วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah <p>วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ (J Nurs Sci Health) เป็นวารสารวิชาการด้านพยาบาลศาสตร์และวิทยาศาสตร์สุขภาพของ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยและวิชาการทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ที่ผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิภายในและภายนอกคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (peer review) อย่างน้อย 2 ท่านที่มีความเชี่ยวชาญทั้งในด้านเนื้อหานั้น ๆ และด้านระเบียบวิธีวิจัย (ในกรณีที่ผู้เขียนต้องการนำบทความไปใช้ประโยชน์ทางวิชาการตามเงื่อนไขเฉพาะราย หากต้องการผู้ทรงคุณวุฒิอ่านบทความจำนวน 3 ท่าน ตามเงื่อนไข สามารถแจ้งรายละเอียดได้ร่วมกับการส่งบทความเพื่อรับการพิจารณาการตีพิมพ์) โดยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เขียนไม่ทราบชื่อของแต่ละฝ่าย </p> <p><strong>ISSN 2822-1133 (Online)</strong></p> <p><strong><em>กำหนดการออก ราย 3 เดือน (ปีละ 4 ฉบับ)</em></strong></p> <ul> <li class="show">ฉบับ 1 มกราคม-มีนาคม</li> <li class="show">ฉบับ 2 เมษายน-มิถุนายน</li> <li class="show">ฉบับ 3 กรกฎาคม-กันยายน</li> <li class="show">ฉบับ 4 ตุลาคม-ธันวาคม</li> </ul> th-TH <p> วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในการเผยแพร่ผลงานที่ตีพิมพ์ห้ามผู้ใดนำบทความที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพไปเผยแพร่ในลักษณะต่าง ๆ ดังนี้ การนำบทความไปเผยแพร่ออนไลน์ การถ่ายเอกสารบทความเพื่อกิจกรรมที่ไม่ใช่การเรียนการสอน การส่งบทความไปตีพิมพ์เผยแพร่ที่อื่น ยกเว้นเสียแต่ได้รับอนุญาตจากวารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ</p> journal.nu@gmail.com (Prof. Dr. Darunee Jongudomkarn) journal.nu@gmail.com (Miss Chananchida Apichokhiran) Fri, 11 Sep 2026 15:16:21 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ความสุขในการทำงานและความต้องการกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสุขภาวะของบุคลากร มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/279750 <p><span class="fontstyle0">การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินและเปรียบเทียบความสุขในการทำงานและความต้องการ กิจกรรมเพื่อส่งเสริมสุขภาวะของบุคลากรสายวิชาการและสายสนับสนุน มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรสายวิชาการ จำนวน 200 คน และบุคลากรสายสนับสนุน จำนวน 237 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามทางออนไลน์ ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความสุขในการทำงาน และแบบสอบถามความต้องการกิจกรรม เพื่อส่งเสริมสุขภาวะของบุคลากร วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและการทดสอบทีแบบเป็นอิสระต่อกัน</span></p> <p><span class="fontstyle0">ผลวิจัยพบว่า 1) บุคลากรสายวิชาการและสายสนับสนุน มีระดับค่าเฉลี่ยความสุขโดยรวม 9 ด้าน ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /></span><span class="fontstyle2"> </span><span class="fontstyle0">= </span><span class="fontstyle0">4.34, SD = ±0.70 และ <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /></span><span class="fontstyle2"> </span><span class="fontstyle0">= </span><span class="fontstyle0">4.23, SD = ±0.67 ตามลำดับ) และเมื่อจำแนกรายด้าน ด้านที่มีค่าเฉลี่ยความสุขสูงสุดของบุคลากรสายวิชาการ คือ การมีครอบครัวที่ดี (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /></span><span class="fontstyle2"> </span><span class="fontstyle0">= </span><span class="fontstyle0">4.50, SD = ±0.60) ของบุคลากรสายสนับสนุน คือ การรู้จักใช้เงินให้เป็น (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /></span><span class="fontstyle2"> </span><span class="fontstyle0">= </span><span class="fontstyle0">4.36, SD = ±0.61) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยความสุข ต่ำที่สุดกว่าด้านอื่นของทั้งสองกลุ่ม คือ ด้านการมีสุขภาพดี (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /></span><span class="fontstyle2"> </span><span class="fontstyle0">= </span><span class="fontstyle0">3.76, SD = ±0.76 และ <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /></span><span class="fontstyle2"> </span><span class="fontstyle0">= </span><span class="fontstyle0">3.74, SD = ±0.73 ตามลำดับ) ผลการเปรียบเทียบค่าคะแนนความสุขในการทำงาน พบว่าบุคลากรสายวิชาการ มีค่าเฉลี่ยคะแนนความสุขโดยรวมสูงกว่าสายสนับสนุน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 2.170, p &lt; .05) และ 2) บุคลากรสายวิชาการและสายสนับสนุน มีค่าเฉลี่ยความต้องการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสุขภาวะ ในการทำงานในองค์กร โดยรวมในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /></span><span class="fontstyle2"> </span><span class="fontstyle0">= </span><span class="fontstyle0">4.34, SD = ±0.70 และ <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /></span><span class="fontstyle2"> </span><span class="fontstyle0">= </span><span class="fontstyle0">4.23, SD = ±0.67 ตามลำดับ) ค่าเฉลี่ยรายด้านอยู่ในระดับต้องการมากทุกข้อ ทั้งสองกลุ่มมีค่าเฉลี่ยคะแนนความต้องการ จัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสุขภาวะโดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ยกเว้นความ ต้องการจัดกิจกรรมด้านการหาความรู้ บุคลากรสายวิชาการมีค่าเฉลี่ยคะแนนความต้องการสูงกว่าบุคลากร สายสนับสนุนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 2.674, p &lt; .01)</span></p> วรรณี เดียวอิศเรศ, ทรงศักดิ์ มิ่มกระโทก, นภาพร เหลืองมงคลชัย, ตรรกพร สุขเกษม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/279750 Fri, 11 Sep 2026 00:00:00 +0700 ความรอบรู้สารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ด้านสุขภาพเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า ปัจจัยทำนาย และความสัมพันธ์ กับพฤติกรรมการป้องกันการเริ่มต้นสูบบุหรี่ไฟฟ้าและการช่วยเลิกบุหรี่ ของนักศึกษาพยาบาลในสถาบันการศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/286732 <p><span class="fontstyle0">การวิจัยเชิงพรรณนาแบบศึกษาความสัมพันธ์และการทำนายนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรอบรู้ สารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ด้านสุขภาพเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า ปัจจัยทำนายความรอบรู้ และความสัมพันธ์ระหว่างความ รอบรู้กับพฤติกรรมการป้องกันการเริ่มต้นสูบบุหรี่ไฟฟ้าและการช่วยเลิกบุหรี่ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาหลักสูตร พยาบาลศาสตรบัณฑิตที่กำลังศึกษาอยู่ในสถาบันอุดมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ทั้งหมด 4 แห่ง รวม 327 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบโควตาตามสัดส่วนโดยสมัครใจ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 2) แบบสอบถามข้อมูลการใช้บุหรี่ไฟฟ้าและปัจจัยสิ่งแวดล้อม 3) แบบประเมินความ รอบรู้สารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ด้านสุขภาพเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า 4) แบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันการเริ่มต้น สูบบุหรี่ไฟฟ้าและการช่วยเลิกบุหรี่ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และ การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณเชิงเส้นแบบขั้นตอน</span></p> <p><span class="fontstyle0">ผลการวิจัย พบว่านักศึกษาพยาบาลมีระดับความรอบรู้สารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ด้านสุขภาพเกี่ยวกับบุหรี่ ไฟฟ้าโดยรวมอยู่ในระดับสูง (Mean = 74.21, SD = 8.90) ปัจจัยทำนายความรอบรู้ ได้แก่ เกรดเฉลี่ยสะสม เพศ การเข้าถึงสื่อเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าผ่าน TikTok และอายุ ซึ่งสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 41.2 (R² = 0.412, p &lt; 0.001) นอกจากนี้ ความรอบรู้มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลางกับพฤติกรรมการ ป้องกันการเริ่มต้นสูบบุหรี่ไฟฟ้าและการช่วยเลิกบุหรี่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ( r = 0.528, p &lt; 0.001) ผลการศึกษานี้สนับสนุนการเสริมสร้างทักษะการใช้ข้อมูลจากสื่อดิจิทัลเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อเพิ่มสมรรถนะ ในการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าและการช่วยเลิกบุหรี่ของนักศึกษาพยาบาล</span></p> ขวัญเรือน แก่นของ, พิเชษฐ เรืองสุขสุด, จิรวรรณ ชัยวิศิษฎ์, พิพัฒน์พงศ์ เข็มปัญญา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/286732 Fri, 11 Sep 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมเตรียมความพร้อมก่อนขึ้นฝึกปฏิบัติงานของนักศึกษาพยาบาลต่อการรับรู้ความสามารถ ในการฝึกปฏิบัติการพยาบาล คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/281845 <p><span class="fontstyle0">การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของ</span><span class="fontstyle0">โปรแกรมเตรียมความพร้อมก่อนขึ้นฝึกปฏิบัติงานของนักศึกษาพยาบาลต่อการรับรู้ความสามารถในการ</span><span class="fontstyle0">ฝึกปฏิบัติการพยาบาล โดยเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนการรับรู้ความสามารถในการฝึกปฏิบัติการ</span><span class="fontstyle0">พยาบาลก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมเตรียมความพร้อม และความพึงพอใจต่อโปรแกรมเตรียมความพร้อม</span><span class="fontstyle0">ของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ จำนวน 53 คน</span></p> <p><span class="fontstyle0">โปรแกรมการเตรียมความพร้อม ประกอบด้วย การเข้าฐานสถานการณ์จำลองเสมือนจริง ฐานเตรียม</span><span class="fontstyle0">ความพร้อม และฐานการฝึกทักษะพื้นฐาน เก็บรวบรวมข้อมูลในช่วงก่อนและหลังเข้าโปรแกรมเตรียมความพร้อม</span><span class="fontstyle0">โดยใช้แบบสอบถามการรับรู้ความสามารถในการฝึกปฏิบัติการพยาบาล และแบบสอบถามความพึงพอใจหลังใช้</span><span class="fontstyle0">โปรแกรมเตรียมความพร้อม และเครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ประกอบด้วย การเข้าฐานเตรียมความพร้อม การเข้า</span><span class="fontstyle0">ฐานสถานการณ์จำลองเสมือนจริง และการฝึกทักษะพื้นฐาน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน</span><span class="fontstyle0">มาตรฐาน และการทดสอบที</span></p> <p><span class="fontstyle0">ผลการวิจัย พบว่า นักศึกษามีคะแนน</span><span class="fontstyle0">เฉลี่ยการรับรู้ความสามารถในการฝึกปฏิบัติการพยาบาล</span><span class="fontstyle0">ของนักศึกษาหลังใช้โปรแกรมสูงกว่าก่อนใช้โปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Mean = 4.18, SD ± 0.03;</span><span class="fontstyle0">Mean = 4.00, SD ± 0.06, p &lt; 0.05) และนักศึกษามีความพึงพอใจต่อโปรแกรมเตรียมความพร้อม</span><span class="fontstyle0">ในระดับมาก (Mean = 4.47, SD ± 0.08) จากผลการวิจัย เห็นได้ว่าโปรแกรมการเตรียมความพร้อม</span><span class="fontstyle0">มีส่วนช่วยให้นักศึกษามีการรับรู้ความสามารถของตนเองทั้งในด้านความรู้ ความสามารถในการปฏิบัติพยาบาล</span><span class="fontstyle0">และทักษะต่าง ๆ ที่จะทำให้นักศึกษาพร้อมในการฝึกปฏิบัติบนหอผู้ป่วย</span> </p> นอวาตี มะยิ, สรวงสุดา เจริญวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/281845 Fri, 11 Sep 2026 00:00:00 +0700 ผลลัพธ์การตั้งครรภ์และการคลอดในหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อโควิด-19 ที่คลอดบุตร ในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: การศึกษาแบบย้อนหลังมีกลุ่มควบคุม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/280354 <p>การวิจัยเชิงวิเคราะห์นี้ ใช้วิธีการวิจัยทางระบาดวิทยาแบบ Unmatched Case-Control เพื่อเปรียบเทียบ ผลลัพธ์การตั้งครรภ์และการคลอดในหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อโควิด-19 ที่คลอดบุตรในโรงพยาบาลขอนแก่น และโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา เก็บรวบรวมข้อมูลจากแฟ้มข้อมูลในระบบเวชระเบียนผู้คลอดที่คลอดในโรงพยาบาลทั้งสองแห่ง ระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2565 กลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มศึกษา คือ หญิงตั้งครรภ์หรือผู้คลอดที่ติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 312 คน 2) กลุ่มเปรียบเทียบ คือ หญิงตั้งครรภ์หรือผู้คลอดที่ไม่ติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 312 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้เครื่องมือแบบตรวจสอบรายการ ประกอบด้วย ข้อมูลทั่วไป ข้อมูลผลลัพธ์ระหว่างตั้งครรภ์และคลอด ข้อมูลผลลัพธ์ด้านทารกในครรภ์และทารกแรกเกิด ซึ่งมีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาของเครื่องมือ เท่ากับ 0.96 วิเคราะห์ผลลัพธ์การตั้งครรภ์ และการคลอดด้วยสถิติ logistic regression</p> <p>ผลการวิจัย พบว่ามารดาที่ติดเชื้อโควิด-19 ขณะตั้งครรภ์หรือคลอด มีแนวโน้มคลอดด้วยการผ่าตัดคลอดมากกว่ามารดาที่ไม่ติดเชื้อโควิด-19 (OR = 1.70, 95% CI = 1.23-2.36) คลอดทารกก่อนกำหนด (OR = 1.74, 95% CI = 1.10-2.76) การติดเชื้อในถุงน้ำคร่ำและรก (OR = 3.47, 95% CI = 1.47-8.20) การเข้ารักษาตัวในหอผู้ป่วยวิกฤต (OR = 8.18, 95% CI = 1.02-65.83) มีการใส่เครื่องช่วยหายใจมากกว่า (OR = 11.37, 95% CI = 1.46-88.58) และมีการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลนานขึ้น (OR = 1.68, 95% CI = 1.50-1.88) เมื่อเปรียบเทียบกับมารดาที่ไม่ติดเชื้อโควิด-19 ส่วนทารกของมารดาที่ติดเชื้อโควิด-19 ขณะตั้งครรภ์หรือคลอดมีแนวโน้มน้ำหนักน้อยหรือน้อยกว่า 2,500 กรัม (OR = 1.58, 95% CI = 1.00-2.52) และทารกไม่ได้รับนมแม่ขณะอยู่โรงพยาบาล (OR = 46.27, 95% CI = 28.93-73.99) มีจำนวนวันนอนโรงพยาบาลของทารกนานขึ้น (OR = 1.06, 95% CI = 1.03-1.10) เมื่อเปรียบเทียบกับทารกที่คลอดจากมารดาที่ไม่ติดเชื้อโควิด-19</p> <p>การวิจัยนี้ชี้ให้เห็นผลกระทบของการติดเชื้อโควิด-19 ต่อผลลัพธ์ของการตั้งครรภ์และการคลอด ดังนั้น จึงควรมีระบบเฝ้าระวังและการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อโควิด-19 อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์ เพื่อป้องกันผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ รวมทั้งสถานพยาบาลควรเตรียมความพร้อมด้านทรัพยากรบุคลากร เครื่องมือและระบบบริการ เพื่อรองรับภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการติดเชื้อโควิด-19 ในหญิงตั้งครรภ์</p> อุไรวรรณ ชนะบุญ, สมจิตร เมืองพิล, รัตนา แทนไธสง, รัตนาภรณ์ อัศวเมฆิน, ธัญธร ศรีสถาพร, ฉายวสันต์ คุณอุดม, พนิดา เชียงทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/280354 Tue, 29 Sep 2026 00:00:00 +0700 การเกิดหลอดเลือดแดงโคโรนารีซ้ายออกจากหลอดเลือดแดงปอดในผู้ป่วยเด็ก: การศึกษาย้อนหลัง 20 ปี ณ ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ประเทศไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/279897 <p>ภาวะหลอดเลือดแดงโคโรนารีซ้ายออกจากหลอดเลือดแดงปอด (Anomalous Left Coronary Artery from the Pulmonary Artery: ALCAPA) เป็นความผิดปกติแต่กำเนิดของหลอดเลือดโคโรนารี ที่พบ ได้ไม่บ่อยในผู้ป่วยเด็ก ภาวะนี้จะพบได้น้อยแต่เป็นภาวะที่คุกคามต่อชีวิต และอาจส่งผลให้เกิดภาวะการ ทำงานของหัวใจห้องล่างซ้ายบกพร่องและภาวะลิ้นหัวใจไมทรัลรั่ว หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีมักเสียชีวิตตั้งแต่วัยทารก การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนและวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลังจากเวชระเบียนของผู้ป่วยเด็ก จำนวน 15 ราย ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น ALCAPA และได้รับการผ่าตัดแก้ไข ณ ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างเดือนมกราคม พ.ศ. 2547 ถึงเดือนกันยายน พ.ศ. 2567</p> <p>ผลการวิจัย จากการบันทึกผู้ป่วย 15 ราย ได้เข้าการวินิจฉัยเมื่ออายุในช่วง 2-192 เดือน (มีค่ามัธยฐาน ที่ 7 เดือน) ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 66.7) อาการที่พบมากที่สุดคือ ลิ้นหัวใจไมทรัลรั่วตั้งแต่กำเนิด (ร้อยละ 100) และ ภาวะหัวใจล้มเหลว (ร้อยละ 73.3) การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจพบภาวะหัวใจห้องล่างซ้ายโต ร้อยละ 93.8 และภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายด้านหน้าและด้านข้าง (anterolateral MI) ร้อยละ<br />73.3 การผ่าตัดส่วนใหญ่เป็นการย้ายหลอดเลือดแดงโคโรนารีโดยตรง ( ร้อยละ 93.3) และ มีการผ่าตัดซ่อมแซมลิ้นหัวใจไมทรัลร่วมด้วย (ร้อยละ 33.3) มีอัตราการเสียชีวิตในระยะแรกหลังผ่าตัด ร้อยละ 33.3 โดยสัมพันธ์กับภาวะหัวใจห้องล่างซ้ายทำงานผิดปกติอย่างรุนแรงและมีลิ้นหัวใจไมทรัลรั่วหลังการรักษาผู้ที่รอดชีวิต พบว่ามีการทำงานของหัวใจดีขึ้นอย่างชัดเจน ร้อยละ 67.1 ผลการติดตามในระยะเฉลี่ย 10 ปี พบว่าผู้ป่วย 10 ราย มีอาการดีขึ้น อยู่ในระดับ New York Heart Association (NYHA) Class I และ มีเพียง<br />1 ราย ที่อยู่ในระดับ class II</p> <p>สรุปได้ว่าผลการผ่าตัดรักษา ALCAPA ในระยะแรกช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตในระยะยาว อย่างไรก็ดีหากผู้ป่วยมีภาวะหัวใจห้องล่างซ้ายทำงานผิดปกติรุนแรงและลิ้นหัวใจไมทรัลรั่วมากก่อนผ่าตัดจะมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจะสูงขึ้น</p> วนิดา บุญทะวี, สุลิเดช แสงจัน, อลงกร เพังสหวัน, มีก สุขะวง, สีหะพงษ์ เพชรรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/279897 Tue, 29 Sep 2026 00:00:00 +0700 ผลกระทบทางจิตใจและการรับมือของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ที่ถูกกลั่นแกล้งทางไซเบอร์: กรณีศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในภาคกลาง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/280658 <p>การกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ที่ส่งผลกระทบทางด้านจิตใจกำลังเป็นปัญหาทั่วโลก การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์กับระดับการเห็นคุณค่าในตนเองและศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์กับการรับมือของผู้ถูกกลั่นแกล้งทางไซเบอร์เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการกำหนดแนวทางในการแก้ไขปัญหาพฤติกรรมการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ให้กับนักศึกษา</p> <p>เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ปีการศึกษา 2561 ด้วยวิธีสุ่มแบบแบ่งชั้น ตามสัดส่วนคณะ จำนวน 396 คน การวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย ค่าความถี่ ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ทางสถิติด้วยสถิติไคสแควร์</p> <p>ผลการวิจัย พบว่านักศึกษาชั้นปีที่ 1 ถูกกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ ในด้านการนินทาที่ใช้คำหยาบคายด่าทอมากที่สุด (ร้อยละ 40) และการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ในรูปแบบการนำความลับที่เป็นข้อมูลส่วนตัวไปเผยแพร่ มีความสัมพันธ์กับระดับการเห็นคุณค่าในตนเอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt; 0.05) และหลังถูกกลั่นแกล้งด้านการนินทา การหมิ่นประมาทและการลบหรือบล็อก มีความสัมพันธ์กับการรับมือแบบมุ่งจัดการกับอารมณ์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt; 0.05) ส่วนด้านการนินทา การหมิ่นประมาท และการแอบอ้างชื่อมีความสัมพันธ์กับการรับมือแบบมุ่งจัดการกับปัญหา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt; 0.05)</p> ปะการัง ศรีมี, นาเดียร์ หนูหนุด, ธีระศักดิ์ คะนองมาก, ภิญญา แสงรัตนทองคำ, สาริน หลีเฮง, ปิยนุช ยอดสมสวย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/280658 Tue, 29 Sep 2026 00:00:00 +0700 ผลการเปรียบเทียบความชอบรสชาติของขนมหม้อแกงที่ใช้นวัตกรรมน้ำตาลธรรมชาติหายากกับน้ำตาลที่ ใช้ทั่วไปในท้องตลาด : การทดลองเพื่อเป็นแนวทางการลดการบริโภคน้ำตาลของประชาชน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/279452 <p>องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ลดปริมาณการบริโภคน้ำตาลลง จากร้อยละ 10 ให้เหลือน้อยกว่าร้อยละ 5 ของปริมาณพลังงานที่ได้รับต่อวัน อย่างไรก็ตาม ปริมาณการบริโภคน้ำตาลของคนไทยยังสูงถึง 4 เท่าของปริมาณที่แนะนำจากองค์การอนามัยโลก และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้น การบริโภคน้ำตาลทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น และเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (non-communicable diseases) ขนมหม้อแกงเป็นขนมไทยโบราณที่คณะผู้วิจัยนำมาเป็นตัวแทนของขนมไทยในการวิจัยครั้งนี้ เนื่องจากมีวัตถุดิบสำคัญ คือ ไข่ กะทิ แป้ง และน้ำตาล น้ำเชื่อมน้ำตาลที่หายากในธรรมชาติ (rare sugar syrup) เป็นนวัตกรรมการผลิตสารให้ความหวานรูปแบบใหม่ ที่ประกอบด้วย ดีกลูโคส (D-glucose) และดีฟรุกโตส (D-fructose) ร้อยละ 70 และน้ำตาลที่หายากในธรรมชาติ (rare sugar) รวมทั้งดีอัลลูโลส (D-allulose) ร้อยละ 12-13 ซึ่งเป็นน้ำตาลที่เกิดจากการเปลี่ยนรูปของ D-fructose และมีคุณสมบัติในการลดระดับน้ำตาลในเลือดและลดความอ้วน จึงอาจกล่าวได้ว่า rare sugar syrup เป็นน้ำตาลมีพลังงานน้อย และมีค่าดัชนีน้ำตาลในเลือด (glycemic index) ต่ำกว่าน้ำเชื่อมที่ทำมาจากมันสำปะหลัง (corn syrup) และน้ำตาลทั่วไป</p> <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความชอบของคนไทยต่อขนมหม้อแกงที่ใช้ rare sugar syrup คณะผู้วิจัยได้พัฒนาขนมหม้อแกงต้นแบบที่ใช้ rare sugar syrup ร้อยละ 50 มาทดแทนการใช้น้ำตาลมะพร้าวและน้ำตาลทรายทั่วไปเพื่อทำการสำรวจความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมการศึกษา จำนวน 313 คน เปรียบเทียบขนมหม้อแกงที่มี rare sugar syrup ที่มีพลังงานต่ำกับขนมหม้อแกงสูตรดั้งเดิม โดยใช้สถิติ paired t-test ผลการวิจัย ชี้ให้เห็นว่าไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างขนมทั้งสองชนิด ในเรื่องของสี เนื้อสัมผัส ความหวาน และความชอบโดยภาพรวม ยกเว้นกลิ่นหอม และความอร่อยที่ผลการวิจัยแสดงถึงความแตกต่างเล็กน้อยระหว่างขนมหม้อแกงทั้งสองชนิด คนไทยรู้สึกว่ารูปลักษณ์ของขนมหม้อแกงที่ใช้ rare sugar syrup ไม่แตกต่างจากขนมหม้อแกงสูตรดั้งเดิม ซึ่งสามารถยืนยันว่า rare sugar syrup สามารถใช้ทดแทนการใช้น้ำตาลปกติ ที่จะส่งผลดีต่อสุขภาพ โดยไม่สูญเสียรสชาติแบบไทยไป และยังสามารถขยายการใช้ rare sugar syrup ในการทำขนม เครื่องดื่ม กว้างขวาง ซึ่งพยาบาลมีส่วนช่วยกระตุ้นให้ประชาชนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภค สร้างแรงจูงใจสนับสนุนการดูแลตนเอง และสามารถดูแลสุขภาพ ส่งผลในการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในประชากรได้</p> รุจี รัตนเสถียร, กัลยา ชื่นใจ, ทาเคชิ โยดะ, รุจิรัตน์ ผัดวัน, บำเหน็จ แสงรัตน์, เบญจมาศ สุขสถิตย์, มาซาฮิโระ โอกาวา, สุรัตน์ ตันประเวช, มาซาอากิ โทคุดะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/279452 Tue, 29 Sep 2026 00:00:00 +0700 ผลของการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันท่อช่วยหายใจเลื่อนหลุด โดยไม่ได้วางแผนในผู้ป่วยวิกฤตอายุรกรรม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/109-120 <p>การวิจัยแบบกึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันท่อช่วยหายใจเลื่อนหลุดโดยไม่ได้วางแผนในผู้ป่วยวิกฤตอายุรกรรม ณ หอผู้ป่วยวิกฤตอายุรกรรม โรงพยาบาลชัยภูมิ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจ 88 ราย แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม และกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 44 ราย เป็นการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง โดยกลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามมาตรฐานเดิม และกลุ่มทดลองได้รับการดูแลตามแนวปฏิบัติการพยาบาล เป็นเวลา 5 วัน เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบบันทึก<br />การพยาบาลเพื่อป้องกันท่อช่วยหายใจเลื่อนหลุดโดยไม่ได้วางแผนในผู้ป่วยวิกฤต แบบสังเกตความเคร่งครัดของพยาบาลวิชาชีพ และแบบประเมินความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพต่อการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลการทดสอบความตรงเชิงเนื้อหาของเครื่องมือได้ ค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.89 และตรวจสอบความเชื่อมั่นของเครื่องมือได้ ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคเท่ากับ 0.89 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ chi-square</p> <p>ผลการวิจัย พบว่าอุบัติการณ์การเลื่อนหลุดของท่อช่วยหายใจลดลงจาก 20.45% ในกลุ่มควบคุมเหลือเพียง 2.27% ในกลุ่มทดลอง (p = 0.007) พยาบาลวิชาชีพที่ใช้แนวปฏิบัติมีความเคร่งครัดและความพึงพอใจสูงกว่าร้อยละ 80 แสดงให้เห็นว่าแนวปฏิบัตินี้สามารถเพิ่มความปลอดภัยของผู้ป่วยและคุณภาพการดูแลผู้ป่วยวิกฤติได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> ทิพวารินย์ พิมล, นงลักษณ์ เมธากาญจนศักดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/109-120 Tue, 29 Sep 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อย ในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยเครื่องพยุงการทำงานของหัวใจ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/281376 <p><span class="fontstyle0">การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มเปรียบเทียบวัดผลหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของ</span><span class="fontstyle0">โปรแกรมป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยเครื่องพยุงการทำงานของหัวใจ </span><span class="fontstyle0">กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยเครื่องพยุงการทำงานของหัวใจ จำนวน 30 ราย แบ่งเป็น</span><span class="fontstyle0">กลุ่มควบคุม และกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 15 ราย กลุ่มทดลองได้รับการพยาบาลครบระยะเวลา 72 ชั่วโมง </span><span class="fontstyle0">ตามระยะเวลาของโปรแกรม โดยดำเนินการเก็บข้อมูลระหว่างเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2567 ถึงเดือนมีนาคม </span><span class="fontstyle0">พ.ศ. 2568 เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย 1) โปรแกรมป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อย 2) แบบประเมินความ</span><span class="fontstyle0">เสี่ยงการเกิดภาวะแทรกซ้อน และ 3) แบบประเมินภาวะแทรกซ้อน มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.97, </span><span class="fontstyle0">0.90 และ 1.0 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาการวิเคราะห์การถดถอยของค็อกซ์ </span><span class="fontstyle0">การทดสอบไคสแควร์ การทดสอบของฟิชเชอร์ การทดสอบทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างอิสระ และการวิเคราะห์</span><span class="fontstyle0">ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำสองทาง</span></p> <p><span class="fontstyle0">ผลการวิจัย พบว่ากลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมมีอุบัติการณ์ของภาวะแทรกซ้อนโดยรวมต่ำกว่ากลุ่ม</span><span class="fontstyle0">ควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .002) โดยกลุ่มทดลองเกิดภาวะเลือดออกน้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมี</span><span class="fontstyle0">นัยสำคัญทางสถิติ (p = .025) แต่อย่างไรก็ตามการเกิดภาวะก้อนเลือดใต้ผิวหนัง และภาวะเนื้อเยื่อส่วนปลาย</span><span class="fontstyle0">ขาดเลือดเฉียบพลันของทั้ง 2 กลุ่ม ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &gt; .05) </span></p> <p><span class="fontstyle0">ดังนั้น โปรแกรมป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยเครื่องพยุงการทำงาน</span><span class="fontstyle0">ของหัวใจที่พัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพในการลดการเกิดภาวะเลือดออกในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยเครื่องพยุง</span><span class="fontstyle0">การทำงานของหัวใจได้ พยาบาลจึงควรนำโปรแกรมดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ในการดูแลเพื่อป้องกัน</span><span class="fontstyle0">ภาวะแทรกซ้อนและส่งเสริมผลลัพธ์ทางคลินิกที่ดีขึ้นสำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้ต่อไป</span> </p> บัณฑิตา ไชโยธา, มะลิวรรณ ศิลารัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/281376 Tue, 29 Sep 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของโปรแกรมการให้ความรู้และสนับสนุนการจัดการตนเอง ของผู้สูงอายุโรคเบาหวาน ในเขตตำบลท่าแร่ อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/281346 <p><span class="fontstyle0">การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลของโปรแกรมการให้ความรู้และสนับสนุน การจัดการตนเอง</span><span class="fontstyle0">ของผู้สูงอายุโรคเบาหวาน พื้นที่ตำบลท่าแร่ อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร ใช้รูปแบบการวิจัยกึ่งทดลอง </span><span class="fontstyle0">กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกจากประชากรผู้สูงอายุอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 36 ราย แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลอง</span><span class="fontstyle0">และกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 18 ราย ซึ่งได้จากการคำนวณด้วยโปรแกรม G*Power ทำการเลือกกลุ่มตัวอย่าง</span><span class="fontstyle0">แบบเฉพาะเจาะจง (purposive sampling) ตามคุณสมบัติที่กำหนด จากนั้นสุ่มจับฉลากชื่อกลุ่มตัวอย่าง</span><span class="fontstyle0">แบบ (random sampling) และไม่ใส่ชื่อคืน จนครบจำนวน 18 คู่ กำหนดค่าระดับนัยสำคัญ .05 เก็บข้อมูล</span><span class="fontstyle0">ทั้งก่อนและหลังการดำเนินโครงการ</span></p> <p><span class="fontstyle0">โปรแกรมพัฒนาขึ้นตามแนวคิดการให้ความรู้และการสนับสนุนการจัดการตนเองสำหรับผู้เป็น</span><span class="fontstyle0">เบาหวาน (diabetes self-management education and support: DSMES) ประกอบด้วย 6 กิจกรรม </span><span class="fontstyle0">ดำเนินกิจกรรมสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ครั้งละ 30–90 นาที ต่อเนื่องเป็นเวลา 8 สัปดาห์ เนื้อหาครอบคลุมความรู้</span><span class="fontstyle0">เกี่ยวกับโรคเบาหวาน การดูแลตนเอง การใช้ยา การเลือกรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย การป้องกัน</span><span class="fontstyle0">ภาวะแทรกซ้อน และการดูแลด้านจิตใจ เครื่องมือเก็บข้อมูลประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์ข้อมูลทั่วไป </span><span class="fontstyle0">แบบทดสอบความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน และแบบสอบถามพฤติกรรมการจัดการตนเอง ซึ่งผ่านการตรวจสอบ</span><span class="fontstyle0">คุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน ได้ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาของแบบวัดความรู้และแบบสอบถามพฤติกรรม</span><span class="fontstyle0">การจัดการตนเอง เท่ากับ 0.99 ตรวจสอบความเชื่อมั่นของแบบทดสอบความรู้โดยใช้สูตร Kuder–</span><span class="fontstyle0">Richardson 20 (KR-20) ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.89 และตรวจสอบความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม</span><span class="fontstyle0">พฤติกรรมการจัดการตนเองโดยใช้สัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s alpha coefficient) </span><span class="fontstyle0">ได้ค่าเท่ากับ 0.87</span></p> <p><span class="fontstyle0">ผลการวิจัย พบว่าหลังเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มทดลองมีคะแนนการจัดการตนเองเฉลี่ยสูงกว่า</span><span class="fontstyle0">กลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) ในขณะที่คะแนนความรู้และระดับน้ำตาลเฉลี่ยไม่แตกต่าง </span><span class="fontstyle0">งานวิจัยนี้ยืนยันว่าการให้ความรู้และการสนับสนุนอย่างเป็นระบบสามารถช่วยปรับพฤติกรรมสุขภาพของ</span><span class="fontstyle0">ผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรมีการติดตามผลในระยะยาวเพื่อประเมินผลต่อ</span><span class="fontstyle0">ภาวะทางคลินิกเพิ่มเติม</span></p> พิมพ์วดี การุญ, กิตติภูมิ ภิญโย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/281346 Tue, 29 Sep 2026 00:00:00 +0700 โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุสมรรถนะการดูแลด้านจิตวิญญาณของนักศึกษาพยาบาล: การวิจัยแบบผสานวิธี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/279141 <p>การวิจัยแบบผสานวิธีเชิงลำดับประเภทอธิบายนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและตรวจสอบโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสมรรถนะการดูแลด้านจิตวิญญาณของนักศึกษาพยาบาล ตามด้วยการศึกษาเชิงคุณภาพเพื่อขยายความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับตัวแปรที่มีอิทธิพลสูงสุด กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 4 จากมหาวิทยาลัยราชภัฏ 12 แห่ง จำนวน 300 คน ผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 10 คน เครื่องมือวิจัยเชิงปริมาณ ได้แก่ แบบวัดสมรรถนะการดูแลด้านจิตวิญญาณ แบบวัดความผาสุกทางจิตวิญญาณ แบบวัดการรับรู้เกี่ยวกับจิตวิญญาณและการดูแลด้านจิตวิญญาณ แบบวัดทัศนคติด้านจิตวิญญาณและสิ่งที่เกี่ยวข้องแบบวัดการปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนา แบบวัดความฉลาดด้านศีลธรรมจรรยา แบบวัดการรับรู้ความสามารถแห่งตน และแบบวัดการปฏิบัติการดูแลด้านจิตวิญญาณ มีค่าความตรงเชิงเนื้อหา 0.96-1.00 และ ค่าความเที่ยง 0.83-0.97 เครื่องมือวิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึกกึ่งโครงสร้าง แบบบันทึกภาคสนาม และการสังเกต วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่าโมเดลที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (χ2/df = 1.99, CFI = 0.96, TLI = 0.93, RMSEA = 0.057) โดยความผาสุกทางจิตวิญญาณมีอิทธิพลต่อสมรรถนะการดูแลด้านจิตวิญญาณสูงสุด (β = 0.68) รองลงมา ได้แก่ การรับรู้เกี่ยวกับจิตวิญญาณและการดูแลด้านจิตวิญญาณ (β = 0.51) ทัศนคติด้านจิตวิญญาณและสิ่งที่เกี่ยวข้อง (β = 0.44) การปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนา (β = - 0.44) การปฏิบัติการดูแลด้านจิตวิญญาณ ( β = 0.30) และความฉลาดด้านศีลธรรมจรรยา (β = -0.21) ตัวแปรทั้งหมดร่วมกันอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 57.10 ผลการวิเคราะห์เชิงคุณภาพชี้ให้เห็นว่าความผาสุกทางจิตวิญญาณช่วยส่งเสริมสมรรถนะการดูแลด้านจิตวิญญาณใน 4 ประเด็น ได้แก่ ส่งเสริมความเข้มแข็งภายในความเข้าใจตนเองและผู้ป่วย ความเมตตาและกรุณา และการดูแลด้านจิตวิญญาณให้ดียิ่งขึ้น</p> <p>ดังนั้น หลักสูตรการศึกษาพยาบาลควรสอดแทรกแนวคิดการดูแลด้านจิตวิญญาณในการเรียนการสอนทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ส่งเสริมความผาสุกทางจิตวิญญาณ เจตคติที่ดี และทักษะการดูแลด้านจิตวิญญาณ เพื่อส่งเสริมสมรรถนะของนักศึกษาพยาบาลในการดูแลด้านจิตวิญญาณสำหรับผู้ป่วย</p> ยุทธชัย ไชยสิทธิ์, จำลอง วงษ์ประเสริฐ, ไพรวัลย์ โคตรตะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/279141 Tue, 29 Sep 2026 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพการให้การพยาบาลกับความพึงพอใจ ตามการรับรู้ของผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/280143 <p><span class="fontstyle0">การดูแลผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัดมีความซับซ้อนทั้งด้านกายภาพและจิตสังคม การรับรู้</span><span class="fontstyle0">คุณภาพการให้การพยาบาลและความพึงพอใจของผู้ป่วยจึงเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่สะท้อนประสิทธิภาพของ</span><span class="fontstyle0">การบริการ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาหาความสัมพันธ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณภาพการให้</span><span class="fontstyle0">การพยาบาล ความพึงพอใจ และความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพการให้การพยาบาลกับความพึงพอใจตาม</span><span class="fontstyle0">การรับรู้ของผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด กลุ่มตัวอย่างจำนวน 402 ราย ได้จากการเลือกแบบเจาะจง </span><span class="fontstyle0">ใช้แบบสอบถาม 3 ชุด ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบวัดคุณภาพการให้การพยาบาล และแบบวัด</span><span class="fontstyle0">ความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน</span></p> <p><span class="fontstyle0">ผลการวิจัย พบว่าผู้ป่วยรับรู้ว่าคุณภาพการให้การพยาบาลอยู่ในระดับมากที่สุด ( Mean = 4.86, </span><span class="fontstyle0">SD ± 0.22) โดยเฉพาะด้านการให้ความมั่นใจ (Mean = 4.89, SD ± 0.27) ความน่าเชื่อถือ (Mean = 4.88, </span><span class="fontstyle0">SD ± 0.26) การตอบสนอง (Mean = 4.88, SD ± 0.26) ความเห็นอกเห็นใจ (Mean = 4.88, SD ± 0.29) </span><span class="fontstyle0">และด้านกายภาพ (Mean = 4.79, SD ± 0.32) สำหรับความพึงพอใจของผู้ป่วย พบว่ามีระดับมากที่สุดเช่นกัน </span><span class="fontstyle0">(Mean = 4.89, SD ± 0.22) โดยเฉพาะด้านการเคารพสิทธิและศักดิ์ศรี (Mean = 4.91, SD ± 0.23) การดูแล</span><span class="fontstyle0">อย่างต่อเนื่อง (Mean = 4.89, SD ± 0.30) การสนับสนุนทางอารมณ์ (Mean = 4.89, SD ± 0.28) การให้</span><span class="fontstyle0">ข้อมูลและความรู้ (Mean = 4.88, SD ± 0.27) และความสามารถในการเข้าถึงทรัพยากร (Mean = 4.88, </span><span class="fontstyle0">SD ± 0.25) อีกทั้งพบว่าคุณภาพการให้การพยาบาลมีความสัมพันธ์เชิงบวกระดับสูงกับความพึงพอใจ</span><span class="fontstyle0">อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .75, p &lt; .001)</span></p> <p><span class="fontstyle0">ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนามาตรฐานการให้บริการทางการพยาบาล โดย</span><span class="fontstyle0">การจัดฝึกอบรมพยาบาลให้มีทักษะด้านการสื่อสาร การสร้างความมั่นใจ และการดูแลที่คำนึงถึงศักดิ์ศรี</span><span class="fontstyle0">ของผู้ป่วยรวมถึงการจัดทำแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน เพื่อเสริมสร้างคุณภาพการพยาบาลและเพิ่มความพึงพอใจ</span><span class="fontstyle0">ของผู้ป่วย</span> </p> ปฐมาภรณ์ อาษานอก, กัมพล อินทรทะกูล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/280143 Tue, 29 Sep 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้ความสามารถของตนเอง ต่อการรับรู้ความสามารถของตนเอง และทักษะคัดกรองความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อมของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/284289 <p><span class="fontstyle0">ภาวะสมองเสื่อมส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ แม้จะมีการคัดกรองโดยอาสาสมัครสาธารณสุข</span><span class="fontstyle0">ประจำหมู่บ้าน (อสม.) ผ่านแอปพลิเคชัน สมาร์ท อสม. แต่ยังพบความคลาดเคลื่อนในการแปลผล Mini-Cog </span><span class="fontstyle0">เนื่องจากขาดทักษะและความเชื่อมั่น ส่งผลให้ผู้สูงอายุกลุ่มเสี่ยงเข้าถึงบริการล่าช้า การวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัย</span><span class="fontstyle0">เชิงกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อน-หลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริม</span><span class="fontstyle0">การรับรู้ความสามารถของตนเอง ต่อการรับรู้ความสามารถของตนเอง และทักษะการคัดกรองความเสี่ยง</span><span class="fontstyle0">ภาวะสมองเสื่อมของ อสม. อำเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร</span></p> <p><span class="fontstyle0">กลุ่มตัวอย่างเป็น อสม. จำนวน 51 คน เป็นกลุ่มทดลอง 24 คน และกลุ่มควบคุม 27 คน กลุ่มทดลอง</span><span class="fontstyle0">เข้าร่วมโปรแกรม 2 ครั้ง ๆ ละ 3 ชั่วโมง โปรแกรมมีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.98 เครื่องมือเก็บ</span><span class="fontstyle0">รวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบสอบถามการรับรู้ความสามารถของตนเองและแบบสอบถามทักษะคัดกรอง</span><span class="fontstyle0">ความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อม ตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน ได้ค่าดัชนีความตรง</span><span class="fontstyle0">เชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.91 และ 0.91 ตามลำดับ ตรวจสอบความเชื่อมั่นของเครื่องมือวิจัยโดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์</span><span class="fontstyle0">แอลฟาครอนบาคเท่ากับ 0.94 และ 0.87 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติ t-test</span></p> <p><span class="fontstyle0">ผลการวิจัย พบว่ากลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้ความสามารถของตนเอง ทักษะการคัดกรอง</span><span class="fontstyle0">มากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 6.136, p &lt; 0.001; t = 17.424, p &lt; 0.001) ตามลำดับ</span><span class="fontstyle0">และกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้ความสามารถของตนเอง ทักษะการคัดกรองหลังการทดลองมากกว่า</span><span class="fontstyle0">ก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 11.19, p &lt; 0.001; t = 12.73, p &lt; 0.001) ตามลำดับ</span></p> <p><span class="fontstyle0">ดังนั้น โปรแกรมส่งเสริมการรับรู้ความสามารถของตนเองสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการส่งเสริม</span><span class="fontstyle0">การรับรู้ความสามารถของตนเอง และทักษะการคัดกรองความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อมของอาสาสมัคร</span><span class="fontstyle0">สาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ทั้งนี้ควรบูรณาการโปรแกรมและนวัตกรรมสู่ระบบสุขภาพปฐมภูมิ พร้อมผลักดัน</span><span class="fontstyle0">ด้านนโยบายและงบประมาณ รวมถึงติดตามผลระยะยาวเพื่อประเมินความคงอยู่ของทักษะร่วมกับการรับรู้</span><span class="fontstyle0">ความสามารถในการคัดกรองภาวะสมองเสื่อมของ อสม.</span> </p> นัฐพงษ์ แดงโชติ, มยุรี ลี่ทองอิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/284289 Tue, 29 Sep 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเข้มแข็งทางจิตใจและภาวะหมดไฟ ในการทำงานของบุคลากรสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/280514 <p><span class="fontstyle0">งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง เพื่อศึกษาภาวะหมดไฟในการทำงาน (burnout) </span><span class="fontstyle0">และความเข้มแข็งทางจิตใจ (resilience) รวมทั้งสำรวจความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ตัวแปรนี้ ในบุคลากรสถาบัน</span><span class="fontstyle0">การแพทย์จักรีนฤบดินทร์</span></p> <p><span class="fontstyle0">กลุ่มตัวอย่างคือบุคลากรสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ จำนวน 372 คน ซึ่งแบ่งเป็นทีมสหวิชาชีพ</span><span class="fontstyle0">ทางการแพทย์ (medical staff) และหน่วยงานสนับสนุนโรงพยาบาล (back office) เก็บข้อมูลผ่านแบบประเมิน</span><span class="fontstyle0">ออนไลน์โดยเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนตัว 2) แบบประเมินภาวะหมดไฟ</span><span class="fontstyle0">ในการทำงาน Maslach burnout inventory (MBI) (ฉบับแปลไทย) ซึ่งถูกตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน </span><span class="fontstyle0">หาความเชื่อมั่นโดยใช้สัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคมีค่าเท่ากับ 0.8 และ 3) แบบประเมินความเข้มแข็งทางจิตใจ</span><span class="fontstyle0">ของกรมสุขภาพจิต นำข้อมูลมาวิเคราะห์เชิงพรรณนาและหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรโดยใช้สถิติไคสแควร์ </span><span class="fontstyle0">(chi-square test) ด้วยโปรแกรม SPSS</span></p> <p><span class="fontstyle0">ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับของภาวะหมดไฟในการทำงาน ส่วนใหญ่มีคะแนน ด้านความเหนื่อยล้า</span><span class="fontstyle0">ทางอารมณ์อยู่ในระดับต่ำ (40.6%) ด้านการลดความเป็นบุคคลอยู่ในระดับต่ำ (51.34%) แต่ด้านความสำเร็จ</span><span class="fontstyle0">ส่วนบุคคลอยู่ในระดับสูง (87.63%) ส่วนความเข้มแข็งทางจิตใจ บุคลากรส่วนใหญ่มีภาพรวมความเข้มแข็งทาง</span><span class="fontstyle0">จิตใจในระดับเกณฑ์ปกติขึ้นไป (76.08%) ด้านความทนทานทางอารมณ์ ด้านกำลังใจ และด้านจัดการปัญหา</span><span class="fontstyle0">อยู่ในเกณฑ์ปกติ (59.68%, 66.94% และ 75.27% ตามลำดับ) 2) ความเข้มแข็งทางจิตใจมีความสัมพันธ์กับ</span><span class="fontstyle0">ภาวะหมดไฟในการทำงานในทุกด้าน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</span></p> <p><span class="fontstyle0">การวิจัย พบว่าภาวะหมดไฟในการทำงานมีความสัมพันธ์กับความเข้มแข็งทางจิตใจอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น </span><span class="fontstyle0">โปรแกรมที่สามารถจัดการและพัฒนาความเข้มแข็งทางจิตใจของบุคลากรอาจมีส่วนช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตของ</span><span class="fontstyle0">บุคลากรทั้งในรายบุคคลและช่วยพัฒนามาตรฐานขององค์กรในภาพรวม</span></p> แก้วตา สัตยาประเสริฐ, พิชชาภัสร์ ชินณะราศรี, มงคล ตปนียปทุม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/280514 Tue, 29 Sep 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาแนวปฏิบัติการป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุแบบองค์รวม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/280599 <p><span class="fontstyle0">การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติการโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์และสถานการณ์ปัญหา</span><span class="fontstyle0">ของซูคัพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ สาเหตุและปัจจัยการหกล้ม พัฒนาแนวปฏิบัติ และผลลัพธ์การ</span><span class="fontstyle0">ใช้แนวปฏิบัติการป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุแบบองค์รวม ดำเนินการศึกษา 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษา</span><span class="fontstyle0">สถานการณ์ ระยะที่ 2 พัฒนาแนวปฏิบัติฯ และระยะที่ 3 การศึกษาผลลัพธ์ของแนวปฏิบัติฯ กลุ่มตัวอย่าง</span><span class="fontstyle0">คือ ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป มีประวัติเคยหกล้มภายใน 6 เดือนที่ผ่านมา เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน </span><span class="fontstyle0">30 คน เครื่องมือการวิจัย 1) แบบประเมินปัจจัยเสี่ยงภาวะหกล้มในผู้สูงอายุแบบองค์รวม 2) แบบประเมิน</span><span class="fontstyle0">พฤติกรรมการป้องกันการหกล้ม 3) แบบประเมินความสามารถในการเดินและการทรงตัว 4) แบบประเมิน</span><span class="fontstyle0">ความพึงพอใจของผู้รับบริการ และ 5) แบบประเมินความพึงพอใจผู้ใช้แนวปฏิบัติ และเครื่องมือในการทดลอง </span><span class="fontstyle0">คือ แนวปฏิบัติการป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุแบบองค์รวม </span></p> <p><span class="fontstyle0">วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบความ</span><span class="fontstyle0">แตกต่างระหว่างกลุ่ม แบบ nonparametric ด้วยสถิติ Wilcoxon signed-rank test ผลการวิจัย พบว่า </span><span class="fontstyle0">แนวปฏิบัติที่พัฒนามี 5 องค์ประกอบ คือ การคัดกรองกลุ่มเป้าหมาย การประเมินปัจจัยเสี่ยงภาวะหกล้มแบบ</span><span class="fontstyle0">องค์รวม การแบ่งประเภทผู้สูงอายุตามความเสี่ยงภาวะหกล้ม การจัดการในสถานพยาบาล และในชุมชน</span><span class="fontstyle0">ผลลัพธ์พบว่า ผู้สูงอายุมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการป้องกันการหกล้มเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ </span><span class="fontstyle0">(p&lt;0.05) เวลาเฉลี่ยความสามารถในการเดินและการทรงตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) อัตรา</span><span class="fontstyle0">การหกล้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) คะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจของผู้ใช้แนวปฏิบัติอยู่ใน</span><span class="fontstyle0">ระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /></span><span class="fontstyle2"> </span><span class="fontstyle0">= 4.31, SD = 0 .51) และคะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจของผู้รับบริการอยู่ในระดับมากที่สุด </span><span class="fontstyle0">(<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /></span><span class="fontstyle0">= 4.46, SD= 0.39) ดังนั้น แนวปฏิบัตินี้สามารถส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพในการป้องกันการหกล้มได้</span><span class="fontstyle0">อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงต่อการหกล้ม</span><span class="fontstyle0">ในสถานพยาบาลและชุมชนได้</span> </p> ชัยวิวัฒน์ สีหะภาค, เกตุนรินทร์ บุญคล้าย, พรเพ็ญ กิตติสุนทโรภาศ , นงค์รัช พุ่มพิมล, ธัญชนก สุขประเสริฐ, สุกิจ ทองพิลา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/280599 Tue, 29 Sep 2026 00:00:00 +0700 สารบัญ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/290719 admin admin ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/290719 Fri, 11 Sep 2026 00:00:00 +0700 บทบรรณาธิการ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/290720 admin admin ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/290720 Fri, 11 Sep 2026 00:00:00 +0700 จากสะพานขาวสู่สะพานมิตรภาพลาว-ไทย: บันทึกประวัติศาสตร์ความร่วมมือสองประเทศ ในการยกระดับการศึกษาพยาบาลระดับปริญญาตรี ณ สปป.ลาว https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/291614 <p><span class="fontstyle0">บทความรับเชิญนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อบันทึกภารกิจสำคัญหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ ในวาระ ครบรอบ 55 ปี แห่งการสถาปนาคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น คือ โครงการความร่วมมือ ไทย-ลาว เพื่อยกระดับพยาบาลระดับประกาศนียบัตรให้เป็นพยาบาลระดับปริญญาตรี ระหว่างปี พ.ศ. 2544-2550 (ค.ศ. 2001-2007) และมุ่งเสริมความแข็งแกร่งการพัฒนาที่ยั่งยืน และยกฐานะการพยาบาล ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ให้เป็นมาตรฐานสากล ภายใต้การสนับสนุน งบประมาณจากรัฐบาลไทยที่มอบหมายให้คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น รับผิดชอบกิจกรรม ดังกล่าว และพบว่า ผลการประเมินโครงการประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง ซึ่งผู้เขียนเห็นควรบันทึกหลักฐาน ทางประวัติศาสตร์ความร่วมมือระหว่างสองประเทศ ในการพัฒนาวิชาชีพการพยาบาลในสาธารณรัฐ ประชาธิปไตยประชาชนลาวไว้ให้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ และเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาในอนาคต</span> </p> กัลยา พัฒนศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/291614 Fri, 11 Sep 2026 00:00:00 +0700