วารสารวิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/pck <p><strong>วารสารวิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี</strong></p> <p><strong>ISSN 2985-0150 (Online) </strong></p> <p> </p> <p> </p> วิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี สถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข th-TH วารสารวิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี 2985-0150 <p>เนื้อหาและข้อมูลที่เผยแพร่ในวารสารวิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้นิพนธ์บทความโดยตรง บทความ เนื้อหา ข้อมูล รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการเผยแพร่ในวารสารนี้ ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารฯ หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่หรือเพื่อกระทำการใด ๆ จะต้องอ้างอิงวิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี ทุกครั้ง</p> การพัฒนารูปแบบการดำเนินงานพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับตำบลโป่งสา อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/pck/article/view/285682 <p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการดำเนินงานพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับตำบลโป่งสา อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน กลุ่มตัวอย่างคือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตในพื้นที่ จำนวน 60 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้การสนทนากลุ่มเกี่ยวกับสถานการณ์ปัญหา ความต้องการของพื้นที่ ปัจจัยความสำเร็จ ปัญหาอุปสรรค และแนวทางการพัฒนา ร่วมกับแบบสอบถามการมีส่วนร่วมและความพึงพอใจในการดำเนินงาน ดำเนินการวิจัย 4 ระยะ ได้แก่ การวางแผน การปฏิบัติ การสังเกตผล และการสะท้อนผล วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการทดสอบที ผลการวิจัยพบว่า </p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. สถานการณ์และความต้องการในการดำเนินงานพัฒนาคุณภาพชีวิตตำบลโป่งสา จำแนกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ กลไกการขับเคลื่อน การพัฒนาศักยภาพ การติดตามและประเมินผล และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ รูปแบบที่พัฒนาขึ้นใช้กลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับตำบล (พชต.) เป็นศูนย์กลางบูรณาการการมีส่วนร่วมของชุมชนและภาคีเครือข่าย โดยประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ การแต่งตั้งคณะกรรมการ การพัฒนาความรู้ความเข้าใจ การกำหนดปัญหาและจัดทำแผน การสร้างความเข้าใจร่วม และการสร้างแกนนำเพื่อติดตามผล</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. ภายหลังการนำรูปแบบไปใช้ พบว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีระดับการมีส่วนร่วมและความพึงพอใจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 อุปสรรคสำคัญคือ ความรู้และความตระหนักของชุมชนต่อปัญหาการเผา รวมถึงข้อจำกัดด้านการสื่อสารของเครือข่าย ขณะที่ปัจจัยแห่งความสำเร็จคือความชัดเจนของบทบาทคณะกรรมการและมาตรการทางสังคมที่เข้มแข็ง</span></p> <p>รูปแบบที่พัฒนาขึ้น สามารถใช้เป็นต้นแบบในการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับตำบล โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล และสามารถประยุกต์ใช้ในการจัดการปัญหาสุขภาพและสังคมที่ซับซ้อนในชุมชนได้อย่างเหมาะสม เช่น โรคอุบัติใหม่ ปัญหาสุขภาพจิต และการใช้สารเสพติด เป็นต้น</p> ฐิติวรดา อัครภานุวัฒน์ พรพรรณ มนสัจจกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-05-28 2026-05-28 9 2 1 17 ผลของโปรแกรมส่งเสริมศักยภาพโดยใช้เว็บแอปพลิเคชัน ในการประเมินความเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้มสำหรับผู้สูงอายุที่อยู่ในชุมชน โดยอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) โรงพยาบาลห้างฉัตร จังหวัดลำปาง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/pck/article/view/284617 <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความรู้ และความพึงพอใจของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมศักยภาพโดยใช้เว็บแอปพลิเคชันในการประเมินความเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุที่อยู่ในชุมชน กลุ่มตัวอย่างคือ อสม.จำนวน 60 คน คัดเลือกเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ๆ ละ 30 คน โดยการจับคู่ตามอายุ และระดับการศึกษา เก็บรวบรวมข้อมูลโดบใช้แบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับการพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุ และแบบสอบถามความพึงพอใจต่อการเข้าร่วมโปรแกรม ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นคูเดอร์-ริชาร์ดสัน 20 และสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .90 และ .80 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา และการทดสอบที</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรม อสม.กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้สูงกว่าก่อนการทดลอง และสูงกว่ากลุ่มควบคุม (<em>t</em> = 3.00, 1.97; <em>p</em> &lt; .05, .01) และมีความพึงพอใจต่อการประเมินความเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้มสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (<em>t</em> = 6.35; <em>p</em> &lt; .01)</p> <p>ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ควรพัฒนาต่อยอดเว็บแอปพลิเคชันในการประเมินความเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุสำหรับ อสม. ให้สามารถนำไปใช้ครอบคลุมการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพ ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมให้มีความปลอดภัย รวมทั้ง การติดตามอุบัติการณ์การเกิดพลัดตกหกล้มได้แบบทันต่อเวลาต่อไป</p> ดุสิต ปิยวรกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-05-28 2026-05-28 9 2 18 31 ผลของโปรแกรมการโค้ชแบบโกรว์ร่วมกับคู่มืออิเล็กทรอนิกส์สำหรับพยาบาลหัวหน้าทีม ต่อการทำงานเป็นทีมตามการรับรู้ของพยาบาลแผนกศัลยกรรมโรงพยาบาลตติภูมิแห่งหนึ่ง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/pck/article/view/285882 <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยการทำงานเป็นทีมตามการรับรู้ของพยาบาลแผนกศัลยกรรม ระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม และ 2) เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยการทำงานเป็นทีมตามการรับรู้ของกลุ่มทดลอง ก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมการโค้ชแบบโกรว์ร่วมกับคู่มืออิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มตัวอย่างคือ พยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในกลุ่มงานศัลยกรรม จำนวน 52 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 26 คน โดยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือการวิจัยมี 2 ชุดได้แก่ 1) โปรแกรมการโค้ชแบบโกรว์ร่วมกับคู่มืออิเล็กทรอนิกส์สำหรับพยาบาลหัวหน้าทีม และ 2) แบบสอบถามการทำงานเป็นทีมตามการรับรู้ของพยาบาล ซึ่งค่าเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .95 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา และการทดสอบที</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรม พยาบาลกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยการทำงานเป็นทีมโดยรวมอยู่ในระดับมาก (<em>M</em> = 4.15, <em>SD</em> = .41) สูงกว่ากลุ่มควบคุมที่อยู่ในระดับปานกลาง (<em>M</em> = 3.15, <em>SD</em> = .36) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (<em>t = </em>9.29<em>, p &lt; .</em>001) และสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมที่อยู่ในระดับปานกลาง (<em>M </em>= 3.18, <em>SD</em> = .25) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (<em>t = </em>8.91<em>, p &lt; </em>.001)</p> <p>โปรแกรมการโค้ชแบบโกรว์ร่วมกับคู่มืออิเล็กทรอนิกส์สำหรับพยาบาลหัวหน้าทีม สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาการทำงานเป็นทีมของพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลตติยภูมิ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานเป็นทีมและคุณภาพการบริการพยาบาล</p> กานต์พิชชา ไชยชาติกิตติยศ เนตรชนก ศรีทุมมา เพชรน้อย สิงห์ช่างชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-05-28 2026-05-28 9 2 32 46 ผลของโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพอย่างเข้มงวด ต่อพฤติกรรมสุขภาพ และการเข้าสู่ระยะสงบในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 เครือข่ายโรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช https://he01.tci-thaijo.org/index.php/pck/article/view/283793 <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพอย่างเข้มงวด ต่อความรู้ พฤติกรรมสุขภาพ ระดับน้ำตาลสะสมในเลือด และการเข้าสู่ระยะสงบในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 เครือข่ายโรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ได้รับการวินิจฉัยไม่เกิน 5 ปี จำนวน 70 ราย คัดเลือกแบบเจาะจงและจับคู่ตามเพศ อายุ และระดับการศึกษา แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 35 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามความรู้ มีค่าความเชื่อมั่นคูเดอร์-ริชาร์ดสัน 21 เท่ากับ .83 และแบบสอบถามพฤติกรรมสุขภาพ มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .82) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และสถิติการทดสอบที ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 กลุ่มทดลอง ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรม มีคะแนนเฉลี่ยความรู้และพฤติกรรมสุขภาพสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม (</span><em style="font-size: 0.875rem;">t</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 27.81, 34.90; </span><em style="font-size: 0.875rem;">p</em><span style="font-size: 0.875rem;"> &lt; .001) และสูงกว่ากลุ่มควบคุม (</span><em style="font-size: 0.875rem;">t</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 29.53, 67.63; </span><em style="font-size: 0.875rem;">p</em><span style="font-size: 0.875rem;"> &lt; .001) และมีระดับน้ำตาลสะสมในเลือดลดลงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม และต่ำกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 (</span><em style="font-size: 0.875rem;">t</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 24.88, 14.38; </span><em style="font-size: 0.875rem;">p</em><span style="font-size: 0.875rem;"> &lt; .001)</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 กลุ่มทดลอง ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรมสามารถเข้าสู่ระยะสงบได้ ร้อยละ 57.14 หยุดยาได้ ร้อยละ 22.85 และลดยาได้ ร้อยละ 17.14</span></p> <p>ผู้รับผิดชอบคลินิกเบาหวาน สามารถนำโปรแกรมไปประยุกต์ใช้โดยในการดูแลโดยสหวิชาชีพและการติดตามอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมการปรับพฤติกรรมสุขภาพ การควบคุมระดับน้ำตาลสะสมในเลือด และเพิ่มโอกาสการเข้าสู่ระยะสงบสำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2</p> จารุวรรณ สุวรรณประทีป ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-05-28 2026-05-28 9 2 47 63 การพัฒนาโปรแกรมการสร้างเสริมสุขภาพเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การควบคุมโรคความดันโลหิตสูงในผู้สูงอายุจังหวัดเพชรบุรี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/pck/article/view/286006 <p>การวิจัยและพัฒนานี้ ดำเนินการ 3 ระยะ คือ 1) ศึกษาสถานะสุขภาพและความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเชิงนิเวศวิทยากับสถานะสุขภาพของผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูง เก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณจากผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูง จำนวน 397 คน ด้วยการสุ่มหลายขั้นตอน และข้อมูลเชิงคุณภาพจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในชุมชนจำนวน 16 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์เนื้อหา 2) พัฒนาโปรแกรมการสร้างเสริมสุขภาพเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการควบคุมโรคแนวคิดโมเดลเชิงนิเวศวิทยาและแนวคิดการสร้างเสริมสุขภาพ และ 3) ประเมินประสิทธิผล ความเป็นไปได้ และกระบวนการดำเนินงานของโปรแกรม เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง แบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลัง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูงและผู้ดูแล แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 33 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามสำหรับผู้สูงอายุ แบบสอบถามผู้ดูแล และแบบสอบถามความเป็นไปได้ของโปรแกรม และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา การทดสอบทีและการวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วมผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1.<span style="font-size: 0.875rem;">สถานะสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับมาก (M = 3.89, SD =.48) ปัจจัยเชิงนิเวศวิทยามีความสัมพันธ์ทางบวกกับสถานะสุขภาพ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (</span><em style="font-size: 0.875rem;">r</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = .617, </span><em style="font-size: 0.875rem;">p</em><span style="font-size: 0.875rem;"> &lt; .001) ผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูงมีข้อจำกัดด้านความรู้และทักษะการดูแลตนเอง ขาดระบบติดตามเชิงรุก และการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการควบคุมโรค</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. โปรแกรมการสร้างเสริมสุขภาพเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการควบคุมโรคความดันโลหิตสูงในผู้สูงอายุจังหวัดเพชรบุรี มีการบูรณาการปัจจัยเชิงนิเวศวิทยาทั้งระดับบุคคล ระหว่างบุคคล องค์กร ชุมชน และนโยบาย</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">3. ประสิทธิผลของโปรแกรมพบว่า ผู้สูงอายุกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยความรู้สูงกว่าก่อนการทดลอง และกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 (</span><em style="font-size: 0.875rem;">t</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 2.04,5.03; </span><em style="font-size: 0.875rem;">p</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = .046, &lt; .001) มีค่าเฉลี่ยความดันโลหิตตัวบนและตัวล่างลดลง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 (</span><em style="font-size: 0.875rem;">t </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 4.76, 3.71; </span><em style="font-size: 0.875rem;">p</em><span style="font-size: 0.875rem;"> &lt; .001) </span>ผู้สูงอายุและผู้ดูแลมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก (<em>M</em> = 3.89, <em>SD</em> = 0.48) และผู้ดูแลมีคะแนนความรู้เพิ่มขึ้น (<em>t</em> = 6.23, <em>p</em> &lt; .001) แต่ทัศนคติ และพฤติกรรมการสนับสนุนไม่เปลี่ยนแปลง</p> <p>โปรแกรมนี้ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการสนับสนุนการจัดการตนเองสำหรับผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูงในชุมชนร่วมกับการสนับสนุนจากครอบครัว หน่วยบริการสุขภาพ และชุมชนได้อย่างครอบคลุมตามแนวคิดเชิงนิเวศวิทยา</p> เศกสันต์ ชานมณีรัตน์ ปรีดานันต์ ประสิทธิ์เวช คมสัน แก้วระยะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-26 2026-06-26 9 2 64 80 ผลของโปรแกรมการส่งเสริมความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมชะลอไตเสื่อม ในผู้สูงอายุโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในเขตอำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/pck/article/view/285391 <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อนหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมชะลอไตเสื่อม ในผู้สูงอายุโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในเขตอำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี จำนวน 78 คน คัดเลือกโดยการสุ่มอย่างง่าย แบ่งเป็นกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการส่งเสริมความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมชะลอไตเสื่อมและกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มละ 39 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามความรู้เรื่องการชะลอไตเสื่อม มีค่าความเชื่อมั่นคูเดอร์-ริชชาร์ดสัน 21 เท่ากับ .85 แบบสอบถามพฤติกรรมการชะลอไตเสื่อม มีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .86 และแบบบันทึกระดับน้ำตาลในเลือด วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา และการทดสอบที </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผู้สูงอายุโรคเบาหวานชนิดที่ 2 กลุ่มทดลองภายหลังเข้าร่วมโปรแกรม มีคะแนนพฤติกรรมการชะลอไตเสื่อม และความรู้เรื่องการชะลอไตเสื่อมสูงกว่าก่อนการทดลอง (<em>t</em> = 14.17, 11.00; <em>p</em> &lt; .01) และสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (<em>t</em> = 12.99, 5.13; <em>p</em> &lt; .001) รวมทั้ง มีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่าก่อนการทดลอง (<em>t</em> = 2.75, <em>p </em>= .04) และต่ำกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (<em>t</em> = 6.17, <em>p </em>&lt;.001) </p> <p>บุคลากรด้านสุขภาพจึงควรนําไปประยุกต์ใช้เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการป้องกันโรคแทรกซ้อนในผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะไตวายเรื้อรังให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป</p> ชนาภา สมใจ ภคพร กลิ่นหอม จินต์ทิพา ศิริกุลวิวัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-26 2026-06-26 9 2 81 95 ผลของโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพทางเพศ ในการใช้สื่อออนไลน์รูปแบบเซ็กส์ติง เพื่อป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศในนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/pck/article/view/286840 <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพทางเพศในการใช้สื่อออนไลน์รูปแบบเซ็กส์ติง เพื่อป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศในนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 70 คน คัดเลือกเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มละ 35 คน โดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลวิจัย ประกอบด้วย 1) โปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพทางเพศในการใช้สื่อออนไลน์รูปแบบเซ็กส์ติง 6 ด้าน ได้แก่ ทักษะการเข้าถึงข้อมูล ทักษะความรู้และความเข้าใจ ทักษะการสื่อสาร ทักษะการจัดการตนเอง ทักษะการรู้เท่าทันสื่อ และทักษะการตัดสินใจ มีระยะเวลา 8 สัปดาห์ และ 2) แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพทางเพศในการใช้สื่อออนไลน์รูปแบบเซ็กส์ติง และพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .94 และ .96 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติทดสอบแมนวิทนีย์ยู และสถิติทดสอบวิลคอกซัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนกลุ่มทดลองหลังเข้าร่วมโปรแกรม มีคะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพทางเพศในการใช้สื่อออนไลน์รูปแบบเซ็กส์ติงสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม และสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (<em>Z</em> = 365.50, <em>p</em> = .004) ส่วนพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ ไม่แตกต่างจากก่อนเข้าร่วมโปรแกรม และกลุ่มเปรียบเทียบ</p> <p>โปรแกรมนี้ สามารถนำไปพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพทางเพศในการใช้สื่อออนไลน์รูปแบบเซ็กส์ติง และกิจกรรมเสริมหลักสูตรโดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม นำไปสู่การลดพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศในนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นอย่างยั่งยืน</p> เกื้อกูล พรหมรักษา นภาเพ็ญ จันทขัมมา พรเลิศ ชุมชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-27 2026-06-27 9 2 96 111 การประยุกต์ใช้แนวคิด สบช.โมเดลผ่านแอปพลิเคชันและสุขภาพดิจิทัลในการจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในประเทศไทย: การทบทวนขอบเขตงานวิจัย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/pck/article/view/287019 <p>การทบทวนขอบเขตงานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์งานวิจัยเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้แนวคิด สบช. โมเดล ระบบปิงปองจราจรชีวิต 7 สี แอปพลิเคชัน และสุขภาพดิจิทัลในการจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในประเทศไทย โดยจำแนกรูปแบบเทคโนโลยี ฟังก์ชัน และผลลัพธ์ที่รายงาน ดำเนินการตามแนวทาง Joanna Briggs Institute (JBI) และกรอบ PRISMA-ScR กำหนดเกณฑ์คัดเข้าตามกรอบ PCC ได้แก่ ประชากร (P) คือประชาชนทั่วไป กลุ่มเสี่ยง ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง บุคลากรสุขภาพ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือผู้ใช้งานระบบ แนวคิด (C) คือ สบช. โมเดล ระบบปิงปองจราจรชีวิต 7 สี แอปพลิเคชัน หรือสุขภาพดิจิทัล และบริบท (C) คือ การจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในประเทศไทย สืบค้นจากฐานข้อมูล ThaiJO, Google Scholar และ TDC-ThaiLIS ระหว่าง พ.ศ. 2564–2568 ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ ดำเนินการกระบวนการคัดเลือกและสกัดข้อมูลโดยผู้วิจัยอย่างอิสระ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการสังเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการศึกษาพบงานวิจัยผ่านเกณฑ์คัดเข้า 7 เรื่อง ส่วนใหญ่เป็นวิจัยกึ่งทดลอง โดย 6 เรื่อง (ร้อยละ 85.71) ศึกษาในกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือกลุ่มเสี่ยงในชุมชน รูปแบบเทคโนโลยีที่ใช้ ได้แก่ LINE Official Account/Application, Mobile Application และระบบเชื่อมโยงฐานข้อมูลสุขภาพ ฟังก์ชันสำคัญประกอบด้วย การจำแนกกลุ่มสีอัตโนมัติ การให้คำแนะนำเฉพาะบุคคล การติดตามระดับน้ำตาลหรือความดันโลหิต และการแจ้งเตือนความเสี่ยงรายบุคคล หลักฐานเชิงประจักษ์บ่งชี้ว่าเทคโนโลยีเหล่านี้อาจมีแนวโน้มช่วยส่งเสริมความรู้ การรับรู้ความเสี่ยง ความพึงพอใจ และการติดตามสุขภาพในชุมชน อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ด้านพฤติกรรมสุขภาพและตัวชี้วัดทางคลินิกยังมีความหลากหลาย จึงควรมีการศึกษาเพิ่มเติมด้วยระเบียบวิธีวิจัยเชิงทดลองหรือกึ่งทดลองที่มีกลุ่มเปรียบเทียบที่ชัดเจน และมีระยะเวลาติดตามผลที่เหมาะสมเพื่อยืนยันประสิทธิผล</p> ทิพวัลย์ พราหมณ์น้อย สถาพร แถวจันทึก จุไรรัตน์ ดวงจันทร์ ธนาวุฒิ รวมสุก ศศธร ศรีคำ รพีพรรณ จันทร์เขียว จันทร์เขียว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-28 2026-06-28 9 2 112 126 ประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมการตรวจเต้านมด้วยตนเอง ต่อความรู้โรคมะเร็งเต้านม การรับรู้ความสามารถของตนเอง และทักษะการตรวจเต้านมด้วยตนเองของนักศึกษาสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งหนึ่ง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/pck/article/view/286162 <p>การวิจัยกึ่งทดลอง แบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมการตรวจเต้านมด้วยตนเองของนักศึกษาสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งหนึ่ง กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาสาธารณสุขศาสตร์เพศหญิง ชั้นปีที่ 1-4 จำนวน 70 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีสุ่มแบบหลายขั้นตอน โดยกลุ่มทดลอง จำนวน 35 คน เข้าร่วมกิจกรรมตามโปรแกรมระยะเวลา 8 สัปดาห์ และกลุ่มควบคุม จำนวน 35 คน ได้รับการสอนตามมาตรฐานหลักสูตร เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบวัดความรู้โรคมะเร็งเต้านม และแบบประเมินทักษะการตรวจเต้านมด้วยตนเอง มีค่าความเชื่อมั่นคูเดอร์-ริชาร์ดสัน 21 เท่ากับ .85 และ .88 และแบบสอบถามการรับรู้ความสามารถของตนเอง มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .93 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการทดสอบที</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า นักศึกษาสาธารณสุขศาสตร์หลังเข้าร่วมโปรแกรม มีคะแนนเฉลี่ยของความรู้โรคมะเร็งเต้านม การรับรู้ความสามารถของตนเอง และทักษะการตรวจเต้านมด้วยตนเองสูงกว่าก่อนการทดลอง (<em>t</em> = 13.25, 14.10, 33.16; <em>p</em> &lt; .05) และสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (<em>t</em> = 16.12, 14.88, 31.62; <em>p</em> &lt; .05)</p> <p>บุคลากรสุขภาพและอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัย สามารถนำโปรแกรมไปประยุกต์ใช้เพื่อส่งเสริมความรู้ และทักษะการตรวจเต้านมด้วยตนเองของนักศึกษาในรายวิชาที่เกี่ยวข้องต่อไป</p> ศศิธร ตันติเอกรัตน์ นัชชา ยันติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-29 2026-06-29 9 2 127 141