https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nkpjournal_9/issue/feed วารสารโรงพยาบาลนครพนม 2026-04-23T00:00:00+07:00 แพทย์หญิงนทวรรณ หุ่นพยนต์ nkpjournal_9@hotmail.com Open Journal Systems <p>วารสารโรงพยาบาลนครพนม เป็นวารสารทางด้านแพทย์ศาสตร์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ เผยแพร่บทความวิจัย (Research articles) บทความวิชาการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสื่อกลางเพื่อเผยแพร่ความรู้ทางด้านการแพทย์ในด้านต่างๆไปสู่บุคลากรด้านสาธารณสุขและประชาชนทั่วไป เพื่อที่จะนำความรู้นั้นไปประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ป่วยหรือดูแลตนเองได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น</p> <p><strong>วัตถุประสงค์ (Objective) <br /></strong> เพื่อเป็นสื่อกลางเพื่อเผยแพร่ความรู้ทางด้านการแพทย์ในด้านต่างๆไปสู่บุคลากรด้านสาธารณสุขและประชาชนทั่วไป เพื่อที่จะนำความรู้นั้นไปประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ป่วยหรือดูแลตนเองได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น</p> <p><strong>ขอบเขตของวารสาร (Scope) <br /></strong> วารสารโรงพยาบาลนครพนมมีนโยบายส่งเสริมการเผยแพร่บทความ ความรู้ และผลงานวิจัยที่มีคุณภาพในสาขาต่างๆ เช่น วิทยาศาสตร์สุขภาพ แพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ เภสัชศาสตร์ พยาบาลศาสตร์ สาธารณสุขศาสตร์ เทคนิคการแพทย์ กายภาพบำบัด รังสีเทคนิค และสาขาวิชาชีพอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์สุขภาพ</p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความ </strong><strong>(Peer Review Process) <br /></strong> ทุกบทความได้รับจะการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จากภายในและภายนอก อย่างน้อย จำนวน 2 ท่าน <strong><em>โดยผู้ประเมินจะไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความ (Double blind) </em></strong></p> <p><strong>ประเภทบทความ (Type of Article)</strong> <br /> 1. บทบรรณาธิการ (Editorial) เป็นบทความสั้นๆ ที่บรรณาธิการหรือผู้ทรงคุณวุฒิที่กองบรรณาธิการเห็นสมควรเขียนแสดงความคิดเห็นในแง่มุมต่างๆ <br /> 2. บทความทบทวนความรู้ (Topic review) คือ บทความที่มีลักษณะการทบทวนวรรณกรรมต่างๆ อย่างสมบูรณ์ในเรื่องนั้น ควรเป็นเรื่องที่พบบ่อย มีผลต่อการดูแลรักษามากหรือเป็นเรื่องที่กำลังอยู่ในความสนใจในขณะนั้นเพื่อเป็นการทบทวนองค์ความรู้ที่มีอยู่ให้ดีขึ้น <br /> 3. นิพนธ์ต้นฉบับ (Original article) คือ งานวิจัยของแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขด้านอื่นๆจัดทำขึ้น เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ใหม่ในงานวิจัยนั้น <br /> 4. รายงานคนไข้น่าสนใจ (Interesting case) คือ รายงานผู้ป่วยที่มีความน่าสนใจในด้านต่างๆ ซึ่งอาจเป็นผู้ป่วยพบบ่อย หรือผู้ป่วยที่พบไม่บ่อยแต่มีความน่าสนใจ เพื่อที่จะให้ผู้อ่านได้เห็นตัวอย่างและนำไปปรับปรุงการดูแลคนไข้ให้ดียิ่งขึ้น <br /> 5. นวัตกรรม คือผลงานหรือวิธีการที่คิดค้นขึ้นใหม่ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ให้การดูแลคนไข้ รวดเร็ว และมีคุณภาพมากขึ้น <br /> 6. เกร็ดความรู้ คือความรู้ด้านต่างๆ อาจไม่ใช่เรื่องทางการแพทย์โดยตรง แต่เป็นเรื่องที่น่าสนใจในขณะนั้น เพื่อที่จะทำให้ผู้อ่านได้รับรู้เหตุการณ์สำคัญๆ ในช่วงเวลานั้น <br /> 7. กิจกรรมการประชุมวิชาการ ทั้งที่จัดขึ้นโดยโรงพยาบาลนครพนม หรือจากผู้เชี่ยวชาญภายนอก <br /> 8. บทความหรือรายงานเหตุการณ์สำคัญ (Report) ที่กองบรรณาธิการเห็นว่าควรนำมาเผยแพร่เพื่อเป็นประโยชน์แต่บุคคลโดยรวม</p> <p><strong>กำหนดเผยแพร่ (Scheduling) </strong>ปีละ 3 ฉบับ</p> <ul> <li class="show">ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน</li> <li class="show">ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม</li> <li class="show">ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม</li> </ul> <p><strong>ค่าธรรมเนียมตีพิมพ์บทความ<br /></strong> 3,000 บาท <strong> มีข้อกำหนด</strong> ดังนี้<br />1. เก็บค่าธรรมเนียม ค่าอ่านบทความ หลังจากคณะกรรมการพิจารณารับบทความ<br />2. ชำระค่าธรรมเนียมได้ที่ บัญชี " วารสารโรงพยาบาลนครพนม"<br />3. วารสารนครพนม <strong>ไม่มีนโยบายคืนเงิน </strong>ค่าอ่านบทความ ทุกกรณี เมื่อท่านได้ชำระเงินเข้าระบบเรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะได้รับการตีพิมพ์หรือไม่<br /><br /></p> <p> </p> https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nkpjournal_9/article/view/286466 Development of a Surveillance Mo การพัฒนารูปแบบเฝ้าระวังการจำหน่ายยาในร้านค้าร้านชำตามมาตรฐานร้านชำ RDU ภายใต้นโยบายส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผลในชุมชน ในตำบลนาแก อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม 2026-02-26T15:46:17+07:00 นายพรพิทักษ์ กอมสิน pgomsin@hotmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อพัฒนารูปแบบและประเมินผลการเฝ้าระวังการจำหน่ายยาในร้านค้าร้านชำตามมาตรฐาน RDU ภายใต้กลไก “NAKAE GROCERY MODEL” ในตำบลนาแก อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม</p> <p><sub> </sub><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การวิจัยและพัฒนา (R&amp;D) เชิงปฏิบัติการร่วมกับกลุ่มตัวอย่างร้านชำ 35 แห่ง ดำเนินกิจกรรม ตามวงจร PAOR ผ่านกลไก NAKAE ประกอบด้วย 1) N-Network สร้างเครือข่ายภาคีและ MOU 2) A-Ability พัฒนาทักษะปฏิบัติ 3) K-Knowledge ให้ความรู้ที่จำเป็น 4) A-Action เยี่ยมติดตามเชิงรุกโดยเภสัชกรและ อสม. และ 5) E-Evaluation ประเมินเกณฑ์ร้านชำติดดาว เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบวัดความรอบรู้สุขภาพและแบบสำรวจมาตรฐาน G-RDU เก็บข้อมูล 2 ครั้ง ระหว่างเดือนสิงหาคม 2568 – มกราคม 2569 วิเคราะห์ด้วยสถิติ Paired t-test</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> หลังการดำเนินงาน พบว่าผู้ประกอบการมีคะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพเพิ่มขึ้นจาก 74.36 เป็น 104.20 คะแนน (จากเต็ม 115) และมีคะแนนความรู้เพิ่มขึ้นจาก 6.40 เป็น 13.86 คะแนน (จากเต็ม 16) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) ในด้านพฤติกรรมการจำหน่ายยา พบว่าร้านชำ สามารถยกระดับสู่มาตรฐาน G-RDU ได้ร้อยละ 100.0 (เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 14.28) ขณะที่การจำหน่ายยาอันตราย ยาชุด และยาปฏิชีวนะ ลดลงจากร้อยละ 100.0 เหลือเพียงร้อยละ 14.28 นอกจากนี้ผู้ประกอบการปรับเปลี่ยนแหล่งจัดซื้อยาสู่ร้านขายยาที่ถูกต้องเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 100.0</p> <p><strong>ข้อสรุป:</strong> รูปแบบ NAKAE สามารถพัฒนาความรอบรู้สุขภาพและยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยด้านยาในร้านชำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็นต้นแบบการคุ้มครองผู้บริโภคที่สามารถขยายผลสู่ระดับจังหวัดได้อย่างยั่งยืน</p> 2026-05-14T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 โรงพยาบาลนครพนม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nkpjournal_9/article/view/286665 Effectiveness ประสิทธิผลของวัคซีนไข้หวัดใหญ่ต่อการลดการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ที่ยืนยันผลจากห้องปฏิบัติการในผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่มีภาวะปอดอักเสบร่วมกับการกำเริบเฉียบพลันในประเทศไทย พ.ศ. 2554-2559: การศึกษาแบบย้อนหลังระดับประเทศโดยใช้รูปแบบ Test-Negative Design 2026-03-06T14:30:42+07:00 สุทธินันท์ ชวาลชิติพร sutthinanc@ymail.com ปราบดา ประภาศิริ prabda.p@ku.th เกรียงไกร ประเสริฐ gpsiam28@gmail.com พิชญา ตันติยวรงค์ pichaya_t@tu.ac.th สุริยา เนาศรี suriya.naosri1@gmail.com ธนันพัชญ์ จรัสวรภัทร์ thananpad.j@gmail.com <p><strong>ความเป็นมา: </strong>ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) ที่เกิดปอดอักเสบร่วมกับการกำเริบเฉียบพลันในช่วงเวลาเดียวกันเป็นกลุ่มที่มีความรุนแรงทางคลินิกสูง และมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามข้อมูลประสิทธิผลของวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะรุนแรงร่วมดังกล่าวยังมีจำกัดในประเทศไทย</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อประเมินประสิทธิผลของวัคซีนไข้หวัดใหญ่ต่อการลดการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ในผู้ป่วยโรคปอด<br />อุดกั้นเรื้อรังที่เกิดปอดอักเสบร่วมกับการกำเริบเฉียบพลันของโรค ระหว่างปี พ.ศ. 2554–2559 โดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะเพื่อ (1) ประเมินประสิทธิผลของวัคซีนต่อการลดการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่จำแนกตาม สายพันธุ์ ได้แก่ A(H1N1)pdm09, A(H3N2) และ Influenza B (2) เปรียบเทียบประสิทธิผลของวัคซีนในแต่ละฤดูกาลระหว่างปี พ.ศ. 2554–2559 และ (3) ประเมินความแตกต่างของประสิทธิผลของวัคซีนเมื่อจำแนกตามระดับความรุนแรงของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง</p> <p><strong>วิธีการศึกษา: </strong>การศึกษานี้ เป็นการศึกษาแบบย้อนหลังระดับประเทศ โดยใช้รูปแบบ test-negative design วิเคราะห์ข้อมูลจากฐานข้อมูลสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่เชื่อมโยงกับผลตรวจ RT-PCR จากข้อมูลการเฝ้าระวังโรคของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2554 ถึง 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ครอบคลุม 5 ฤดูกาลไข้หวัดใหญ่ คัดเลือกผู้ป่วย COPD อายุ ≥40 ปี ที่มีภาวะปอดอักเสบร่วมกับการกำเริบเฉียบพลัน และได้รับการตรวจ RT-PCR ประเมินประสิทธิผลของวัคซีนด้วยแบบจำลอง Multilevel Poisson regression พร้อมกับ robust standard errors เพื่อประมาณค่าอัตราส่วนความเสี่ยงที่ปรับแล้ว (Adjusted risk ratios: RRs) โดยคำนึงถึงการกระจุกตัวของข้อมูลในระดับจังหวัด และปรับด้วยตัวแปรร่วม ด้านประชากรศาสตร์และทางคลินิก ทั้งนี้ ประสิทธิผลของวัคซีน (Vaccine effectiveness: VE) คำนวณจากสูตร (1 - adjusted RR) × 100</p> <p><strong>ผลการศึกษา: </strong>จำนวนเหตุการณ์ที่เข้าเกณฑ์ 52,054 เหตุการณ์ที่ถูกวิเคราะห์ โดยร้อยละ 45.8 เป็นผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ ประสิทธิผลของวัคซีนในการลดการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ที่ยืนยันผลจากห้องปฏิบัติการโดยรวมเท่ากับร้อยละ 56.1 (95% CI: 47.0–64.0) ซึ่งอยู่ในระดับปานกลาง ผลการวิเคราะห์รายสายพันธุ์พบว่า Influenza B มีประสิทธิผลสูงที่สุด รองลงมาคือ A(H1N1)pdm09 และ A(H3N2) ค่า VE มีความแปรปรวนตามฤดูกาล แต่ยังแสดงแนวโน้มการป้องกันที่สม่ำเสมอ</p> <p><strong>สรุป: </strong>การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล มีประสิทธิผลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และลดการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ในผู้ป่วย COPDอยู่ในระดับปานกลาง ที่มีภาวะปอดอักเสบร่วมกับการกำเริบเฉียบพลัน ผลการวิจัยนี้ สนับสนุนเสริมความเข้มแข็งของยุทธศาสตร์การฉีดวัคซีนในกลุ่มผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง</p> 2026-06-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 โรงพยาบาลนครพนม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nkpjournal_9/article/view/286911 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะซึมเศร้ากับความร่วมมือในการใช้ยาต้านไวรัสในผู้ป่วยติดเชื้อ HIV คลินิก ARV โรงพยาบาลจัตุรัส 2026-03-17T10:46:51+07:00 อรรถเดช ดอนฉิมพลี amoxydate@hotmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์</strong></p> <p> ภาวะซึมเศร้าในผู้ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) เป็นปัญหาสุขภาพจิตสำคัญที่มีความชุกสูงกว่าประชากรทั่วไปถึง 2–4 เท่า ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความร่วมมือในการใช้ยาต้านไวรัสอันเป็นปัจจัยหลักต่อความสำเร็จในการรักษาระยะยาว การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ</p> <p>1.ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะซึมเศร้ากับความร่วมมือในการใช้ยาต้านไวรัสในผู้ติดเชื้อ HIV<strong> </strong></p> <p>2.เพื่อประเมินความชุกของภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วย HIV</p> <p><strong> </strong></p> <p><strong>วัสดุและวิธีการศึกษา</strong></p> <p> การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional Analytical Study) ในกลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวี ที่เข้ารับบริการผู้ป่วยนอก ณ คลินิกยาต้านไวรัส โรงพยาบาลจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ เก็บรวบรวมข้อมูลในกลุ่มตัวอย่างจำนวน 157 คน ระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสัมภาษณ์เพื่อประเมินระดับภาวะซึมเศร้าและความร่วมมือในการใช้ยาต้านไวรัส วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ เชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมานเพื่อหาความสัมพันธ์พหุตัวแปร</p> <p> </p> <p><strong> ผลการศึกษา </strong></p> <p> ลักษณะประชากรศาสตร์ของกลุ่มตัวอย่าง ในบริบทการศึกษานี้ส่วนใหญ่อยู่ในวัยกลางคน อายุเฉลี่ย 49.22 ± 11.12 ปี และอยู่ในการรักษาด้วยยาต้านไวรัสระยะยาว ระยะเวลาเริ่มยาต้านไวรัสเฉลี่ย 12.25 ± 5.61 ปี กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความร่วมมือในการใช้ยาต้านไวรัสดีมาก โดยมี ค่าเฉลี่ยความต่อเนื่อง อยู่ที่ 94.92% (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 6.97) ซึ่งเกือบแตะเกณฑ์มาตรฐานการรักษาที่มีประสิทธิภาพ (95%)</p> <p> เมื่อจำแนกตามความรุนแรงของภาวะซึมเศร้า พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาสุขภาพจิตที่รุนแรง ผู้ป่วยที่ไม่มีภาวะซึมเศร้าเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด ร้อยละ 71.34 ขณะที่ร้อยละ 28.66 มีภาวะซึมเศร้าตั้งแต่ระดับเล็กน้อยถึงรุนแรง อย่างไรก็ตามภาวะซึมเศร้าระดับปานกลาง สูง และรุนแรงพบในสัดส่วนที่ค่อนข้างต่ำ (รวมกันประมาณ 4.46%)</p> <p>ความร่วมมือในการใช้ยาต้านไวรัส (≥95%) สัมพันธ์กับการเกิดภาวะซึมเศร้าน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ (Adjusted OR = 0.08, p = 0.006) การสนับสนุนจากครอบครัว มีผลช่วยปกป้องอย่างชัดเจนที่สุด (Adjusted OR = 0.04, p = 0.012) สถานภาพสมรส (มีคู่/สมรส) มีโอกาสเกิดภาวะซึมเศร้าน้อยกว่ากลุ่มอื่น (Adjusted OR = 0.29, p = 0.018) เมื่อเทียบกับกลุ่ม อ้างอิง (เช่น โสด/หย่าร้าง/หม้าย) การรับรู้การตีตรา เพิ่มความเสี่ยงสูงที่สุดถึง 5.77 เท่าอย่างมีนัยสำคัญ (p = 0.014) เพศชาย มีความเสี่ยงเกิดภาวะซึมเศร้ามากกว่าเพศหญิง 3.17 เท่าอย่างมีนัยสำคัญ (p = 0.027)</p> <p><sub> </sub></p> <p><strong>สรุปผล</strong></p> <p> ผลการวิจัยความสัมพันธ์ระหว่างภาวะซึมเศร้ากับความร่วมมือในการใช้ยาต้านไวรัสในผู้ติดเชื้อ HIV<strong> </strong>พบว่ามีความสัมพันธ์แบบสองทิศทาง ที่ส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน ความร่วมมือในการใช้ยาต้านไวรัสอย่างสม่ำเสมอ (≥95%) สามารถลดโอกาสเกิดภาวะซึมเศร้าได้สูงถึงร้อยละ 92 ในทางกลับกัน ภาวะซึมเศร้าคือตัวแปรหลัก ที่ทำลายพฤติกรรมการดูแลตนเอง ทำให้ผู้ป่วยขาดแรงจูงใจ สิ้นหวัง หรือหลงลืม จนนำไปสู่การละเลยการกินยา และยังพบว่าความชุกของภาวะซึมเศร้าที่สูงถึง 1 ใน 3 (ร้อยละ 28.66) ในกลุ่มผู้ติดเชื้อ ซึ่งสูงกว่าประชากรทั่วไป ยืนยันว่านี่ไม่ใช่ปัญหาส่วนบุคคล แต่เป็นปัญหาเชิงระบบสาธารณสุขระดับประเทศที่ต้องแก้ไขไปพร้อมกัน</p> 2026-06-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 โรงพยาบาลนครพนม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nkpjournal_9/article/view/286991 The Effectiveness of Thrombolyti ประสิทธิผลการรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันเฉียบพลันด้วยยา สลายลิ่มเลือดในระบบทางด่วนพิเศษโรคหลอดเลือดสมองเครือข่ายจังหวัดนครพนม 2026-03-18T09:56:31+07:00 โฆษิต ตั้งธำรงธนวัฒน์ piporn2519@gmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาผลการรักษาผู้ป่วยโรคเส้นเลือดสมองตีบหรืออุดตันเฉียบพลันด้วยยาสลายลิ่มเลือด ในระบบทางด่วนพิเศษโรคหลอดเลือดสมองเครือข่ายจังหวัดนครพนม</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> เป็นการศึกษาแบบย้อนหลังเชิงพรรณนา (Retrospective descriptive study) กลุ่มตัวอย่าง ในการวิจัยครั้งนี้คือผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันเฉียบพลันที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลนครพนม โรงพยาบาลชุมชนแม่ข่าย (Node) ได้แก่ รพ.ศรีสงคราม รพร.สมเด็จพระยุพราชธาตุพนม และรถรักษาอัมพาตเคลื่อนที่ (Mobile stroke unit) ระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2565 ถึง 30 เมษายน 2568 ทำการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงจากเวชระเบียนพิจารณาตามเกณฑ์การคัดเข้าและคัดออก จำนวน 565 คน วิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน, ลักษณะทางคลินิกโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์ระยะเวลาในกระบวนการให้การรักษาด้วยยาสลายลิ่มเลือดโดยใช้สถิติ independent T-test วิเคราะห์ผลการรักษาและภาวะแทรกซ้อนโดยใช้สถิติ independent T-test และ วิเคราะห์ถดถอยพหุแบบลอจิสติก</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> ด้านกระบวนการพบว่าระบบ MSU มี Door-to-Needle Time (DNT) และ Onset-to-Needle Time (OTN) สั้นที่สุด โดยโรงพยาบาลนครพนม และ MSU มี Door-to-CT Time (DT-CT) เร็วกว่าระบบเครือข่าย ด้านผลลัพธ์ 1) ภาวะแทรกซ้อนภาวะเลือดออกในสมองภายหลังการรักษา พบว่าอัตราการเกิด symptomatic intracranial hemorrhage (sICH) ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างกลุ่ม (p = .390) สำหรับ asymptomatic intracranial hemorrhage (aICH) ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างระบบบริการทั้งสาม (p = .390) 2) ผลการรักษา 2.1) ความรุนแรงของโรค ที่ 24 ชั่วโมง (NIHSS-24 hr) ในปีพ.ศ. 2565–2567 NIHSS ที่ 24 ชั่วโมงมีค่าเฉลี่ย 8.17 ± 9.848 คะแนน โดยมีช่วงคะแนนตั้งแต่ 0–36 คะแนน 2.2) ผลลัพธ์ที่ 3 เดือน (3-month mRS) ในในปีพ.ศ. 2565–2567 พบว่าร้อยละ 58.45 ของผู้ป่วยสามารถกลับมามีความสามารถในการดำรงชีวิตได้ดีหลัง 3 เดือน 2.3) กลไกการเกิดโรค (Mechanism of Stroke) ในปีพ.ศ. 2565–2567 จำนวน 503 ราย พบว่ากลไกการเกิดโรคที่พบบ่อยที่สุดคือ Cardioembolic stroke ร้อยละ 40.16 รองลงมาคือ Small vessel disease (SVD) ร้อยละ 35.79 และ Large vessel disease (LVD) ร้อยละ 21.67 ส่วนกลุ่มสาเหตุอื่นที่ระบุได้ (others determined) พบเพียงร้อยละ 2.39 และไม่พบกลุ่มไม่ทราบสาเหตุ (undetermined) 4) ระยะเวลานอนโรงพยาบาล (Length of stay) ในปี พ.ศ. 2565–2567 ผู้ป่วยที่ได้รับยาสลายลิ่มเลือดมีระยะเวลานอนโรงพยาบาลมีค่าเฉลี่ย 5.42 ± 6.443 วัน</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>:</strong> ระบบ MSU มีประสิทธิภาพสูงในการลดระยะเวลาให้ยาสลายลิ่มเลือด โดยไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะเลือดออกในสมอง ขณะที่ผลลัพธ์ทางคลินิกระยะ 3 เดือนอยู่ในเกณฑ์ดี การพัฒนาระบบทางด่วนพิเศษโรคหลอดเลือดสมองโดยเฉพาะการสนับสนุนรูปแบบ MSU ควบคู่กับการคัดกรองผู้ป่วยอย่างเหมาะสมอาจเป็นแนวทางสำคัญในการเพิ่มประสิทธิผลการรักษาและลดความพิการในระยะยาว</p> 2026-06-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 โรงพยาบาลนครพนม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nkpjournal_9/article/view/287268 ความชุกและลักษณะทางคลินิกที่สัมพันธ์กับภาวะหัวใจเต้นผิดปกติใน ผู้ป่วยโรคจิตจากสารเมทแอมเฟตามีนในเขตสุขภาพที่ 8 2026-04-01T09:35:13+07:00 วิสิษฐ์ วิจิตรโกสุม twichitkosoom@gmail.com บุญศิริ จันศิริมงคล jboonsiri@gmail.com วรท ลำใย lamyai118@hotmail.com ปราณี จันทะโม pran1840@gmail.com <p><strong>ความเป็นมา</strong>: การใช้สารเมทแอมเฟตามีนส่งผลกระทบต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดอย่างรุนแรง โดยเฉพาะ ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตร่วมด้วย ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่อาจอันตรายถึงชีวิต อย่างไรก็ตามข้อมูลเชิงระบาดวิทยาในผู้ป่วยกลุ่มนี้ยังมีจำกัด<strong> </strong></p> <p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>เพื่อศึกษาความชุกและลักษณะทางคลินิกที่สัมพันธ์กับภาวะหัวใจเต้นผิดปกติในผู้ป่วยโรคจิต จากสารเมทแอมเฟตามีนในเขตสุขภาพที่ 8 เพื่อนำไปสู่การพัฒนาข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย</p> <p><strong>ผลการศึกษา: </strong>พบความชุกของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะใน 7 วันแรก (ชีพจร &lt; 60 หรือ &gt; 100 ครั้งต่อนาที) ในผู้ป่วยโรคจิตจากสารเมทแอมเฟตามีนร้อยละ 15.39 (270 จาก 1,754 ราย) โดยลักษณะทางคลินิกที่พบมีความสัมพันธ์กับภาวะหัวใจเต้นผิดปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติประกอบด้วย ระยะเวลาที่เกิดภาวะผิดปกติหลังจากรักษาใน รพ. การได้รับยาฉีด Long-acting กลุ่มยาจิตเวชที่ได้รับ มีภาวะ Unstable Dysrhythmia (p&lt;0.05).</p> <p><strong> </strong><strong>สรุปผล: </strong>บุคลากรทางการแพทย์ควรให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังชีพจรและสัญญาณชีพอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วง 7 วันแรกของการรับไว้รักษา ผลการศึกษานี้สนับสนุนให้มีการกำหนดนโยบายการคัดกรองด้วยคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (12-lead ECG) เป็นมาตรฐานในระดับเขตสุขภาพ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนทางระบบหัวใจและหลอดเลือดที่รุนแรง</p> 2026-05-14T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 โรงพยาบาลนครพนม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nkpjournal_9/article/view/286404 ผลของโปรแกรมฟื้นฟูหญิงหลังคลอดที่ได้รับยาระงับความรู้สึกแบบ Spinal block และ General anesthesia หอผู้ป่วยพิเศษนำโชค โรงพยาบาลนครพนม 2026-02-25T14:09:53+07:00 ศุภวรรณ เกียรติชยังกุร kphueng@gmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมฟื้นฟูหญิงหลังคลอดที่ได้รับยาระงับความรู้สึกแบบ Spinal block และ General anesthesia หอผู้ป่วยพิเศษนำโชค โรงพยาบาลนครพนม</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong> : เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi– Experimental Research) แบบสอง อิสระต่อกัน กลุ่มวัดผลก่อนและหลัง (Two Group Independent Pre–test, Post–test Design) กลุ่มตัวอย่าง คือ หญิงหลังผ่าตัดคลอด ที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยพิเศษนำโชค โรงพยาบาลนครพนม ระหว่างเดือนกันยายน 2568 ถึงเดือนธันวาคม 2568 โดยใช้วิธีเลือกแบบเจาะจง (purposive sampling) กลุ่มละ 15 คน กลุ่มตัวอย่างรวมทั้งหมด 30 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ โปรแกรมฟื้นฟูหญิงหลังคลอดที่ได้รับยาระงับความรู้สึกทั้งแบบ Spinal block และ General anesthesia แบบประเมินอาการปวดศีรษะ แบบประเมินอาการเจ็บคออาการเสียงแหบ และ แบบสอบถามความพึงพอใจของมารดาหลังคลอด ใช้สถิติเชิงพรรณนา ด้วยการแจกแจงความถี่และร้อยละ เปรียบเทียบ ก่อนและหลังใช้โปรแกรมโดยใช้สถิติ pair t-test มีนัยสำคัญทางสถิติ p-value &lt; 0.05</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong>: โปรแกรมฟื้นฟูหญิงหลังคลอดที่ได้รับยาระงับความรู้สึกแบบ Spinal block ที่พัฒนาขึ้น พบว่า 1) อุบัติการณ์และระดับความรุนแรงของอาการปวดศีรษะ ระดับความรุนแรงเล็กน้อย คะแนนอาการปวดศีรษะ ก่อนเริ่มโปรแกรมฟื้นฟูฯ (pre-test) มีคะแนนปวดศีรษะ (Numeric Rating Scale) เฉลี่ย 6.80 (S.D 1.08) ภายหลังให้โปรแกรมฯ ประเมิน 24 ชั่วโมงหลังคลอด คะแนนปวดศีรษะลดลงมีค่าเฉลี่ย 2.60 (S.D 0.98) เมื่อเปรียบเทียบอาการปวดศีรษะใน 6 ชั่วโมงแรกและ 24 ชั่วโมง หลังคลอด มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=3.67, p&lt;0.003) และหญิงหลังคลอดที่ได้รับยาระงับความรู้สึกแบบ General anesthesia พบว่า 2) อุบัติการณ์และระดับความรุนแรงของเจ็บคอ เสียงแหบ อยู่ในระดับเล็กน้อย เมื่อเปรียบเทียบอาการเจ็บคอใน 6 ชั่วโมงแรกและ 24 ชั่วโมง หลังคลอด มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=3.67, p&lt;0.003) และเมื่อเปรียบเทียบอาการเสียงแหบใน 6 ชั่วโมงแรกและ 24 ชั่วโมงหลังคลอด มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=4.58, p&lt;0.001) 3) ความพึงพอใจต่อโปรแกรมฟื้นฟูหญิงหลังคลอดพบว่ามีระดับความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับดีมาก</p> <p><strong>ข้อสรุปผล</strong>: โปรแกรมฟื้นฟูหญิงหลังคลอดที่ได้รับยาระงับความรู้สึกแบบ Spinal block และ General anesthesia ใช้ในการฟื้นฟูมารดาหลังคลอด เพื่อให้มีการฟื้นตัวได้เร็ว จะทำให้สามารถดูแลบุตรได้เร็วขึ้นเพิ่มความผูกพันกับบุตร (Bonding) ได้เร็วขึ้น อาจต้องติดตามและศึกษาเพิ่มเติมในภาวะแทรกซ้อนอื่น ครอบคลุมอาการที่อาจจะเกิดขึ้น</p> 2026-05-14T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 โรงพยาบาลนครพนม