https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nursingsiamjournal/issue/feed วารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม 2025-12-29T20:50:05+07:00 Assistant Professor Dr. Jaratdao Reynolds (Ph.D) jsiamns@siam.edu Open Journal Systems <p>วารสารวิชาการด้านพยาบาลศาสตร์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ และการศึกษาทางการพยาบาล</p> <p>ISSN 1513-5454 ยกเลิก</p> <p>ISSN 3088-1137 (online)</p> <p>บทความทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และใช้กระบวนการปิดบังชื่อผู้แต่งและผู้ทรงคุณวุฒิในการพิจารณาบทความ</p> <p>บทความที่ได้รับการเผยแพร่ทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม</p> <p>กำหนดออกเล่มวารสารทุก 6 เดือน (ปีละ 2 ฉบับ)</p> <p>- มกราคม - มิถุนายน (เผยแพร่ 7 - 10 บทความภายในเดือนมิถุนายน) </p> <p>- กรกฎาคม - ธันวาคม (เผยแพร่ 7 - 10 บทความภายในเดือนธันวาคม)</p> https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nursingsiamjournal/article/view/279745 ประสิทธิผลของโปรแกรมสร้างสุขกายเสริมสุขใจด้วยตารางตั้งเตของผู้สูงอายุในชุมชน ตำบลอ้อมน้อย อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร 2025-07-14T12:54:28+07:00 วรวีรินทร์ พัฒนสินวาณิช arinbunny2108@gmail.com สาโรจน์ คำทรัพย์ bguy2525@gmail.com อารีย์ ธวัชวัฒนานันท์ nuy1617@gmail.com <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง ชนิดหนึ่งกลุ่มเปรียบเทียบก่อนและหลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมสร้างสุขกายเสริมสุขใจด้วยตารางตั้งเตของผู้สูงอายุในชุมชน ตำบลอ้อมน้อย อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร โดยการเปรียบเทียบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา ความสามารถในการทรงตัว ความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ ความสุขใจและสมรรถภาพทางสังคมของผู้สูงอายุ ก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม และ (2) ศึกษาความพึงพอใจของผู้สูงอายุหลังเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 42 คน ใช้เวลารวบรวมข้อมูลตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2567 ถึง เดือนมกราคม พ.ศ. 2568 เมื่อเปรียบเทียบก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมโดยใช้สถิติ Paired t-test ผลการวิจัยพบว่ากล้ามเนื้อขาแข็งแรงขึ้น (13.99 ± 3.55 และ 10.83 ± 3.12) ความสามารถในการทรงตัวดีขึ้น (11.82 ± 3.45 และ 9.98 ± 2.77) เพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ (7.50 ± 3.00 และ 6.00 ± 2.70) ความสุขใจและสมรรถภาพทางสังคมเพิ่มขึ้น (40.15 ± 9.20 และ 43.50 ± 7.80) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> &lt; 0.0001) และการศึกษาความพึงพอใจในโปรแกรมของกลุ่มตัวอย่างหลังเข้าร่วมโปรแกรมโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน พบว่า ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (43.59 ± 4.68)</p> <p> โปรแกรมสร้างสุขกายเสริมสุขใจด้วยตารางตั้งเต มีประสิทธิผลในการสร้างเสริมสุขภาพกาย ใจ และสังคมของผู้สูงอายุ โดยมีส่วนช่วยในการเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา ส่งเสริมการทรงตัว เสริมความยืดหยุ่น และการออกกำลังกายโดยใช้ตารางตั้งเตช่วยเพิ่มความสุขใจให้กับผู้สูงอายุ นอกจากนี้ การออกกำลังกายกลุ่มยังส่งเสริมความสัมพันธ์ทางสังคม คลายความเหงา และลดความเสี่ยงจากภาวะซึมเศร้า ผู้วิจัยสนับสนุนให้หน่วยบริการสาธารณสุขนำไปใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ในพื้นที่อื่น ๆ ต่อไป</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nursingsiamjournal/article/view/282459 ผลของสื่อการเรียนรู้เชิงโต้ตอบเรื่องการพยาบาลผู้ที่มีภาวะแพนิคต่อความรู้ ประสิทธิภาพการเรียนรู้ และความพึงพอใจของนักศึกษาพยาบาล 2025-09-22T13:36:45+07:00 พรพิมล พรามน้อย Pornpimon.p@stin.ac.th ศิลป์ไทย ธรรมเรืองฤทธิ์ silpthai.t@stin.ac.th ดวงใจ วัฒนสินธุ์ Duangjai.v@stin.ac.th กมลชนก มูลไชย Kamonchanok.m@stin.ac.th <p>การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของสื่อการเรียนรู้เชิงโต้ตอบเรื่องการพยาบาลผู้ที่มีภาวะแพนิคต่อความรู้ ประสิทธิภาพการเรียนรู้และความพึงพอใจของนักศึกษาพยาบาล กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 4 จำนวน 112 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 56 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย สื่อการเรียนรู้เชิงโต้ตอบเรื่องการพยาบาลผู้ที่มีภาวะแพนิค แบบประเมินความรู้เกี่ยวกับการพยาบาลผู้ที่มีภาวะแพนิค และ แบบสอบถามประสิทธิภาพและความพึงพอใจในการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณาและการทดลองทีแบบก่อนและหลัง และระหว่างกลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลอง (M = 9.14, SD = 1.47) และกลุ่มควบคุม (M = 8.91, SD = 1.28) มีคะแนนความรู้หลังการเรียนรู้สูงกว่าก่อนเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) แต่คะแนนความรู้หลังการเรียนรู้ทั้งสองกลุ่มแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ กลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นต่อประสิทธิภาพและความพึงพอใจในการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมาก (M = 4.67, SD = 0.36; M = 4.59, SD = 0.55) แสดงให้เห็นว่าสื่อการเรียนรู้เชิงโต้ตอบมีประสิทธิผลในการส่งเสริมประสิทธิภาพการเรียนรู้ และสร้างความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักศึกษาพยาบาล อันเป็นแนวทางในการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ที่ตอบสนองการเรียนการสอนด้านการพยาบาลในศตวรรษที่ 21</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nursingsiamjournal/article/view/282103 การพัฒนาเกมมิฟิเคชันต้นแบบเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้การใช้ยาทางจิตเวชอย่างสมเหตุผล ของนักศึกษาพยาบาล 2025-09-12T15:15:53+07:00 ดวงใจ วัฒนสินธุ์ duangjai.v@stin.ac.th กมลชนก มูลไชย kamonchanok.m@stin.ac.th ศิลป์ไทย ธรรมเรืองฤทธิ์ silpthai.p@stin.ac.th พรพิมล พรามน้อย pornpimon.p@stin.ac.th <p>การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินประสิทธิภาพของเกมมิฟิเคชันต้นแบบ “Good Nurse: การพยาบาลด้วยใจรัก” เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้การใช้ยาทางจิตเวชอย่างสมเหตุผลของนักศึกษาพยาบาล ภายใต้กรอบแนวคิด ADDIE Model กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 4 จำนวน 30 ราย ซึ่งคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย (1) เกมมิฟิเคชัน “Good Nurse: การพยาบาลด้วยใจรัก” ที่ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิโดยมีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 (2) แบบประเมินความรู้เรื่องการใช้ยาทางจิตเวชอย่างสมเหตุผล ซึ่งมีค่าสหสัมพันธ์ของเพียร์สันเท่ากับ 0.82 และ (3) แบบสอบถามประสิทธิภาพและความพึงพอใจในการเรียนรู้ผ่านเกมมิฟิเคชัน ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.92 ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษามีคะแนนเฉลี่ยความรู้หลังเรียน (= 9.33, SD = 0.80) สูงกว่าก่อนเรียน ( = 6.17, SD = 1.68) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = -9.333, p &lt; .001) และมีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ในระดับสูง ( = 4.20, SD = 0.86) ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าเกมมิฟิเคชันต้นแบบนี้มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมการเรียนรู้ และสามารถใช้เป็นสื่อดิจิทัลทางเลือกเพื่อเพิ่มแรงจูงใจของนักศึกษาพยาบาลในการเรียนรู้เรื่องการใช้ยาทางจิตเวชอย่างสมเหตุผล</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nursingsiamjournal/article/view/279948 ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางใจ เพื่อเพิ่มพลังสุขภาพจิตและลดความคิดฆ่าตัวตายของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าโรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่งในจังหวัดสุโขทัย 2025-07-12T09:52:06+07:00 สุกัญญา สุทธศิลป์ mayvet_2006@hotmail.com <p> การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางใจต่อพลังสุขภาพจิตและลดความคิดฆ่าตัวตายของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ได้รับการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง 66 คน สุ่มเข้ากลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมฯ ที่ผู้วิจัยกำหนดขึ้น และกลุ่มควบคุมซึ่งได้รับการดูแลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินพลังสุขภาพจิต (RQ) แบบประเมินการฆ่าตัวตาย (8Q) ของกรมสุขภาพจิต และโปรแกรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา และ t-test</p> <p><strong> </strong>ผลการศึกษา พบว่ากลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมฯ มีค่าเฉลี่ยพลังสุขภาพจิตก่อนและหลังการทดลองเท่ากับ 14.07 (SD = 9.96) และ 25.73 (SD = 6.57) แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยกลุ่มควบคุมมีค่าเฉลี่ยพลังสุขภาพจิตก่อนและหลังการทดลองเท่ากับ 17.40 (SD = 8.92) และ 18.60 (SD = 8.72) ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ค่าเฉลี่ยความคิดฆ่าตัวตายก่อนการทดลองและหลังการทดลองของกลุ่มทดลองเท่ากับ 22.06 (SD = 7.51) และ 15.13 (SD=9.72) แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ความคิดฆ่าตัวตายก่อนการทดลองและหลังการทดลองของกลุ่มควบคุมเท่ากับ 18.87 (SD = 8.54) และ 18.53 (SD = 8.89) แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ที่ระดับ 0.05</p> <p><strong> </strong>ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางใจในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าสามารถนำไปใช้ประโยชน์ด้านบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ นำไปฝึกอบรมแก่บุคลากรทีมสุขภาพเพื่อเพิ่มทักษะการดูแลและสร้างแนวปฏิบัติในการพัฒนาคุณภาพการพยาบาลผู้ป่วยโรคซึมเศร้า และนำไปสู่ข้อเสนอแนะให้ผู้บริหารระดับสูง เช่น สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ, สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และเขตสุขภาพ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินนโยบายการดูแลผู้ป่วยโรคซึมเศร้าต่อไป</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nursingsiamjournal/article/view/282918 ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้กับพฤติกรรมการป้องกันกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมของบุคลากรสายสนับสนุนในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจังหวัดจันทบุรี 2025-11-08T07:02:56+07:00 ณจิต วงศ์ชัย nachit.w@rbru.ac.th ลลิสา ก่อปฐมกุล lalisa.k@rbru.ac.th จุรีภรณ์ เจริญพงศ์ Jureeporn.j@rbru.ac.th <p> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบบรรยาย เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพกับพฤติกรรมป้องกันกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมของบุคลากรสายสนับสนุนในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจังหวัดจันทบุรี จำนวน 200 คน กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างด้วยสูตรของ Krejcie &amp; Morgan ใช้วิธีการคำนวณขนาดของกลุ่มตัวอย่างจากแต่ละหน่วยงาน โดยการเทียบสัดส่วนและสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือวิจัยที่ใช้เป็นแบบสอบถามที่ตอบด้วยตนเองจำนวน 6 ตอน ได้แก่ ตอนที่ 1 ข้อมูลส่วนบุคคล ตอนที่ 2 แบบสอบถามการรับรู้ความเสี่ยงของการเกิดกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม ตอนที่ 3 แบบสอบถามการรับรู้ความรุนแรงของกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม ตอนที่ 4 แบบสอบถามการรับรู้ประโยชน์ในการปฏิบัติพฤติกรรมป้องกันกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม ตอนที่ 5 แบบสอบถามการรับรู้อุปสรรคในการปฏิบัติพฤติกรรมป้องกันกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม ตอนที่ 6 แบบสอบถามพฤติกรรมป้องกันกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม โดยแบบสอบถามตอนที่ 2–6 ได้นำมาหาค่าความเชื่อมั่นด้วยสูตร Cronbach’s alpha พบค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .86, .81, .90, .70 และ .77 ตามลำดับ ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วยสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมป้องกันกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมอยู่ในระดับปานกลาง และการรับรู้ความเสี่ยงของการเกิดกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมมีความสัมพันธ์ทางบวกระดับต่ำกับพฤติกรรมป้องกันกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม (r = 0.23, <em>p</em> &lt; .01) การรับรู้ความรุนแรงของกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมมีความสัมพันธ์ทางบวกระดับต่ำมากกับพฤติกรรมป้องกันกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม (r = 0.18,<em> p</em> &lt; .05) การรับรู้ประโยชน์ในการปฏิบัติพฤติกรรมป้องกันกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมมีความสัมพันธ์ทางบวกระดับต่ำกับพฤติกรรมป้องกันกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม (r = 0.21, <em>p</em> &lt; .05) และการรับรู้อุปสรรคในการปฏิบัติพฤติกรรมป้องกันกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมป้องกันกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม ผลการวิจัยสะท้อนว่าพยาบาลหรือบุคลากรที่เกี่ยวข้องควรมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ โดยใช้แบบแผนความเชื่อสุขภาพเป็นแนวคิดในการจัดกิจกรรม เพื่อป้องกันกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nursingsiamjournal/article/view/282815 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการรับรู้ผลที่เกิดต่อสุขภาพจากบุหรี่ไฟฟ้าของนักศึกษาปริญญาตรี 2025-10-07T14:34:25+07:00 ศิริพร พูลรักษ์ siripornpnr@au.edu สุภาว์ ปัดเกษม supaPdk@au.edu <p> การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุหลักอย่างหนึ่งของการเกิดโรคเรื้อรัง และเป็นสาเหตุการตายของประชากรโลกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน บุหรี่ถูกนำมาใช้ในรูปแบบที่แตกต่างกัน บุหรี่ไฟฟ้าเป็นที่สนใจของคนจำนวนมากเนื่องจากขาดความเข้าใจเกี่ยวกับอันตรายต่อสุขภาพและการมีความเชื่อที่ผิด ทำให้มีการสูบเพิ่มขึ้นในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทย งานวิจัย เชิงสหสัมพันธ์นี้มีจุดมุ่งหมายในการศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการรับรู้ผลที่เกิดต่อสุขภาพจากบุหรี่ไฟฟ้าของนักศึกษา การทบทวนวรรณกรรมครอบคลุมปัจจัยต่าง ๆ ประกอบด้วย ความรู้เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า แรงกดดันจากเพื่อน การเข้าถึงสื่อสังคมออนไลน์ การสูบบุหรี่ของพ่อ–แม่ อายุ เพศ ความอยากรู้อยากลอง และการรับรู้ของบุคลากรสุขภาพต่อบุหรี่ไฟฟ้า นักศึกษาที่กำลังศึกษาระดับปริญญาตรีจำนวน 382 คน ได้รับการสุ่มแบบแบ่งชั้นเพื่อการศึกษาวิจัย แบบสอบถามเชิงโครงสร้างถูกพัฒนาขึ้นผ่านการพิจารณาโดยผู้เชี่ยวชาญ มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ 0.90 ค่าความเชื่อมั่นคูเดอร์ ริชาร์ดสัน 20 (KR-20) ของแบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าเท่ากับ 0.854 และค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธ์แอลฟาของครอนบาคของแบบสอบถามส่วนอื่น ๆ ทั้งฉบับเท่ากับ 0.905 ผลการวิจัยพบว่ามีปัจจัย 5 ด้านส่งผลต่อการรับรู้ที่เกิดต่อสุขภาพจากบุหรี่ไฟฟ้าของนักศึกษาปริญญาตรี คือ 1) การรับรู้ของบุคลากรสุขภาพต่อบุหรี่ไฟฟ้า 2) ความอยากรู้อยากลอง 3) การเข้าถึงสื่อสังคมออนไลน์ 4) แรงกดดันจากเพื่อน และ 5) การสูบบุหรี่ของพ่อ–แม่ โดยการรับรู้ของบุคลากรสุขภาพต่อบุหรี่ไฟฟ้ามีค่าความสัมพันธ์สูงสุดและเป็นปัจจัยทำนายที่ดีที่สุดต่อการรับรู้ผลที่เกิดต่อสุขภาพจากบุหรี่ไฟฟ้า (r = 0.551, <em>p</em> &lt; 0.01) ผลการวิจัยแสดงให้เห็นปัจจัยที่สอดคล้องกับผลการวิจัยที่ผ่านมาในอดีต อย่างไรก็ตามพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความรู้เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าและอันตรายต่อสุขภาพค่อนข้างน้อย ดังนั้นควรจัดให้มีการรณรงค์เพื่อให้นักศึกษามหาวิทยาลัยมีความตื่นตัวเกี่ยวกับผลกระทบเชิงลบของบุหรี่ไฟฟ้าต่อสุขภาพ</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nursingsiamjournal/article/view/280510 ผลของการใช้แอปพลิเคชัน Preg-PLAM 4 Warning Signs ต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของหญิงตั้งครรภ์ใกล้คลอด 2025-07-30T08:57:44+07:00 สุกฤตา ตะการีย์ sukritatakaree@gmail.com พิชาภรณ์ จันทนกุล su.dr.pichaporn@gmail.com อัมพร คงจิระ amporn.kho@gmail.com พรรณี ตรังคสันต์ Sukritatakaree@gmail.com สกาย นาดี Sukritatakaree@gmail.com <p> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi Experimental Research) ดำเนินการระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2567 ถึงกุมภาพันธ์ 2568 ในหญิงตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 3 จำนวน 100 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม วัตถุประสงค์ ได้แก่ 1) ศึกษาผลลัพธ์การใช้แอปพลิเคชันในการให้ความรู้ 2) ประเมินความพึงพอใจในการใช้งาน 3) ลดความวิตกกังวลของหญิงตั้งครรภ์ใกล้คลอด และ 4) ศึกษาความแตกต่างของคะแนน APGAR Score ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ทดสอบความเชื่อมั่นหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค (Cronbach’s alpha coefficient) ได้ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม 0.88 เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความรู้ 10 ข้อ ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ (Index of Item–Objective Congruence: IOC = 0.9) และแบบสอบถามความพึงพอใจ 10 ข้อ (IOC = 0.8) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและเชิงอนุมาน ได้แก่ Independent t-test และ paired t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้ก่อนและหลังการทดลองในกลุ่มทดลอง พบว่าค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้ ในกลุ่มทดลองดีขึ้นจากก่อนเข้าร่วมการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 หลังการทดลองมีความพึงพอใจด้านแอปพลิเคชัน และด้านเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำอยู่ในระดับมากที่สุด หลังการใช้งานเกิดความวิตกกังวล แตกต่างจากก่อนการใช้อยู่ในระดับมากที่สุด และกลุ่มทดลองมีค่าคะแนนแรกคลอดของทารกแตกต่างจากกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nursingsiamjournal/article/view/283358 ความสัมพันธ์ระหว่างการปฐมนิเทศกับความต้องการพัฒนาตนเองของอาจารย์พยาบาลในมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งในเขตกรุงเทพมหานคร 2025-11-14T14:51:56+07:00 ศิริวรรณ ตุรงค์เรือง siriwan.tu@northbkk.ac.th ละเอียด แจ่มจันทร์ laiadjamjan@hotmail.com พรลภัส ภูวดลไพศาล Laiad76@hotmail.com <p>การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลลัพธ์การปฐมนิเทศ ความต้องการพัฒนาตนเอง ความสัมพันธ์ระหว่างผลลัพธ์การปฐมนิเทศกับความต้องการพัฒนาตนเอง และเปรียบเทียบตามประสบการณ์การสอนของอาจารย์พยาบาล กลุ่มตัวอย่างเป็นอาจารย์พยาบาลที่ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งในเขตกรุงเทพมหานครที่ผ่านการปฐมนิเทศจำนวน 32 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม 2 ชุด (α = 0.968 และ 0.975) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และ <em>one-way ANOVA</em> ผลการวิจัยพบว่า ผลลัพธ์ การปฐมนิเทศโดยรวมอยู่ในระดับมาก (M = 4.35, <em>SD</em> = 0.57) โดยด้านทัศนคติมีค่าสูงสุด (M= 4.46) ความต้องการพัฒนาตนเองโดยรวมอยู่ในระดับมาก (M = 4.18, <em>SD</em> = 0.75) โดยด้านการสอนมีค่าสูงสุด (M = 4.42) พบ ความสัมพันธ์ทางบวกระดับสูงระหว่างผลลัพธ์การปฐมนิเทศกับความต้องการพัฒนาตนเอง (r = .748, <em>p</em> &lt; .01) และพบความแตกต่างของตัวแปรทั้งสองเมื่อจำแนกตามประสบการณ์การสอนอย่างมีนัยสำคัญ (<em>p</em> &lt; .05) โดยอาจารย์ที่มีประสบการณ์มากกว่า 7 ปีมีผลลัพธ์การปฐมนิเทศสูงสุด และอาจารย์ที่มีประสบการณ์ 1–3 ปีมีความต้องการพัฒนาตนเองสูงสุด ผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่าการปฐมนิเทศมีความสัมพันธ์กับความพร้อมและแรงจูงใจในการพัฒนาตนเองของอาจารย์พยาบาล สถาบันการศึกษาควรพัฒนาโปรแกรมปฐมนิเทศให้สอดคล้องกับประสบการณ์การสอนและจัดกิจกรรมพัฒนาอย่างต่อเนื่อง</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nursingsiamjournal/article/view/282931 ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลและความรอบรู้ทางสุขภาพ ในการป้องกันภาวะไตเสื่อมของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง 2025-11-14T12:12:10+07:00 พัฒนา เศรษฐวัชราวนิช pattanajanny@gmail.com วดีรัตน์ ศรีวงศ์วรรณ Wadeerat@hotmail.com <p><strong>บทนำ:</strong> ภาวะไตเสื่อมเกิดจากการขาดความรู้และความตระหนักในการป้องกัน</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับความรอบรู้ทางสุขภาพในการป้องกันภาวะไตเสื่อมของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง</p> <p><strong>วิธีการดำเนินการวิจัย:</strong> การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ในกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะ 1–3 จำนวน 122 ราย คัดเลือกตามเกณฑ์วินิจฉัยโรค ค่าอัตราการกรองของไต (GFR) หรือ Urine microalbumin เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลและความรอบรู้ทางสุขภาพ 6 ด้าน ผ่านการตรวจสอบความตรงโดยผู้เชี่ยวชาญ มีค่าสัมประสิทธิ์ อัลฟาของครอนบาคระหว่าง .75–.95 และค่า KR–20 เท่ากับ .74 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและสถิติไคสแควร์</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> ความรอบรู้ทางสุขภาพภาพรวมอยู่ในระดับต่ำ (ร้อยละ 58.20) โดยความรู้ความเข้าใจมีระดับต่ำสุด (ร้อยละ 56.56) รองลงมาคือการรู้เท่าทันสื่อ (ร้อยละ 63.11) ขณะที่การตัดสินใจอยู่ในระดับสูง (ร้อยละ 62.30) ปัจจัยส่วนบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับความรอบรู้ทางสุขภาพภาพรวมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p </em>&lt; .001) ได้แก่ ระดับการศึกษา อาชีพ และการใช้อุปกรณ์ติดตามภาวะสุขภาพ</p> <p><strong>สรุปผล:</strong> การส่งเสริมความรอบรู้ทางสุขภาพควรให้ความสำคัญกับกลุ่มที่มีระดับการศึกษาและรายได้ต่ำ โดยเน้นพัฒนาทักษะการใช้อุปกรณ์ติดตามสุขภาพ</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม