วารสารโรงพยาบาลนครพนม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nkpjournal_9 <p>วารสารโรงพยาบาลนครพนม เป็นวารสารทางด้านแพทย์ศาสตร์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ เผยแพร่บทความวิจัย (Research articles) บทความวิชาการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสื่อกลางเพื่อเผยแพร่ความรู้ทางด้านการแพทย์ในด้านต่างๆไปสู่บุคลากรด้านสาธารณสุขและประชาชนทั่วไป เพื่อที่จะนำความรู้นั้นไปประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ป่วยหรือดูแลตนเองได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น</p> <p><strong>วัตถุประสงค์ (Objective) <br /></strong> เพื่อเป็นสื่อกลางเพื่อเผยแพร่ความรู้ทางด้านการแพทย์ในด้านต่างๆไปสู่บุคลากรด้านสาธารณสุขและประชาชนทั่วไป เพื่อที่จะนำความรู้นั้นไปประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ป่วยหรือดูแลตนเองได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น</p> <p><strong>ขอบเขตของวารสาร (Scope) <br /></strong> วารสารโรงพยาบาลนครพนมมีนโยบายส่งเสริมการเผยแพร่บทความ ความรู้ และผลงานวิจัยที่มีคุณภาพในสาขาต่างๆ เช่น วิทยาศาสตร์สุขภาพ แพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ เภสัชศาสตร์ พยาบาลศาสตร์ สาธารณสุขศาสตร์ เทคนิคการแพทย์ กายภาพบำบัด รังสีเทคนิค และสาขาวิชาชีพอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์สุขภาพ</p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความ </strong><strong>(Peer Review Process) <br /></strong> ทุกบทความได้รับจะการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จากภายในและภายนอก อย่างน้อย จำนวน 2 ท่าน <strong><em>โดยผู้ประเมินจะไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความ (Double blind) </em></strong></p> <p><strong>ประเภทบทความ (Type of Article)</strong> <br /> 1. บทบรรณาธิการ (Editorial) เป็นบทความสั้นๆ ที่บรรณาธิการหรือผู้ทรงคุณวุฒิที่กองบรรณาธิการเห็นสมควรเขียนแสดงความคิดเห็นในแง่มุมต่างๆ <br /> 2. บทความทบทวนความรู้ (Topic review) คือ บทความที่มีลักษณะการทบทวนวรรณกรรมต่างๆ อย่างสมบูรณ์ในเรื่องนั้น ควรเป็นเรื่องที่พบบ่อย มีผลต่อการดูแลรักษามากหรือเป็นเรื่องที่กำลังอยู่ในความสนใจในขณะนั้นเพื่อเป็นการทบทวนองค์ความรู้ที่มีอยู่ให้ดีขึ้น <br /> 3. นิพนธ์ต้นฉบับ (Original article) คือ งานวิจัยของแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขด้านอื่นๆจัดทำขึ้น เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ใหม่ในงานวิจัยนั้น <br /> 4. รายงานคนไข้น่าสนใจ (Interesting case) คือ รายงานผู้ป่วยที่มีความน่าสนใจในด้านต่างๆ ซึ่งอาจเป็นผู้ป่วยพบบ่อย หรือผู้ป่วยที่พบไม่บ่อยแต่มีความน่าสนใจ เพื่อที่จะให้ผู้อ่านได้เห็นตัวอย่างและนำไปปรับปรุงการดูแลคนไข้ให้ดียิ่งขึ้น <br /> 5. นวัตกรรม คือผลงานหรือวิธีการที่คิดค้นขึ้นใหม่ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ให้การดูแลคนไข้ รวดเร็ว และมีคุณภาพมากขึ้น <br /> 6. เกร็ดความรู้ คือความรู้ด้านต่างๆ อาจไม่ใช่เรื่องทางการแพทย์โดยตรง แต่เป็นเรื่องที่น่าสนใจในขณะนั้น เพื่อที่จะทำให้ผู้อ่านได้รับรู้เหตุการณ์สำคัญๆ ในช่วงเวลานั้น <br /> 7. กิจกรรมการประชุมวิชาการ ทั้งที่จัดขึ้นโดยโรงพยาบาลนครพนม หรือจากผู้เชี่ยวชาญภายนอก <br /> 8. บทความหรือรายงานเหตุการณ์สำคัญ (Report) ที่กองบรรณาธิการเห็นว่าควรนำมาเผยแพร่เพื่อเป็นประโยชน์แต่บุคคลโดยรวม</p> <p><strong>กำหนดเผยแพร่ (Scheduling) </strong>ปีละ 3 ฉบับ</p> <ul> <li class="show">ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน</li> <li class="show">ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม</li> <li class="show">ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม</li> </ul> <p><strong>ค่าธรรมเนียมตีพิมพ์บทความ<br /></strong> 3,000 บาท <strong> มีข้อกำหนด</strong> ดังนี้<br />1. เก็บค่าธรรมเนียม ค่าอ่านบทความ หลังจากคณะกรรมการพิจารณารับบทความ<br />2. ชำระค่าธรรมเนียมได้ที่ บัญชี " วารสารโรงพยาบาลนครพนม"<br />3. วารสารนครพนม <strong>ไม่มีนโยบายคืนเงิน </strong>ค่าอ่านบทความ ทุกกรณี เมื่อท่านได้ชำระเงินเข้าระบบเรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะได้รับการตีพิมพ์หรือไม่<br /><br /></p> <p> </p> โรงพยาบาลนครพนม (Nakhonphanom Hospital) th-TH วารสารโรงพยาบาลนครพนม 0857-4308 <ol> <li>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของ โรงพยาบาลนครพนม</li> <li>ข้อความหรือข้อคิดเห็นต่างๆ เป็นของผู้เขียนบทความนั้นๆ ไม่ใช่ความเห็นของกองบรรณาธิการ</li> </ol> ผลของรูปแบบการดูแลผู้ป่วยประคับประคองที่บ้านตามระดับ Palliative Performance Scale ต่อผลลัพธ์ ทางคลินิกและคุณภาพชีวิต ของผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะท้าย โรงพยาบาลนครพนม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nkpjournal_9/article/view/285579 <p><strong>ความเป็นมา :</strong> การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) ต่อเนื่องที่บ้านหรือชุมชนเป็นการดูแลเพื่อบรรเทาอาการรบกวนต่างๆ (ESAS) เช่น อาการปวด เหนื่อยเพลีย หายใจหอบ เพิ่มการเข้าถึงบริการและเพื่อให้ผู้ป่วยและครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเท่าที่จะเป็นไปได้ </p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong> : เพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์ทางคลินิก (PS , ESAS , MO access) , survival และ mortality ระหว่างรูปแบบใหม่และรูปแบบเดิม</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการศึกษา</strong> : เป็นการศึกษารูปแบบ การวิจัยเชิงกึ่งทดลอง (quasi-experimental research) และเก็บรวบรวมข้อมูลแบบสองกลุ่มไม่สุ่มตัวอย่างโดยใช้ข้อมูลย้อนหลังเปรียบเทียบข้อมูลเก็บไปข้างหน้า (quasi-experimental study with retro-prospective design ) ในผู้ป่วยประคับประคองโรคมะเร็ง ที่ขึ้นทะเบียนเยี่ยมบ้านของกลุ่มงานการพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลนครพนม ทั้งหมด 42 คน โดยแบ่ง กลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มเยี่ยมบ้านแบบเดิม (standard care) เก็บข้อมูลย้อนหลัง 6 เดือน ระหว่างเดือนกรกฎาคม 2567 ถึงเดือนธันวาคม 2567 จำนวน 21 คน และกลุ่มเยี่ยมบ้านแบบใหม่ (Intervention) เก็บข้อมูลไปข้างหน้าระหว่างเดือนมกราคม 2568 ถึงเดือน มิถุนายน 2568 จำนวน 21 คน ดำเนินการศึกษาและรวบรวมข้อมูลผลลัพธ์กลุ่มผู้ป่วยประคับประคองโรคมะเร็ง วิเคราะห์และติดตาม Palliative Performance Scale (PPS) Pain score (PS) Edmonton Symptom Assessment System (ESAS) ข้อมูลทั่วไปใช้สถิติเชิงพรรณนา ใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน/มัธยฐาน เปรียบเทียบผลการดูแลใช้สถิติเชิงอนุมาน t-test และ Fisher<sup>, </sup>s<sup> </sup> exact test ควบคุมตัวแปรกวนที่อาจส่งผลต่อผลลัพธ์ด้วย multivariable regression Pain score, PPS , ESAS ที่มีการวัดทุกเดือน วิเคราะห์ด้วย multilevel regression และวิเคราะห์จำนวนวันการอยู่รอดของผู้ป่วยด้วย Survival analysis</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong> : ลักษณะทั่วไปข้อมูลเบื้องต้นผู้ป่วยประคับประคองทั้งสองกลุ่มไม่แตกต่างกัน เมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยผลลัพธ์ของรูปแบบการดูแลผู้ป่วยประคับประคองที่บ้าน กลุ่มเยี่ยมบ้านรูปแบบใหม่เพิ่มคุณภาพการติดตามเยี่ยมบ้านจากการจัดการอาการรบกวนที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยช่วยลดระดับ PS ESAS ลงได้ เพิ่มการเข้าถึงยา MO เพิ่มจำนวนวันที่มีชีวิตอยู่ และเพิ่มความพึงพอใจของผู้ป่วย แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เปรียบเทียบระดับ PS กลุ่ม intervention และกลุ่ม standard care พบว่า PS ลดลงกว่ากลุ่มเยี่ยมบ้านแบบเดิม ค่าเฉลี่ย 3.03 คะแนน (SD=± 1.52 ) : 3.87 คะแนน (SD=± 1.99) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ (p-value 0.009) ESAS ลดลงกว่ากลุ่มเยี่ยมบ้านแบบเดิม ค่าเฉลี่ย 3.15 คะแนน (SD=± 2.04 ) : 4 คะแนน(SD=± 2.20) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ (p-value 0.017) จำนวนครั้งที่ได้รับยามอร์ฟีน ค่าเฉลี่ย 261 ครั้ง (SD=±239.50) : 151.82 ครั้ง (SD=±107.72) กลุ่ม Intervention รับประทานยามอร์ฟินมากกว่ากลุ่ม standard care แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ (p-value =0.098) จำนวนวันที่มีชีวิตอยู่ ค่าเฉลี่ย 123.53 วัน (SD=± 57.95) : 79.05 วัน (SD=± 58.47) กลุ่ม Intervention มีจำนวนวันที่มีชีวิตอยู่มากกว่า อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ (p-value = &lt;0.001) ความพึงพอใจของผู้ป่วยครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ค่าเฉลี่ย 46.86 (SD=±1.80) : 48.81 คะแนน (SD= ±1.37) แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ (p-value = &lt;0.001) และคุณภาพชีวิตโดยรวม ครั้งที่ 1 ค่าเฉลี่ย 96.19 คะแนน อยู่ในระดับที่ดี (SD=±7.81) คุณภาพชีวิตโดยรวม ครั้งที่ 2 ค่าเฉลี่ย 94.95 คะแนน อยู่ในระดับกลางๆ (SD=±7.97) ไม่แตกต่างกัน (p-value = 0.437) ความพึงพอใจของทีมเยี่ยมบ้านผู้ป่วยประคับประคองโดยรวม ในกลุ่ม intervention (n = 35) ค่าเฉลี่ย 23.63 คะแนน พึงพอใจอยู่ระดับมากที่สุด (SD=±2.06) และเปรียบเทียบอัตราการตายการเยี่ยมบ้านตามระดับ PPS พบว่าจำนวนผู้ป่วยที่เสียชีวิตน้อยกว่า อัตราตาย (Mortality rate) กลุ่มเยี่ยมบ้านแบบใหม่ที่ 4.6/1,000 person-days เยี่ยมบ้านแบบเดิมที่ 10.2/1,000 person-days การเยี่ยมบ้านรูปแบบใหม่ลดการตายลงที่เท่ากับ 0.44 หรือสามารถลดการตายได้ที่ 56% แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ (p-value 0.030)</p> <p><strong>ข้อสรุป</strong> : ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การดูแลผู้ป่วยประคับประคองที่บ้านตามระดับ PPS ช่วยการจัดการอาการรบกวนที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยช่วยลดระดับ PS ESAS ลงได้ และเพิ่มการเข้าถึงยา MO ได้มากขึ้น เพิ่มจำนวนวันที่มีชีวิตอยู่ และลดอัตราการตายลงได้มากกว่าการเยี่ยมแบบเดิม</p> พิศมัย หอมอ่อน ชัชญาภา สมศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 โรงพยาบาลนครพนม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 12 3 E285579 E285579 ผลการพัฒนารูปแบบการจัดบริการสุขภาพผู้สูงอายุในโรงพยาบาลชุมชน อำเภอศรีบุญเรือง จังหวัดหนองบัวลำภู https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nkpjournal_9/article/view/277865 <p><span class="s7"><span class="bumpedFont15">to study development and evaluate of developing a model for providing health services for elderly in community hospitals. Si </span></span><span class="s7"><span class="bumpedFont15">Bunruang</span></span><span class="s7"><span class="bumpedFont15"> District Nong Bua Lamphu Province.</span></span></p> คมสันต์ เตือนจันทึก ณัฐณิชา ด้วงคำวิชัย วัชราภรณ์ ขันขวา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 โรงพยาบาลนครพนม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-23 2026-02-23 12 3 E277865 E277865 การประมาณการการสูญเสียเลือดจากการประเมินคราบเลือดบนผ้าก๊อซในโรงพยาบาลนครพนม : การศึกษาเชิงทดลอง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nkpjournal_9/article/view/284402 <p><strong>ภูมิหลัง:</strong> การประเมินปริมาณการสูญเสียเลือดระหว่างการผ่าตัดอย่างแม่นยำมีความสำคัญต่อการวางแผนการให้สารน้ำและการให้เลือด หากประเมินต่ำเกินไปอาจก่อให้เกิดภาวะพร่องปริมาตรเลือดและเกิดความไม่คงที่ทาง hemodynamic ขณะที่การประเมินสูงเกินไปอาจนำไปสู่การให้เลือดโดยไม่จำเป็นและเพิ่มความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน การประเมินด้วยสายตายังคงเป็นวิธีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายเนื่องจากความสะดวก แต่มีข้อจำกัดด้านความแม่นยำ โดยเฉพาะในกรณีที่เลือดถูกซับอยู่ในผ้าก๊อซ &nbsp;</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อพัฒนาแบบจำลองการประเมินด้วยสายตาสำหรับประมาณการสูญเสียเลือดจากผ้าก๊อซที่ใช้ในโรงพยาบาลนครพนม เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการประเมิน</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงทดลอง ใช้เลือดที่หมดอายุจากคลังเลือดและผ้าก๊อซขนาดต่าง ๆ (4×4 นิ้ว, 3×18 นิ้ว, 12×12 นิ้ว และ 15×15 นิ้ว) โดยเติมเลือดในปริมาตรที่ทราบให้ผ้าก๊อซซับไว้และถ่ายภาพคราบเลือดเพื่อสร้างแบบจำลองภาพอ้างอิง ทั้งนี้ได้หาความสามารถในการซับเลือดสูงสุดของผ้าก๊อซแต่ละชนิดและคำนวณสัดส่วนรอยเปื้อนสัมพันธ์กับปริมาตรเลือด</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> ความสามารถในการซับเลือดสูงสุดคือ 10 มล. สำหรับผ้าก๊อซ 4×4 นิ้ว, 100 มล. สำหรับ swab 3×18 นิ้ว, 200 มล. สำหรับ swab 12×12 นิ้ว และ 400 มล. สำหรับ swab 15×15 นิ้ว ได้สร้างมาตราส่วนภาพ (visual analogue scale) เพื่อช่วยให้แพทย์สามารถประเมินปริมาณเลือดที่สูญเสียได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น</p> <p><strong>สรุป:</strong> แบบจำลองการประเมินคราบเลือดบนผ้าก๊อซอาจช่วยเพิ่มความถูกต้องของการประมาณการสูญเสียเลือดระหว่างการผ่าตัด ลดความผิดพลาดจากการประเมินต่ำหรือสูงเกินไป และควรมีการศึกษายืนยันเพิ่มเติมในสถานการณ์ทางคลินิกจริง</p> ทอปัด พงศ์พิศ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 โรงพยาบาลนครพนม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-08 2025-12-08 12 3 E284402 E284402 การพัฒนารูปแบบการบูรณาการกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและชุมชน เพื่อสร้างความเข้มแข็งด้านสุขภาพในพื้นที่ชนบท อำเภอศรีบุญเรือง จังหวัดหนองบัวลำภู ปี 2568 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nkpjournal_9/article/view/284404 <p><strong>ภูมิหลัง </strong><strong>:</strong> ในปัจจุบันอำเภอศรีบุญเรือง จังหวัดหนองบัวลำภู กำลังเผชิญปัญหาสังคมผู้สูงอายุและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) สูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ โดยมีผู้ป่วยเรื้อรังถึง 42% ที่ควบคุมโรคไม่ได้ สถานการณ์ยิ่งรุนแรง จากข้อจำกัดด้านบุคลากรและการบริหารที่ยังขาดการมีส่วนร่วมของชุมชน</p> <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>:</strong> (1) ศึกษาบริบทและปัญหาสุขภาพในพื้นที่ชนบทของอำเภอศรีบุญเรือง (2) พัฒนารูปแบบการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและชุมชน และ (3) ทดลองใช้และประเมินประสิทธิผลของรูปแบบดังกล่าว การศึกษาใช้แนวทาง PAR โดยให้ภาครัฐ ผู้นำชุมชน อสม. และประชาชนร่วมในทุกขั้นตอน การเก็บข้อมูลใช้วิธีผสมผสานทั้งการสัมภาษณ์ สนทนากลุ่ม และแบบสอบถาม การพัฒนารูปแบบยึดกลไกหลัก 4 ด้าน ได้แก่ การประสานงาน การมีส่วนร่วม การสนับสนุน และการติดตามประเมินผล พร้อมทดลองใช้ในพื้นที่นำร่อง 2 ตำบล</p> <p><strong> </strong><strong>ผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> พบว่ารูปแบบมีประสิทธิผล โดยระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 52.4% เป็น 76.7% และมีความพึงพอใจต่อรูปแบบถึงร้อยละ 84 กลไกสำคัญของความสำเร็จคือการจัดตั้ง “คณะทำงานร่วมภาคี” ที่มีบทบาทชัดเจนและเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วม ทั้งนี้ยังพบข้อจำกัดด้านความต่อเนื่องของงบประมาณและความผันผวนของนโยบาย</p> <p><strong>ข้อสรุป </strong><strong>:</strong> รูปแบบที่พัฒนาขึ้นสามารถใช้เป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับบุคลากรสาธารณสุขและ อสม. เพื่อเสริมสร้างสุขภาพชุมชนและพัฒนาระบบสุขภาพชนบทอย่างยั่งยืน</p> จิรายุ ทินจอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 โรงพยาบาลนครพนม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-23 2026-02-23 12 3 E284404 E284404 ผลของโปรแกรมการจัดการกับอาการกำเริบเฉียบพลันต่อสมรรถภาพปอดและ การกำเริบซ้ำในผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรงพยาบาลนครพนม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nkpjournal_9/article/view/284434 <p><strong>ภูมิหลัง: </strong>การกำเริบเฉียบพลันในผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังเร่งให้สมรรถภาพปอด (FEV₁) ลดลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการกำเริบซ้ำ การพัฒนาและประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมการจัดการกับอาการกำเริบเฉียบพลันจึงมีความจำเป็น เพื่อยกระดับการดูแลผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p><strong> </strong><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อประเมินผลของโปรแกรมการจัดการกับอาการกำเริบเฉียบพลันต่อสมรรถภาพปอด (ค่า FEV1) และอัตราการกำเริบเฉียบพลันซ้ำในผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> เป็นการวิจัยเชิงทดลองแบบหนึ่งกลุ่มวัดก่อนและหลัง ดำเนินการในผู้ป่วยที่มารับบริการคลินิกโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรงพยาบาลนครพนม จำนวน 43 ราย ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567 ถึงกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 โปรแกรมพัฒนาจากการทบทวนวรรณกรรมและประยุกต์ใช้แนวคิดรูปแบบการจัดการกับอาการ ประกอบด้วย 10 กิจกรรม เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล ประวัติการเจ็บป่วยและการรักษา การเกิดอาการกำเริบเฉียบพลัน และผลตรวจสมรรถภาพปอด (FEV1) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา (จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) และเปรียบเทียบผลก่อน -หลังการเข้าร่วมโปรแกรมด้วย Paired t-test</p> <p><strong>ผลการศึกษา: </strong>ภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรม พบว่าสมรรถภาพปอดของผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยค่าเฉลี่ย FEV₁ เพิ่มจาก 71.48 ± 23.53 เป็น 74.60 ± 22.91 (t = -2.175, p = .01) โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีความรุนแรงปานกลางถึงรุนแรง แม้ว่าจะมีผู้ป่วย 1 รายที่สมรรถภาพปอดลดลงสู่ระดับรุนแรงมากก็ตาม ในขณะที่ค่าเฉลี่ยจำนวนการกำเริบเฉียบพลันซ้ำลดลงจาก 9.95 ± 30.412 เป็น 2.74 ± 5.242 แต่การลดลงดังกล่าวไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 1.669, p = .05)</p> <p><strong>สรุป: </strong>ผลการศึกษาชี้ว่าโปรแกรมการจัดการอาการกำเริบเฉียบพลันมีประสิทธิผลในการส่งเสริมสมรรถภาพปอดของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังโดยรวม พร้อมสะท้อนความจำเป็นของการติดตามผลระยะยาวเพื่อประเมินผลลัพธ์ต่อเนื่อง ปรับปรุงโปรแกรมให้เหมาะสมกับระดับความรุนแรงและความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้ป่วย</p> นิภาพร หอมหวล เกรียงไกร ประเสริฐ ปรัชญา ธงพานิช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 โรงพยาบาลนครพนม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-21 2026-01-21 12 3 E284434 E284434 ความชุกและผลในการป้องกันของการตรวจพบภูมิตอบสนองต่อการติดเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 แบบแสดงอาการ ในกลุ่มเด็กและวัยรุ่น จังหวัดนครพนม ประเทศไทย ปี 2567 - 2568 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nkpjournal_9/article/view/285458 <p><strong>ความเป็นมา </strong><strong>: </strong>การระบาดของเชื้อ SARS-CoV-2 สายพันธุ์โอมิครอนได้เปลี่ยนแปลงลักษณะทางระบาดวิทยาของโรคโควิด-19 โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและวัยรุ่น ซึ่งมักมีอาการไม่รุนแรงหรือไม่แสดงอาการ แต่ยังมีบทบาทต่อการแพร่เชื้อในชุมชน การทำความเข้าใจระดับภูมิคุ้มกันในระดับประชากรของกลุ่มอายุนี้จึงมีความสำคัญต่อการกำหนดมาตรการสาธารณสุข การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายความชุกของการตรวจพบแอนติบอดีต่อเชื้อ SARS-CoV-2 และประเมินความสัมพันธ์ระหว่างการตรวจพบภูมิตอบสนองเมื่อเริ่มเข้าร่วมการศึกษา กับความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ SARS-CoV-2 แบบแสดงอาการในกลุ่มเด็กและวัยรุ่นในจังหวัดนครพนม ประเทศไทย</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong> : เป็นการศึกษาแบบติดตามกลุ่มประชากรไปข้างหน้า โดยสุ่มเลือกอาสาสมัครแบบแบ่งชั้นตามช่วงอายุในเด็กและวัยรุ่นอายุ 6 เดือน ถึง 17 ปี รวมผู้เข้าร่วมการศึกษาจำนวน 999 ราย เก็บตัวอย่างเลือดเมื่อเข้าร่วมการศึกษา เมื่อครบ 6 เดือน และ 12 เดือน เพื่อตรวจหาแอนติบอดีชนิด anti-S และ anti-N SARS-CoV-2 IgG ด้วยวิธี ELISA มีการติดตามอาการคล้ายโควิด-19 เป็นรายสัปดาห์ และยืนยันการติดเชื้อแบบแสดงอาการตัวอย่างจากโพรงจมูกด้วยวิธี multiplex reverse transcription polymerase chain reaction (multiplex RT-PCR)วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการตรวจพบ anti-S IgG เมื่อเริ่มเข้าร่วมการศึกษากับ ความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบบแสดงอาการโดยใช้แบบจำลอง Cox proportional hazards regression พร้อมปรับตัวแปรกวนที่เกี่ยวข้อง</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong> : อายุเฉลี่ยของอาสาสมัครเท่ากับ 8.1 ปี และร้อยละ 53.3 เคยได้รับวัคซีนโควิด-19 อย่างน้อย 1 เข็มมาก่อนเข้าร่วมการศึกษา พบว่าความชุกของการตรวจพบ anti-S IgG มากกว่าร้อยละ 80 ในทุกกลุ่มอายุ ตลอดระยะเวลาการติดตาม 12 เดือนพบผู้มีอาการคล้ายโควิด-19 จำนวน 439 ครั้งโดยยืนยันติดเชื้อ SARS-CoV-2 จำนวน 32 ราย การตรวจพบ anti-S IgG เมื่อเข้าร่วมการศึกษามีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบบแสดงอาการ(Hazard Ratio: 0.64; 95% confidence interval:0.23–1.81) คิดเป็นผลในการป้องกันร้อยละ 36 อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ดังกล่าวยังไม่ถึงระดับที่มีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><strong>สรุปผล</strong> : เด็กและวัยรุ่นในจังหวัดนครพนมมีความชุกของการตรวจพบภูมิตอบสนองต่อเชื้อ SARS-CoV-2 ในระดับสูงตลอดช่วงเวลาการศึกษา การตรวจพบภูมิตอบสนองเมื่อเริ่มเข้าร่วมการศึกษาแสดงเพียงแนวโน้มของการลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบบแสดงอาการ ผลการศึกษานี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง และการกำหนดกลยุทธ์การให้วัคซีนแบบมุ่งเป้าไปยังเด็กและวัยรุ่นที่มีความเสี่ยงสูง</p> สุทธิชัย นักผูก เกรียงไกร ประเสริฐ รฐานิษฐ์ จรัสวรภัทร์ ปราบดา ประภาศิริ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 โรงพยาบาลนครพนม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-19 2026-01-19 12 3 E285458 E285458 บทบรรณาธิการ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nkpjournal_9/article/view/284409 นทวรรณ หุ่นพยนต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 โรงพยาบาลนครพนม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-08 2025-12-08 12 3 E284409 E284409