วารสารโรงพยาบาลนครพนม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nkpjournal_9 <p>วารสารโรงพยาบาลนครพนม เป็นวารสารทางด้านแพทย์ศาสตร์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ เผยแพร่บทความวิจัย (Research articles) บทความวิชาการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสื่อกลางเพื่อเผยแพร่ความรู้ทางด้านการแพทย์ในด้านต่างๆไปสู่บุคลากรด้านสาธารณสุขและประชาชนทั่วไป เพื่อที่จะนำความรู้นั้นไปประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ป่วยหรือดูแลตนเองได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น</p> <p><strong>วัตถุประสงค์ (Objective) <br /></strong> เพื่อเป็นสื่อกลางเพื่อเผยแพร่ความรู้ทางด้านการแพทย์ในด้านต่างๆไปสู่บุคลากรด้านสาธารณสุขและประชาชนทั่วไป เพื่อที่จะนำความรู้นั้นไปประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ป่วยหรือดูแลตนเองได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น</p> <p><strong>ขอบเขตของวารสาร (Scope) <br /></strong> วารสารโรงพยาบาลนครพนมมีนโยบายส่งเสริมการเผยแพร่บทความ ความรู้ และผลงานวิจัยที่มีคุณภาพในสาขาต่างๆ เช่น วิทยาศาสตร์สุขภาพ แพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ เภสัชศาสตร์ พยาบาลศาสตร์ สาธารณสุขศาสตร์ เทคนิคการแพทย์ กายภาพบำบัด รังสีเทคนิค และสาขาวิชาชีพอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์สุขภาพ</p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความ </strong><strong>(Peer Review Process) <br /></strong> ทุกบทความได้รับจะการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จากภายในและภายนอก อย่างน้อย จำนวน 2 ท่าน <strong><em>โดยผู้ประเมินจะไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความ (Double blind) </em></strong></p> <p><strong>ประเภทบทความ (Type of Article)</strong> <br /> 1. บทบรรณาธิการ (Editorial) เป็นบทความสั้นๆ ที่บรรณาธิการหรือผู้ทรงคุณวุฒิที่กองบรรณาธิการเห็นสมควรเขียนแสดงความคิดเห็นในแง่มุมต่างๆ <br /> 2. บทความทบทวนความรู้ (Topic review) คือ บทความที่มีลักษณะการทบทวนวรรณกรรมต่างๆ อย่างสมบูรณ์ในเรื่องนั้น ควรเป็นเรื่องที่พบบ่อย มีผลต่อการดูแลรักษามากหรือเป็นเรื่องที่กำลังอยู่ในความสนใจในขณะนั้นเพื่อเป็นการทบทวนองค์ความรู้ที่มีอยู่ให้ดีขึ้น <br /> 3. นิพนธ์ต้นฉบับ (Original article) คือ งานวิจัยของแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขด้านอื่นๆจัดทำขึ้น เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ใหม่ในงานวิจัยนั้น <br /> 4. รายงานคนไข้น่าสนใจ (Interesting case) คือ รายงานผู้ป่วยที่มีความน่าสนใจในด้านต่างๆ ซึ่งอาจเป็นผู้ป่วยพบบ่อย หรือผู้ป่วยที่พบไม่บ่อยแต่มีความน่าสนใจ เพื่อที่จะให้ผู้อ่านได้เห็นตัวอย่างและนำไปปรับปรุงการดูแลคนไข้ให้ดียิ่งขึ้น <br /> 5. นวัตกรรม คือผลงานหรือวิธีการที่คิดค้นขึ้นใหม่ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ให้การดูแลคนไข้ รวดเร็ว และมีคุณภาพมากขึ้น <br /> 6. เกร็ดความรู้ คือความรู้ด้านต่างๆ อาจไม่ใช่เรื่องทางการแพทย์โดยตรง แต่เป็นเรื่องที่น่าสนใจในขณะนั้น เพื่อที่จะทำให้ผู้อ่านได้รับรู้เหตุการณ์สำคัญๆ ในช่วงเวลานั้น <br /> 7. กิจกรรมการประชุมวิชาการ ทั้งที่จัดขึ้นโดยโรงพยาบาลนครพนม หรือจากผู้เชี่ยวชาญภายนอก <br /> 8. บทความหรือรายงานเหตุการณ์สำคัญ (Report) ที่กองบรรณาธิการเห็นว่าควรนำมาเผยแพร่เพื่อเป็นประโยชน์แต่บุคคลโดยรวม</p> <p><strong>กำหนดเผยแพร่ (Scheduling) </strong>ปีละ 3 ฉบับ</p> <ul> <li class="show">ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน</li> <li class="show">ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม</li> <li class="show">ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม</li> </ul> <p><strong>ค่าธรรมเนียมตีพิมพ์บทความ<br /></strong> 3,000 บาท <strong> มีข้อกำหนด</strong> ดังนี้<br />1. เก็บค่าธรรมเนียม ค่าอ่านบทความ หลังจากคณะกรรมการพิจารณารับบทความ<br />2. ชำระค่าธรรมเนียมได้ที่ บัญชี " วารสารโรงพยาบาลนครพนม"<br />3. วารสารนครพนม <strong>ไม่มีนโยบายคืนเงิน </strong>ค่าอ่านบทความ ทุกกรณี เมื่อท่านได้ชำระเงินเข้าระบบเรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะได้รับการตีพิมพ์หรือไม่<br /><br /></p> <p> </p> โรงพยาบาลนครพนม (Nakhonphanom Hospital) th-TH วารสารโรงพยาบาลนครพนม 0857-4308 <ol> <li>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของ โรงพยาบาลนครพนม</li> <li>ข้อความหรือข้อคิดเห็นต่างๆ เป็นของผู้เขียนบทความนั้นๆ ไม่ใช่ความเห็นของกองบรรณาธิการ</li> </ol> การเปรียบเทียบผลการรักษานิ่วไตที่มีขนาดมากกว่า 2 เซนติเมตร ระหว่างการส่องกล้อง ผ่านท่อไตชนิดโค้งงอร่วมกับการใช้เลเซอร์สลายนิ่วและการส่องกล้องผ่านรูเจาะผิวหนัง ในโรงพยาบาลนครพนม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nkpjournal_9/article/view/288617 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อเปรียบเทียบผลการรักษาระหว่างการผ่าตัดด้วยวิธี PCNL และ RIRS ในผู้ป่วยนิ่วในไตขนาดมากกว่า 2 เซนติเมตร ในโรงพยาบาลนครพนม</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> การศึกษานี้เป็นการศึกษาแบบย้อนหลังเชิงวิเคราะห์ (retrospective cohort study) ในผู้ป่วยนิ่วในไตขนาดมากกว่า 2 เซนติเมตร จำนวน 111 ราย ที่ได้รับการรักษาในโรงพยาบาลนครพนม ระหว่างเดือนมกราคม พ.ศ. 2565 ถึงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2568 แบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับการผ่าตัดด้วยวิธี PCNL จำนวน 52 ราย และกลุ่มที่ได้รับการผ่าตัดแบบ RIRS จำนวน 59 ราย เก็บข้อมูลจากเวชระเบียนและฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ รวบรวมข้อมูลพื้นฐานของผู้ป่วย ลักษณะนิ่ว ผลลัพธ์ของการรักษา และภาวะแทรกซ้อนหลังการรักษา วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติที่เหมาะสม รวมถึงการวิเคราะห์ logistic regression เพื่อหาปัจจัยที่สัมพันธ์กับอัตราการปลอดนิ่วและภาวะแทรกซ้อน</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มที่ได้รับการผ่าตัดด้วยวิธี PCNL มีขนาดนิ่วใหญ่กว่ากลุ่มที่ได้รับการผ่าตัดด้วยวิธี RIRS อย่างมีนัยสำคัญ (3.63 เทียบกับ 2.5 เซนติเมตร, p &lt; 0.001) แม้อัตราการปลอดนิ่วโดยรวมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญระหว่างสองกลุ่ม (ร้อยละ 48.08 เทียบกับร้อยละ 44.07, p = 0.706) แต่เมื่อวิเคราะห์แบบพหุตัวแปร พบว่า กลุ่มที่ได้รับการผ่าตัดด้วยวิธี PCNL มีความสัมพันธ์กับโอกาสปลอดนิ่วที่สูงกว่า RIRS อย่างมีนัยสำคัญ (adjusted OR 3.89, 95% CI 1.39–10.86, p = 0.009) ขณะที่ขนาดนิ่วที่ใหญ่ขึ้นและนิ่วที่ตำแหน่งขั้วล่างของไตสัมพันธ์กับอัตราการปลอดนิ่วที่ลดลง แต่กลุ่มที่ได้รับการผ่าตัดด้วยวิธี PCNL มีระยะเวลาในการผ่าตัดนานกว่า มีการเสียเลือดมากกว่า และมีภาวะแทรกซ้อนโดยรวมสูงกว่ากลุ่ม RIRS อย่างมีนัยสำคัญ (ร้อยละ 69.23 เทียบกับร้อยละ 13.56, p &lt; 0.001) โดย PCNL และโรคเบาหวานเป็นปัจจัยอิสระที่สัมพันธ์กับการเกิดภาวะแทรกซ้อน</p> <p><strong>ข้อสรุป</strong><strong>:</strong> RIRS เป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและมีความรุกรานน้อยกว่า (less invasive) โดยมีการเสียเลือดและภาวะแทรกซ้อนต่ำกว่า ขณะที่ PCNL มีความสัมพันธ์กับโอกาสปลอดนิ่วที่สูงกว่าเมื่อวิเคราะห์หลังควบคุมปัจจัยกวน ดังนั้นการเลือกวิธีการรักษาควรพิจารณาตามลักษณะนิ่วและปัจจัยของผู้ป่วยแต่ละราย</p> นรินทร์ มณีรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 โรงพยาบาลนครพนม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-07 2026-08-07 13 2 E288617 E288617