วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah <p>วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ (J Nurs Sci Health) เป็นวารสารวิชาการด้านพยาบาลศาสตร์และวิทยาศาสตร์สุขภาพของ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยและวิชาการทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ที่ผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิภายในและภายนอกคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (peer review) อย่างน้อย 2 ท่านที่มีความเชี่ยวชาญทั้งในด้านเนื้อหานั้น ๆ และด้านระเบียบวิธีวิจัย (ในกรณีที่ผู้เขียนต้องการนำบทความไปใช้ประโยชน์ทางวิชาการตามเงื่อนไขเฉพาะราย หากต้องการผู้ทรงคุณวุฒิอ่านบทความจำนวน 3 ท่าน ตามเงื่อนไข สามารถแจ้งรายละเอียดได้ร่วมกับการส่งบทความเพื่อรับการพิจารณาการตีพิมพ์) โดยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เขียนไม่ทราบชื่อของแต่ละฝ่าย </p> <p><strong>ISSN 2822-1133 (Online)</strong></p> <p><strong><em>กำหนดการออก ราย 3 เดือน (ปีละ 4 ฉบับ)</em></strong></p> <ul> <li class="show">ฉบับ 1 มกราคม-มีนาคม</li> <li class="show">ฉบับ 2 เมษายน-มิถุนายน</li> <li class="show">ฉบับ 3 กรกฎาคม-กันยายน</li> <li class="show">ฉบับ 4 ตุลาคม-ธันวาคม</li> </ul> th-TH <p> วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในการเผยแพร่ผลงานที่ตีพิมพ์ห้ามผู้ใดนำบทความที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพไปเผยแพร่ในลักษณะต่าง ๆ ดังนี้ การนำบทความไปเผยแพร่ออนไลน์ การถ่ายเอกสารบทความเพื่อกิจกรรมที่ไม่ใช่การเรียนการสอน การส่งบทความไปตีพิมพ์เผยแพร่ที่อื่น ยกเว้นเสียแต่ได้รับอนุญาตจากวารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ</p> journal.nu@gmail.com (Prof. Dr. Darunee Jongudomkarn) journal.nu@gmail.com (Miss Chananchida Apichokhiran) Fri, 11 Sep 2026 15:16:21 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 จากสะพานขาวสู่สะพานมิตรภาพลาว-ไทย: บันทึกประวัติศาสตร์ความร่วมมือสองประเทศ ในการยกระดับการศึกษาพยาบาลระดับปริญญาตรี ณ สปป.ลาว https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/291614 <p><span class="fontstyle0">บทความรับเชิญนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อบันทึกภารกิจสำคัญหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ ในวาระ ครบรอบ 55 ปี แห่งการสถาปนาคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น คือ โครงการความร่วมมือ ไทย-ลาว เพื่อยกระดับพยาบาลระดับประกาศนียบัตรให้เป็นพยาบาลระดับปริญญาตรี ระหว่างปี พ.ศ. 2544-2550 (ค.ศ. 2001-2007) และมุ่งเสริมความแข็งแกร่งการพัฒนาที่ยั่งยืน และยกฐานะการพยาบาล ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ให้เป็นมาตรฐานสากล ภายใต้การสนับสนุน งบประมาณจากรัฐบาลไทยที่มอบหมายให้คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น รับผิดชอบกิจกรรม ดังกล่าว และพบว่า ผลการประเมินโครงการประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง ซึ่งผู้เขียนเห็นควรบันทึกหลักฐาน ทางประวัติศาสตร์ความร่วมมือระหว่างสองประเทศ ในการพัฒนาวิชาชีพการพยาบาลในสาธารณรัฐ ประชาธิปไตยประชาชนลาวไว้ให้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ และเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาในอนาคต</span> </p> กัลยา พัฒนศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/291614 Fri, 11 Sep 2026 00:00:00 +0700 ความสุขในการทำงานและความต้องการกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสุขภาวะของบุคลากร มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/279750 <p><span class="fontstyle0">การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินและเปรียบเทียบความสุขในการทำงานและความต้องการ กิจกรรมเพื่อส่งเสริมสุขภาวะของบุคลากรสายวิชาการและสายสนับสนุน มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรสายวิชาการ จำนวน 200 คน และบุคลากรสายสนับสนุน จำนวน 237 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามทางออนไลน์ ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความสุขในการทำงาน และแบบสอบถามความต้องการกิจกรรม เพื่อส่งเสริมสุขภาวะของบุคลากร วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและการทดสอบทีแบบเป็นอิสระต่อกัน</span></p> <p><span class="fontstyle0">ผลวิจัยพบว่า 1) บุคลากรสายวิชาการและสายสนับสนุน มีระดับค่าเฉลี่ยความสุขโดยรวม 9 ด้าน ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /></span><span class="fontstyle2"> </span><span class="fontstyle0">= </span><span class="fontstyle0">4.34, SD = ±0.70 และ <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /></span><span class="fontstyle2"> </span><span class="fontstyle0">= </span><span class="fontstyle0">4.23, SD = ±0.67 ตามลำดับ) และเมื่อจำแนกรายด้าน ด้านที่มีค่าเฉลี่ยความสุขสูงสุดของบุคลากรสายวิชาการ คือ การมีครอบครัวที่ดี (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /></span><span class="fontstyle2"> </span><span class="fontstyle0">= </span><span class="fontstyle0">4.50, SD = ±0.60) ของบุคลากรสายสนับสนุน คือ การรู้จักใช้เงินให้เป็น (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /></span><span class="fontstyle2"> </span><span class="fontstyle0">= </span><span class="fontstyle0">4.36, SD = ±0.61) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยความสุข ต่ำที่สุดกว่าด้านอื่นของทั้งสองกลุ่ม คือ ด้านการมีสุขภาพดี (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /></span><span class="fontstyle2"> </span><span class="fontstyle0">= </span><span class="fontstyle0">3.76, SD = ±0.76 และ <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /></span><span class="fontstyle2"> </span><span class="fontstyle0">= </span><span class="fontstyle0">3.74, SD = ±0.73 ตามลำดับ) ผลการเปรียบเทียบค่าคะแนนความสุขในการทำงาน พบว่าบุคลากรสายวิชาการ มีค่าเฉลี่ยคะแนนความสุขโดยรวมสูงกว่าสายสนับสนุน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 2.170, p &lt; .05) และ 2) บุคลากรสายวิชาการและสายสนับสนุน มีค่าเฉลี่ยความต้องการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสุขภาวะ ในการทำงานในองค์กร โดยรวมในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /></span><span class="fontstyle2"> </span><span class="fontstyle0">= </span><span class="fontstyle0">4.34, SD = ±0.70 และ <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /></span><span class="fontstyle2"> </span><span class="fontstyle0">= </span><span class="fontstyle0">4.23, SD = ±0.67 ตามลำดับ) ค่าเฉลี่ยรายด้านอยู่ในระดับต้องการมากทุกข้อ ทั้งสองกลุ่มมีค่าเฉลี่ยคะแนนความต้องการ จัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสุขภาวะโดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ยกเว้นความ ต้องการจัดกิจกรรมด้านการหาความรู้ บุคลากรสายวิชาการมีค่าเฉลี่ยคะแนนความต้องการสูงกว่าบุคลากร สายสนับสนุนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 2.674, p &lt; .01)</span></p> วรรณี เดียวอิศเรศ, ทรงศักดิ์ มิ่มกระโทก, นภาพร เหลืองมงคลชัย, ตรรกพร สุขเกษม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/279750 Fri, 11 Sep 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมเตรียมความพร้อมก่อนขึ้นฝึกปฏิบัติงานของนักศึกษาพยาบาลต่อการรับรู้ความสามารถ ในการฝึกปฏิบัติการพยาบาล คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/281845 <p><span class="fontstyle0">การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของ</span><span class="fontstyle0">โปรแกรมเตรียมความพร้อมก่อนขึ้นฝึกปฏิบัติงานของนักศึกษาพยาบาลต่อการรับรู้ความสามารถในการ</span><span class="fontstyle0">ฝึกปฏิบัติการพยาบาล โดยเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนการรับรู้ความสามารถในการฝึกปฏิบัติการ</span><span class="fontstyle0">พยาบาลก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมเตรียมความพร้อม และความพึงพอใจต่อโปรแกรมเตรียมความพร้อม</span><span class="fontstyle0">ของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ จำนวน 53 คน</span></p> <p><span class="fontstyle0">โปรแกรมการเตรียมความพร้อม ประกอบด้วย การเข้าฐานสถานการณ์จำลองเสมือนจริง ฐานเตรียม</span><span class="fontstyle0">ความพร้อม และฐานการฝึกทักษะพื้นฐาน เก็บรวบรวมข้อมูลในช่วงก่อนและหลังเข้าโปรแกรมเตรียมความพร้อม</span><span class="fontstyle0">โดยใช้แบบสอบถามการรับรู้ความสามารถในการฝึกปฏิบัติการพยาบาล และแบบสอบถามความพึงพอใจหลังใช้</span><span class="fontstyle0">โปรแกรมเตรียมความพร้อม และเครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ประกอบด้วย การเข้าฐานเตรียมความพร้อม การเข้า</span><span class="fontstyle0">ฐานสถานการณ์จำลองเสมือนจริง และการฝึกทักษะพื้นฐาน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน</span><span class="fontstyle0">มาตรฐาน และการทดสอบที</span></p> <p><span class="fontstyle0">ผลการวิจัย พบว่า นักศึกษามีคะแนน</span><span class="fontstyle0">เฉลี่ยการรับรู้ความสามารถในการฝึกปฏิบัติการพยาบาล</span><span class="fontstyle0">ของนักศึกษาหลังใช้โปรแกรมสูงกว่าก่อนใช้โปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Mean = 4.18, SD ± 0.03;</span><span class="fontstyle0">Mean = 4.00, SD ± 0.06, p &lt; 0.05) และนักศึกษามีความพึงพอใจต่อโปรแกรมเตรียมความพร้อม</span><span class="fontstyle0">ในระดับมาก (Mean = 4.47, SD ± 0.08) จากผลการวิจัย เห็นได้ว่าโปรแกรมการเตรียมความพร้อม</span><span class="fontstyle0">มีส่วนช่วยให้นักศึกษามีการรับรู้ความสามารถของตนเองทั้งในด้านความรู้ ความสามารถในการปฏิบัติพยาบาล</span><span class="fontstyle0">และทักษะต่าง ๆ ที่จะทำให้นักศึกษาพร้อมในการฝึกปฏิบัติบนหอผู้ป่วย</span> </p> นอวาตี มะยิ, สรวงสุดา เจริญวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/281845 Fri, 11 Sep 2026 00:00:00 +0700 ความรอบรู้สารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ด้านสุขภาพเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า ปัจจัยทำนาย และความสัมพันธ์ กับพฤติกรรมการป้องกันการเริ่มต้นสูบบุหรี่ไฟฟ้าและการช่วยเลิกบุหรี่ ของนักศึกษาพยาบาลในสถาบันการศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/286732 <p><span class="fontstyle0">การวิจัยเชิงพรรณนาแบบศึกษาความสัมพันธ์และการทำนายนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรอบรู้ สารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ด้านสุขภาพเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า ปัจจัยทำนายความรอบรู้ และความสัมพันธ์ระหว่างความ รอบรู้กับพฤติกรรมการป้องกันการเริ่มต้นสูบบุหรี่ไฟฟ้าและการช่วยเลิกบุหรี่ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาหลักสูตร พยาบาลศาสตรบัณฑิตที่กำลังศึกษาอยู่ในสถาบันอุดมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ทั้งหมด 4 แห่ง รวม 327 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบโควตาตามสัดส่วนโดยสมัครใจ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 2) แบบสอบถามข้อมูลการใช้บุหรี่ไฟฟ้าและปัจจัยสิ่งแวดล้อม 3) แบบประเมินความ รอบรู้สารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ด้านสุขภาพเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า 4) แบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันการเริ่มต้น สูบบุหรี่ไฟฟ้าและการช่วยเลิกบุหรี่ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และ การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณเชิงเส้นแบบขั้นตอน</span></p> <p><span class="fontstyle0">ผลการวิจัย พบว่านักศึกษาพยาบาลมีระดับความรอบรู้สารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ด้านสุขภาพเกี่ยวกับบุหรี่ ไฟฟ้าโดยรวมอยู่ในระดับสูง (Mean = 74.21, SD = 8.90) ปัจจัยทำนายความรอบรู้ ได้แก่ เกรดเฉลี่ยสะสม เพศ การเข้าถึงสื่อเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าผ่าน TikTok และอายุ ซึ่งสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 41.2 (R² = 0.412, p &lt; 0.001) นอกจากนี้ ความรอบรู้มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลางกับพฤติกรรมการ ป้องกันการเริ่มต้นสูบบุหรี่ไฟฟ้าและการช่วยเลิกบุหรี่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ( r = 0.528, p &lt; 0.001) ผลการศึกษานี้สนับสนุนการเสริมสร้างทักษะการใช้ข้อมูลจากสื่อดิจิทัลเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อเพิ่มสมรรถนะ ในการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าและการช่วยเลิกบุหรี่ของนักศึกษาพยาบาล</span></p> ขวัญเรือน แก่นของ, พิเชษฐ เรืองสุขสุด, จิรวรรณ ชัยวิศิษฎ์, พิพัฒน์พงศ์ เข็มปัญญา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/286732 Fri, 11 Sep 2026 00:00:00 +0700 สารบัญ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/290719 admin admin ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/290719 Fri, 11 Sep 2026 00:00:00 +0700 บทบรรณาธิการ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/290720 admin admin ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/290720 Fri, 11 Sep 2026 00:00:00 +0700