วารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nursingsiamjournal <p>วารสารวิชาการด้านพยาบาลศาสตร์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ และการศึกษาทางการพยาบาล</p> <p>ISSN 1513-5454 ยกเลิก</p> <p>ISSN 3088-1137 (online)</p> <p>บทความทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และใช้กระบวนการปิดบังชื่อผู้แต่งและผู้ทรงคุณวุฒิในการพิจารณาบทความ</p> <p>บทความที่ได้รับการเผยแพร่ทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม</p> <p>กำหนดออกเล่มวารสารทุก 6 เดือน (ปีละ 2 ฉบับ)</p> <p>- มกราคม - มิถุนายน (เผยแพร่ 7 - 10 บทความภายในเดือนมิถุนายน) </p> <p>- กรกฎาคม - ธันวาคม (เผยแพร่ 7 - 10 บทความภายในเดือนธันวาคม)</p> Faculty of Nursing, Siam University en-US วารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม 3088-1137 <p>เนื้อหาและข้อมูลที่เผยแพร่ในวารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยามถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้นิพนธ์บทความโดยตรง&nbsp;</p> <p>บทความ เนื้อหา ข้อมูล รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการเผยแพร่ในวารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่หรือเพื่อกระทำการใด ๆ จะต้องอ้างอิงวารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยามทุกครั้ง&nbsp;</p> โมเดล 3Cs: รูปแบบใหม่ของการพยาบาลหญิงตั้งครรภ์โมเดล 3Cs: รูปแบบใหม่ของการพยาบาลหญิงตั้งครรภ์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nursingsiamjournal/article/view/284292 <p>ยุคดิจิทัลทำให้หญิงตั้งครรภ์เข้าถึงข้อมูลสุขภาพได้รวดเร็ว แต่กลับเผชิญปัญหาภาวะข้อมูลล้นเกิน ขณะที่บริการพยาบาลแบบดั้งเดิมที่เน้นเป็นเพียง "ผู้ให้ความรู้" ทางเดียว และขาดการให้ข้อมูลย้อนกลับเฉพาะบุคคลไม่สามารถจัดการปัญหานี้ได้ ส่งผลให้หญิงตั้งครรภ์วิตกกังวล ขาดความรอบรู้ทางสุขภาพในมิติของการประเมินข้อมูล และตัดสินใจด้านสุขภาพคลาดเคลื่อน</p> <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบของปรากฏการณ์ "ไซเบอร์คอนเดรีย" หมายถึงภาวะความวิตกกังวลต่อสุขภาพที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากการสืบค้นข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตมากเกินไป ที่ส่งผลต่อความวิตกกังวลและพฤติกรรมสุขภาพของหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับบทบาทพยาบาล สู่การเป็น "โค้ชสุขภาพยุคดิจิทัล" โดยใช้โมเดล 3Cs ที่ผู้นิพนธ์สร้างขึ้นจากการสังเคราะห์องค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย 1) Curation หมายถึง การคัดกรองข้อมูลอย่างชาญฉลาด 2) Customization หมายถึง การออกแบบบริการที่ยืดหยุ่นเฉพาะบุคคล และ 3) Collaboration หมายถึง การสร้างพันธมิตรทางสุขภาพ ในการขับเคลื่อนบริการให้คำแนะนำทางสุขภาพ เพื่อช่วยลดความวิตกกังวล เสริมสร้างความรอบรู้ทางสุขภาพสู่ผลลัพธ์ความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่ดีของหญิงตั้งครรภ์และทารกในครรภ์</p> โสภาพรรณ พวงบุญมี ภัทรจิตร ตันกูล นภอร เอี่ยมสำอางค์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 27 52 79 88 บทบาทพยาบาลผดุงครรภ์ในการให้คำปรึกษาและสนับสนุนการเลือกวิธีคุมกำเนิดที่เหมาะสม สำหรับสตรีวัยเจริญพันธุ์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nursingsiamjournal/article/view/284211 <p>ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ จากแนวโน้มการลดลงของอัตราการเจริญพันธุ์โดยรวมของประเทศ ขณะเดียวกันยังคงพบปัญหาการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ในสตรีวัยเจริญพันธุ์บางกลุ่ม ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการเลือกใช้วิธีคุมกำเนิดที่ไม่เหมาะสม การเข้าถึงข้อมูลการคุมกำเนิดที่มีคุณภาพอย่างจำกัด และอิทธิพลของบริบททางสังคม วัฒนธรรมและเศรษฐกิจ พยาบาลในฐานะผู้ให้บริการสุขภาพแนวหน้าจึงมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนให้ผู้รับบริการสามารถตัดสินใจเลือกใช้วิธีคุมกำเนิดได้อย่างมีข้อมูลและสอดคล้องกับบริบทชีวิตของ แต่ละบุคคล บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์หลักฐานเชิงวิชาการและนำเสนอกรอบแนวคิดเกี่ยวกับบทบาทของพยาบาลในการให้คำปรึกษาและสนับสนุนการเลือกวิธีคุมกำเนิดที่เหมาะสมสำหรับสตรีวัยเจริญพันธุ์ โดยอาศัยการทบทวนเอกสารวิชาการและแนวทางปฏิบัติจากแหล่งข้อมูลระดับนานาชาติ ได้แก่ องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (Centers for Disease Control and Prevention: CDC) และ Faculty of Sexual and Reproductive Healthcare (FSRH) รวมทั้งงานวิจัยที่เกี่ยวข้องระหว่างปี พ.ศ. 2561–2567 เพื่อนำมาวิเคราะห์บทบาทของพยาบาลและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกวิธีคุมกำเนิด ผลการสังเคราะห์พบว่า บทบาทสำคัญของพยาบาลในการสนับสนุนการเลือกวิธีคุมกำเนิดประกอบด้วย 5 ประเด็น ได้แก่ 1) การประเมินภาวะสุขภาพตามเกณฑ์ความเหมาะสมทางการแพทย์ 2) การให้ข้อมูลและคำปรึกษา 3) การสนับสนุนการตัดสินใจร่วมและด้านอารมณ์จิตสังคม 4) การส่งเสริมการเข้าถึงบริการคุมกำเนิด 5) การติดตามและประเมินผล บทบาทดังกล่าวช่วยให้ผู้รับบริการสามารถเลือกวิธีคุมกำเนิดได้อย่างเหมาะสมตามภาวะสุขภาพ วิถีชีวิต บริบททางสังคมวัฒนธรรมและเป้าหมายด้านการเจริญพันธุ์ของตนเอง กรอบแนวคิดที่นำเสนอสามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาการปฏิบัติการพยาบาลและการจัดบริการด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ เพื่อส่งเสริมสุขภาวะของประชาชนและสนับสนุนการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน </p> พิชาภรณ์ จันทนกุล รัตนาภรณ์ นิวาศานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 27 52 89 102 แนวคิดและรูปแบบการปฏิบัติการพยาบาลของอาจารย์สาขาการพยาบาลอนามัยชุมชน กรณีการจัดการปัญหาภาวะแทรกซ้อนที่เท้าเบาหวาน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nursingsiamjournal/article/view/283912 <p>การปฏิบัติการพยาบาลของอาจารย์ เป็นการนำความเชี่ยวชาญของอาจารย์ไปให้บริการแก่ผู้รับบริการโดยตรง เพื่อเพิ่มพูนความเชี่ยวชาญของตนอย่างต่อเนื่อง มีการบูรณาการความเป็นนักวิชาการ การศึกษา การวิจัย และการปฏิบัติการพยาบาล วัตถุประสงค์ของบทความนี้ เพื่ออธิบายแนวคิดและรูปแบบการปฏิบัติการพยาบาลของอาจารย์สาขาการพยาบาลอนามัยชุมชน และนำเสนอกรณีการจัดการปัญหาภาวะแทรกซ้อนที่เท้าผู้ป่วยเบาหวาน ร่วมกับหน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ ในรูปแบบความร่วมมือในการปฏิบัติงานร่วมกัน (Collaboration Model) ระหว่างอาจารย์กับพยาบาลวิชาชีพและบุคลากรประจำหน่วยบริการ โดยเลือกปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยในพื้นที่และเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศ กำหนดแนวทางการดำเนินงานโดยใช้กรอบแนวคิดวิธีการเชิงระบบ (System Approach) ใช้กระบวนการพยาบาลครอบครัวที่เน้นครอบครัวเป็นศูนย์กลาง (Family-Centered Care) และทฤษฎีการดูแลตนเองของโอเร็ม (Orem’s Self-Care Theory)</p> <p>ผลลัพธ์การดำเนินการ พบว่าผู้ป่วยและครอบครัวมีความสามารถในการปฏิบัติพฤติกรรมการดูแลเท้าและตรวจเท้าด้วยตนเองได้มากขึ้น ส่งผลให้ความเสี่ยงต่อการเกิดแผลที่เท้าลดลง อย่างไรก็ตาม ปัญหาด้านความตระหนักในการเลือกรองเท้าที่เหมาะสมสำหรับผู้เป็นโรคเบาหวานยังไม่สามารถแก้ไขได้ จึงส่งต่อให้หน่วยบริการติดตามดูแลต่อไป ด้านบุคลากรประจำหน่วยบริการ และ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ได้พัฒนาศักยภาพในการส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลเท้าแก่ผู้ป่วยที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและบริบทของชุมชน เพื่อป้องกันและลดอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เท้าในผู้ป่วยโรคเบาหวาน ส่วนอาจารย์ได้พัฒนาทักษะการพยาบาลผู้ป่วยโรคเรื้อรังและครอบครัว นำไปสู่การบูรณาการการจัดการเรียนการสอนรายวิชาการพยาบาลอนามัยชุมชน และการทำวิจัยร่วมกันระหว่างสถาบันการศึกษากับหน่วยบริการสุขภาพต่อไป</p> ชนิดา มัททวางกูร ระชี ดิษฐจร ยุพดี สีน้ำเงิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 27 52 103 113 การจัดการความเสี่ยงทางกฎหมายในการปฏิบัติการพยาบาล: บทเรียนที่ได้รับจากการดำเนินคดีทางสูติกรรม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nursingsiamjournal/article/view/284744 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ประเด็นกฎหมาย และถอดบทเรียนจากกรณีศึกษาสำคัญ 3 กรณี ได้แก่ ภาวะการคลอดไหล่ยาก ภาวะทารกขาดออกซิเจน และภาวะตกเลือดหลังคลอด โดยวิเคราะห์เอกสารทางคลินิกเปรียบเทียบกับกฎหมายวิชาชีพและแนวปฏิบัติทางวิชาการ เพื่อนำเสนอมาตรฐานการประเมิน การแก้ปัญหา และกลยุทธ์ป้องกันข้อพิพาท ผลการสังเคราะห์ข้อเท็จจริงพบว่า สาเหตุหลักของการฟ้องร้องเกิดจากการขาดมาตรฐานการประเมินความเสี่ยง การเพิกเฉยต่อสัญญาณเตือนจากเครื่องตรวจติดตามทารกในครรภ์ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ การบันทึกเวชระเบียนไม่ครบถ้วน และรายงานแพทย์ล่าช้า บทความนี้จึงเสนอแนวทางปฏิบัติ ได้แก่ การกำหนดมาตรฐานประเมินผู้คลอดเชิงรุก การใช้เครื่องมือสื่อสารมาตรฐาน เช่น Introduction, Situation, Background, Assessment, Recommendation (ISBAR) และ CUS รวมถึงการพัฒนา การจัดการข้อมูลเวชระเบียนที่ถูกต้องตามเวลาที่เกิดขึ้นจริง ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า การบูรณาการสมรรถนะทางคลินิกที่แม่นยำเข้ากับทักษะการสื่อสารเชิงจริยธรรม และการบันทึกที่รัดกุม เป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันข้อพิพาท และยกระดับความปลอดภัยของผู้ป่วยอย่างยั่งยืน</p> <p><strong> </strong></p> โสภาพรรณ พวงบุญมี ภัทรจิตร ตันกูล ประภาพร ต้นแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 27 52 114 123 ผลของโปรแกรมการพัฒนาสมรรถนะทางสารสนเทศ สำหรับพยาบาลวิชาชีพระดับชำนาญการ โรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่ง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nursingsiamjournal/article/view/283201 <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลของการใช้โปรแกรมการพัฒนาสมรรถนะทางสารสนเทศ ด้านความรู้ ด้านทักษะ และด้านเจตคติ สำหรับพยาบาลวิชาชีพระดับชำนาญการ โรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่ง เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังได้รับโปรแกรม ฯ ประชากรและกลุ่มตัวอย่างเป็นกลุ่มเดียวกัน คือ พยาบาลวิชาชีพระดับชำนาญการที่ปฏิบัติงาน ณ โรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่ง จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้มี 2 ชุด คือ 1) โปรแกรมพัฒนาสมรรถนะทางสารสนเทศ มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ 1.00 และ 2) แบบประเมินสมรรถนะทางสารสนเทศของพยาบาลวิชาชีพระดับชำนาญการ 3 ด้าน ประกอบด้วย (1) แบบประเมินความรู้ก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม ค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือโดยใช้สูตรคูเดอร์–ริชาร์ดสัน เท่ากับ .71 (2) แบบประเมินทักษะ และ (3) แบบประเมินเจตคติมีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง .60–1.00 และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค เท่ากับ .94 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติวิลคอกซอน ไซนด์ แรงค์ เทส (Wilcoxon Signed Rank Test) </p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ผลการเปรียบเทียบก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการพัฒนาสมรรถนะทางสารสนเทศ สำหรับพยาบาลวิชาชีพระดับชำนาญการ ภายหลังได้รับโปรแกรม ฯ มีค่าคะแนนเฉลี่ย ด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติในการนำสารสนเทศไปปรับใช้ในงานสูงขึ้นอยู่ในระดับมากกว่าก่อนการได้รับโปรแกรม ฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 </p> กนกศรี จาดเงิน พัทยา แก้วสาร พันทิพา อมรฤทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 27 52 1 12 การพัฒนาไอศกรีมซุปครีมเสริมโภชนาการสำหรับสตรีตั้งครรภ์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nursingsiamjournal/article/view/282868 <p>การส่งเสริมภาวะโภชนาการขณะตั้งครรภ์เป็นบทบาทสำคัญของพยาบาลวิชาชีพ การวิจัยและพัฒนา (Research and Development) นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ไอศกรีมซุปครีมต้นแบบและศึกษาความชอบรวมทั้งการยอมรับผลิตภัณฑ์โดยใช้ ADDIE Model กลุ่มตัวอย่างคือสตรีตั้งครรภ์จำนวน 40 คน รวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามความชอบและการยอมรับผลิตภัณฑ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการพัฒนาได้ไอศกรีมซุปเห็ดและไอศกรีมซุปฟักทอง ให้พลังงาน 120–122 กิโลแคลอรี/100 กรัม ไอศกรีมซุปฟักทองมีแคลเซียมสูงกว่า ทั้ง 2 สูตรมีโปรตีนและโฟเลตต่ำ แต่มีโซเดียมสูงกว่าความต้องการเล็กน้อย กลุ่มตัวอย่างชอบไอศกรีมซุปฟักทองระดับมากทุกด้าน (<strong> </strong>= 7.35, SD 1.53) สำหรับไอศกรีมซุปเห็ดระดับปานกลาง (<strong> </strong>= 5.82, SD 2.12) ร้อยละ 72.5 เห็นด้วยให้มีผลิตภัณฑ์ ร้อยละ 55 จะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ โดยร้อยละ 40 เลือกบริโภคเป็นอาหารว่าง ร้อยละ 50 เห็นว่ามีคุณค่าทางโภชนาการ ข้อเสนอแนะให้ปรับสีสัน รสชาติ กลิ่น และเนื้อสัมผัสให้เหมือนไอศกรีมมากขึ้น</p> <p>โดยสรุปไอศกรีมซุปครีมทั้งสองสูตรมีคุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสมและเป็นที่ยอมรับ จึงอาจพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมรูปแบบใหม่ที่ช่วยเสริมพลังงานและแคลเซียม แต่ควรปรับสูตรโดยเพิ่มโปรตีนและโฟเลต ลดโซเดียม และปรับเนื้อสัมผัสให้ใกล้เคียงกับไอศกรีมมากขึ้น</p> กฤติกา ธรรมรัตนกูล จันทร์จิรา ฉัตราวานิช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 27 52 13 23 การพัฒนาแบบประเมินสมรรถนะพยาบาลศัลยกรรมระบบทางเดินปัสสาวะ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nursingsiamjournal/article/view/283412 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์สภาพการณ์ของสมรรถนะพยาบาลศัลยกรรมระบบทางเดินปัสสาวะ 2) พัฒนาแบบประเมินสมรรถนะพยาบาลศัลยกรรมระบบทางเดินปัสสาวะ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ และ 3) ประเมินความเหมาะสมของแบบประเมินที่พัฒนาขึ้น การวิจัยและพัฒนานี้ ผู้เข้าร่วมการศึกษา มี 2 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มตัวอย่างสำหรับการให้ข้อมูล คัดเลือกตามเกณฑ์การคัดเข้าด้วยการเลือกแบบเจาะจง จำนวน 7 คน และ กลุ่มที่ 2 พยาบาลปฏิบัติการทั้งหมด คัดเลือกตามเกณฑ์การคัดเข้าด้วยการสุ่มอย่างง่าย จำนวน 42 คน เครื่องมือการวิจัยมี 3 ชุด คือ 1) แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง 2) แบบประเมินสมรรถนะพยาบาลศัลยกรรมระบบทางเดินปัสสาวะ มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหารายข้อระหว่าง .80 -1.00 ค่าความตรงเชิงเนื้อหารายฉบับ .95 ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของคอนบาค .98 และค่าความเที่ยงระหว่างผู้ประเมิน .97 และ 3) แบบประเมินความเหมาะสมของแบบประเมินที่พัฒนาขึ้น ได้ค่าความเที่ยงระหว่าง .60-1.00 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และใช้สถิติพรรณนา ผลการศึกษาพบว่า 1) สภาพการณ์ของสมรรถนะพยาบาลศัลยกรรมระบบทางเดินปัสสาวะประกอบด้วยสมรรถนะหลัก 6 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านจริยธรรม จรรยาบรรณ และกฎหมาย (2) ด้านความรู้และทักษะการดูแลผู้ป่วย (3) ด้านการสื่อสารและทำงานเป็นทีม (4) ด้านการพัฒนาตนเองและวิชาชีพ (5) ด้านการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการดูแลผู้ป่วย และ (6) ด้านการให้คำปรึกษาและสนับสนุนผู้ป่วยและครอบครัว 2) แบบประเมินสมรรถนะพยาบาลศัลยกรรมทางเดินปัสสาวะที่พัฒนาขึ้นจากสภาพการณ์และบริบทหน่วยงานในปัจจุบัน ประกอบด้วย 8 สมรรถนะหลัก ได้แก่ (1) สมรรถนะคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณ กฎหมายวิชาชีพในการปฏิบัติพยาบาล (2) สมรรถนะความรู้ ทักษะการดูแลรักษาผู้ป่วยศัลยกรรมฯ (3) สมรรถนะการป้องกัน ฟื้นฟูสุขภาพ การยอมรับภาพลักษณ์ของผู้ป่วยศัลยกรรมฯ (4) สมรรถนะการพัฒนาตนเอง (5) สมรรถนะการจัดการข้อมูลและใช้หลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อพัฒนาคุณภาพการพยาบาล (6) สมรรถนะการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ (7) สมรรถนะการทำงานเป็นทีมและมีมนุษยสัมพันธ์ (8) สมรรถนะการคิดในเชิงวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ โดยกำหนดเป็นพฤติกรรมชี้วัดให้เห็นถึงลักษณะของสมรรถนะที่ต้องการประเมินมีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) 5 ระดับ ซึ่งแบบประเมินมีความสอดคล้องกับการปฏิบัติงานในบริบทจริงสามารถสะท้อนระดับสมรรถนะของพยาบาลได้อย่างเหมาะสม และ 3) ความเหมาะสมของแบบประเมินที่พัฒนาขึ้นมีค่าคะแนนเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด</p> วิริยะ ชื่นจิตร์ พัทยา แก้วสาร เกศศิริ วงษ์คงคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 27 52 24 37 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการมีส่วนร่วมของผู้สูงอายุในการดำเนินงานการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ โรงเรียนผู้สูงอายุ จังหวัดปทุมธานี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nursingsiamjournal/article/view/282587 <p>การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการมีส่วนร่วมของผู้สูงอายุในการดำเนินงานการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุโรงเรียนผู้สูงอายุ จังหวัดปทุมธานีกลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปที่ศึกษาในโรงเรียนผู้สูงอายุจังหวัดปทุมธานี จำนวนกลุ่มตัวอย่างใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ และป้องกันการคลาดเคลื่อนจึงเพิ่มอีกร้อยละ 15 เป็นจำนวน 418 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมีค่า IOC เท่ากับ 0.931 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสถิติ ไคสแควร์ สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และ ค่าสหสัมพันธ์พหุคูณและการถดถอยเชิงพหุแบบขั้นตอน ผลการศึกษาครั้งนี้ พบว่า ทัศนคติต่อการดำเนินงานการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ แรงจูงใจในการดำเนินงานการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ แรงสนับสนุนทางสังคม และการมีส่วนร่วมในการส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุ โดยรวมมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก ตัวแปรในกลุ่มปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ อายุ และรายได้เฉลี่ย มีความสัมพันธ์ต่อการมีส่วนร่วมของผู้สูงอายุในการดำเนินงานการส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุ จังหวัดปทุมธานี ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการมีส่วนร่วมของผู้สูงอายุในการดำเนินงานการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ คือ แรงสนับสนุนทางสังคมเท่านั้นที่สามารถคาดทำนายการมีส่วนร่วมของผู้สูงอายุในการดำเนินงานการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ โรงเรียนผู้สูงอายุ จังหวัดปทุมธานี ได้ร้อยละ 62.4</p> <p>จากผลการวิจัยที่พบว่าแรงสนับสนุนทางสังคมมีอิทธิพลต่อการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ หน่วยงานด้านสุขภาพระดับอำเภอและตำบลควรนำประเด็นดังกล่าวไปบรรจุในแผนงานอย่างเป็นรูปธรรม โดยส่งเสริมกิจกรรมที่กระตุ้นการมีส่วนร่วมของครอบครัว ชุมชน และอาสาสมัครสาธารณสุข ทั้งนี้ควรใช้ข้อมูลวิจัยเป็นฐานในการจัดสรรทรัพยากรและออกแบบโครงการให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ เพื่อให้การพัฒนาสุขภาพผู้สูงอายุเกิดประสิทธิผลและตอบสนองความต้องการที่แท้จริง</p> ศวรรยา เบ็ญจขันต์ วิราสิริริ์ วสีวีรสิว์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 27 52 38 50 ผลของโปรแกรมการควบคุมอาหารต่อพฤติกรรมการรับประทานอาหารและระดับน้ำตาลในเลือด ของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ อำเภอโคกเจริญ จังหวัดลพบุรี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nursingsiamjournal/article/view/283765 <p>การศึกษาผลของโปรแกรมการควบคุมอาหารต่อพฤติกรรมการรับประทานอาหารและระดับน้ำตาลในเลือด ของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ อำเภอโคกเจริญ จังหวัดลพบุรี เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง แบบสองกลุ่ม กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ในพื้นที่ อำเภอโคกเจริญ จังหวัดลพบุรี สุ่มตัวอย่างอย่างง่าย จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 30 คน และกลุ่มควบคุม 30 คน เข้าร่วมโปรแกรมเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามก่อนและหลังการทดลอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนระหว่างกลุ่มก่อนและหลังการทดลอง ด้วยสถิติ Independent t–test เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนภายในกลุ่มก่อนและหลังการทดลอง ด้วยสถิติ Paired t–test</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมเป็นเพศหญิง ร้อยละ 73.33 และ ร้อยละ 70.00 อายุเฉลี่ย 59.33±9.31 ปี และ 62.87±8.79 ปี ตามลำดับ หลังการเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่มทดลองมีพฤติกรรมการรับประทานอาหารสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมและสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.05 และมีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมและต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.05 เห็นได้ว่าโปรแกรมการควบคุมอาหารต่อพฤติกรรมการรับประทานอาหารและระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ อำเภอโคกเจริญ จังหวัดลพบุรี สามารถช่วยให้ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารได้ดีขึ้น และส่งผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นหน่วยงานสาธารณสุขในระดับจังหวัดหรือเขตสุขภาพ ควรสนับสนุนให้มีการดำเนินโปรแกรมลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการเข้ากับงานคลินิกเบาหวานในปัจจุบัน เพื่อให้ผู้ป่วยทุกคนได้รับการส่งเสริมด้านความรู้และทักษะการดูแลตนเอง</p> นันทวัน ขวัญสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 27 52 51 67 ผลของโปรแกรมการพัฒนาความรู้และทักษะของพยาบาล ในการดูแลผู้ป่วยตัดปากมดลูก ด้วยห่วงไฟฟ้าแบบวันเดียวกลับ โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง จังหวัดเลย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nursingsiamjournal/article/view/283909 <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความรู้และทักษะของพยาบาลวิชาชีพ ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมพัฒนาความรู้และทักษะในการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการตัดปากมดลูกด้วยห่วงไฟฟ้าแบบวันเดียวกลับ 2) เพื่อเปรียบเทียบอุบัติการณ์การเกิดภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยกลุ่มนี้ ก่อนและหลังการใช้โปรแกรม</p> <p>การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้ ประชากรและกลุ่มตัวอย่างเป็นกลุ่มเดียวกัน คัดเลือกตามเกณฑ์คัดเข้าศึกษา ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง พยาบาล 11 คน ผู้ป่วยตัดปากมดลูกด้วยห่วงไฟฟ้าแบบวันเดียวกลับ 11 คน เครื่องมือประกอบด้วย 1) โปรแกรมการพัฒนาความรู้และทักษะในการดูแลผู้ป่วยตัดปากมดลูกด้วยห่วงไฟฟ้าแบบวันเดียวกลับโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง จังหวัดเลย 2) แบบประเมินความรู้ในการดูแลผู้ป่วยตัดปากมดลูกด้วยห่วงไฟฟ้าแบบวันเดียวกลับ 3) แบบประเมินทักษะในการดูแลผู้ป่วยตัดปากมดลูกด้วยห่วงไฟฟ้าแบบวันเดียวกลับ และ 4) แบบบันทึกอุบัติการณ์/ภาวะแทรกซ้อน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณา และวิลคอกซอนไซนด์แรงค์เทส (Wilcoxon signed-rank test) </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรม พยาบาลมีคะแนนเฉลี่ยความรู้และทักษะสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) อุบัติการณ์การเกิดภาวะแทรกซ้อนลดลงจากร้อยละ 55.55 เป็นร้อยละ 9.09 ข้อเสนอแนะควรนำโปรแกรมนี้ไปใช้ในการพัฒนาบุคลากร และศึกษาติดตามผลระยะยาวเพื่อประเมินความคงอยู่ของความรู้และทักษะ</p> กาญจนาภรณ์ ยศปัญญา พัทยา แก้วสาร วัลภา ศรีบุญพิมพ์สวย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 27 52 67 78