ผลของรูปแบบการดูแลผู้ป่วยประคับประคองที่บ้านตามระดับ Palliative Performance Scale ต่อผลลัพธ์ ทางคลินิกและคุณภาพชีวิต ของผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะท้าย โรงพยาบาลนครพนม
คำสำคัญ:
การดูแลผู้ป่วยประคับประคองที่บ้าน, ผู้ป่วยประคับประคองโรคมะเร็ง, Palliative Performance Scale (PPS)บทคัดย่อ
การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) ต่อเนื่องที่บ้านหรือชุมชนเป็นการดูแลเพื่อบรรเทาอาการรบกวนต่างๆ (ESAS) เช่น อาการปวด เหนื่อยเพลีย หายใจหอบ เพิ่มการเข้าถึงบริการและเพื่อให้ผู้ป่วยและครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเท่าที่จะเป็นไปได้
วัตถุประสงค์ : เพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์ทางคลินิก (PS , ESAS , MO access) , survival และ mortality ระหว่างรูปแบบใหม่และรูปแบบเดิม
วัสดุและวิธีการศึกษา : เป็นการศึกษารูปแบบ การวิจัยเชิงกึ่งทดลอง (quasi-experimental research) และเก็บรวบรวมข้อมูลแบบสองกลุ่มไม่สุ่มตัวอย่างโดยใช้ข้อมูลย้อนหลังเปรียบเทียบข้อมูลเก็บไปข้างหน้า (quasi-experimental study with retro-prospective design ) ในผู้ป่วยประคับประคองโรคมะเร็ง ที่ขึ้นทะเบียนเยี่ยมบ้านของกลุ่มงานการพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลนครพนม ทั้งหมด 42 คน โดยแบ่ง กลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มเยี่ยมบ้านแบบเดิม (standard care) เก็บข้อมูลย้อนหลัง 6 เดือน ระหว่างเดือนกรกฎาคม 2567 ถึงเดือนธันวาคม 2567 จำนวน 21 คน และกลุ่มเยี่ยมบ้านแบบใหม่ (Intervention) เก็บข้อมูลไปข้างหน้าระหว่างเดือนมกราคม 2568 ถึงเดือน มิถุนายน 2568 จำนวน 21 คน ดำเนินการศึกษาและรวบรวมข้อมูลผลลัพธ์กลุ่มผู้ป่วยประคับประคองโรคมะเร็ง วิเคราะห์และติดตาม Palliative Performance Scale (PPS) Pain score (PS) Edmonton Symptom Assessment System (ESAS) ข้อมูลทั่วไปใช้สถิติเชิงพรรณนา ใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน/มัธยฐาน เปรียบเทียบผลการดูแลใช้สถิติเชิงอนุมาน t-test และ Fisher, s exact test ควบคุมตัวแปรกวนที่อาจส่งผลต่อผลลัพธ์ด้วย multivariable regression Pain score, PPS , ESAS ที่มีการวัดทุกเดือน วิเคราะห์ด้วย multilevel regression และวิเคราะห์จำนวนวันการอยู่รอดของผู้ป่วยด้วย Survival analysis
ผลการศึกษา : ลักษณะทั่วไปข้อมูลเบื้องต้นผู้ป่วยประคับประคองทั้งสองกลุ่มไม่แตกต่างกัน เมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยผลลัพธ์ของรูปแบบการดูแลผู้ป่วยประคับประคองที่บ้าน กลุ่มเยี่ยมบ้านรูปแบบใหม่เพิ่มคุณภาพการติดตามเยี่ยมบ้านจากการจัดการอาการรบกวนที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยช่วยลดระดับ PS ESAS ลงได้ เพิ่มการเข้าถึงยา MO เพิ่มจำนวนวันที่มีชีวิตอยู่ และเพิ่มความพึงพอใจของผู้ป่วย แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เปรียบเทียบระดับ PS กลุ่ม intervention และกลุ่ม standard care พบว่า PS ลดลงกว่ากลุ่มเยี่ยมบ้านแบบเดิม ค่าเฉลี่ย 3.03 คะแนน (SD=± 1.52 ) : 3.87 คะแนน (SD=± 1.99) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ (p-value 0.009) ESAS ลดลงกว่ากลุ่มเยี่ยมบ้านแบบเดิม ค่าเฉลี่ย 3.15 คะแนน (SD=± 2.04 ) : 4 คะแนน(SD=± 2.20) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ (p-value 0.017) จำนวนครั้งที่ได้รับยามอร์ฟีน ค่าเฉลี่ย 261 ครั้ง (SD=±239.50) : 151.82 ครั้ง (SD=±107.72) กลุ่ม Intervention รับประทานยามอร์ฟินมากกว่ากลุ่ม standard care แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ (p-value =0.098) จำนวนวันที่มีชีวิตอยู่ ค่าเฉลี่ย 123.53 วัน (SD=± 57.95) : 79.05 วัน (SD=± 58.47) กลุ่ม Intervention มีจำนวนวันที่มีชีวิตอยู่มากกว่า อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ (p-value = <0.001) ความพึงพอใจของผู้ป่วยครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ค่าเฉลี่ย 46.86 (SD=±1.80) : 48.81 คะแนน (SD= ±1.37) แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ (p-value = <0.001) และคุณภาพชีวิตโดยรวม ครั้งที่ 1 ค่าเฉลี่ย 96.19 คะแนน อยู่ในระดับที่ดี (SD=±7.81) คุณภาพชีวิตโดยรวม ครั้งที่ 2 ค่าเฉลี่ย 94.95 คะแนน อยู่ในระดับกลางๆ (SD=±7.97) ไม่แตกต่างกัน (p-value = 0.437) ความพึงพอใจของทีมเยี่ยมบ้านผู้ป่วยประคับประคองโดยรวม ในกลุ่ม intervention (n = 35) ค่าเฉลี่ย 23.63 คะแนน พึงพอใจอยู่ระดับมากที่สุด (SD=±2.06) และเปรียบเทียบอัตราการตายการเยี่ยมบ้านตามระดับ PPS พบว่าจำนวนผู้ป่วยที่เสียชีวิตน้อยกว่า อัตราตาย (Mortality rate) กลุ่มเยี่ยมบ้านแบบใหม่ที่ 4.6/1,000 person-days เยี่ยมบ้านแบบเดิมที่ 10.2/1,000 person-days การเยี่ยมบ้านรูปแบบใหม่ลดการตายลงที่เท่ากับ 0.44 หรือสามารถลดการตายได้ที่ 56% แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ (p-value 0.030)
ข้อสรุป : ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การดูแลผู้ป่วยประคับประคองที่บ้านตามระดับ PPS ช่วยการจัดการอาการรบกวนที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยช่วยลดระดับ PS ESAS ลงได้ และเพิ่มการเข้าถึงยา MO ได้มากขึ้น เพิ่มจำนวนวันที่มีชีวิตอยู่ และลดอัตราการตายลงได้มากกว่าการเยี่ยมแบบเดิม
เอกสารอ้างอิง
อรุณ โพธิงาม. การพัฒนาแนวทางการพยาบาลผู้ป่วยแบบประคับประคอง. วารสารสุขภาพและสิ่งแวดล้อมศึกษา [อินเทอร์เน็ต]. 2566 [เข้าถึงเมื่อ 26 ตุลาคม 2567]; 8 : 117-126. เข้าถึงได้จาก:
file:///C:/Users/Asus/Downloads/(Online)+H_E+Vol.8+No.2-117-126.pdf
กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. คู่มือการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองและระยะท้าย. [อินเทอร์เน็ต]. นนทบุรี :สำนักงานกิจการโรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์; 2563 [เข้าถึงเมื่อ 25 ตุลาคม 2567]. เข้าถึงได้จาก: htpp://www.rcat.org/https://www.dms.go.th/backend//Content/Content_File/Practice_guidelines /Attach/25640114130713PM_aw%20คู่มือการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง_5.pdf
นภาพร ตั้งพูลผลวนิชย์, นาถฤดี สุลีสถิร, สุณิสา ชื่นตา. การพัฒนาระบบการดูแลแบบประคับประคองในผู้ป่วยระยะสุดท้ายโรงพยาบาลยโสธร. วารสารสุขภาพและสิ่งแวดล้อมศึกษา [อินเทอร์เน็ต]. 2563 [เข้าถึงเมื่อ 30 ตุลาคม 2567]; 5 : 36-45. เข้าถึงได้จาก: https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/252715/170589
มลิวัลย์ แจ่มแจ้ง. การพัฒนาบทบาทของเภสัชในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งแบบประคับประคองร่วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพของโรงพยาบาลสระบุรี. วารสารเภสัชกรรมคลินิก [อินเทอร์เน็ต]. 2566 [เข้าถึงเมื่อ 1 พฤศจิกายน 2567];29:103-115. เข้าถึงได้จาก: https://thaidj.org/index.php/TJCP/article/view/14154
มะลิ เนื่องวงษา, นิศมา แสนศรี, อักษ์ศรา กะการดี, นันท์ชญาน์ นฤนาทธนาเสฏฐ์. การพัฒนาการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองโรงพยาบาลมหาสารคาม. วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม[อินเทอร์เน็ต]. 2567 [เข้าถึงเมื่อ 1 พฤศจิกายน 2567];21:216-230. เข้าถึงได้จาก: https://he02.tci- thaijo.org/index.php/ MKHJ/article/
view/267579
ประธาน ศรีจุลฮาด. การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับประคองอำเภอร่องคำจังหวัดกาฬสินธุ์. วารสารวิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพ [อินเทอร์เน็ต]. 2564 [เข้าถึงเมื่อ 1 พฤศจิกายน 2567];21:219-232. เข้าถึงได้จาก: https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/254129
กรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก. คู่มือการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับประคอง(Palliative care) แบบบูรณาการ [อินเทอร์เน็ต]. กรุงเทพฯ :บริษัทเบสท์สเต็ปแอ็ดเวอร์ไทซิ่งจำกัด; 2561 [เข้าถึงเมื่อ 25 ตุลาคม 2567]. เข้าถึงได้จาก: https://dmsic.moph.go.th/index/detail/9470
สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการดูแลแบบประคับประคองผู้ป่วยโรคมะเร็ง [อินเทอร์เน็ต]. กรุงเทพฯ : บริษัทโฆสิตการพิมพ์จำกัด;2561 [เข้าถึงเมื่อ 29 ตุลาคม 2567]. เข้าถึงได้จาก: https://www.nci.go.th/th/cpg/CPG%20การดูแลแบบประคับประคอง.pdf
Health Data Center, HDC. กระทรวงสาธารณสุข.(ออนไลน์) 30 กันยายน 2567 วันที่ค้นข้อมูล 1 ตุลาคม 2567 , เข้าถึงได้จาก https://hdcservice.moph.go.th/hdc/main/index.php
Mario López-Salas, Antonio Yanes-Roldán, Ana Fernández, Ainhoa Marín, Ana I. Martínez1, Ana Monroy, et al. End-of-life care needs in cancer patients: a qualitative study of patient and family experiences. BMC Palliative Care [Internet]. 2024 [cited 2024 Nov4]; Article number 157. Available from: https://bmcpalliatcare.biomedcentral.com/articles/10.1186/s12904-024-01489-1
Rachel Louise Hooley, Open Access , Sheila Payne, Dunja Begovic, Juan Esteban Correa-Morales, Andrew Harding, et al. Collaboration, coordination and communication as facilitators of transitions for patients with advanced cancer: a scoping review linked to the Pal Cycles project. BMC Palliative Care [Internet]. 2024 [cited 2024 Nov 4];Article number 204. Available from: https://bmcpalliatcare.biomedcentral.com/articles/ 10.1186/s12904-024-01510-7
ภัควีร์ นาคะวิโร, วาลิกา รัตนจันทร์. POCKET PALLIATIVE SUVIVAL. [อินเทอร์เน็ต]. ขอนแก่น : โรงพิมพ์คลังนานาวิทยา;[เข้าถึงเมื่อ 25 ตุลาคม 2567]. เข้าถึงได้จาก: https://www.karunruk. org/books-category/
ทัศนีย์ บุญอริยเทพ, ธภัคนันท์ อินทราวุธ. ผลของโปรแกรมการดูแลแบบประคับประคองที่บ้านต่ออาการรบกวนผลลัพธ์ของการดูแลผู้ป่วยและภาวะเครียดของผู้ดูแล. วารสารโรงพยาบาลแพร่ [อินเทอร์เน็ต]. 2566 [เข้าถึงเมื่อ 1 พฤศจิกายน 2567];31:99-113. เข้าถึงได้จาก: https://thaidj.org/index.php/jpph/article/view/14018
ศรีเวียง ไพโรจน์กุล, ปาริชาติ เพียงสุพรรณ์. มาตรฐานคุณภาพการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง [อินเทอร์เน็ต]. ขอนแก่น : ศูนย์การุณรักษ์โรงพยาบาลศรีนครินทร;2564[เข้าถึงเมื่อ 24 ตุลาคม 2567]. เข้าถึงได้จาก: https://www.karunruk.org/wp-content/uploads/2022/02/Quality-Standard-for- Palliative- Care-2022.pdf
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 โรงพยาบาลนครพนม

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
- บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของ โรงพยาบาลนครพนม
- ข้อความหรือข้อคิดเห็นต่างๆ เป็นของผู้เขียนบทความนั้นๆ ไม่ใช่ความเห็นของกองบรรณาธิการ