วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah <p>วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ (J Nurs Sci Health) เป็นวารสารวิชาการด้านพยาบาลศาสตร์และวิทยาศาสตร์สุขภาพของ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยและวิชาการทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ที่ผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิภายในและภายนอกคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (peer review) อย่างน้อย 2 ท่านที่มีความเชี่ยวชาญทั้งในด้านเนื้อหานั้น ๆ และด้านระเบียบวิธีวิจัย (ในกรณีที่ผู้เขียนต้องการนำบทความไปใช้ประโยชน์ทางวิชาการตามเงื่อนไขเฉพาะราย หากต้องการผู้ทรงคุณวุฒิอ่านบทความจำนวน 3 ท่าน ตามเงื่อนไข สามารถแจ้งรายละเอียดได้ร่วมกับการส่งบทความเพื่อรับการพิจารณาการตีพิมพ์) โดยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เขียนไม่ทราบชื่อของแต่ละฝ่าย </p> <p><strong>ISSN 2822-1133 (Online)</strong></p> <p><strong><em>กำหนดการออก ราย 3 เดือน (ปีละ 4 ฉบับ)</em></strong></p> <ul> <li class="show">ฉบับ 1 มกราคม-มีนาคม</li> <li class="show">ฉบับ 2 เมษายน-มิถุนายน</li> <li class="show">ฉบับ 3 กรกฎาคม-กันยายน</li> <li class="show">ฉบับ 4 ตุลาคม-ธันวาคม</li> </ul> th-TH <p> วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในการเผยแพร่ผลงานที่ตีพิมพ์ห้ามผู้ใดนำบทความที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพไปเผยแพร่ในลักษณะต่าง ๆ ดังนี้ การนำบทความไปเผยแพร่ออนไลน์ การถ่ายเอกสารบทความเพื่อกิจกรรมที่ไม่ใช่การเรียนการสอน การส่งบทความไปตีพิมพ์เผยแพร่ที่อื่น ยกเว้นเสียแต่ได้รับอนุญาตจากวารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ</p> journal.nu@gmail.com (Prof. Dr. Darunee Jongudomkarn) journal.nu@gmail.com (Miss Chananchida Apichokhiran) Thu, 16 Apr 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ตามรอยการก่อรูปแนวคิดของรูปแบบการพยาบาลสุขภาพครอบครัวมหาวิทยาลัยขอนแก่น ผ่านสุนทรียสนทนา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/289838 <p>รูปแบบการพยาบาลสุขภาพครอบครัวมหาวิทยาลัยขอนแก่น (KKU family health nursing model: KKU: FHN Model) ได้รับการพัฒนาขึ้นจากการสั่งสมองค์ความรู้ ประสบการณ์การปฏิบัติการพยาบาลครอบครัว การดูแลสุขภาพระดับปฐมภูมิ และการทำงานร่วมกับชุมชนในบริบทสังคมไทยมาอย่างต่อเนื่อง บทความรับเชิญนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อตามรอยพัฒนาการและเผยแพร่แนวคิดสำคัญที่นำไปสู่การก่อรูปของ KKU-FHN model ผ่านกระบวนการสุนทรียสนทนาอันเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อสะท้อนที่มาพัฒนาการ และเอกลักษณ์ของรูปแบบดังกล่าว ตลอดจนศักยภาพในการประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาสุขภาวะครอบครัวและชุมชนไทย<br>นำเสนอภาพรวมของแนวคิดชี้นำการพัฒนารูปแบบ ซึ่งให้ความสำคัญกับการมองครอบครัวเป็นหน่วยพื้นฐานของสุขภาพ การค้นหาและเสริมสร้างศักยภาพของครอบครัว การมีส่วนร่วมของชุมชน และการทำงานร่วมกันระหว่างครอบครัว ชุมชน และระบบบริการสุขภาพ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงการดูแลระหว่างบ้าน ชุมชน และหน่วยบริการสุขภาพอย่างไร้รอยต่อ เพื่อสนับสนุนความต่อเนื่องในการดูแลสุขภาพของประชาชนทุกช่วงวัย<br>บทความยังสรุปองค์ประกอบสำคัญของ KKU-FHN Model ประกอบด้วย เครื่องมือประเมินครอบครัว กระบวนการปฏิบัติการพยาบาลสุขภาพครอบครัว และผลลัพธ์ที่คาดหวังในการพัฒนาสุขภาวะครอบครัว ชุมชน และระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ โดยเครื่องมือประเมินช่วยให้บุคลากรสุขภาพเข้าใจโครงสร้าง หน้าที่ ศักยภาพ และความต้องการของครอบครัวได้อย่างครอบคลุม ขณะที่กระบวนการปฏิบัติการมุ่งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างครอบครัว ทีมสุขภาพ และภาคีชุมชน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน<br>KKU-FHN Model นับเป็นองค์ความรู้ที่มีเอกลักษณ์ สอดคล้องกับบริบททางสังคมและวัฒนธรรมไทย และสามารถประยุกต์ใช้ได้ทั้งในวิชาชีพการพยาบาลและสหสาขาวิชาชีพด้านสุขภาพ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาครอบครัวไทยให้อยู่ดีมีสุข อันสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิของกระทรวงสาธารณสุขและสถาบันพระบรมราชชนกที่มุ่งสู่ความเป็นเลิศในการดูแลสุขภาพประชาชน ครอบครัว และชุมชน อย่างยั่งยืน</p> ดารุณี จงอุดมการณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/289838 Sun, 28 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพพระสงฆ์อาพาธด้วยโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่ จังหวัดลพบุรี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/283312 <p><span class="fontstyle0">การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและบริบทการดูแลสุขภาพพระสงฆ์อาพาธ ด้วย โรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน 2) พัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน และ 3) ประเมินผลการดำเนินงานของรูปแบบที่พัฒนาขึ้น โดยใช้การวิจัยและพัฒนาเป็นกรอบการวิจัยและ บูรณาการกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ในการพัฒนารูปแบบและการประเมินผลการนำไปใช้</span></p> <p><span class="fontstyle0">กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ประกอบด้วย พระสงฆ์และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพพระสงฆ์ในชุมชน รวมทั้งผู้ร่วมวิจัยและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการพัฒนารูปแบบ จำนวน 69 คน และกลุ่มตัวอย่างพระสงฆ์อาพาธ ที่ป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน จำนวน 15 รูป ดำเนินการวิจัยระหว่างเดือนธันวาคม พ.ศ. 2566 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ.2567 เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และ แบบบันทึกผลลัพธ์ทางสุขภาพ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและการตีความ และ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติ paired samples t-test</span></p> <p><span class="fontstyle0">ผลการวิจัย พบว่า การดูแลสุขภาพพระสงฆ์อาพาธยังขาดการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน การวางแผนและการติดตามที่เป็นระบบ การจัดบริการสุขภาพยังไม่สอดคล้องกับพระธรรมวินัยและการเข้าถึง บริการสุขภาพยังไม่ทั่วถึง รูปแบบการดูแลสุขภาพที่พัฒนาขึ้น คือ “PRA-NGAM Model” ประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ ได้แก่ การวางแผนแบบมีส่วนร่วม การจัดบริการสุขภาพที่สอดคล้องกับพระธรรมวินัย การเข้าถึงบริการสุขภาพ การพัฒนาระบบฐานข้อมูลและเครือข่าย การให้ความรู้ทางสุขภาพเชิงพุทธ การเสริมสร้างศักยภาพผู้ดูแล และการกำกับติดตามอย่างต่อเนื่อง ผลการประเมิน พบว่า ระดับความดันโลหิต และระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) สรุปได้ว่า รูปแบบดังกล่าว สามารถนำไปใช้ได้อย่างเหมาะสมกับบริบทวัดและชุมชน และมีแนวโน้มก่อให้เกิดการดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืน สำหรับพระภิกษุสงฆ์ที่เจ็บป่วย</span></p> อาจารีย์ พรหมรัตน์, นฤมล จันทรเกษม, ธนพล บรรดาศักดิ์, ทวีทรัพย์ จูมศิลป์, พรเลิศ ชุมชัย, ขวัญชนก ยศคำลือ, อาภาภรณ์ กล่ำถึก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/283312 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 ระบบการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังของคลินิกหมอครอบครัว https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/279266 <p><span class="fontstyle0">คลินิกหมอครอบครัว เป็นรูปแบบการจัดบริการ</span><span class="fontstyle0">สาธารณสุขที่เป็นการทำงานร่วมกันของแพทย์เวชศาสตร์ ครอบครัวและทีมสหสาขาวิชาชีพ เพื่อดูแลประชากรในพื้นที่ที่รับผิดชอบให้ได้รับการบริการทางสุขภาพที่มี ประสิทธิภาพ โดยใช้หลักการเวชศาสตร์ครอบครัว การวิจัยเชิงพรรณนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาปัญหาและความ ต้องการการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง และศึกษาระบบการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังของคลินิกหมอครอบครัว โดยใช้กรอบ แนวคิดการดูแลโรคเรื้อรัง กลุ่มตัวอย่าง เลือกแบบเจาะจง ทั้งหมด 130 คน คือ ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง จำนวน 85 คน บุคลากรทีมสุขภาพ จำนวน 20 คน และเครือข่ายภาคประชาชนในชุมชน จำนวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างสำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง แนวคำถามการสัมภาษณ์เชิงลึกสำหรับบุคลากรทีมสุขภาพ และแนวทางการสนทนากลุ่มสำหรับเครือข่ายภาคประชาชน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</span></p> <p><span class="fontstyle0">ผลการวิจัย 1) ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังมีปัญหาและความต้องการหลายด้าน ได้แก่ 1.1) ด้านสุขภาพต้องการมาก ที่สุดคือ ต้องการตรวจสุขภาพประจำปี การดูแลต่อเนื่องจากบุคลากรทีมสุขภาพทั้งด้านการส่งเสริมสุขภาพ การรักษา และการป้องกันภาวะแทรกซ้อน 1.2) ด้านสังคม ต้องการให้ครอบครัวและชุมชน มีส่วนร่วมในการดูแล 1.3) ด้าน เศรษฐกิจ ต้องการสนับสนุนค่าใช้จ่ายและอุปกรณ์ที่จำเป็น 1.4) ด้านสิ่งแวดล้อม ต้องการที่อยู่อาศัยให้ปลอดภัย รวมถึงสถานบริการสุขภาพที่มีบุคลากรและอุปกรณ์เพียงพอในการให้บริการ 2) ระบบการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ประกอบด้วย 2.1) ด้านนโยบายและทรัพยากรของชุมชนการกำหนดนโยบายการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่ชัดเจน มี คณะกรรมการทั้งในหน่วยบริการและในชุมชน สนับสนุนให้ครอบครัวและชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการดูแลผู้ป่วย โรคไตเรื้อรัง 2.2) ด้านองค์กรให้บริการสุขภาพ จัดคลินิกโรคเรื้อรังแบบรวมหน่วยบริการ มีผู้จัดการดูแลภายในคลินิก หมอครอบครัวและในทุกหน่วยบริการ บุคลากรทีมสหสาขาวิชาชีพมีความรู้และทักษะการดูแลตามความเชี่ยวชาญ 2.3) ด้านการสนับสนุนการดูแลตนเอง มีการวางแผนการดูแลร่วมกันระหว่างผู้ป่วย ครอบครัว บุคลากรทีมสุขภาพ 2.4) ด้านการออกแบบระบบบริการ จัดระบบบริการทั้งในหน่วยบริการและในชุมชน ใช้หลักฐานเชิงประจักษ์และแนว ปฏิบัติเฉพาะโรคมาวางแผนการจัดบริการ โดยการมีส่วนร่วมระหว่างหน่วยบริการสุขภาพและชุมชน 2.5) ด้านระบบ ข้อมูลทางคลินิก มีการจัดการข้อมูลผู้ป่วยอย่างเป็นระบบ และนำสารสนเทศไปออกแบบการจัดบริการให้มี ประสิทธิภาพ 2.6) การสนับสนุนการตัดสินใจ มีแนวทางการปฏิบัติงานทางคลินิก มีคู่มือและสื่อให้ความรู้เรื่องโรค และการดูแลสุขภาพเพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อน</span></p> รุ่งทิวา ศรีเดช, จารุณี สรกฤช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/279266 Thu, 16 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความรู้สุขอนามัยการนอนหลับร่วมกับการเจริญสติ ในผู้สูงอายุโรคไตเรื้อรังระยะที่ 4 และ 5 ก่อนการได้รับการบำบัดทดแทนไต https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/271376 <p><span class="fontstyle0">บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของการวิจัย เรื่องผลของโปรแกรมส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับสุขอนามัยการนอนหลับและ การเจริญสติต่อผลลัพธ์เกี่ยวกับการนอนหลับในผู้สูงอายุโรคไตเรื้อรังระยะที่ 4-5 ก่อนได้รับการบำบัดทดแทนไต โดยนำเสนอ กระบวนการพัฒนาโปรแกรม 3 ขั้นตอน คือ ขั้นเตรียมการ ขั้นประเมินคุณภาพ และขั้นประเมินผลลัพธ์โปรแกรม เครื่องมือ ที่ใช้ในการดำเนินการวิจัยเป็นโปรแกรมส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับสุขอนามัยการนอนหลับและการเจริญสติที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น และ ผ่านการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับ สุขอนามัยการนอนหลับ ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน และได้ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา เท่ากับ 0.80 2) แบบประเมินคุณภาพการนอนหลับ และแบบประเมินความรุนแรงของอาการนอนไม่หลับ ตรวจสอบความ เชื่อมั่นได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคเท่ากับ 0.73, 0.82 และ 0.89 ตามลำดับ วิเคราะห์เปรียบเทียบผลลัพธ์ก่อนและ หลังเข้าร่วมโปรแกรม ในผู้เข้าร่วมโปรแกรม จำนวน 32 คน ด้วยสถิติ paired t test และ Wilcoxon Signed ranks test ผลการศึกษา พบว่า</span></p> <p><span class="fontstyle0">1) โปรแกรม มีรูปแบบการดำเนินกิจกรรมทั้งหมด 4 สัปดาห์ สัปดาห์ที่ 1 (วันที่ 1) เป็นการสร้างสัมพันธภาพ การประเมินความต้องการและประสบการณ์เกี่ยวกับอาการนอนไม่หลับ ฝึกกลยุทธ์การจัดการอาการด้วยการบำบัด ด้านพฤติกรรมและด้านจิตใจ โดยสื่อที่ใช้ คือ คู่มือส่งเสริมสุขอนามัยการนอนหลับในผู้สูงอายุ คู่มือส่งเสริมการเจริญสติ ในผู้สูงอายุและเครื่องเล่น MP3 ที่บันทึกดนตรีธรรมะ สัปดาห์ที่ 2-4 (วันที่ 7, 14 และ 21) ติดตามต่อเนื่องทางโทรศัพท์ ครั้งที่ 5 โดยประเมินผลลัพธ์ในสัปดาห์ที่ 5 (วันที่ 28)</span></p> <p><span class="fontstyle0">2) ผลการประเมินคุณภาพโปรแกรม ได้ค่า CVI ของโปรแกรมและคู่มือโปรแกรมเท่ากับ 0.95 และ 0.92 ตามลำดับ โปรแกรม มีความเป็นไปได้/การยอมรับได้ ด้วยอัตราการคงอยู่ในโปรแกรมเป็นร้อยละ 100</span></p> <p><span class="fontstyle0">3) การประเมินประสิทธิภาพของโปรแกรม พบว่า ผู้เข้าร่วมโปรแกรมมีผลลัพธ์ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ คะแนนความรู้สุขอนามัยการนอนหลับเพิ่มขึ้นจาก 13.88±2.12 เป็น 22.78±1.18 (p&lt;0.001) คุณภาพ การนอนหลับดีขึ้นจาก 13.19±2.79 เป็น 7.00±2.27 (p&lt;0.001) ความรุนแรงของการนอนไม่หลับ ลดลงจาก 15.88±5.46 เป็น 7.59±2.71 (p&lt;0.001) หลังร่วมโปรแกรม</span></p> <p><span class="fontstyle0">โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นมีคุณภาพ มีความเป็นไปได้/ยอมรับได้ และมีประสิทธิภาพ จึงควรประยุกต์ใช้เพื่อส่งเสริม การนอนหลับในผู้สูงอายุโรคไตเรื้อรัง ระยะที่ 4-5 ก่อนการได้รับการบำบัดทดแทนไตที่มีปัญหาการนอนหลับรวมถึงศึกษา เพิ่มเติมในผู้สูงอายุอื่นๆที่มีความเจ็บป่วยคล้ายคลึงกัน</span></p> รัศมี ศิริสวัสดิ์, ลดาวัลย์ พันธุ์พาณิชย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/271376 Thu, 16 Apr 2026 00:00:00 +0700 โปรแกรมการจัดการความดันโลหิตสูงโดยประยุกต์ใช้แชทบอทและผลต่อความรู้ พฤติกรรมสุขภาพ ความร่วมมือในการใช้ยาความดันโลหิต และตัวบ่งชี้ทางชีวภาพในผู้สูงอายุที่มีความดันโลหิตสูง ที่อาศัยอยู่ในชุมชน: การพัฒนาโปรแกรม ความเป็นไปได้และผลเบื้องต้นของการใช้โปรแกรม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/285385 <p><span class="fontstyle0">โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในชุมชน ที่จำเป็นต้องมี การจัดการเพื่อควบคุมความดันโลหิตอย่างต่อเนื่อง โดยพบผู้สูงอายุที่เข้ารับบริการแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาล ศรีนครินทร์ มีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งช่วงปี พ.ศ. 2566-2567 มีป่วยผู้สูงอายุ คิดเป็นร้อยละ 38-40 ของผู้ป่วยทั้งหมด ถึงแม้ว่าผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าว จะสามารถเข้าถึงการรักษาได้ แต่ยังพบว่าความสามารถในการควบคุมความดันโลหิต ยังไม่ดีพอ เนื่องจากรูปแบบการดูแลที่มีการสื่อสารทางเดียวในการให้ความรู้ การให้คำปรึกษาการติดตามผล ที่ไม่ต่อเนื่อง และการมีภาระงานสูงของบุคลากรทางการพยาบาล ส่งผลให้การสนับสนุนการจัดการตนเองในระยะยาว ยังมีข้อจำกัด</span></p> <p><span class="fontstyle0">การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาประเมินความเป็นไปได้และศึกษาผลเบื้องต้น ของโปรแกรมการจัดการ ความดันโลหิตสูงโดยใช้แชทบอท โดยเป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลองชนิดกลุ่มเดียววัดก่อน - หลัง ในผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ที่มีความสามารถด้านการรู้คิดและทักษะดิจิทัลเพียงพอ สามารถเข้าถึงสมาร์ตโฟนและใช้ไลน์ แอปพลิเคชันได้ จำนวน 15 คน ที่มารับบริการแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลศรีนครินทร์ ซึ่งโปรแกรมใช้ระยะเวลา 12 สัปดาห์ ประกอบด้วย การให้ความรู้ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ การติดตามต่อเนื่อง และการให้คำปรึกษา ผ่านการใช้แชทบอททางไลน์แอพลิเคชัน ซึ่งรวมถึงการกระตุ้นเตือนและการเสริมแรงเชิงบวกต่อการจัดการ ความดันโลหิตสูง โดยมีการเก็บข้อมูลก่อนและหลังการทดลอง 12 สัปดาห์</span></p> <p><span class="fontstyle0">โปรแกรมการจัดการความดันโลหิตสูงโดยประยุกต์ใช้แชทบอทได้ พัฒนาขึ้นโดยมีความตรงเชิงเนื้อหา ในระดับดีเยี่ยม (CVI = 0.98; IOC = 0.97) จากการสัมภาษณ์เชิงลึกสะท้อนว่า แชทบอทช่วยให้ผู้ใช้ตระหนักถึงปัจจัย เสี่ยงส่งเสริมการปรับพฤติกรรมสุขภาพ และใช้งานได้ง่าย อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้บางรายเสนอให้ปรับเนื้อหาให้กระชับขึ้น ผู้เข้าร่วมทั้ง 15 ราย มีอัตราการคงอยู่ร้อยละ 100 โดยมีการโต้ตอบผ่านแชทบอทรวม 1,413 ครั้ง สามารถตอบโต้ ถูกต้องโดยอัตโนมัติ คิดเป็นร้อยละ 87.26 มีฟังก์ชันที่ถูกใช้งานมากที่สุด ได้แก่ วิดีโอให้ความรู้ (ร้อยละ 40.11) คู่มืออิเล็กทรอนิกส์ (ร้อยละ 35.16) และการขอรับคำปรึกษา (ร้อยละ 13.74) ตามลำดับ</span></p> <p><span class="fontstyle0">ในการศึกษาผลเบื้องต้นของการใช้โปรแกรมพบว่า ผู้เข้าร่วมมีอายุเฉลี่ย 69.07 ± 5.38 ปี มีการเปลี่ยนแปลง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในด้านความรู้ (15.60 ± 1.05 เป็น 16.53 ± 1.18; p = 0.004) พฤติกรรมสุขภาพ (23.07 ± 3.86 เป็น 25.33 ± 4.09; p = 0.007) ความร่วมมือในการใช้ยา (20.70 ± 2.86 เป็น 21.61 ± 2.61; p=0.008) และความดันโลหิตซิสโตลิก (133.67 ± 11.89 เป็น 127.07 ± 11.22 มม.ปรอท; p = 0.014) อย่างไร ก็ตาม ตัวบ่งชี้ทางชีวภาพยังไม่ได้รับการวิเคราะห์ในระยะศึกษาความเป็นไปได้นี้ เนื่องจากข้อจำกัดด้านระยะเวลา</span></p> คณิศร รันสินโย, สมรภพ บรรหารักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/285385 Sun, 28 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการมีส่วนร่วมในการปรับสภาพแวดล้อมสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง อำเภอวังสมบูรณ์ จังหวัดสระแก้ว https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/279258 <p><span class="fontstyle0">งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาและพัฒนารูปแบบการมีส่วนร่วมในการปรับปรุงสภาพแวดล้อม สำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง โดยเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่อำเภอวังสมบูรณ์ จังหวัดสระแก้ว ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ในการสังเคราะห์และประเมินรูปแบบการปรับสภาพแวดล้อม เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ด้วยรูปแบบการวิจัยแบบผสานวิธี กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย ผู้สูงอายุ ที่มีภาวะพึ่งพิง จำนวน 43 คน และคณะอนุกรรมการสนับสนุนการจัดบริการดูแลระยะยาว สำหรับผู้สูงอายุ ที่มีภาวะพึ่งพิง จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์และแบบบันทึกการสนทนากลุ่ม ดำเนินการวิจัย ระหว่างเดือนเมษายน 2567 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2568 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติ เชิงพรรณนา ทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยก่อนและหลังการใช้รูปแบบด้วยสถิติทดสอบทีสำหรับกลุ่มตัวอย่าง ที่สัมพันธ์กัน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</span></p> <p><span class="fontstyle0">ผลการวิจัย พบว่า ปัญหาหลักด้านสภาพแวดล้อมของผู้สูงอายุ ได้แก่ สภาพบ้านเรือนและบริเวณ โดยรอบที่ไม่เหมาะสม ปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม เช่น การไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมของชุมชน รายได้ไม่เพียงพอ ปัญหาขยะและยาเสพติด โดยมีความต้องการในการปรับสภาพแวดล้อมมากที่สุดในด้าน สวัสดิการ และน้อยที่สุดในด้านการจัดทำป้ายสัญลักษณ์หรือช่องทางพิเศษ รูปแบบการดำเนินงานที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 5 กระบวนการ ได้แก่ 1) การค้นหาปัญหา 2) การแก้ไขปัญหา 3) การวางแผน 4) การมีส่วนร่วม และ 5) การประเมินผล โดยพัฒนาใน 3 มิติหลัก ได้แก่ การพัฒนาศักยภาพผู้ดูแล การจัดการสภาพแวดล้อม และการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม ผลการดำเนินงานพบว่าชุมชนสามารถปรับปรุงสภาพบ้านเรือนและ สถานที่ราชการให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการพัฒนาศักยภาพผู้ดูแล จัดบริการฟื้นฟู สมรรถภาพ ส่งเสริมการประกอบอาชีพ และวางแผนคุณภาพชีวิตในระยะยาว ส่งผลให้ค่าเฉลี่ยคะแนน ความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน สุขภาพจิต และคุณภาพชีวิตของกลุ่มตัวอย่างเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ (p &lt; .001)</span></p> รัตนชัย เพ็ชรสมบัติ, จำเนียร สุวรรณชาติ, ธงชัย ทองบู ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/279258 Sun, 28 Jun 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมพัฒนาศักยภาพสมองแบบกลุ่ม สำหรับผู้ที่มีความสามารถของสมองปกติ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/278164 <p><span class="fontstyle0">การวิจัยนี้เป็นกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง เพื่อประเมินผลของโปรแกรมพัฒนาศักยภาพ สมองแบบกลุ่ม สำหรับผู้ที่มีสมรรถภาพสมองปกติ เปรียบเทียบคะแนนสมรรถภาพสมองระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ก่อนและหลังการทดลองในช่วงระยะเวลา 6 เดือน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป (เน้นกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป) จาก 9 พื้นที่ ในพื้นที่เครือข่ายการพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อมครบวงจร โดยมีคุณสมบัติเป็นผู้ที่มี สมรรถภาพสมองปกติประเมินด้วย (Montreal cognitive assessment: MoCA test) มีอาการวิตกกังวลและซึมเศร้า ประเมินโดยใช้แบบประเมินความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าในโรงพยาบาล ฉบับภาษาไทย และสมัครใจเข้าร่วมการวิจัย ทั้งนี้ ผู้ที่ไม่สามารถเข้าร่วมโปรแกรมได้ครบ 5 ครั้ง หรือปฏิเสธการเข้าร่วมในช่วงใดช่วงหนึ่งจะถูกคัดออกจากการศึกษา</span></p> <p><span class="fontstyle0">คัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง ด้วยวิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างง่าย ตามเกณฑ์จากพื้นที่ศึกษา 9 พื้นที่ จำนวน 600 ราย เป็น กลุ่มทดลอง 313 ราย (ร้อยละ 52.2) และกลุ่มควบคุม 287 ราย (ร้อยละ 47.8) เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย แบบบันทึก ข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าในโรงพยาบาล ฉบับภาษาไทย แบบประเมินสมรรถภาพสมอง มอนทรีออล และแบบประเมินโรคอัลไซเมอร์ฉบับปรับปรุง ภาษาไทย โปรแกรมพัฒนาศักยภาพสมองแบบกลุ่ม 5 ชุดกิจกรรม มุ่งเน้นการกระตุ้นศักยภาพสมองด้านการรู้คิด แต่ละชุด ประกอบด้วย กิจกรรมการเคลื่อนไหว กิจกรรมกระตุ้นสมอง และ กิจกรรมต่อเนื่อง จัดกิจกรรม 5 ครั้ง ครั้งละ 2 ชั่วโมง ห่างกันทุก 2 </span><span class="fontstyle0">สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติทดสอบทีสำหรับ กลุ่มตัวอย่างอิสระ เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม และใช้สถิติทดสอบทีสำหรับ กลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังการทดลองภายในกลุ่ม</span></p> <p><span class="fontstyle0">ผลการวิจัย โปรแกรมสามารถช่วยลดอาการวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าในกลุ่มทดลองได้ในระยะสั้น ผลการประเมิน สมรรถภาพสมองด้วยแบบประเมินสมรรถภาพสมองมอนทรีออลไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ระหว่างกลุ่มทดลองและ กลุ่มควบคุม (p&gt;0.05) แสดงถึงโปรแกรมอาจยังไม่มีผลต่อสมรรถภาพสมองภายในระยะเวลา 6 เดือน การประเมินด้วยแบบ ประเมินโรคอัลไซเมอร์ฉบับปรับปรุง ภาษาไทยพบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยด้านการจำคำลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (p=0.002) กลุ่มควบคุมมีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเล็กน้อย (p=0.037) ในด้านการบริหารจัดการ กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ย เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (p=0.001) สะท้อนถึงผลเชิงบวกของโปรแกรม กลุ่มควบคุมมีคะแนนเฉลี่ยด้านความสนใจลดลง อย่างมีนัยสำคัญ (p&lt;0.001) แสดงถึงการเสื่อมถอยของสมรรถภาพสมองในกลุ่มควบคุม</span></p> <p><span class="fontstyle0">แม้ว่าผลการวิจัย อาจยังไม่แสดงให้เห็นถึงผลที่ชัดเจน ในการคงสมรรถภาพสมองในช่วงเวลา 6 เดือน แต่ผลที่ได้ แสดงถึงศักยภาพของโปรแกรมในบางด้านของสมรรถภาพสมอง การศึกษาในอนาคตควรดำเนินการติดตามผลในระยะเวลา 1-2 ปี เพื่อประเมินผลระยะยาวของโปรแกรมต่อสมรรถภาพสมองต่อไป</span></p> อรวรรณ์ คูหา, พลินท์ชฎา พัชราพิสิฐกุล, นัดดา คำนิยม, ดาวชมพู นาคะวิโร, จารุณี วิทยาจักษุ์, พัฒน์ศรี ศรีสุวรรณ, ขวัญฤดี มีผิว, สิรินทร ฉันศิริกาญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/278164 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาพฤติกรรมการติดสื่อสังคมออนไลน์และผลกระทบด้านสุขภาพ ของนักเรียนพยาบาลแห่งหนึ่ง ในกรุงเทพมหานคร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/277676 <p><span class="fontstyle0">การวิจัยเชิงบรรยายครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการติดสื่อสังคม ออนไลน์ และผลกระทบด้านสุขภาพของนักเรียนพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2566 จำนวน 150 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบประเมินพฤติกรรมการติดสื่อสังคมออนไลน์ แบบประเมินสุขภาพทางกาย และ แบบประเมินสุขภาพทางจิต มีค่าความเที่ยงเท่ากับ .813, .852 และ .857 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</span></p> <p><span class="fontstyle0">ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ มีพฤติกรรมเสี่ยงปานกลางต่อการติดสื่อสังคมออนไลน์ ร้อยละ 70.67 กลุ่มตัวอย่างเริ่มมีปัญหาสุขภาพทางกาย ร้อยละ 38.67 โดยผลกระทบด้านการใช้ชีวิตประจำวัน เริ่มมีปัญหามากที่สุด ร้อยละ 68.67 ส่วนผลกระทบด้านจิตใจเข้าข่ายภาวะซึมเศร้าควรได้รับการตรวจวินิจฉัย เพื่อให้การช่วยเหลือถึงร้อยละ 56.67 พฤติกรรมการติดสื่อสังคมออนไลน์มีความสัมพันธ์ทางลบกับผลกระทบ ด้านร่างกาย และมีความสัมพันธ์ทางบวกกับผลกระทบด้านจิตใจอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r=-.256 และ .262 ตามลำดับ)</span></p> <p><span class="fontstyle0">ภายใต้บริบทที่มีลักษณะเฉพาะขององค์กร สถาบันการศึกษาควรมีการคัดกรองพฤติกรรมการติดสื่อ สังคม</span><span class="fontstyle0">ออนไลน์ และหาแนวทางป้องกัน</span><span class="fontstyle0">ผลกระทบต่อสุขภาพทั้งด้านร่างกายและจิตใจ รวมทั้งควรจัดกิจกรรม ให้เหมาะสมกับรูปแบบการดำเนินชีวิตของนักเรียนพยาบาล เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป</span></p> ธญานี พลธนะ, สุปราณี พลธนะ, ธนนันท์ ขุนพิลึก, เบญจพร บุพศิริ, กมลวรรณ เกิดในมงคล, จุฑามณี สงฆ์มหาดไทย, วรินทร เชิดสูงเนิน, ปิยะนันท์ เรืองพลับพลา, พศิกา พิมวรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/277676 Sun, 28 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยทางสังคมและการสนับสนุนจากอาสาสมัครสาธารณสุขที่มีผลต่อการเข้าถึงการดูแลสุขภาพ ของผู้ป่วยโรคเรื้อรังในกลุ่มประชากรเปราะบาง ในตำบลนาฝาย อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/278267 <p><span class="fontstyle0">โรคไม่ติดต่อเรื้อรังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตหลักของประชากรโลก โดยเฉพาะกลุ่มประชากรเปราะบาง มักเผชิญอุปสรรคในการเข้าถึงบริการสุขภาพในขณะที่อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) มีบทบาทสำคัญในการ เป็นสะพานเชื่อมระหว่างชุมชนกับระบบสุขภาพ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยทางสังคมและ การสนับสนุนจากอาสาสมัครสาธารณสุขที่มีผลต่อการเข้าถึงบริการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ในกลุ่มประชากรเปราะบางในตำบลนาฝาย อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ดำเนินการวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคเรื้อรังในกลุ่มประชากรเปราะบาง จำนวน 255 คน ที่ได้มาจากการสุ่มตัวอย่าง แบบแบ่งชั้นภูมิตามสัดส่วน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามครอบคลุมข้อมูลทั่วไป ปัจจัยทางสังคม การสนับสนุนจาก อสม. และการเข้าถึงบริการสุขภาพ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติ ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</span></p> <p><span class="fontstyle0">ผลการวิจัย กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 76.47) อายุเฉลี่ย 69.85 ปี มีการศึกษาระดับ ประถมศึกษา (ร้อยละ 85.88) ประกอบอาชีพเกษตรกร (ร้อยละ 50.59) มีรายได้น้อยกว่า 5,000 บาทต่อเดือน </span><span class="fontstyle0">(ร้อยละ 88.63) โรคที่พบมากที่สุด คือ ความดันโลหิตสูง (ร้อยละ 74.12) และเบาหวาน (ร้อยละ 56.86) ปัจจัย ทางสังคม การสนับสนุนจาก อสม. และการเข้าถึงบริการสุขภาพมีค่าเฉลี่ยระดับสูง (mean = 4.01, SD = 0.47; mean = 3.82, SD = 1.17; และ mean = 4.61, SD = 0.24 ตามลำดับ) </span><span class="fontstyle0">การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ พบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเข้าถึงบริการสุขภาพ ได้แก่ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพ ( </span><span class="fontstyle2">β </span><span class="fontstyle0">= 0.257) การ ประสานส่งต่อเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพโดย อสม. (</span><span class="fontstyle2">β </span><span class="fontstyle0">= 0.208) และสภาพแวดล้อมในชุมชน (</span><span class="fontstyle2">β </span><span class="fontstyle0">= 0.160) โดย สามารถพยากรณ์การเข้าถึงบริการสุขภาพได้ ร้อยละ 20.6</span></p> <p><span class="fontstyle0">สรุปได้ว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเข้าถึงบริการสุขภาพของผู้ป่วยโรคเรื้อรังในกลุ่มประชากรเปราะบาง มากที่สุด คือ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพ รองลงมา คือ การประสานส่งต่อของอาสาสมัครสาธารณสุข และสภาพแวดล้อมในชุมชน ดังนั้น จึงควรพัฒนาระบบข้อมูลสุขภาพในชุมชน เสริมศักยภาพ อสม. ด้านการประสานส่งต่อ และจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเข้าถึงบริการ</span> </p> ยุวดี บุญเนาว์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/278267 Sun, 28 Jun 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการดูแลทารกเกิดก่อนกำหนดแบบแกงการูต่อการรับรู้สมรรถนะแห่งตน ความรู้และพฤติกรรมของพยาบาลในหอผู้ป่วยทารกแรกเกิด https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/280746 <p><span class="fontstyle0">การดูแลทารกเกิดก่อนกำหนดแบบแกงการู สามารถช่วยป้องกันการเจ็บป่วยรุนแรง ลดการติดเชื้อ เพิ่มปริมาณน้ำนมของมารดาได้ พยาบาลที่ปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลจึงมีความจำเป็นยิ่งที่ควรมีการรับรู้ สมรรถนะตนเอง มีความรู้ และมีพฤติกรรมการดูแลทารกเกิดก่อนกำหนดกลุ่มนี้อย่างเหมาะสม </span><span class="fontstyle2">วัตถุประสงค์: </span><span class="fontstyle0">เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการดูแลทารกเกิดก่อนกำหนดแบบแกงการูต่อการรับรู้สมรรถนะแห่งตน ความรู้ และพฤติกรรมของพยาบาล </span><span class="fontstyle2">วิธีวิจัย: </span><span class="fontstyle0">เป็นการศึกษาแบบกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ พยาบาลที่ปฏิบัติงาน ในหอผู้ป่วยทารกแรกเกิด จำนวน 19 คน เครื่องมือวิจัยผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน ประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่ 1) เครื่องมือที่ใช้สำหรับการทดลอง คือ โปรแกรมการดูแลทารกเกิดก่อน กำหนดแบบแกงการู ทดสอบหาค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา (CVI) มีค่าเท่ากับ 0.95 และ 2) เครื่องมือสำหรับ เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามการรับรู้สมรรถนะแห่งตน ความรู้ และพฤติกรรมของพยาบาล หาค่า CVI เท่ากับ 0.90, 0.95 และ 0.95 ตามลำดับ และหาค่าความเชื่อมั่นแบบสอบถามการรับรู้สมรรถนะ แห่งตน ด้วยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคได้เท่ากับ 0.80 แบบสอบถามความรู้และแบบสอบถามพฤติกรรม ด้วยค่า Kuder-Richardson 20 (KR-20) ได้เท่ากับ 0.95 และ 0.97 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ พรรณนา ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ และ สถิติที</span></p> <p><span class="fontstyle0">ผลการวิจัย พบว่า พยาบาลมีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้สมรรถนะแห่งตน และความรู้ในการดูแลทารกเกิด ก่อนกำหนดแบบแกงการู ภายหลังได้รับโปรแกรมฯ ทั้งระยะทันที ระยะ 2 สัปดาห์ และระยะ 4 สัปดาห์ สูง กว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .01) นอกจากนี้ พฤติกรรมในการดูแลทารกเกิดก่อน กำหนดแบบแกงการูภายหลังได้รับโปรแกรมฯ ทันที ยังสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ (p &lt; .01)</span></p> <p><span class="fontstyle0">สรุปผล ควรมีการส่งเสริมการใช้โปรแกรมการดูแลทารกเกิดก่อนกำหนดแบบแกงการูแก่พยาบาล เพื่อให้การรับรู้สมรรถนะแห่งตน ความรู้ และพฤติกรรมในการดูแลทารกเกิดก่อนกำหนดแบบแกงการู อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้ทารกเกิดก่อนกำหนดได้รับการดูแลที่ดี ซึ่งเอื้อต่อการเจริญเติบโตและ พัฒนาการที่เหมาะสมต่อไป</span> </p> บุณณดา ขาวงาม, อัจฉริยา วงษ์อินทร์จันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/280746 Sun, 28 Jun 2026 00:00:00 +0700 ประเมินผลการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยบาดเจ็บหลายระบบระยะฉุกเฉิน ในโรงพยาบาลตติยภูมิ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/282319 <p><span class="fontstyle0">การวิจัยกึ่งทดลองนี้เป็นการประเมินผลการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยบาดเจ็บหลายระบบ ระยะฉุกเฉินในโรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่ง และประเมินความเป็นไปได้ในการนำใช้และความพึงพอใจ ของพยาบาลต่อการใช้แนวปฏิบัติฯ โดยประยุกต์ใช้กรอบแนวคิดตามหลักฐานเชิงประจักษ์ของซูคัพ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยบาดเจ็บหลายระบบ 83 คน และพยาบาล 43 คน เก็บข้อมูลวันที่ 1 มีนาคม ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2568 เครื่องมือวิจัย คือ แนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยบาดเจ็บหลายระบบระยะฉุกเฉิน แบบบันทึกข้อมูลทั่วไป แบบบันทึกผลลัพธ์การพยาบาลผู้ป่วยบาดเจ็บหลายระบบ แบบสอบถามความเป็นไป ได้ การนำใช้แนวปฏิบัติและแบบประเมินความพึงพอใจของพยาบาล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติ paired t-test สำหรับกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน การบาดเจ็บหลายระบบมีผลกระทบต่อการ เปลี่ยนแปลงของสรีรวิทยา เกิดภาวะพร่องออกซิเจน ระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลง และภาวะช็อกที่เกิดจาก การเสียเลือด เพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้</span></p> <p><span class="fontstyle0">หลังการนำใช้แนวปฏิบัติฯ พบว่า 1) ตัวชี้วัดเวลาที่สำคัญดีขึ้น ได้แก่ ระยะเวลาตั้งแต่เกิดเหตุถึง โรงพยาบาล เฉลี่ย 9.86 นาที ระยะเวลาที่ได้พบแพทย์เฉพาะทางเฉลี่ย 1.78 นาที และระยะการรักษา จนกระทั่งจำหน่าย เฉลี่ย 80.25 นาที 2) ผลลัพธ์ด้านผู้ป่วย พบว่า ค่าเฉลี่ยระดับความอิ่มตัวออกซิเจน ปลายนิ้ว และค่าเฉลี่ยคะแนนระดับความรู้สึกตัว ก่อนจำหน่ายสูงกว่าเมื่อแรกรับ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ p &lt; </span><span class="fontstyle0">0.001 </span><span class="fontstyle0">และ p &lt; 0.010 ตามลำดับ ส่วนค่าเฉลี่ยดัชนีภาวะช็อกไม่แตกต่างกัน 3) ผลการประเมิน ความเป็นไปได้ในการนำใช้แนวปฏิบัติฯ และความพึงพอใจของพยาบาลอยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 4.60 (SD = 0.541)</span></p> <p><span class="fontstyle0">ดังนั้น การนำใช้แนวปฏิบัติฯ ส่งผลให้การพยาบาล การเข้าถึงการรักษาและการเฝ้าระวังอาการ เปลี่ยนแปลงของร่างกายผู้ป่วยบาดเจ็บหลายระบบ ตั้งแต่จุดเกิดเหตุจนกระทั่งนำส่งโรงพยาบาล มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่ดีขึ้น ช่วยลดภาวะแทรกซ้อน ปัจจัยที่ทำให้เกิดความพิการ และเพิ่มอัตรา การรอดชีวิต</span></p> สุมนา สัมฤทธิ์รินทร์, ฉนันทา ภาเคน, ทัศนีย์ นุศิษย์ภาพ, พงษ์ลัดดา ปาระลี, พรเพียร วชิราเจียรนนท์, ผาติ อังคสิทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/282319 Sun, 28 Jun 2026 00:00:00 +0700 พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพและปัจจัยทำนายพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของสตรีตั้งครรภ์ ที่มารับบริการฝากครรภ์ในจังหวัดนครราชสีมา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/281114 <p><span class="fontstyle0">การวิจัยแบบหาความสัมพันธ์เชิงทำนายนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพและ ศึกษาปัจจัยทำนายพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของสตรีตั้งครรภ์ที่มารับบริการฝากครรภ์ในจังหวัดนครราชสีมา กลุ่มตัวอย่างคือสตรีตั้งครรภ์ที่มารับบริการฝากครรภ์ที่คลินิกฝากครรภ์ จำนวน 210 คน สุ่มกลุ่มตัวอย่าง แบบหลายขั้นตอน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามที่มีค่าดัชนีความสอดคล้อง ระหว่าง 0.66-1.00 และ ความเชื่อมั่นของแบบสอบถามส่วนที่ 2 มีค่า KR-20 เท่ากับ 0.77 แบบสอบถามส่วนที่ 3 และ 4 มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค เท่ากับ 0.90 และ 0.83 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และสถิติวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</span></p> <p><span class="fontstyle0">ผลการวิจัย พบว่า สตรีตั้งครรภ์มีพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพ โดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /></span><span class="fontstyle2"> </span><span class="fontstyle0">= </span><span class="fontstyle0">3.71, SD = 0.32) และมีพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพรายด้าน อยู่ในระดับมากทั้ง 6 ด้าน โดยเรียงลำดับคะแนน เฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ 1) ด้านความรับผิดชอบต่อสุขภาพ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /></span><span class="fontstyle2"> </span><span class="fontstyle0">= </span><span class="fontstyle0">3.81, SD = 0.21) 2) ด้านการพัฒนา ทางจิตวิญญาณ </span><span class="fontstyle0">(<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /></span><span class="fontstyle2"> </span><span class="fontstyle0">= </span><span class="fontstyle0">3.74, SD = 0.35) 3) ด้านโภชนาการ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /></span><span class="fontstyle2"> </span><span class="fontstyle0">= </span><span class="fontstyle0">3.71, SD = 0.26) 4) ด้านสัมพันธภาพ ระหว่างบุคคล (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /></span><span class="fontstyle2"> = </span><span class="fontstyle0">3.69, SD = 0.36) 5) ด้านกิจกรรมทางกาย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /></span><span class="fontstyle2"> </span><span class="fontstyle0">= 3.65, SD = 0.33) 6) ด้านการพักผ่อน และการจัดการ</span><span class="fontstyle0">ความเครียด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /></span><span class="fontstyle2"> </span><span class="fontstyle0">= 3.65, SD = 0.38) ส่วนปัจจัยทำนายพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ ของสตรีตั้งครรภ์ฯ มี 4 ปัจจัย ได้แก่ </span><span class="fontstyle0">1) </span><span class="fontstyle0">เจตคติต่อพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ (</span><span class="fontstyle3">β </span><span class="fontstyle0">= 0.263, </span><span class="fontstyle0">p &lt; 0.001</span><span class="fontstyle0">) </span><span class="fontstyle0">2) </span><span class="fontstyle0">การ สนับสนุนทางสังคมจากบุคคลใกล้ชิดและบุคลากรสาธารณสุข (</span><span class="fontstyle3">β </span><span class="fontstyle0">= 0.242, </span><span class="fontstyle0">p &lt; 0.001) 3) </span><span class="fontstyle0">การรับรู้ประโยชน์ ของการปฏิบัติพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ (</span><span class="fontstyle3">β </span><span class="fontstyle0">= 0.216, p = 0.002) และ </span><span class="fontstyle0">4) </span><span class="fontstyle0">การรับรู้อุปสรรคของการปฏิบัติ พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ (</span><span class="fontstyle3">β </span><span class="fontstyle0">= 0.155, p = 0.041) โดยปัจจัยเหล่านี้ สามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรม ส่งเสริมสุขภาพของสตรีตั้งครรภ์ฯ ได้ร้อยละ 56.90 (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?R^{2}" alt="equation" /></span><span class="fontstyle0"> </span><span class="fontstyle0">= 0.569, p &lt; 0.01) ผลการวิจัยนี้ บุคลากรด้าน สุขภาพสามารถนำไปใช้แนวทางในการวางแผนดูแลสตรีตั้งครรภ์ โดยเน้นกิจกรรมที่ส่งเสริมเจตคติที่ดี ต่อพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ การรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพและการรับรู้อุปสรรค ของการปฏิบัติพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ รวมถึงเสริมสร้างการสนับสนุนทางสังคมจากบุคคลใกล้ชิดและ บุคลากรสุขภาพ</span></p> สุภาวดี เนติเมธี , รุ่งรัตน์ สุขะเดชะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/281114 Sun, 28 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการคงอยู่ในงานของผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ในระบบการดูแลระยะยาว จังหวัดขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/281930 <p class="p1"><span class="fontstyle0">การศึกษาวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางนี้ เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการคงอยู่ในงาน ของผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ในระบบการดูแลระยะยาว จังหวัดขอนแก่น กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ดูแลผู้สูงอายุ จำนวน 214 คน อายุ 18-65 ปี ที่ผ่านการอบรมหลักสูตรผู้ดูแลผู้สูงอายุ 70 ชั่วโมงของกรมอนามัยและ ปฏิบัติงานในระบบการดูแลระยะยาวของจังหวัดขอนแก่น เพื่อให้ได้ตัวอย่างที่สะท้อนบริบทการดำเนินงาน ในพื้นที่ โดยจัดสรรเชิงสัดส่วนตามพื้นที่ สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม 3 ส่วน ได้แก่ 1) แบบสอบถามปัจจัยส่วนบุคคล ประกอบด้วย ข้อมูลทั่วไป ความรู้ในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะ พึ่งพิง ความเครียด ทัศนคติ ประสบการณ์ในการดูแลผู้สูงอายุ ประสบการณ์ทำหน้าที่ดูแล</span><span class="fontstyle0">ผู้สูงอายุ ภาระงาน และภาวะสุขภาพ 2) แบบสอบถามปัจจัยด้านแรงจูงใจ และ 3) แบบสอบถามปัจจัยด้านการสนับสนุน ทางสังคม และ 4) แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับการคงอยู่ในงาน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา </span><span class="fontstyle0">และสถิติเชิงวิเคราะห์ คือ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อันดับของสเปียร์แมน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;r_{s}" alt="equation" /></span><span class="fontstyle0">) และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ อีตา (</span><span class="fontstyle2">η</span><span class="fontstyle0">)</span></p> <p class="p1"><span class="fontstyle0">ผลการวิจัย พบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการคงอยู่ในงานของผู้ดูแลผู้สูงอายุ อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ (p-value &lt; 0.001)ได้แก่ การสนับสนุนทางสังคม (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;r_{s}" alt="equation" /></span><span class="fontstyle0">= 0.668) ทัศนคติ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;r_{s}" alt="equation" /></span><span class="fontstyle0">= 0.569)แรงจูงใจ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;r_{s}" alt="equation" /></span><span class="fontstyle0">= 0.452)ระยะเวลา ปฏิบัติหน้าที่ (</span><span class="fontstyle2">η</span><span class="fontstyle0">= 0.484)ความรู้เรื่องการดูแลผู้งอายุ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;r_{s}" alt="equation" /></span><span class="fontstyle0">= 0.294)ระดับการศึกษา (</span><span class="fontstyle2">η</span><span class="fontstyle0">= 0.289)ความเพียงพอของรายได้ (</span><span class="fontstyle2">η</span><span class="fontstyle0">= 0.259)อาชีพหลัก (</span><span class="fontstyle2">η</span><span class="fontstyle0">= 0.224) รายได้ต่อเดือน (</span><span class="fontstyle2">η</span><span class="fontstyle0">= 0.217) สถานะการอยู่อาศัย (</span><span class="fontstyle2">η</span><span class="fontstyle0">= 0.153) และความเครียด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;r_{s}" alt="equation" /></span><span class="fontstyle0">= - 0.406) ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า การได้รับแรงสนับสนุนทางสังคม ความพึงพอใจในงานที่เกิดจากการได้รับแรงจูงใจ และการมีความมั่นใจที่จะทำงานจากการมีความรู้และการมีทัศนคติที่เหมาะสม ดังนั้น เพื่อส่งเสริมความยั่งยืนการคงอยู่ ในงานของผู้ดูแลผู้สูงอายุ ควรเน้นการพัฒนาศักยภาพผู้ดูแลผู้สูงอายุ การจัดกิจกรรมยกย่องชมเชย เพื่อแสดงออกถึง การเห็นคุณค่าในบทบาทของผู้ดูแลผู้สูงอายุและส่งเสริมการทำงานร่วมกัน เพื่อสนับสนุนการทำงานแก่ผู้ดูแลผู้สูงอายุ ในชุมชนต่อไป</span></p> ศิวพร ขุมหิรัญ, ณัฏฐ์ชานันท์ วงค์ชาลี, นิศาชล บุบผา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/281930 Sun, 28 Jun 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ต่อการรับรู้สมรรถนะของตนเอง พฤติกรรมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของมารดาหลังคลอดและภาวะตัวเหลืองทางสรีรวิทยาในทารกแรกเกิด: ความเป็นไปได้ของการวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่ม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/279769 <p><span class="fontstyle0">การศึกษาความเป็นไปได้ของการวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุม เพื่อทดสอบผลของโปรแกรม ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ต่อการรับรู้สมรรถนะของตนเอง พฤติกรรมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของมารดา หลังคลอดและภาวะตัวเหลืองทางสรีรวิทยาในทารกแรกเกิด กลุ่มตัวอย่างเป็นหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่เคยคลอดบุตร รับบริการฝากครรภ์และคลอดในโรงพยาบาลบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 30 คน สุ่มเข้ากลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 15 คน</span></p> <p><span class="fontstyle0">กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ตามแนวคิดของแบนดูรา ประกอบด้วย วิดีโอการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ แผ่นพับการป้องกันภาวะตัวเหลืองในทารกแรกเกิด การฝึกทักษะการเลี้ยงลูก ด้วยนมแม่และการพูดเสริมแรงจูงใจ ตรวจสอบคุณภาพของโปรแกรมฯ จากผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คน มีค่าความตรง เชิงเนื้อหา (content validity index: CVI) 0.95 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบสอบถามการรับรู้สมรรถนะของตนเองในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ (CVI 0.84; reliability: </span><span class="fontstyle2">α </span><span class="fontstyle0">0.92) และแบบประเมินพฤติกรรมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ (CVI 0.92; </span><span class="fontstyle2">α </span><span class="fontstyle0">0.83) กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมนี้ จำนวน 2 ครั้งในขณะตั้งครรภ์ กลุ่มตัวอย่างทุกคนได้รับการประเมินการรับรู้สมรรถนะของตนเองในการเลี้ยงลูก ด้วยนมแม่หลังคลอดวันที่ 3 ประเมินพฤติกรรมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในมารดาหลังคลอดวันที่ 1, 2 และ 3 ประเมินภาวะตัวเหลืองทางสรีรวิทยาโดยกุมารแพทย์ เมื่อทารกอายุ 2 วันและ 7 วัน วิเคราะห์ ข้อมูลเชิงปริมาณ โดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบ Chi Square, Yate’s correction, Mann-Whitney U test</span></p> <p><span class="fontstyle0">ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ มากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (Mann-Whitney U test 16.50, p &lt; .01) มีคะแนนพฤติกรรม การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในวันที่ 1, 2 และ 3 หลังคลอดมากกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (Mann-Whitney U test 57.50, 41.50 และ 54.50, p &lt; .01 ตามลำดับ) ทารกแรกเกิดกลุ่มทดลองมีภาวะ ตัวเหลืองทางสรีรวิทยาน้อยกว่ากลุ่มควบคุม (Yate’s correction 2.981, df = 28, p &lt; .05) การวิจัยนี้ ชี้ให้เห็นว่า โปรแกรมฯ มีความเป็นไปได้ในการส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะของตนเองและพฤติกรรมการเลี้ยงลูก ด้วยนมแม่ของมารดาหลังคลอด ตลอดจนป้องกันภาวะตัวเหลืองทางสรีรวิทยาในทารกแรกเกิดได้</span></p> กิริยา วงษาลาภ, สมจิตร เมืองพิล, นิตยา พันธ์งาม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/279769 Sun, 28 Jun 2026 00:00:00 +0700 การตรวจสอบความใช้ได้ของกระบวนการใช้ซ้ำของชุดวงจรช่วยหายใจ สำหรับเครื่องช่วยหายใจและเครื่องให้ออกซิเจนแบบไหลอัตราสูงในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/282158 <p><span class="fontstyle0">ปัจจุบันโรงพยาบาลพระปกเกล้ามีการใช้ชุดวงจรช่วยหายใจสำหรับเครื่องช่วยหายใจและชุดวงจรให้ออกซิเจน อัตราการไหลสูงทางจมูก (HFNC) ทั้งชนิดใช้ซ้ำและชนิดใช้ครั้งเดียวที่นำกลับมาทำความสะอาดและทำให้ปราศจากเชื้อ เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่เป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยและประสิทธิภาพของกระบวนการ ดังกล่าว การศึกษานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบความใช้ได้ของกระบวนการนำกลับมาใช้ซ้ำ และประเมินประสิทธิภาพ การทำงานของชุดวงจรช่วยหายใจสำหรับเครื่องช่วยหายใจและเครื่องให้ออกซิเจนไหลอัตราสูง โดยมุ่งเน้นประสิทธิผล ของการทำความสะอาด การทำให้ปราศจากเชื้อ และความปลอดภัยของอุปกรณ์หลังการนำกลับมาใช้ซ้ำ</span></p> <p><span class="fontstyle0">การวิจัยเป็นการศึกษาเชิงทดลองในห้องปฏิบัติการ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยข้อต่อ (ชนิดใช้ครั้งเดียว) และ ท่อยืดหยุ่นซิลิโคน (ชนิดใช้ซ้ำ) อย่างละ 28 ตัวอย่าง สำหรับการตรวจสอบโปรตีนและคราบเลือดตกค้าง และอย่างละ 20 ตัวอย่าง สำหรับการทดสอบความปราศจากเชื้อและความเป็นพิษต่อเซลล์ ส่วนการทดสอบรั่วซึมใช้ชุดวงจรชนิด ใช้ครั้งเดียวของเครื่องช่วยหายใจและ HFNC จาก 3 ยี่ห้อ ๆ ละ 1 ชุด ทดสอบ 10 รอบการใช้งาน เครื่องมือที่ใช้ ประกอบด้วยชุดตรวจคราบโปรตีนและคราบเลือด การทดสอบความปราศจากเชื้อ ด้วยวิธี direct inoculation ตาม USP &lt;71&gt; การทดสอบความเป็นพิษต่อเซลล์ ด้วยวิธี MTT assay ตาม ISO 10993-5 และการทดสอบรั่วซึมตาม ISO 5367 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา</span></p> <p><span class="fontstyle0">ผลการวิจัย พบว่า ข้อต่อและท่อหลังการทำความสะอาดไม่พบคราบโปรตีนหรือเลือดตกค้าง (ผ่าน 100%) ไม่พบการเจริญของจุลชีพและไม่พบความเป็นพิษต่อเซลล์ (cell viability≥70%) การทดสอบรั่วซึมของชุดวงจรใช้ ครั้งเดียวหลัง การนำกลับมาใช้ซ้ำ 10 รอบ พบว่า ค่าการรั่วเพิ่มขึ้นเล็กน้อยแต่ยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน (≤3 mbar/min) และสภาพอุปกรณ์ยังคงปกติ ผลการวิจัยนี้ยืนยันให้เห็นว่า ชุดวงจรช่วยหายใจทั้งชนิดใช้ซ้ำและชนิดใช้ครั้งเดียว ที่ผ่านกระบวนการใช้ซ้ำตามวิธีที่ตรวจสอบแล้ว มีความสะอาด ปลอดเชื้อ ไม่ก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อเซลล์ และยังคง รักษาสมรรถนะการทำงานได้ แม้ผ่านการใช้ซ้ำหลายรอบ จึงสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้อย่างปลอดภัย ทั้งยังช่วยลด ค่าใช้จ่ายและลดปริมาณขยะทางการแพทย์โดยไม่ส่งผลต่อความปลอดภัยของผู้ป่วย นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังช่วยเพิ่ม ความมั่นใจให้กับหน่วยเครื่องมือแพทย์ของโรงพยาบาลในการนำชุดวงจรกลับมาใช้ซ้ำอย่างเป็นระบบตามขั้นตอน มาตรฐาน สนับสนุนการบริหารจัดการอุปกรณ์การแพทย์ที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากขึ้น ทั้งนี้ ควรมีการศึกษาวิจัย เพิ่มเติมในระดับคลินิกเพื่อยืนยันผลในระยะยาวต่อไป</span> </p> อธิชา กิตติวัฒโนคุณ, ณัฐกิตติ์ ธีรกิตติธนวงศ์, ธนกร กวานเจริญใจ, กิติยา เฟื่องประยูร, อนงค์ อนุวัฒนานนท์, สุภัตรา พงศ์ศักดิ์, ธันวา พิทักษ์สุธีพงศ์, ธีระ ลีอุดมวงษ์, ทัศนัย แสนพลพัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/282158 Sun, 28 Jun 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของการสอนด้วยสื่อวิดีทัศน์แบบมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับการฝึกสาธิตโดยใช้สถานการณ์จำลอง ในการดูแลผู้ป่วยที่ใส่ท่อและเครื่องช่วยหายใจ ต่อความรู้ เจตคติ และการรับรู้สมรรถนะ การดูแลของนักศึกษาพยาบาล https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/282747 <p><span class="fontstyle0">การวิจัยครั้งนี้</span><span class="fontstyle0">เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบหนึ่งกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบคะแนนความรู้ เจตคติ และการรับรู้สมรรถนะการดูแลผู้ป่วยที่ใส่ท่อและเครื่องช่วยหายใจ ก่อนและหลังการเรียนด้วยสื่อวิดีทัศน์แบบมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับการฝึกปฏิบัติสาธิตโดยใช้สถานการณ์จำลอง โดยใช้กรอบแนวคิดตามทฤษฎีการเรียนรู้ของ บลูม ซึ่งเชื่อว่า ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมเป็นกระบวนการ ที่เชื่อมโยงอย่างเป็นขั้นตอน ทำให้เกิดการปฏิบัติตามที่ต้องการ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาพยาบาล ชั้นปีที่ 2 ณ สถาบันการพยาบาลแห่งหนึ่ง จำนวน 194 คน เก็บข้อมูลเดือนเมษายน 2568 เครื่องมือเก็บ รวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย 1) แบบบันทึกข้อมูลทั่วไป 2) แบบสอบถามความรู้ 3) แบบสอบถามเจตคติ และ 4) แบบสอบถามการรับรู้สมรรถนะการดูแลผู้ป่วย วิเคราะห์ข้อมูลของกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังการเรียน ด้วยสถิติทดสอบค่าที (paired t-test)</span></p> <p><span class="fontstyle0">ผลการวิจัย พบว่า นักศึกษาพยาบาลมีคะแนนเฉลี่ยความรู้หลังเรียน (mean = 18.36, SD = 1.54) สูงกว่าก่อนเรียน (mean = 15.13, SD = 3.23) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 13.416, p &lt; .001) คะแนนเฉลี่ยการรับรู้สมรรถนะการดูแลผู้ป่วยหลังเรียน (mean = 22.13, SD = 3.80) สูงกว่าก่อนเรียน (mean = 17.72, SD = 4.67) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 11.07, p &lt; .001) ในขณะที่คะแนนเฉลี่ยเจตคติ หลังเรียน (mean = 56.40, SD = 5.99) ไม่แตกต่างกับก่อนเรียน (mean = 56.32, SD = 7.78) ( t= .134, p &gt; .05) โปรแกรมการสอนด้วยสื่อวิดีทัศน์แบบมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับการฝึกสาธิต โดยใช้สถานการณ์จำลอง ในการดูแลผู้ป่วยที่ใส่ท่อและเครื่องช่วยหายใจสามารถเพิ่มความรู้และการรับรู้สมรรถนะการดูแลผู้ป่วยที่ใส่ท่อ และเครื่องช่วยหายใจได้ แม้ว่าจะไม่เพิ่มเจต</span><span class="fontstyle0">คติของนักศึกษาในการดูแลผู้ป่วย อาจเป็นผลจากกิจกรรมส่งเสริม เจตคติ ในการทดลองมีระยะเวลาสั้น การจัดการเรียนการสอนในอนาคตควรเตรียมความพร้อมให้นักศึกษา โดยจัดการเรียนรู้ด้วยสื่อวิดีทัศน์แบบมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับการฝึกสาธิตโดยใช้สถานการณ์จำลองในการดูแล ผู้ป่วยที่ใส่ท่อและเครื่องช่วยหายใจและเพิ่มกิจกรรมที่ส่งเสริมเจตคติในการดูแลผู้ป่วยมากขึ้น</span></p> มลธิรา อุดชุมพิสัย, ณัฏฐ์ธษา ตันติทวีวัฒน์, จุฬาลักษณ์ ใจแปง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/282747 Sun, 28 Jun 2026 00:00:00 +0700 บทบรรณาธิการ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/287764 admin admin ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/287764 Thu, 16 Apr 2026 00:00:00 +0700 สารบัญ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/287765 admin admin ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/287765 Thu, 16 Apr 2026 00:00:00 +0700