https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nkpjournal_9/issue/feed
วารสารโรงพยาบาลนครพนม
2026-04-23T00:00:00+07:00
แพทย์หญิงนทวรรณ หุ่นพยนต์
nkpjournal_9@hotmail.com
Open Journal Systems
<p>วารสารโรงพยาบาลนครพนม เป็นวารสารทางด้านแพทย์ศาสตร์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ เผยแพร่บทความวิจัย (Research articles) บทความวิชาการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสื่อกลางเพื่อเผยแพร่ความรู้ทางด้านการแพทย์ในด้านต่างๆไปสู่บุคลากรด้านสาธารณสุขและประชาชนทั่วไป เพื่อที่จะนำความรู้นั้นไปประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ป่วยหรือดูแลตนเองได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น</p> <p><strong>วัตถุประสงค์ (Objective) <br /></strong> เพื่อเป็นสื่อกลางเพื่อเผยแพร่ความรู้ทางด้านการแพทย์ในด้านต่างๆไปสู่บุคลากรด้านสาธารณสุขและประชาชนทั่วไป เพื่อที่จะนำความรู้นั้นไปประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ป่วยหรือดูแลตนเองได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น</p> <p><strong>ขอบเขตของวารสาร (Scope) <br /></strong> วารสารโรงพยาบาลนครพนมมีนโยบายส่งเสริมการเผยแพร่บทความ ความรู้ และผลงานวิจัยที่มีคุณภาพในสาขาต่างๆ เช่น วิทยาศาสตร์สุขภาพ แพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ เภสัชศาสตร์ พยาบาลศาสตร์ สาธารณสุขศาสตร์ เทคนิคการแพทย์ กายภาพบำบัด รังสีเทคนิค และสาขาวิชาชีพอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์สุขภาพ</p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความ </strong><strong>(Peer Review Process) <br /></strong> ทุกบทความได้รับจะการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จากภายในและภายนอก อย่างน้อย จำนวน 2 ท่าน <strong><em>โดยผู้ประเมินจะไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความ (Double blind) </em></strong></p> <p><strong>ประเภทบทความ (Type of Article)</strong> <br /> 1. บทบรรณาธิการ (Editorial) เป็นบทความสั้นๆ ที่บรรณาธิการหรือผู้ทรงคุณวุฒิที่กองบรรณาธิการเห็นสมควรเขียนแสดงความคิดเห็นในแง่มุมต่างๆ <br /> 2. บทความทบทวนความรู้ (Topic review) คือ บทความที่มีลักษณะการทบทวนวรรณกรรมต่างๆ อย่างสมบูรณ์ในเรื่องนั้น ควรเป็นเรื่องที่พบบ่อย มีผลต่อการดูแลรักษามากหรือเป็นเรื่องที่กำลังอยู่ในความสนใจในขณะนั้นเพื่อเป็นการทบทวนองค์ความรู้ที่มีอยู่ให้ดีขึ้น <br /> 3. นิพนธ์ต้นฉบับ (Original article) คือ งานวิจัยของแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขด้านอื่นๆจัดทำขึ้น เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ใหม่ในงานวิจัยนั้น <br /> 4. รายงานคนไข้น่าสนใจ (Interesting case) คือ รายงานผู้ป่วยที่มีความน่าสนใจในด้านต่างๆ ซึ่งอาจเป็นผู้ป่วยพบบ่อย หรือผู้ป่วยที่พบไม่บ่อยแต่มีความน่าสนใจ เพื่อที่จะให้ผู้อ่านได้เห็นตัวอย่างและนำไปปรับปรุงการดูแลคนไข้ให้ดียิ่งขึ้น <br /> 5. นวัตกรรม คือผลงานหรือวิธีการที่คิดค้นขึ้นใหม่ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ให้การดูแลคนไข้ รวดเร็ว และมีคุณภาพมากขึ้น <br /> 6. เกร็ดความรู้ คือความรู้ด้านต่างๆ อาจไม่ใช่เรื่องทางการแพทย์โดยตรง แต่เป็นเรื่องที่น่าสนใจในขณะนั้น เพื่อที่จะทำให้ผู้อ่านได้รับรู้เหตุการณ์สำคัญๆ ในช่วงเวลานั้น <br /> 7. กิจกรรมการประชุมวิชาการ ทั้งที่จัดขึ้นโดยโรงพยาบาลนครพนม หรือจากผู้เชี่ยวชาญภายนอก <br /> 8. บทความหรือรายงานเหตุการณ์สำคัญ (Report) ที่กองบรรณาธิการเห็นว่าควรนำมาเผยแพร่เพื่อเป็นประโยชน์แต่บุคคลโดยรวม</p> <p><strong>กำหนดเผยแพร่ (Scheduling) </strong>ปีละ 3 ฉบับ</p> <ul> <li class="show">ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน</li> <li class="show">ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม</li> <li class="show">ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม</li> </ul> <p><strong>ค่าธรรมเนียมตีพิมพ์บทความ<br /></strong> 3,000 บาท <strong> มีข้อกำหนด</strong> ดังนี้<br />1. เก็บค่าธรรมเนียม ค่าอ่านบทความ หลังจากคณะกรรมการพิจารณารับบทความ<br />2. ชำระค่าธรรมเนียมได้ที่ บัญชี " วารสารโรงพยาบาลนครพนม"<br />3. วารสารนครพนม <strong>ไม่มีนโยบายคืนเงิน </strong>ค่าอ่านบทความ ทุกกรณี เมื่อท่านได้ชำระเงินเข้าระบบเรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะได้รับการตีพิมพ์หรือไม่<br /><br /></p> <p> </p>
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nkpjournal_9/article/view/286404
ผลของโปรแกรมฟื้นฟูหญิงหลังคลอดที่ได้รับยาระงับความรู้สึกแบบ Spinal block และ General anesthesia หอผู้ป่วยพิเศษนำโชค โรงพยาบาลนครพนม
2026-02-25T14:09:53+07:00
ศุภวรรณ เกียรติชยังกุร
kphueng@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมฟื้นฟูหญิงหลังคลอดที่ได้รับยาระงับความรู้สึกแบบ Spinal block และ General anesthesia หอผู้ป่วยพิเศษนำโชค โรงพยาบาลนครพนม</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong> : เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi– Experimental Research) แบบสอง อิสระต่อกัน กลุ่มวัดผลก่อนและหลัง (Two Group Independent Pre–test, Post–test Design) กลุ่มตัวอย่าง คือ หญิงหลังผ่าตัดคลอด ที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยพิเศษนำโชค โรงพยาบาลนครพนม ระหว่างเดือนกันยายน 2568 ถึงเดือนธันวาคม 2568 โดยใช้วิธีเลือกแบบเจาะจง (purposive sampling) กลุ่มละ 15 คน กลุ่มตัวอย่างรวมทั้งหมด 30 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ โปรแกรมฟื้นฟูหญิงหลังคลอดที่ได้รับยาระงับความรู้สึกทั้งแบบ Spinal block และ General anesthesia แบบประเมินอาการปวดศีรษะ แบบประเมินอาการเจ็บคออาการเสียงแหบ และ แบบสอบถามความพึงพอใจของมารดาหลังคลอด ใช้สถิติเชิงพรรณนา ด้วยการแจกแจงความถี่และร้อยละ เปรียบเทียบ ก่อนและหลังใช้โปรแกรมโดยใช้สถิติ pair t-test มีนัยสำคัญทางสถิติ p-value < 0.05</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong>: โปรแกรมฟื้นฟูหญิงหลังคลอดที่ได้รับยาระงับความรู้สึกแบบ Spinal block ที่พัฒนาขึ้น พบว่า 1) อุบัติการณ์และระดับความรุนแรงของอาการปวดศีรษะ ระดับความรุนแรงเล็กน้อย คะแนนอาการปวดศีรษะ ก่อนเริ่มโปรแกรมฟื้นฟูฯ (pre-test) มีคะแนนปวดศีรษะ (Numeric Rating Scale) เฉลี่ย 6.80 (S.D 1.08) ภายหลังให้โปรแกรมฯ ประเมิน 24 ชั่วโมงหลังคลอด คะแนนปวดศีรษะลดลงมีค่าเฉลี่ย 2.60 (S.D 0.98) เมื่อเปรียบเทียบอาการปวดศีรษะใน 6 ชั่วโมงแรกและ 24 ชั่วโมง หลังคลอด มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=3.67, p<0.003) และหญิงหลังคลอดที่ได้รับยาระงับความรู้สึกแบบ General anesthesia พบว่า 2) อุบัติการณ์และระดับความรุนแรงของเจ็บคอ เสียงแหบ อยู่ในระดับเล็กน้อย เมื่อเปรียบเทียบอาการเจ็บคอใน 6 ชั่วโมงแรกและ 24 ชั่วโมง หลังคลอด มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=3.67, p<0.003) และเมื่อเปรียบเทียบอาการเสียงแหบใน 6 ชั่วโมงแรกและ 24 ชั่วโมงหลังคลอด มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=4.58, p<0.001) 3) ความพึงพอใจต่อโปรแกรมฟื้นฟูหญิงหลังคลอดพบว่ามีระดับความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับดีมาก</p> <p><strong>ข้อสรุปผล</strong>: โปรแกรมฟื้นฟูหญิงหลังคลอดที่ได้รับยาระงับความรู้สึกแบบ Spinal block และ General anesthesia ใช้ในการฟื้นฟูมารดาหลังคลอด เพื่อให้มีการฟื้นตัวได้เร็ว จะทำให้สามารถดูแลบุตรได้เร็วขึ้นเพิ่มความผูกพันกับบุตร (Bonding) ได้เร็วขึ้น อาจต้องติดตามและศึกษาเพิ่มเติมในภาวะแทรกซ้อนอื่น ครอบคลุมอาการที่อาจจะเกิดขึ้น</p>
2026-05-14T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 โรงพยาบาลนครพนม
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nkpjournal_9/article/view/286466
Development of a Surveillance Mo การพัฒนารูปแบบเฝ้าระวังการจำหน่ายยาในร้านค้าร้านชำตามมาตรฐานร้านชำ RDU ภายใต้นโยบายส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผลในชุมชน ในตำบลนาแก อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม
2026-02-26T15:46:17+07:00
นายพรพิทักษ์ กอมสิน
pgomsin@hotmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อพัฒนารูปแบบและประเมินผลการเฝ้าระวังการจำหน่ายยาในร้านค้าร้านชำตามมาตรฐาน RDU ภายใต้กลไก “NAKAE GROCERY MODEL” ในตำบลนาแก อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม</p> <p><sub> </sub><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การวิจัยและพัฒนา (R&D) เชิงปฏิบัติการร่วมกับกลุ่มตัวอย่างร้านชำ 35 แห่ง ดำเนินกิจกรรม ตามวงจร PAOR ผ่านกลไก NAKAE ประกอบด้วย 1) N-Network สร้างเครือข่ายภาคีและ MOU 2) A-Ability พัฒนาทักษะปฏิบัติ 3) K-Knowledge ให้ความรู้ที่จำเป็น 4) A-Action เยี่ยมติดตามเชิงรุกโดยเภสัชกรและ อสม. และ 5) E-Evaluation ประเมินเกณฑ์ร้านชำติดดาว เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบวัดความรอบรู้สุขภาพและแบบสำรวจมาตรฐาน G-RDU เก็บข้อมูล 2 ครั้ง ระหว่างเดือนสิงหาคม 2568 – มกราคม 2569 วิเคราะห์ด้วยสถิติ Paired t-test</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> หลังการดำเนินงาน พบว่าผู้ประกอบการมีคะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพเพิ่มขึ้นจาก 74.36 เป็น 104.20 คะแนน (จากเต็ม 115) และมีคะแนนความรู้เพิ่มขึ้นจาก 6.40 เป็น 13.86 คะแนน (จากเต็ม 16) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) ในด้านพฤติกรรมการจำหน่ายยา พบว่าร้านชำ สามารถยกระดับสู่มาตรฐาน G-RDU ได้ร้อยละ 100.0 (เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 14.28) ขณะที่การจำหน่ายยาอันตราย ยาชุด และยาปฏิชีวนะ ลดลงจากร้อยละ 100.0 เหลือเพียงร้อยละ 14.28 นอกจากนี้ผู้ประกอบการปรับเปลี่ยนแหล่งจัดซื้อยาสู่ร้านขายยาที่ถูกต้องเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 100.0</p> <p><strong>ข้อสรุป:</strong> รูปแบบ NAKAE สามารถพัฒนาความรอบรู้สุขภาพและยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยด้านยาในร้านชำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็นต้นแบบการคุ้มครองผู้บริโภคที่สามารถขยายผลสู่ระดับจังหวัดได้อย่างยั่งยืน</p>
2026-05-14T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 โรงพยาบาลนครพนม
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nkpjournal_9/article/view/287268
ความชุกและลักษณะทางคลินิกที่สัมพันธ์กับภาวะหัวใจเต้นผิดปกติใน ผู้ป่วยโรคจิตจากสารเมทแอมเฟตามีนในเขตสุขภาพที่ 8
2026-04-01T09:35:13+07:00
วิสิษฐ์ วิจิตรโกสุม
twichitkosoom@gmail.com
บุญศิริ จันศิริมงคล
jboonsiri@gmail.com
วรท ลำใย
lamyai118@hotmail.com
ปราณี จันทะโม
pran1840@gmail.com
<p><strong>ความเป็นมา</strong>: การใช้สารเมทแอมเฟตามีนส่งผลกระทบต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดอย่างรุนแรง โดยเฉพาะ ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตร่วมด้วย ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่อาจอันตรายถึงชีวิต อย่างไรก็ตามข้อมูลเชิงระบาดวิทยาในผู้ป่วยกลุ่มนี้ยังมีจำกัด<strong> </strong></p> <p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>เพื่อศึกษาความชุกและลักษณะทางคลินิกที่สัมพันธ์กับภาวะหัวใจเต้นผิดปกติในผู้ป่วยโรคจิต จากสารเมทแอมเฟตามีนในเขตสุขภาพที่ 8 เพื่อนำไปสู่การพัฒนาข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย</p> <p><strong>ผลการศึกษา: </strong>พบความชุกของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะใน 7 วันแรก (ชีพจร < 60 หรือ > 100 ครั้งต่อนาที) ในผู้ป่วยโรคจิตจากสารเมทแอมเฟตามีนร้อยละ 15.39 (270 จาก 1,754 ราย) โดยลักษณะทางคลินิกที่พบมีความสัมพันธ์กับภาวะหัวใจเต้นผิดปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติประกอบด้วย ระยะเวลาที่เกิดภาวะผิดปกติหลังจากรักษาใน รพ. การได้รับยาฉีด Long-acting กลุ่มยาจิตเวชที่ได้รับ มีภาวะ Unstable Dysrhythmia (p<0.05).</p> <p><strong> </strong><strong>สรุปผล: </strong>บุคลากรทางการแพทย์ควรให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังชีพจรและสัญญาณชีพอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วง 7 วันแรกของการรับไว้รักษา ผลการศึกษานี้สนับสนุนให้มีการกำหนดนโยบายการคัดกรองด้วยคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (12-lead ECG) เป็นมาตรฐานในระดับเขตสุขภาพ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนทางระบบหัวใจและหลอดเลือดที่รุนแรง</p>
2026-05-14T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 โรงพยาบาลนครพนม