https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nso-kkh/issue/feed
วารสารทางการแพทย์และบริหารจัดการระบบสุขภาพ โรงพยาบาลขอนแก่น (Journal of Medicine and Health System Management of Khon Kaen Hospital)
2026-01-19T10:59:48+07:00
ดร.ผนึกแก้ว คลังคา
pugpoa140@gmail.com
Open Journal Systems
<p>วารสารทางการแพทย์และบริหารจัดการระบบสุขภาพ โรงพยาบาลขอนแก่น เป็นวารสารทางวิชาการซึ่งเป็นลิขสิทธิ์ของ โรงพยาบาลขอนแก่น จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ นิพนธ์ต้นฉบับ (Original Article) รายงานผู้ป่วย (Case report) บทความวิชาการ (Academic Article) บทความปริทัศน์ (Literature Review Article) ตลอดจนองค์ความรู้ ที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ การพยาบาลหรือวิทยาศาสตร์สุขภาพ แนวปฏิบัติจากงานวิจัย บทความวิชาการ และบทความอื่นๆที่น่าสนใจ โดยทุกบทความได้รับการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จากภายใน และภายนอกโรงพยาบาลขอนแก่น ซึ่งมีกำหนดตีพิมพ์ปีละ 4 ฉบับ</p>
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nso-kkh/article/view/283883
การพยาบาลทารกปอดอักเสบที่มีภาวะหายใจลำบาก : กรณีศึกษา
2025-11-12T08:41:17+07:00
ศิญาภรณ์ สามหาดไทย
muysiya555@gmail.com
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p><strong>บทนำ </strong>ปอดอักเสบในทารกเป็นภาวะติดเชื้อที่รุนแรงและอันตรายต่อชีวิต โดยเฉพาะในทารกแรกเกิดที่มีระบบภูมิคุ้มกันยังไม่สมบูรณ์ การพยาบาลทารกปอดอักเสบที่มีภาวะหายใจลำบากจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการลดอัตราการเสียชีวิตและป้องกันภาวะแทรกซ้อน</p> <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong>เพื่อศึกษาการใช้กระบวนการพยาบาลในการปฏิบัติการพยาบาลทารกปอดอักเสบที่มีภาวะหายใจลำบาก</p> <p><strong>วิธีการศึกษา </strong>ใช้กรณีศึกษาในทารกปอดอักเสบที่มีภาวะหายใจลำบาก 2 ราย ที่เลือกแบบเฉพาะเจาะจงจากหอผู้ป่วยพิเศษ 114/5 โรงพยาบาลขอนแก่น ในช่วงเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม พ.ศ. 2568 รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบประเมินตามกรอบ 11 แบบแผนสุขภาพของกอร์ดอนร่วมกับทฤษฎีการพยาบาลของ Orem วิเคราะห์การใช้กระบวนการพยาบาล 5 ขั้นตอน แบ่งการดูแลเป็น 3 ระยะ คือ ระยะวิกฤต ระยะฟื้นฟูการดูแลต่อเนื่อง และระยะวางแผนจำหน่าย</p> <p><strong>ผลการศึกษา </strong>ทารกทั้ง 2 รายได้รับการวินิจฉัยเป็นปอดอักเสบแต่กำเนิดร่วมกับภาวะหายใจลำบาก หลังให้การพยาบาลพบว่าทารกหายใจเองได้ดี กระตุ้นการดูดนมได้ดี ปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อน มารดาบิดามีความรู้ความเข้าใจในการดูแลบุตร ทารกจำหน่ายกลับบ้าน ติดตามอาการพบว่ามีการเจริญเติบโตและพัฒนาการสมวัย</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ </strong>การใช้กระบวนการพยาบาลร่วมกับการมีส่วนร่วมของครอบครัว ส่งผลให้ทารกปอดอักเสบที่มีภาวะหายใจลำบากได้รับการดูแลอย่างมีประสิทธิภาพ ลดระยะเวลาการนอนโรงพยาบาล และปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อน</p> <p> </p> <p> </p> <p><strong>คำสำคัญ </strong>การพยาบาล ทารกปอดอักเสบ ภาวะหายใจลำบาก</p>
2026-01-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล โรงพยาบาลขอนแก่น
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nso-kkh/article/view/282579
ความสัมพันธ์ของพฤติกรรมการบริโภคอาหารกับการเสียชีวิต : โครงการศึกษาระบาดวิทยา โรคหลอดเลือดสมองในประเทศไทย
2026-01-08T09:15:11+07:00
นพวรรณ ดวงหัสดี
nopawand@gmail.com
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p><strong>บทนำ </strong><strong>: </strong> การเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญในการประเมินผลกระทบของปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ มีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างที่ส่งผลต่อการเสียชีวิตทุกสาเหตุ ซึ่งพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่ดีส่งผลโดยตรงต่อการเกิดโรคต่างๆ โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของโลกและประเทศไทย การทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบการบริโภคอาหารกับการเสียชีวิต จึงมีความสำคัญต่อการกำหนดแนวทางการกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพของคนไทย</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong> : เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการบริโภคอาหารกับการเสียชีวิตของคนไทย โดยศึกษาข้อมูลจากโครงการศึกษาระบาดวิทยาโรคหลอดเลือดสมองในประเทศไทย</p> <p><strong>วิธีการศึกษา </strong>: ดำเนินการศึกษาภายใต้โครงการศึกษาระบาดวิทยาโรคหลอดเลือดสมองในประเทศไทย เป็นการศึกษาชนิดติดตามไปข้างหน้าระยะยาวในชุมชน โดยใช้ข้อมูลในส่วนของการสำรวจสถานะสุขภาพของอาสาสมัครทั้งหมด ในระหว่าง ปี พ.ศ. 2547-2549 และการติดตามการเสียชีวิตของอาสาสมัครในรายที่ไม่ได้ป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมอง ณ วันที่เข้ารับการสำรวจสถานะสุขภาพ จำนวน 19,620 คน ตั้งแต่วันที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2559 จาก 5 พื้นที่ทั่วประเทศไทย (กรุงเทพมหานคร, ฉะเชิงเทรา, เชียงใหม่, ขอนแก่น และ นครศรีธรรมราช) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ข้อมูลพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่คนไทยบริโภคเป็นประจำ 7 ชนิด ไข่ไก่/ไข่เป็ด กระเทียม ชาเขียว ชาจีน ซุปไก่สกัด กล้วย และส้มตำมะละกอ) กับการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาในแบบสำรวจสถานะสุขภาพ ด้วย Cox regression</p> <p><strong>ผลการศึกษา </strong>: การวิเคราะห์แบบตัวแปรเดียวพบว่าการบริโภคไข่ไก่/ไข่เป็ด กระเทียม ชาเขียว ชาจีน และส้มตำมะละกอ มีความสัมพันธ์กับการลดความเสี่ยงการเสียชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่เมื่อปรับตัวแปรร่วม ผลการวิเคราะห์แบบหลายตัวแปร พบว่า ส้มตำมะละกอเป็นอาหารเพียงชนิดเดียวที่สัมพันธ์กับการลดความเสี่ยงการเสียชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ (HR = 0.83, 95% CI = 0.76–0.90, p < 0.001)</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ :</strong> ควรมีศึกษาและส่งแสริมตำรับอาหารไทย ส้มตำมะละกอ ให้เป็นอาหารสุขภาพ นำผลการวิจัยไปประยุกต์ใช้ประโยชน์ในการสร้างองค์ความรู้ ความเข้าใจด้านโภชนาการ หรือเสนอแนะเป็นข้อปฏิบัติด้านโภชนาการที่เหมาะสมกับประชากรไทย </p> <p> </p> <p><strong>คำสำคัญ </strong><strong>: </strong>พฤติกรรมการบริโภค การเสียชีวิต โครงการศึกษาระบาดวิทยาโรคหลอดเลือดสมองในประเทศไทย</p> <p><u> </u></p> <p> </p> <p>* สาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย</p> <p>** สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข</p>
2026-01-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล โรงพยาบาลขอนแก่น
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nso-kkh/article/view/278908
การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่กรณีแม่แยกลูก ด้วยการใช้นาฬิกาสื่อรักด้วยนมแม่แม้แยกกัน
2025-04-22T13:18:56+07:00
พจมาลย์ จันทะวงษ์
poch.hanasa@gmail.com
<p>การศึกษาวิจัยและพัฒนา (Research and development) มีวัตถุประสงค์เพื่อ พัฒนารูปแบบการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่กรณีแม่แยกลูก ทำการศึกษาในโรงพยาบาลขอนแก่น ตั้งแต่พฤษภาคม 2565 – มิถุนายน 2566 กลุ่มตัวอย่างคือมารดาหลังคลอดที่แยกแม่ลูกตั้งแต่แรกเกิด เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์ที่กำหนด แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองกลุ่มละ 71 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต แบบสอบถาม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือนาฬิกาสื่อรักด้วยนมแม่แม้แยกกัน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ สถิติพรรณนา เปรียบเทียบความแตกต่าง ระหว่างกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง โดยใช้สถิติ Independent t-test ผลการวิจัย <strong>ระยะ ที่ 1</strong> วิเคราะห์สถานการณ์พบว่ามารดาได้รับการกระตุ้นบีบน้ำนมช้ามากกว่า 4 ชั่วโมง และบีบเก็บน้ำนมห่างมากกว่า 3 ชั่วโมง ทำให้ทารกได้รับน้ำนมมารดาช้า/หรือไม่ได้รับนม และทำให้มารดามีน้ำนมน้อยไม่เพียงพอต่อการให้นมทารกอย่างต่อเนื่อง <strong>ระยะที่ 2</strong> ขั้นตอนการพัฒนาโดยมีรูปแบบดังนี้ 1) สอนการใช้นาฬิกาสื่อรักลูกด้วยนมแม่แม้แยกกัน 2) ติดตามประเมินการบีบเก็บน้ำนมตามเวลาทุก 3 ชั่วโมง 3) การบันทึกปริมาณน้ำนมและบันทึกการส่งนม 4) ประเมินการมาของน้ำนมมารดาก่อนจำหน่าย <strong>ระยะที 3 </strong>ประเมินผล คะแนนพฤติกรรมมารดาบีบเก็บน้ำนมภายใน 4 ชั่วโมงหลังคลอดสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ( P <0.001), ทารกได้รับนมแม่ภายใน 24 ชั่วโมงมีคะแนนเพิ่มขึ้นแต่ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ( P <0.05) รวมทั้งมารดามีความพึงพอใจในนวัตกรรมในระดับมาก</p>
2026-01-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล โรงพยาบาลขอนแก่น
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nso-kkh/article/view/284865
รูปแบบการส่งเสริมสุขภาพเด็กปฐมวัยให้สูงดีสมส่วน โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย อำเภอศรีณรงค์ จังหวัดสุรินทร์
2025-12-25T13:26:35+07:00
นันท์ณภัสร์ โกสีย์
nunnaphat301120@gmail.com
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p><strong>บทนำ</strong>: เด็กปฐมวัยเป็นช่วงวัยที่มีการเจริญเติบโตและพัฒนาการหลายๆ ด้านอย่างรวดเร็วจึงมีความต้องการอาหารและพลังงานเพื่อส่งเสริมให้มีการเจริญเติบโตและพัฒนาการเป็นไปตามวัย การส่งเสริมโภชนาการในหญิงตั้งครรภ์และเด็กปฐมวัย จึงเป็นรากฐานของชีวิตที่ทำให้เกิดผลลัพธ์ด้านสุขภาพของเด็กปฐมวัยเชิงประจักษ์ในแง่ของการเจริญเติบโตให้สูงดีสมส่วน</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อพัฒนาและศึกษาผลลัพธ์จากการนำรูปแบบการส่งเสริมสุขภาพเด็กปฐมวัยให้สูงดีสมส่วน โดยใช้ กระบวนการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายไปใช้ในพื้นที่จริง</p> <p> <strong> วิธีการศึกษา:</strong> รูปแบบการวิจัยครั้งนี้ มีรูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการศึกษาในพื้นที่อำเภอศรีณรงค์ กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) ครูผู้ดูแลเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จำนวน 6 คน 2) ผู้ปกครองเด็กปฐมวัยที่มีผลการประเมินไม่สมส่วน จำนวน 306 คน 3) ภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง จำนวน 20 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสนทนากลุ่ม การถอดบทเรียน และข้อมูลเชิงปริมาณจากแบบสอบถามและแบบคัดกรองสูงดีสมส่วนของเด็กปฐมวัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่า ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบ Paired Samples t-test และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> พบว่ารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพเด็กปฐมวัยให้สูงดีสมส่วน โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย ประกอบด้วย 1) การพัฒนาศักยภาพผู้ปกครอง อสม.และครูผู้ดูแลเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ให้มีความรู้ความสามารถในการส่งเสริมสุขภาพเด็กปฐมวัยให้สูงดีสมส่วน 2) การพัฒนาการมีส่วนร่วมของเครือข่ายอสม.ให้เยี่ยมติดตามชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูงและประเมินพัฒนาการเด็กทุกรายในชุมชน 3) พัฒนาฐานข้อมูลเด็กปฐมวัย 4) การติดตามเยี่ยมบ้าน หลังการพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพเด็กปฐมวัยให้สูงดีสมส่วน โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย ผู้ปกครองเด็กปฐมวัยมีความรู้ความเข้าใจด้านอาหารและโภชนาการสำหรับเด็กปฐมวัยเพิ่มขึ้นระดับสูง ( =14.45, S.D.= 0.47) มีเจตคติอยู่ในระดับมาก ( = 2.91, S.D.=0.09) มีพฤติกรรมในการจัดเตรียมอาหารสำหรับเด็กปฐมวัยเพิ่มขึ้น อยู่ในระดับดี ( =4.34, S.D.= 0.48) เมื่อเปรียบเทียบค่าคะแนนเฉลี่ย ความรู้ เจตคติ และพฤติกรรมในการจัดเตรียมอาหารสำหรับเด็กปฐมวัยกอนและหลังการพัฒนา พบว่าหลังการพัฒนาสูงขึ้นกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสําคัญ (<em>p</em><0.05) ภาคีเครือข่ายหลังการพัฒนามีส่วนร่วมอยู่ในระดับมาก ( =3.95, S.D.=0.68) และมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( = 4.08 S.D.=0.81) เมื่อเปรียบเทียบค่าคะแนนเฉลี่ย การมีส่วนร่วม และ ความพึงพอใจ กอนและหลังการพัฒนา พบว่าหลังการพัฒนาสูงขึ้นกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสําคัญ (<em>p</em><0.05) ซึ่งทำให้ผลลัพธ์ของการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพเด็กปฐมวัยให้สูงดีสมส่วน มีความครอบคลุมของการเฝ้าระวังและคัดกรองการชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูงเด็กปฐมวัยทุกคน และสามารถติดตามช่วยเหลือและส่งต่อเด็กปฐมวัยเด็กที่ไม่สมส่วนเพื่อส่งเสริมโภชนาการได้ครบทุกคน</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ: </strong>ควรนำรูปแบบการส่งเสริมสุขภาพเด็กปฐมวัยให้สูงดีสมส่วน โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของภาคีไปใช้ให้เต็มพื้นที่และกำหนดนโยบายการส่งเสริมสุขภาพเด็กปฐมวัยให้สูงดีสมส่วนเป็นอีกนโยบายหลักของอำเภอ</p> <p>โดยใช้กลไกการบริหารจัดการในรูปแบบของคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.)</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong>: การส่งเสริมสุขภาพเด็กปฐมวัยให้สูงดีสมส่วน, กระบวนการมีส่วนร่วม,ภาคีเครือข่าย</p> <p> </p>
2026-01-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล โรงพยาบาลขอนแก่น
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nso-kkh/article/view/284695
ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการคัดแยกขยะของบุคลากรโรงพยาบาลขอนแก่น
2025-12-22T10:26:57+07:00
รัชภร ประสีระเก
ratchanid@gmail.com
<p>การจัดการขยะในสถานบริการสาธารณสุขมีความซับซ้อน ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ สุขภาพประชาชน และความยั่งยืนของสังคมในระยะยาว หากบุคลากรขาดความรู้ ความเข้าใจ ทัศนคติที่เหมาะสม ย่อมส่งผลให้การคัดแยกขยะไม่เป็นไปตามมาตรฐาน การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการคัดแยกขยะของบุคลากรโรงพยาบาลขอนแก่น กลุ่มตัวอย่าง สุ่มแบบแบ่งชั้น เป็นสายบริการคลินิก 170 คน สายสนับสนุน 114 คน เก็บรวบรวมข้อมูลใช้แบบสอบถามปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการคัดแยกขยะของบุคลากรโรงพยาบาลขอนแก่น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติไคสแควร์ ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความรู้การจัดการขยะในระดับปานกลาง ร้อยละ 48.94 รองลงมาระดับมาก ร้อยละ 43.37 โดยเฉพาะการคัดแยกขยะทั่วไป คิดเป็นร้อยละ 95.07 และขยะที่เป็นเข็มฉีดยา ร้อยละ 94.01 ทัศนคติต่อการคัดแยกขยะอยู่ในระดับมาก ร้อยละ 96.48 และการปฏิบัติตัวในการคัดแยกขยะ ส่วนใหญ่อยู่ในระดับมาก ร้อยละ 69.72 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการคัดแยกขยะอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ ทัศนคติ (p=0.001) และ ประสบการณ์ในการทำงาน (p=0.05) ดังนั้น ควรส่งเสริมการปรับเปลี่ยนทัศนคติให้เกิดการปฏิบัติที่ถูกต้องและต่อเนื่อง พร้อมทั้งสร้างแรงจูงใจและพัฒนาระบบสนับสนุนเพื่อลดอุปสรรคในการปฏิบัติงาน</p> <p> </p>
2026-01-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล โรงพยาบาลขอนแก่น