วารสารวิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/pck <p><strong>วารสารวิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี</strong></p> <p><strong>ISSN 2985-0150 (Online) </strong></p> <p> </p> <p> </p> วิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี สถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข th-TH วารสารวิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี 2985-0150 <p>เนื้อหาและข้อมูลที่เผยแพร่ในวารสารวิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้นิพนธ์บทความโดยตรง บทความ เนื้อหา ข้อมูล รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการเผยแพร่ในวารสารนี้ ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารฯ หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่หรือเพื่อกระทำการใด ๆ จะต้องอ้างอิงวิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี ทุกครั้ง</p> การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยวัณโรคโดยใช้การกำกับการรับประทานยาภายใต้การสังเกตโดยตรงร่วมกับการติดตามการรับประทานยาผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โรงพยาบาลระแงะ จังหวัดนราธิวาส https://he01.tci-thaijo.org/index.php/pck/article/view/277061 <p>การวิจัยและพัฒนานี้ มีการวิจัยเป็น 3 ระยะ คือ 1) ศึกษาสถานการณ์รูปแบบการดูแลการรับประทานยาของผู้ป่วยวัณโรค โดยการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ 2) การพัฒนารูปแบบดูแลผู้ป่วยวัณโรคโดยพี่เลี้ยงดูแลการรับประทานยาภายใต้การสังเกตโดยตรงร่วมกับการรับประทานยาผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และ 3) ประเมินประสิทธิผลการใช้รูปแบบ เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง แบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยวัณโรค จำนวน 45 คน เก็บรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความรอบรู้เกี่ยวกับวัณโรคมีค่าความเชื่อมั่นคูเดอร์-ริชาร์ดสัน 20 เท่ากับ .82 และแบบสอบถามความพึงพอใจต่อรูปแบบ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา และการทดสอบที</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการนำรูปแบบไปทดลองใช้ ผู้ป่วยวัณโรคมีคะแนนเฉลี่ยการวัดความรอบรู้เรื่องวัณโรคอยู่ในระดับมาก (<em>M</em> = 17.09, <em>SD</em> = 1.25) สูงกว่าก่อนการได้รับการดูแลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .001 (<em>t</em> = 20.48, <em>p</em> &lt; .001) และมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการดูแลอยู่ในระดับมาก (<em>M</em> = 4.09, <em>SD</em> = .62)</p> <p>พยาบาลวิชาชีพ บุคลากรสาธารณสุข อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และหน่วยบริการสุขภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการดูแลผู้ป่วยวัณโรคที่เหมาะสมและเอื้อต่อการมีสุขภาพที่ดีให้กับผู้ป่วยวัณโรค</p> กัรตีนี ครุนันท์ คอลิด ครุนันท์ ธวัชชัย แสงโสภา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-01 2026-09-01 9 3 1 16 ประสบการณ์ของพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีภาวะปอดอักเสบจากการสำลัก: การวิจัยปรากฏการณ์วิทยาเชิงพรรณนา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/pck/article/view/285862 <p>การวิจัยปรากฏการณ์วิทยาเชิงพรรณนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรยายประสบการณ์ของพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีภาวะปอดอักเสบจากการสำลัก ผู้ให้ข้อมูลเป็นพยาบาลวิชาชีพ หอผู้ป่วยราชทัณฑ์ปันสุข โรงพยาบาลนครปฐม จำนวน 12 ราย เก็บรวมรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกร่วมกับการสังเกตพฤติกรรมและบันทึกภาคสนาม และวิเคราะห์ข้อมูลตามแนวทางของโคไลซี</p> <p>ผลการศึกษาพบว่าประสบการณ์ของพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยจิตเวช ได้แก่ 1) การเฝ้าระวังด้วยสายตาแทนเสียงของผู้ป่วย 2) การบูรณาการมาตรการป้องกันการสำลักภายใต้ข้อจำกัดทางจิต 3) การรับมือกับปัญหาที่ต้องเจอภายใต้ความย้อนแย้งของการรักษา และ 4) การพัฒนาศักยภาพพยาบาลเพื่อยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยในการดูแลผู้ป่วยจิตเวช และประสบการณ์ที่ค้นพบ คือ การเป็นผู้พิทักษ์ความปลอดภัยของผู้ป่วยภายใต้ความไม่แน่นอน โดยพยาบาลต้องอาศัยทั้งความรู้ ประสบการณ์ การรับรู้เชิงลึก ความไวต่อสัญญาณต่าง ๆ และการตัดสินใจเชิงจริยธรรม เพื่อคงไว้ซึ่งความปลอดภัยและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเปราะบางทั้งทางกายและจิตใจ</p> <p>ผลการวิจัยนี้ สามารถนำไปเป็นข้อมูลพื้นฐานในการจัดทำแนวปฏิบัติที่เฉพาะเจาะจงสำหรับผู้ป่วยที่ได้รับยาจิตเวชกลุ่มเสี่ยงสูง รวมถึงสำหรับผู้ป่วยที่ไม่ให้ความร่วมมือ ที่อาจช่วยลดอุบัติการณ์การสำลักที่นำไปสู่การเกิดปอดอักเสบได้อย่างเหมาะสม รวมทั้ง การนำองค์ความรู้ไปบูรณาการในการเรียนการสอนเพื่อฝึกทักษะการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ การดูแลทางกายและทางจิตของนักศึกษาพยาบาลได้</p> ชิษณุพงศ์ สายสิทธิ์ ชุติมา ศรียี่ทอง พัชริดา ใช้ศรีทอง วรางคณา สายสิทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-01 2026-09-01 9 3 17 31 ผลของแพลตฟอร์มบทเรียนออนไลน์สำหรับผู้ดูแล ต่อความรู้การป้องกันภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/pck/article/view/287258 <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของแพลตฟอร์มบทเรียนออนไลน์สำหรับผู้ดูแลต่อความรู้การป้องกันภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ดูแลผู้สูงอายุ จำนวน 48 คน คัดเลือกโดยการอาสาสมัคร จับคู่ตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา และคะแนนความรู้ก่อนการทดลอง สุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมโดยการจับฉลากอย่างง่าย กลุ่มละ 24 คน กลุ่มทดลองได้รับแพลตฟอร์มบทเรียนออนไลน์ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการดูแลและข้อมูลตามปกติ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแพลตฟอร์มบทเรียนออนไลน์และแบบทดสอบความรู้ในการป้องกันภาวะสมองเสื่อมของผู้ดูแล มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ .98 และค่าความเชื่อมั่นคูเดอร์-ริชาร์ดสัน 21 เท่ากับ .75 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติการทดสอบแมนวิทนีย์ยู และวิลคอกซัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองหลังเข้าร่วมแพลตฟอร์มบทเรียนออนไลน์ มีคะแนนความรู้ในการป้องกันภาวะสมองเสื่อมสูงกว่าก่อนการทดลอง (<em>Z</em> = 6.04, <em>p</em> &lt; .001) และสูงกว่ากลุ่มควบคุม (<em>Z</em> = 5.85, <em>p</em> &lt; .001) และมีคะแนนเปลี่ยนแปลงระหว่างก่อนและหลังการทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (<em>Z </em>= 5.72, <em>p </em>&lt; .001)</p> <p>แพลตฟอร์มบทเรียนออนไลน์สามารถเพิ่มพูนความรู้ด้านการป้องกันภาวะสมองเสื่อมของผู้ดูแล และนำไปใช้เป็นสื่อส่งเสริมความรู้ในชุมชนและบริการสุขภาพปฐมภูมิได้</p> ขวัญหทัย คำวันดี จันจิรา อ่อนอารี ปาริชาติ ราชคต ภานุสร เพลียมา สุวัฒน์ชัย หงส์ศรีทอง สมเกียรติ สุทธรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-01 2026-09-01 9 3 32 46 ผลของโปรแกรมการส่งเสริมการจัดการตนเองผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ต่อการฟื้นฟูสมรรถภาพปอดในผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/pck/article/view/286028 <p>การวิจัยกึ่งทดลอง แบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมการจัดการตนเอง ผ่านแอปพลิเคชันไลน์ต่อการฟื้นฟูสมรรถภาพปอด กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังอายุ 40 ปีขึ้นไป แผนกอายุรกรรมโรคระบบทางเดินหายใจ จำนวน 62 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 31 คน โดยการจับคู่ตามเพศ อายุและชนิดของยาสูดพ่น เก็บรวบรวมข้อมูลสมรรถภาพปอดด้วยเครื่องวัดอัตราการไหลสูงสุดของลมหายใจออก และเครื่องมือกำกับการทดลอง คือ แบบประเมินการจัดการตนเองของผู้ป่วย มีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .85 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา และการทดสอบที</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า หลังเข้าร่วมโปรแกรมการส่งเสริมการจัดการตนเองผ่านแอปพลิเคชันไลน์ กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยสมรรถภาพปอด (<em>M</em> = 342.90; <em>SD</em> = 129.23) สูงกว่าก่อนการทดลอง (<em>M</em> = 244.84, <em>SD</em> = 85.16) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>t = </em>7.85, <em>p </em>&lt;.001) และ สูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ (<em>M</em> = 269.68, <em>SD</em> = 92.97) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>t =</em> 2.56, <em>p </em>&lt;.05)</p> <p>ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าโปรแกรมส่งเสริมการจัดการตนเองผ่านแอปพลิเคชันไลน์ดังกล่าวมีประสิทธิผลในการช่วยให้ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังมีสมรรถภาพปอดดีขึ้น</p> ดุษฎี พูลทรัพย์ ยุพา วงศ์รสไตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-01 2026-09-01 9 3 47 60 การพัฒนาและประเมินประสิทธิผลหุ่นฝึกทักษะการฉีดยาเข้าชั้นกล้ามเนื้อในทารก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/pck/article/view/287527 <p>การวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาประสิทธิผลหุ่นฝึกทักษะการฉีดยาเข้าชั้นกล้ามเนื้อในทารก กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 3 สังกัดวิทยาลัยพยาบาลเครือข่ายภาคใต้ จำนวน 81 คน คัดเลือกโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย หุ่นฝึกทักษะการฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อในทารก แบบประเมินทักษะการฉีดยาเข้าชั้นกล้ามเนื้อในทารก และแบบสอบถามความพึงพอใจต่อนวัตกรรม มีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .75 และ .87 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและการทดสอบที ผลการวิจัย พบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. หุ่นฝึกทักษะมีลักษณะภายนอกผลิตจากยางธรรมชาติ เคลือบด้วยสีอะคริลิกเพื่อให้มีความสมจริง และมีโครงสร้างภายในเป็นถุงซิลิโคนสำหรับรองรับของเหลว เชื่อมต่อกับท่อระบายน้ำที่มีตัวควบคุมการเปิด-ปิดได้ เพื่อให้สามารถฉีดยาซึ่งเป็นของเหลวเข้าสู่กล้ามเนื้อได้จริง</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. ภายหลังการฝึกฉีดยาเข้าชั้นกล้ามเนื้อทารกจากหุ่นพบว่า นักศึกษามีทักษะการฉีดยาเข้าชั้นกล้ามเนื้ออยู่ในระดับดีทุกคน (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 95.25, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 5.37) และสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (</span><em style="font-size: 0.875rem;">t</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 159.63, 95% CI 94.07 – 96.44; </span><em style="font-size: 0.875rem;">p</em><span style="font-size: 0.875rem;"> &lt; .001) และมีความพึงพอใจต่อหุ่นฝึกทักษะการฉีดยาเข้าชั้นกล้ามเนื้อในทารกในระดับมากที่สุด (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 4.72, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD </em><span style="font-size: 0.875rem;">= .37)</span></p> <p>หุ่นฝึกทักษะนี้ สามารถนำไปใช้ในด้านวิชาการ การเรียนการสอนวิชาการพยาบาลเด็กและวัยรุ่นทั้งในภาคทดลองและภาคปฏิบัติ ตลอดจนการให้ผู้เรียนสามารถฝึกปฏิบัติได้ด้วยตนเองจนเกิดความมั่นใจก่อนขึ้นฝึกปฏิบัติกับผู้ป่วยจริง และมีราคาถูก จึงควรได้รับการพัฒนาต่อยอดเชิงพาณิชย์ต่อไป</p> จิรารัตน์ พร้อมมูล ตวงพร มั่งมี ชุติมา เพิงใหญ่ ชัญญานุช เครือหลี กฤติกา อินทรณรงค์ วรงรอง เนลสัน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-20 2026-09-20 9 3 61 73