;">p</em><span style="font-size: 0.875rem;"> &lt; .001, .05) และมีคะแนนคุณภาพชีวิตสูงกว่าก่อนการทดลอง และกลุ่มควบคุม (</span><em style="font-size: 0.875rem;">t</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 3.02, 4.55; </span><em style="font-size: 0.875rem;">p</em><span style="font-size: 0.875rem;"> &lt; .01)</span></p> <p>ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ผู้บริหารทางการพยาบาลควรสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพพยาบาลในการดูแลมิติจิตวิญญาณ จัดสรรเวลาและทรัพยากรที่เหมาะสม และกำหนดนโยบายส่งเสริมการดูแลมิติจิตวิญญาณอย่างเป็นระบบ</p> อรรถวิทย์ จันทร์ศิริ, ศิริกุล อินต๊ะรังษี, กนกวรรณ จิตวิลัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/pck/article/view/282599 Mon, 09 Feb 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของโปรแกรมการเสริมสร้างศักยภาพผู้ดูแลแบบเป็นทางการ ในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง จังหวัดหนองบัวลำภู https://he01.tci-thaijo.org/index.php/pck/article/view/283322 <p>การวิจัยกึ่งทดลอง แบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเสริมสร้างศักยภาพผู้ดูแลแบบเป็นทางการในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงต่อความรู้ความสามารถ ความพึงพอใจในบทบาทหน้าที่ และความพึงพอใจของผู้สูงอายุต่อการดูแลที่ได้รับ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ดูแลที่ผ่านการอบรมหลักสูตรผู้ดูแลผู้สูงอายุ 420 ชั่วโมง และผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในจังหวัดหนองบัวลำภู แบ่งเป็นคู่ผู้ดูแลและผู้สูงอายุกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบกลุ่มละ 32 คน เครื่องมือการวิจัยคือ โปรแกรมการเสริมสร้างศักยภาพตามทฤษฎีการเรียนรู้จากประสบการณ์ของโคล์บ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามสำหรับผู้ดูแลแบบเป็นทางการ ค่าความเชื่อมั่นคูเดอร์-ริชาร์ดสัน 20 เท่ากับ .91 และสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค .98 และ.98 ตามลำดับ และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้สูงอายุ ซึ่งมีสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค .90 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการทดสอบที</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรม ผู้ดูแลกลุ่มทดลองมีความรู้ ความสามารถ และความพึงพอใจในบทบาทหน้าที่ สูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม (<em>t</em> = 8.97, 22.99, 27.70, <em>p</em> &lt; .001) และสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>t</em> = 9.05, 22.57, 26.64, <em>p</em> &lt; .001) และผู้สูงอายุกลุ่มทดลอง มีความพึงพอใจต่อการดูแลสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>t </em>= 23.35<em>, p</em> &lt; .001)</p> <p>ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าโปรแกรมเสริมสร้างสมรรถนะดังกล่าวมีประสิทธิผลในการพัฒนาผลลัพธ์ด้านการดูแลและความพึงพอใจ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่อื่นที่มีบริบทใกล้เคียงกันได้ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีโรคเรื้อรัง</p> ศุรีมาศ สุพรรณภูวงษ์, สุทธีพร มูลศาสตร์, สมนึก สกุลหงส์โสภณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/pck/article/view/283322 Mon, 09 Feb 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อนำไปสู่เบาหวานระยะสงบ สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จังหวัดสมุทรสาคร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/pck/article/view/282311 <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่อาศัยอยู่ในจังหวัดสมุทรสาคร และมีดัชนีมวลกายมากกว่าหรือเท่ากับ 25 กิโลกรัมต่อตารางเมตร แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบโดยการสุ่มแบบง่าย กลุ่มละ 30 คน เครื่องมือการวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อนำไปสู่เบาหวานระยะสงบสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โดยประยุกต์ใช้แบบจำลองการส่งเสริมเสริมสุขภาพของเพนเดอร์ 2) คู่มือการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตในการควบคุมโรคเบาหวาน 3) แบบสอบถาม การรับรู้ความสามารถของตนเองในการควบคุมโรคเบาหวาน วิถีชีวิตในการควบคุมโรคเบาหวาน ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .95 และ .93 ตามลำดับ และ 4) แบบบันทึกระดับน้ำตาลในเลือด และดัชนีมวลกาย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติทดสอบที</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 กลุ่มทดลอง ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรม มีคะแนนการรับรู้ความสามารถของตนเอง และวิถีชีวิตในการควบคุมโรคเบาหวาน สูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม (<em>t</em> = 24.09, 30.68; <em>p</em> &lt; .05) และกลุ่มเปรียบเทียบ (<em>t </em>= 11.34, 14.11; <em>p</em> &lt; .05) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 มีระดับน้ำตาลในเลือด และดัชนีมวลกายลดลงต่ำกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม (<em>t </em>= 7.61, 2.78; <em>p</em> &lt; .05) และกลุ่มเปรียบเทียบ (<em>t </em>= 2.89, 2.16; <em>p</em> &lt; .05) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05</p> <p>พยาบาลและทีมสหสาขาวิชาชีพ สามารถนําโปรแกรมไปประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เพื่อนำไปสู่เบาหวานระยะสงบให้เข้ากับบริบทของพื้นที่</p> จิมาพร เกตุหิรัญ, สุทธีพร มูลศาสตร์, สมนึก สกุลหงส์โสภณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/pck/article/view/282311 Mon, 09 Feb 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจในการวางแผนดูแลตนเองล่วงหน้า ในวาระสุดท้ายของชีวิตของผู้สูงอายุที่มีโรคเรื้อรัง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/pck/article/view/284036 <p>การวิจัยเชิงพรรณนาเพื่อหาความสัมพันธ์เชิงทำนาย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจในการวางแผนดูแลตนเองล่วงหน้าในวาระสุดท้ายของชีวิตของผู้สูงอายุที่มีโรคเรื้อรัง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุป่วยด้วยโรคเรื้อรังนานกว่า 1 ปี จำนวน 300 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามทัศนคติ การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง การรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม และความตั้งใจในการวางแผนดูแลตนเองล่วงหน้าในวาระสุดท้ายของชีวิต มีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค เท่ากับ .77, .79, .84 และ .82 วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอนเดียว</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ทัศนคติและการรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความตั้งใจเกี่ยวกับการวางแผนดูแลตนเองล่วงหน้าในวาระสุดท้ายของชีวิต อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>r </em>= .348 และ .439, <em>p </em>&lt; .001 ตามลำดับ) ส่วนการคล้อยตามกลุ่มอ้างอิงเกี่ยวกับการวางแผนดูแลตนเองล่วงหน้าในวาระสุดท้ายของชีวิต ไม่มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจในการวางแผนดูแลตนเองล่วงหน้าในวาระสุดท้ายของชีวิต ทั้งสามปัจจัยสามารถร่วมกันทำนายความตั้งใจในการวางแผนดูแลตนเองล่วงหน้า ของผู้สูงอายุที่มีโรคเรื้อรังได้ ร้อยละ 21.30 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>Adjusted R<sup>2</sup></em> = .213, <em>F</em> = 27.953, <em>p</em> &lt;.001)</p> <p>บุคลากรสุขภาพควรพัฒนากิจกรรมเพื่อการสร้างทัศนคติที่ดี ส่งเสริมความมั่นใจและสนับสนุนให้ผู้สูงอายุสามารถตัดสินใจวางแผนดูแลตนเองล่วงหน้าได้</p> ยิ่งยศ เทศหริ่ง, ดาราวรรณ รองเมือง, ศักรินทร์ สุวรรณเวหา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/pck/article/view/284036 Mon, 16 Mar 2026 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ทางสุขภาพต่อพฤติกรรมการช่วยเลิกบุหรี่ ความคิดเห็นและประสบการณ์การให้บริการด้านสุขภาพเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า ของบุคลากรทางการแพทย์ระดับปฐมภูมิ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/pck/article/view/283162 <p>การวิจัยแบบผสมผสาน มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ทางสุขภาพเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า และพฤติกรรรมการช่วยเลิกบุหรี่ กลุ่มตัวอย่างคือ บุคลากรทางการแพทย์ระดับปฐมภูมิ ปฏิบัติงานโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดฉะเชิงเทรา จำนวน 282 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามความรอบรู้ทางสุขภาพเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า และพฤติกรรมการช่วยเลิกบุหรี่ มีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .97 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และ 2) ศึกษาความคิดเห็น ประสบการณ์และบทบาทการให้บริการด้านการควบคุมบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าของบุคลากรทางการแพทย์ระดับปฐมภูมิ กลุ่มตัวอย่างคือ บุคลากรทางการแพทย์ระดับปฐมภูมิปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดฉะเชิงเทรา จำนวน 11 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก และวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. บุคลากรทางการแพทย์ระดับปฐมภูมิมีความรอบรู้ทางสุขภาพเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าและพฤติกรรมการช่วยเลิกบุหรี่อยู่ในระดับดี (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 120.64, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;"> =14.60 และ </span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 26.98, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 6.48 ตามลำดับ) และความรอบรู้ทางสุขภาพมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการช่วยเลิกบุหรี่ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (</span><em style="font-size: 0.875rem;">r </em><span style="font-size: 0.875rem;">= .539, </span><em style="font-size: 0.875rem;">p</em><span style="font-size: 0.875rem;"> &lt; .001)</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. บุคลากรทางการแพทย์ระดับปฐมภูมิมีความคิดเห็นต่อบุหรี่ไฟฟ้าในเชิงลบ ทั้งต่อผู้สูบเองและคนรอบข้าง และเป็นสาเหตุของการเกิดโรคต่าง ๆ มีบทบาทและประสบการณ์ในการให้ความรู้ คัดกรอง การให้คำแนะนำ และการช่วยเลิกบุหรี่ ปัญหาและอุปสรรค ได้แก่ บุหรี่ไฟฟ้าเข้าถึงได้ง่าย ขาดความตระหนักถึงอันตราย ความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง และมีบุคคลแบบอย่างที่ไม่เหมาะสม มีข้อเสนอแนะในการควบคุมการใช้บุหรี่ไฟฟ้า ได้แก่ การสร้างมาตรการของชุมชน บังคับใช้กฎหมายและควบคุมอย่างจริงจัง รวมทั้ง การให้ความรู้และพัฒนาศักยภาพบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการบริโภคยาสูบอย่างสม่ำเสมอ</span></p> <p>ควรมีการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรทางการแพทย์ในระดับปฐมภูมิในการควบคุมการใช้บุหรี่ไฟฟ้า และมีการใช้กฎหมายหรือมาตรการเคร่งครัด เพื่อการควบคุมการใช้บุหรี่ไฟฟ้าและป้องกันนักสูบหน้าใหม่ในชุมชน</p> ธนะวัฒน์ รวมสุก, พัชราภัณฑ์ ไชยสังข์, กุลวดี โรจน์ไพศาลกิจ, รุจิราภณ์ มหานิล, พัชรี สุรัสโม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/pck/article/view/283162 Mon, 16 Mar 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภาวะซึมเศร้าของนักเรียนวัยรุ่นที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าในจังหวัดสุรินทร์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/pck/article/view/283509 <p>การวิจัยเชิงวิเคราะห์ภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อภาวะซึมเศร้าของนักเรียนวัยรุ่นที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าในจังหวัดสุรินทร์ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนวัยรุ่น อายุระหว่าง 15-18 ปี และมีพฤติกรรมการสูบบุหรี่ไฟฟ้า ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ จำนวน 130 คน คัดเลือกตัวอย่างแบบแบบก้อนหิมะ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามปัจจัยส่วนบุคคล แบบประเมินภาวะซึมเศร้าในวัยรุ่น และแบบประเมินระดับการติดนิโคติน มีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .92 และ .96 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการถดถอยโลจิสติกพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ความชุกของภาวะซึมเศร้าของนักเรียนวัยรุ่นที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าในจังหวัดสุรินทร์ คิดเป็นร้อยละ 93.07 นักเรียนวัยรุ่นที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าที่เรียนสายอาชีพมีโอกาสเกิดภาวะซึมเศร้า 182.01 เท่า (<em>OR<sub>adj </sub></em>= 182.01, 95%CI: 15.71-2107.83) เมื่อเทียบกับผู้ที่เรียนสายสามัญ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และวัยรุ่นที่ดื่มสุรามีโอกาสเกิดภาวะซึมเศร้า 10.57 เท่า (<em>OR<sub>adj </sub></em>= 10.57, 95%CI: 1.09 – 102.20) เมื่อเทียบกับวัยรุ่นที่ไม่ดื่มสุรา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p>หน่วยงานสาธารณสุข สามารถนำผลการศึกษาใช้เป็นฐานข้อมูลเชิงนโยบายหรือพัฒนาโปรแกรมป้องกันภาวะซึมเศร้าของนักเรียนวัยรุ่นที่สูบบุหรี่ไฟฟ้า</p> ธิดารัตน์ คณึงเพียร, สุขุมาล แสนพวง, อรนุช ประดับทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/pck/article/view/283509 Mon, 16 Mar 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการจัดการตนเองในผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ในชุมชนจังหวัดเพชรบุรี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/pck/article/view/285646 <p>การวิจัยเชิงพรรณนาภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการจัดการตนเองในผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในชุมชนจังหวัดเพชรบุรี กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงและ/หรือโรคเบาหวาน อายุ 35 ปีขึ้นไป จำนวน 140 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพ และการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง มีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .76 และ .87 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมีการจัดการตนเองอยู่ในระดับมาก (<em>M</em> = 3.61, <em>SD</em> =.48) ความรอบรู้ด้านสุขภาพในด้านการประยุกต์ใช้ข้อมูลและบริการสุขภาพ และการเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพ (<em>Beta</em> = .406, .216; <em>p</em> &lt; .01 ตามลำดับ) โดยสามารถร่วมกันทำนายความแปรปรวนของการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในชุมชน ได้ร้อยละ 32.80 (<em>Adjusted R²</em> = .328, <em>p</em> &lt; .01)</p> <p>พยาบาลวิชาชีพ ควรให้ความสำคัญในการส่งเสริมการจัดการตนเองในผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังโดยการพัฒนาทักษะความรอบรู้ด้านสุขภาพ ทั้งในการเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพ และการประยุกต์ใช้ข้อมูลและบริการสุขภาพ</p> วิไลวรรณ คมขำ, อัจฉรา สุขสำราญ, สถาพร แถวจันทึก, วนิตา ยากำจัด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/pck/article/view/285646 Fri, 20 Mar 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ด้วยรำวงมาตรฐานบนตารางเก้าช่องร่วมกับการใช้ถุงทรายถ่วงน้ำหนักต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและการทรงตัวของผู้สูงอายุ จังหวัดสุพรรณบุรี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/pck/article/view/282254 <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อด้วยรำวงมาตรฐานบนตารางเก้าช่อง ร่วมกับการใช้ถุงทรายถ่วงน้ำหนักต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและการทรงตัวของผู้สูงอายุ จังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 52 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 26 คน โดยวิธีจับคู่ตามอายุและระดับความสามารถในการดำเนินกิจวัตรประจำวัน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยประเมินความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ การทรงตัว และแบบสอบถามการรับรู้ความสามารถของตนเอง ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .87 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติการทดสอบวิลคอกซัน และแมนน์-วิทนีย์ ยู</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผู้สูงอายุกลุ่มทดลองหลังจากเข้าร่วมโปรแกรมการเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อด้วยรำวงมาตรฐานบนตารางเก้าช่องร่วมกับการใช้ถุงทรายถ่วงน้ำหนัก มีคะแนนการรับรู้ความสามารถของตนเอง ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น และใช้เวลาในการทรงตัวน้อยลง เมื่อเทียบกับก่อนทดลอง (<em>Z</em> = 4.46, 4.46, 4.46, <em>p</em> &lt; .001) และกลุ่มควบคุม (<em>Z</em> = 4.46, 4.51, 4.70, <em>p</em> &lt; .001) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p>หน่วยงานสาธารณสุข และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถนำโปรแกรมไปประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมสุขภาพด้านความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและการทรงตัวของผู้สูงอายุในชุมชน </p> วรณิตา ยอยรู้รอบ, นภาเพ็ญ จันทขัมมา , สุดา หันกลาง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/pck/article/view/282254 Wed, 25 Mar 2026 00:00:00 +0700 เสียงสะท้อนของภาคีเครือข่ายต่อปัญหาการดูแลผู้ป่วยจิตเวช และแนวทางพัฒนาระบบสนับสนุนในชุมชน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/pck/article/view/284724 <p>การวิจัยเชิงคุณภาพแบบพรรณนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเสียงสะท้อนของภาคีเครือข่ายต่อปัญหาการดูแลผู้ป่วยจิตเวช และเสนอแนวทางพัฒนาระบบสนับสนุนในชุมชน ผู้ให้ข้อมูลหลักเป็นภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ป่วยจิตเวชในชุมชนตำบลเกาะแก้ว อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 24 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสนทนากลุ่ม โดยใช้แนวคำถามสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน มีค่าดัชนีความสอดคล้อง ระหว่าง .67–1.00 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์แก่นสาร</p> <p>ผลการวิจัยพบ 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) ข้อจำกัดเชิงระบบ เช่น การตีตราทางสังคม ความไม่ชัดเจนของบทบาทเครือข่าย การขาดกลไกส่งต่อและติดตามหลังจำหน่าย และการขาดศักยภาพของผู้นำชุมชนและอาสาสมัคร และ 2) แนวทางพัฒนาระบบสนับสนุน ได้แก่ การจัดให้มีทีมผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตในระดับพื้นที่ การพัฒนาศักยภาพเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง การกำหนดระบบดูแลต่อเนื่องหลังจำหน่ายที่มีผู้รับผิดชอบชัดเจน การสนับสนุนงบประมาณจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการใช้ทุนทางสังคม วัฒนธรรม และศาสนา เป็นกลไกสร้างการยอมรับในชุมชน</p> <p>โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อาสาสมัครสาธารณสุข และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นำผลการวิจัยไปใช้ในการพัฒนาระบบดูแลต่อเนื่องสำหรับผู้ป่วยจิตเวชระดับตำบล โดยกำหนดบทบาทผู้รับผิดชอบของแต่ละหน่วยงานให้ชัดเจน และจัดทำแนวปฏิบัติร่วมกันในการติดตามอาการ เยี่ยมบ้าน และสื่อสารข้อมูลระหว่างหน่วยงานอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลต่อเนื่องและลดการกลับเป็นซ้ำ</p> สุจิตตา ฤทธิ์มนตรี, อรทัย พงษ์แก้ว, วาสนา สุระภักดิ์, สุชีลา ตาลอำไพ, ฐิติรัตน์ เวทย์ศิริยานันท์, อรุณรัตน์ ปัญจะ กลิ่นเกษร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/pck/article/view/284724 Wed, 01 Apr 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยทำนายระยะเวลาการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว ของมารดาที่มีบุตรคนล่าสุดอายุ 6 เดือนถึง 2 ปี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/pck/article/view/285236 <p>การวิจัยเชิงพรรณนาภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอำนาจการทำนายระหว่างปัจจัยความรอบรู้ทางสุขภาพ และการสนับสนุนทางสังคมจากสามี จากบุคคลในครอบครัว และจากบุคลากรทางสุขภาพ ต่อระยะเวลาในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว กลุ่มตัวอย่างคือ มารดาที่มีบุตรคนล่าสุด อายุ 6 เดือน ถึง 2 ปี ที่พาบุตรมารับบริการที่คลินิกสุขภาพเด็ก ศูนย์สุขภาพชุมชนเขตเมือง โรงพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี ระหว่างเดือนธันวาคม พ.ศ. 2567 - พฤศจิกายน พ.ศ.2568 จำนวน 102 ราย คัดเลือกโดยการสุ่มแบบง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความรอบรู้ทางสุขภาพ และการสนับสนุนทางสังคมต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ มีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .81 และ .83 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ความรอบรู้ทางสุขภาพ การสนับสนุนทางสังคมจากสามี จากบุคลากรทางสุขภาพ และจากบุคคลในครอบครัว มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับระยะเวลาในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 (<em>r</em> = .603, .391, .436, และ .473 ตามลำดับ) ปัจจัยที่สามารถร่วมกันทำนายความแปรปรวนของระยะเวลาการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว ร้อยละ 47.30 (<em>Adjusted R²</em> = .473, <em>p</em> &lt; .05) ได้แก่ ความรอบรู้ทางสุขภาพ การสนับสนุนจากสามี การสนับสนุนจากบุคลากรทางสุขภาพ และการสนับสนุนจากบุคคลในครอบครัว ตามลำดับ (<em>Beta</em> = .352, .290, .187 และ .185)</p> <p>บุคลากรทางสุขภาพสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาโปรแกรมสร้างเสริมทักษะความรอบรู้ด้านสุขภาพแก่หญิงหลังคลอด โดยการบูรณาการแรงสนับสนุนทั้งจากบุคลากร สามี และสมาชิกในครอบครัว เพื่อความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว</p> นภาภรณ์ เกตุทอง, ชณุตพร สมใจ, สุชาดา บุญธรรม, ไพลิน ถึงถิ่น, เกตุกนก เกตุทอง, ชื่นสกุล แสงพิทักษ์, ไพลิน แก้วคัลณา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/pck/article/view/285236 Wed, 01 Apr 2026 00:00:00 +0700