วารสารทางการแพทย์และบริหารจัดการระบบสุขภาพ โรงพยาบาลขอนแก่น (Journal of Medicine and Health System Management of Khon Kaen Hospital) https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nso-kkh <p>วารสารทางการแพทย์และบริหารจัดการระบบสุขภาพ โรงพยาบาลขอนแก่น เป็นวารสารทางวิชาการซึ่งเป็นลิขสิทธิ์ของ โรงพยาบาลขอนแก่น จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ นิพนธ์ต้นฉบับ (Original Article) รายงานผู้ป่วย (Case report) บทความวิชาการ (Academic Article) บทความปริทัศน์ (Literature Review Article) ตลอดจนองค์ความรู้ ที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ การพยาบาลหรือวิทยาศาสตร์สุขภาพ แนวปฏิบัติจากงานวิจัย บทความวิชาการ และบทความอื่นๆที่น่าสนใจ โดยทุกบทความได้รับการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จากภายใน และภายนอกโรงพยาบาลขอนแก่น ซึ่งมีกำหนดตีพิมพ์ปีละ 4 ฉบับ</p> โรงพยาบาลขอนแก่น (Khon Kean Hospital ) th-TH วารสารทางการแพทย์และบริหารจัดการระบบสุขภาพ โรงพยาบาลขอนแก่น (Journal of Medicine and Health System Management of Khon Kaen Hospital) 2822-082X <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของ กลุ่มภารกิจด้านพยาบาล โรงพยาบาลขอนแก่น</p> <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับโรงพยาบาลขอนแก่น หรือบุคลากรในโรงพยาบาลแต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว</p> การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลทารกแรกเกิดที่ได้รับการใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nso-kkh/article/view/278764 <p>การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.ศึกษาและพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลทารกแรกเกิดเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากการใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง 2.ศึกษาผลลัพธ์การใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลทารกแรกเกิดที่ใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง 3.ศึกษาผลลัพธ์การใช้นวัตกรรมแบบประเมินผู้ป่วยที่ใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง ในหอผู้ป่วยทารกแรกเกิด โรงพยาบาลขอนแก่น กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยทารกแรกเกิดที่ได้รับการใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลางจำนวน 10 ราย และพยาบาลวิชาชีพที่ดูแลผู้ป่วยทารกแรกเกิดจำนวน 18 ราย วิธีการดำเนินการศึกษาเป็นวิจัยเชิงพัฒนาโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ของซูคัพ แบ่งเป็น 4 ระยะ ดังนี้ 1) ค้นหาปัญหาทางคลินิก 2) สืบค้นหลักฐานเชิงประจักษ์ 3) พัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลและนำไปทดลองใช้ 4) การนำแนวปฏิบัติที่พัฒนาและปรับปรุงแล้วไปใช้จริงในหน่วยงาน เริ่มดำเนินการเดือน 16 มีนาคม พ.ศ. 2566 ถึง 30 มีนาคม พ.ศ. 2567 ผลการวิจัยพบว่า ผลลัพธ์ต่อตัวผู้ป่วยไม่พบการติดเชื้อในกระแสเลือดจากการใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง แต่ยังพบภาวะแทรกซ้อนคือ การอุดตันและการเลื่อนหลุด แต่อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนลดลงจากปีก่อนหน้าร้อยละ10&nbsp; และไม่พบการเกิดอุบัติการณ์ความเสี่ยงที่รุนแรงมากกว่าระดับC &nbsp;พยาบาลวิชาชีพส่วนใหญ่มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (𝑥̅ =5, S.D. =2.6) และนวัตกรรมแบบฟอร์มการประเมินผู้ป่วยที่ใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลางนี้เป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้พยาบาลประเมินผู้ป่วยในระยะแรกได้อย่างรวดเร็ว (Early Detection) ก่อนที่ผู้ป่วยจะได้รับอันตราย ลดความรุนแรงของอุบัติการณ์ความเสี่ยง ลดวันนอนของผู้ป่วย และลดค่าใช้ของโรงพยาบาลได้</p> ธัญลักษณ์ อรรคฮาต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล โรงพยาบาลขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-08 2026-01-08 3 2 1 11 ผลของโปรแกรมการป้องกันท่อช่วยหายใจเลื่อนหลุด หอผู้ป่วยเด็กระยะวิกฤต(PICU) https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nso-kkh/article/view/278736 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบหนึ่งกลุ่มวัดหลังการทดลอง การทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลของโปรแกรมการป้องกันท่อช่วยหายใจเลื่อนหลุดต่อการปฏิบัติในการป้องกันท่อช่วยหายใจเลื่อนหลุดของพยาบาลวิชาชีพในหอผู้ป่วยเด็กระยะวิกฤต(PICU) 2) เปรียบเทียบอุบัติการณ์การเกิดท่อช่วยหายใจเลื่อนหลุดระหว่างก่อนและหลังใช้โปรแกรมการป้องกันท่อช่วยหายใจเลื่อนหลุด หอผู้ป่วยเด็กระยะวิกฤต(PICU) &nbsp;กลุ่มตัวอย่าง คือพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยเด็กระยะวิกฤต (PICU) โรงพยาบาลขอนแก่น ทั้งหมด จำนวน 16 คน และผู้ป่วยเด็กอายุ 1 เดือน – 15 ปี ที่ใส่ท่อช่วยหายใจ และเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยเด็กระยะวิกฤต(PICU) โรงพยาบาลขอนแก่น ระหว่างเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2566 เครื่องมือดำเนินการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมการป้องกันท่อช่วยหายใจเลื่อนหลุด หอผู้ป่วยเด็กระยะวิกฤต วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ และใช้สถิติที ( t- test) <strong>&nbsp;</strong>ภายหลังการนำโปรแกรมการป้องกันท่อช่วยหายใจเลื่อนหลุดมาใช้ พบว่า คะแนนการเฉลี่ยพฤติกรรมของพยาบาล ในการป้องกันท่อช่วยหายใจเลื่อนหลุดเพิ่มขึ้นจาก 44.53 เป็น 80.33 คะแนน ซึ่งแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และอุบัติการณ์การเกิดท่อช่วยหายใจเลื่อนหลุดในผู้ป่วยเด็กลดลง เท่ากับ 7.85 ครั้งต่อ 1,000 วันใส่ท่อช่วยหายใจ</p> เกศราพร เพ่งพิศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล โรงพยาบาลขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-08 2026-01-08 3 2 12 23 การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในสตรีตั้งครรภ์ที่ทำงานในสถานประกอบการ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nso-kkh/article/view/278709 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and development) วัตถุประสงค์ของการศึกษานี้เพื่อพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในสตรีตั้งครรภ์ที่ทำงานในสถานประกอบการ ทำการศึกษาในสถานประกอบการขนาดใหญ่ 6 แห่ง ในระหว่างเดือนตุลาคม 2564–มีนาคม 2566 กลุ่มตัวอย่างคือ สตรีตั้งครรภ์ที่ทำงานในสถานประกอบการ คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 36 ราย โดยแบ่งการศึกษาออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 เป็นการศึกษารูปแบบและปัญหาสถานการณ์ โดยใช้การประชุมร่วมภาคีเครือข่าย พบว่ามีความยุ่งยากในการบีบเก็บน้ำนม ไม่มีนโยบายที่เอื้อให้กับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ไม่มีสถานที่ในการบีบนม ไม่มีเวลาในการบีบเก็บน้ำนม เกรงใจเพื่อนร่วมงาน ระยะที่ 2 การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในสตรีตั้งครรภ์ที่ทำงานในสถานประกอบการ โดยมี 1) สนับสนุนการจัดตั้งมุมนมแม่ 2) จัดกิจกรรมการให้ความรู้ด้านการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่สำหรับสตรีตั้งครรภ์จำนวน 1 ครั้ง 3) จัดวางระบบสายด่วนหรือช่องทางการสื่อสาร ระยะที่ 3 ศึกษาผลลัพธ์ของรูปแบบการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในสตรีตั้งครรภ์ที่ทำงานในสถานประกอบการ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพแบบ Content analysis ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติพรรณนา และ Pair t-test ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้เรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 และพบว่าหลังคลอดมีอัตราเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 เดือน ร้อยละ 63.89 ดังนั้นจึงควรมีการนำไปใช้เป็นรูปแบบในสถานประกอบทุกแห่ง โดยคำนึงถึงความแตกต่างกันตามบริบทของสถานประกอบการ รวมถึงควรมีการศึกษาติดตามผลลัพธ์ในระยะยาวต่อไป</p> เวณุกา พรกุณา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล โรงพยาบาลขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-08 2026-01-08 3 2 การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกเพื่อป้องกันภาวะอุณหภูมิกายต่ำในทารกเกิดก่อนกำหนดโดยใช้ถุงเจลให้ความร้อน(Heat Mattress Bag) https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nso-kkh/article/view/278873 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มอิสระต่อกันวัดผลหลังการศึกษาครั้งเดียว มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาผลการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกเพื่อป้องกันภาวะอุณหภูมิกายต่ำในทารกเกิดก่อนกำหนดโดยใช้ถุงเจลให้ความร้อน(Heat Mattress Bag)ในหอผู้ป่วยทารกแรกเกิดระยะวิกฤต โรงพยาบาลขอนแก่น กลุ่มตัวอย่างเป็นทารกเกิดก่อนกำหนดที่มีอายุครรภ์น้อยกว่า 32 สัปดาห์หรือน้ำหนักน้อยกว่า 1,500 กรัมจำนวน 50 คน และพยาบาลวิชาชีพจำนวน 18 คนในระหว่างเดือนมกราคม 2566-พฤษภาคม 2566 แนวปฏิบัติได้จากการทบทวนวรรณกรรมอย่างมีระบบและใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ จำนวน 5เรื่อง แนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นนี้ ได้รับการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่านซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการดูแลทารกเกิดก่อนกำหนดโดยการประเมินคุณภาพแนวปฏิบัติได้ร้อยละ 82ได้ค่าดัชนีความตรงต่อเนื้อหาเท่ากับ 0.98 ความตรงกับปัญหาทางคลินิกที่ต้องการแก้ไข ความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ปฏิบัติ</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า แนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกเพื่อป้องกันภาวะอุณหภูมิกายต่ำในทารกเกิดก่อนกำหนดโดยใช้ถุงเจลให้ความร้อน(Heat Mattress Bag)ประกอบด้วย 1) การประเมินคุณลักษณะทารกเกิดก่อนกำหนดที่สามารถใช้แนวปฏิบัตินี้ 2) อุปกรณ์ที่ใช้ในการป้องกันภาวะอุณหภูมิกายต่ำ 3) แนวปฏิบัติเพื่อป้องกันในการป้องกันภาวะอุณหภูมิกายต่ำโดยใช้ถุงเจลให้ความร้อน(Heat mattress bag) จำนวน 10 ข้อ หลังการใช้แนวปฏิบัติพบว่าอุบัติการณ์ภาวะอุณหภูมิกายต่ำของทารกเกิดก่อนกำหนดลดลงจากร้อยละ 55 เป็นร้อยละ 43 และพยาบาลผู้ใช้แนวปฏิบัติทางคลินิกมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุดร้อยละ 100</p> <p>&nbsp;</p> นิตยา ใสศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล โรงพยาบาลขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-08 2026-01-08 3 2 36 46 การพยาบาลผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเอาไตออกด้วยวิธีการส่องกล้อง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nso-kkh/article/view/280729 <p><strong>ที่มาและความสำคัญ</strong><strong>:</strong> การพยาบาลผู้ป่วยโรคนิ่วในไต ที่ได้รับการผ่าตัดเอาไตออกด้วยวิธีการส่องกล้อง เป็นการผ่าตัดใหญ่ที่มีความยุ่งยากซับซ้อนและมีโอกาสทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทั้งขณะผ่าตัดและหลังผ่าตัดได้ การพยาบาลที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ จะทำให้ผู้ป่วยที่ได้รับการการผ่าตัดเอาไตออกด้วยวิธีการส่องกล้องปลอดภัย</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการใช้กระบวนการพยาบาลในการพยาบาลผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเอาไตออกด้วยวิธีการส่องกล้อง</p> <p><strong>วิธีดำเนินการ</strong><strong>: </strong>เป็นการศึกษารายกรณี จำนวน 2 ราย โดยคัดเลือกผู้ป่วยแบบเจาะจง ในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเอาไตออกด้วยวิธีการส่องกล้อง เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลขอนแก่น ระหว่างเดือนกันยายน 2567 ถึง มีนาคม พ.ศ.2568</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>ให้การพยาบาลผู้ป่วยครอบคลุม 3 ระยะ ได้แก่ ระยะก่อนการผ่าตัด ขณะผ่าตัด และหลังการผ่าตัด ภายหลังให้การพยาบาล พบว่า กรณีศึกษาทั้ง 2 ราย ได้รับการรักษาพยาบาลจนพ้นภาวะวิกฤติและปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อน สามารถจำหน่ายกลับบ้านได้ ระยะเวลานอนรักษาที่โรงพยาบาลรวม 7 วัน และ 12 วัน</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>นำไปใช้เป็นแนวทางในการให้การพยาบาลผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเอาไตออกด้วยวิธีการส่องกล้อง</p> <p>และเป็นแนวทางในการพัฒนาสมรรถนะพยาบาลห้องผ่าตัด ให้มีความรู้ ทักษะเฉพาะทางในการพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัดที่มีประสิทธิภาพ ผู้ป่วยปลอดภัย และไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด</p> วนิดา มาตย์ภา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล โรงพยาบาลขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-08 2026-01-08 3 2 59 71