วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah <p>วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ (J Nurs Sci Health) เป็นวารสารวิชาการด้านพยาบาลศาสตร์และวิทยาศาสตร์สุขภาพของ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยและวิชาการทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ที่ผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิภายในและภายนอกคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (peer review) อย่างน้อย 2 ท่านที่มีความเชี่ยวชาญทั้งในด้านเนื้อหานั้น ๆ และด้านระเบียบวิธีวิจัย (ในกรณีที่ผู้เขียนต้องการนำบทความไปใช้ประโยชน์ทางวิชาการตามเงื่อนไขเฉพาะราย หากต้องการผู้ทรงคุณวุฒิอ่านบทความจำนวน 3 ท่าน ตามเงื่อนไข สามารถแจ้งรายละเอียดได้ร่วมกับการส่งบทความเพื่อรับการพิจารณาการตีพิมพ์) โดยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เขียนไม่ทราบชื่อของแต่ละฝ่าย </p> <p><strong>ISSN 2822-1133 (Online)</strong></p> <p><strong><em>กำหนดการออก ราย 3 เดือน (ปีละ 4 ฉบับ)</em></strong></p> <ul> <li class="show">ฉบับ 1 มกราคม-มีนาคม</li> <li class="show">ฉบับ 2 เมษายน-มิถุนายน</li> <li class="show">ฉบับ 3 กรกฎาคม-กันยายน</li> <li class="show">ฉบับ 4 ตุลาคม-ธันวาคม</li> </ul> คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น th-TH วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ 2822-1133 <p> วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในการเผยแพร่ผลงานที่ตีพิมพ์ห้ามผู้ใดนำบทความที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพไปเผยแพร่ในลักษณะต่าง ๆ ดังนี้ การนำบทความไปเผยแพร่ออนไลน์ การถ่ายเอกสารบทความเพื่อกิจกรรมที่ไม่ใช่การเรียนการสอน การส่งบทความไปตีพิมพ์เผยแพร่ที่อื่น ยกเว้นเสียแต่ได้รับอนุญาตจากวารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ</p> บทบรรณาธิการ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/287764 admin admin ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-16 2026-04-16 49 2 สารบัญ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/287765 admin admin ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-16 2026-04-16 49 2 การพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพพระสงฆ์อาพาธด้วยโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่ จังหวัดลพบุรี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/283312 <p><span class="fontstyle0">การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและบริบทการดูแลสุขภาพพระสงฆ์อาพาธ ด้วย โรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน 2) พัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน และ 3) ประเมินผลการดำเนินงานของรูปแบบที่พัฒนาขึ้น โดยใช้การวิจัยและพัฒนาเป็นกรอบการวิจัยและ บูรณาการกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ในการพัฒนารูปแบบและการประเมินผลการนำไปใช้</span></p> <p><span class="fontstyle0">กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ประกอบด้วย พระสงฆ์และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพพระสงฆ์ในชุมชน รวมทั้งผู้ร่วมวิจัยและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการพัฒนารูปแบบ จำนวน 69 คน และกลุ่มตัวอย่างพระสงฆ์อาพาธ ที่ป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน จำนวน 15 รูป ดำเนินการวิจัยระหว่างเดือนธันวาคม พ.ศ. 2566 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ.2567 เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และ แบบบันทึกผลลัพธ์ทางสุขภาพ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและการตีความ และ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติ paired samples t-test</span></p> <p><span class="fontstyle0">ผลการวิจัย พบว่า การดูแลสุขภาพพระสงฆ์อาพาธยังขาดการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน การวางแผนและการติดตามที่เป็นระบบ การจัดบริการสุขภาพยังไม่สอดคล้องกับพระธรรมวินัยและการเข้าถึง บริการสุขภาพยังไม่ทั่วถึง รูปแบบการดูแลสุขภาพที่พัฒนาขึ้น คือ “PRA-NGAM Model” ประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ ได้แก่ การวางแผนแบบมีส่วนร่วม การจัดบริการสุขภาพที่สอดคล้องกับพระธรรมวินัย การเข้าถึงบริการสุขภาพ การพัฒนาระบบฐานข้อมูลและเครือข่าย การให้ความรู้ทางสุขภาพเชิงพุทธ การเสริมสร้างศักยภาพผู้ดูแล และการกำกับติดตามอย่างต่อเนื่อง ผลการประเมิน พบว่า ระดับความดันโลหิต และระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) สรุปได้ว่า รูปแบบดังกล่าว สามารถนำไปใช้ได้อย่างเหมาะสมกับบริบทวัดและชุมชน และมีแนวโน้มก่อให้เกิดการดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืน สำหรับพระภิกษุสงฆ์ที่เจ็บป่วย</span></p> อาจารีย์ พรหมรัตน์ นฤมล จันทรเกษม ธนพล บรรดาศักดิ์ ทวีทรัพย์ จูมศิลป์ พรเลิศ ชุมชัย ขวัญชนก ยศคำลือ อาภาภรณ์ กล่ำถึก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-16 2026-04-16 49 2 1 18 ระบบการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังของคลินิกหมอครอบครัว https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/279266 <p><span class="fontstyle0">คลินิกหมอครอบครัว เป็นรูปแบบการจัดบริการ</span><span class="fontstyle0">สาธารณสุขที่เป็นการทำงานร่วมกันของแพทย์เวชศาสตร์ ครอบครัวและทีมสหสาขาวิชาชีพ เพื่อดูแลประชากรในพื้นที่ที่รับผิดชอบให้ได้รับการบริการทางสุขภาพที่มี ประสิทธิภาพ โดยใช้หลักการเวชศาสตร์ครอบครัว การวิจัยเชิงพรรณนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาปัญหาและความ ต้องการการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง และศึกษาระบบการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังของคลินิกหมอครอบครัว โดยใช้กรอบ แนวคิดการดูแลโรคเรื้อรัง กลุ่มตัวอย่าง เลือกแบบเจาะจง ทั้งหมด 130 คน คือ ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง จำนวน 85 คน บุคลากรทีมสุขภาพ จำนวน 20 คน และเครือข่ายภาคประชาชนในชุมชน จำนวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างสำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง แนวคำถามการสัมภาษณ์เชิงลึกสำหรับบุคลากรทีมสุขภาพ และแนวทางการสนทนากลุ่มสำหรับเครือข่ายภาคประชาชน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</span></p> <p><span class="fontstyle0">ผลการวิจัย 1) ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังมีปัญหาและความต้องการหลายด้าน ได้แก่ 1.1) ด้านสุขภาพต้องการมาก ที่สุดคือ ต้องการตรวจสุขภาพประจำปี การดูแลต่อเนื่องจากบุคลากรทีมสุขภาพทั้งด้านการส่งเสริมสุขภาพ การรักษา และการป้องกันภาวะแทรกซ้อน 1.2) ด้านสังคม ต้องการให้ครอบครัวและชุมชน มีส่วนร่วมในการดูแล 1.3) ด้าน เศรษฐกิจ ต้องการสนับสนุนค่าใช้จ่ายและอุปกรณ์ที่จำเป็น 1.4) ด้านสิ่งแวดล้อม ต้องการที่อยู่อาศัยให้ปลอดภัย รวมถึงสถานบริการสุขภาพที่มีบุคลากรและอุปกรณ์เพียงพอในการให้บริการ 2) ระบบการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ประกอบด้วย 2.1) ด้านนโยบายและทรัพยากรของชุมชนการกำหนดนโยบายการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่ชัดเจน มี คณะกรรมการทั้งในหน่วยบริการและในชุมชน สนับสนุนให้ครอบครัวและชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการดูแลผู้ป่วย โรคไตเรื้อรัง 2.2) ด้านองค์กรให้บริการสุขภาพ จัดคลินิกโรคเรื้อรังแบบรวมหน่วยบริการ มีผู้จัดการดูแลภายในคลินิก หมอครอบครัวและในทุกหน่วยบริการ บุคลากรทีมสหสาขาวิชาชีพมีความรู้และทักษะการดูแลตามความเชี่ยวชาญ 2.3) ด้านการสนับสนุนการดูแลตนเอง มีการวางแผนการดูแลร่วมกันระหว่างผู้ป่วย ครอบครัว บุคลากรทีมสุขภาพ 2.4) ด้านการออกแบบระบบบริการ จัดระบบบริการทั้งในหน่วยบริการและในชุมชน ใช้หลักฐานเชิงประจักษ์และแนว ปฏิบัติเฉพาะโรคมาวางแผนการจัดบริการ โดยการมีส่วนร่วมระหว่างหน่วยบริการสุขภาพและชุมชน 2.5) ด้านระบบ ข้อมูลทางคลินิก มีการจัดการข้อมูลผู้ป่วยอย่างเป็นระบบ และนำสารสนเทศไปออกแบบการจัดบริการให้มี ประสิทธิภาพ 2.6) การสนับสนุนการตัดสินใจ มีแนวทางการปฏิบัติงานทางคลินิก มีคู่มือและสื่อให้ความรู้เรื่องโรค และการดูแลสุขภาพเพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อน</span></p> รุ่งทิวา ศรีเดช จารุณี สรกฤช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-16 2026-04-16 49 2 19 32 การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความรู้สุขอนามัยการนอนหลับร่วมกับการเจริญสติ ในผู้สูงอายุโรคไตเรื้อรังระยะที่ 4 และ 5 ก่อนการได้รับการบำบัดทดแทนไต https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/271376 <p><span class="fontstyle0">บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของการวิจัย เรื่องผลของโปรแกรมส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับสุขอนามัยการนอนหลับและ การเจริญสติต่อผลลัพธ์เกี่ยวกับการนอนหลับในผู้สูงอายุโรคไตเรื้อรังระยะที่ 4-5 ก่อนได้รับการบำบัดทดแทนไต โดยนำเสนอ กระบวนการพัฒนาโปรแกรม 3 ขั้นตอน คือ ขั้นเตรียมการ ขั้นประเมินคุณภาพ และขั้นประเมินผลลัพธ์โปรแกรม เครื่องมือ ที่ใช้ในการดำเนินการวิจัยเป็นโปรแกรมส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับสุขอนามัยการนอนหลับและการเจริญสติที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น และ ผ่านการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับ สุขอนามัยการนอนหลับ ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน และได้ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา เท่ากับ 0.80 2) แบบประเมินคุณภาพการนอนหลับ และแบบประเมินความรุนแรงของอาการนอนไม่หลับ ตรวจสอบความ เชื่อมั่นได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคเท่ากับ 0.73, 0.82 และ 0.89 ตามลำดับ วิเคราะห์เปรียบเทียบผลลัพธ์ก่อนและ หลังเข้าร่วมโปรแกรม ในผู้เข้าร่วมโปรแกรม จำนวน 32 คน ด้วยสถิติ paired t test และ Wilcoxon Signed ranks test ผลการศึกษา พบว่า</span></p> <p><span class="fontstyle0">1) โปรแกรม มีรูปแบบการดำเนินกิจกรรมทั้งหมด 4 สัปดาห์ สัปดาห์ที่ 1 (วันที่ 1) เป็นการสร้างสัมพันธภาพ การประเมินความต้องการและประสบการณ์เกี่ยวกับอาการนอนไม่หลับ ฝึกกลยุทธ์การจัดการอาการด้วยการบำบัด ด้านพฤติกรรมและด้านจิตใจ โดยสื่อที่ใช้ คือ คู่มือส่งเสริมสุขอนามัยการนอนหลับในผู้สูงอายุ คู่มือส่งเสริมการเจริญสติ ในผู้สูงอายุและเครื่องเล่น MP3 ที่บันทึกดนตรีธรรมะ สัปดาห์ที่ 2-4 (วันที่ 7, 14 และ 21) ติดตามต่อเนื่องทางโทรศัพท์ ครั้งที่ 5 โดยประเมินผลลัพธ์ในสัปดาห์ที่ 5 (วันที่ 28)</span></p> <p><span class="fontstyle0">2) ผลการประเมินคุณภาพโปรแกรม ได้ค่า CVI ของโปรแกรมและคู่มือโปรแกรมเท่ากับ 0.95 และ 0.92 ตามลำดับ โปรแกรม มีความเป็นไปได้/การยอมรับได้ ด้วยอัตราการคงอยู่ในโปรแกรมเป็นร้อยละ 100</span></p> <p><span class="fontstyle0">3) การประเมินประสิทธิภาพของโปรแกรม พบว่า ผู้เข้าร่วมโปรแกรมมีผลลัพธ์ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ คะแนนความรู้สุขอนามัยการนอนหลับเพิ่มขึ้นจาก 13.88±2.12 เป็น 22.78±1.18 (p&lt;0.001) คุณภาพ การนอนหลับดีขึ้นจาก 13.19±2.79 เป็น 7.00±2.27 (p&lt;0.001) ความรุนแรงของการนอนไม่หลับ ลดลงจาก 15.88±5.46 เป็น 7.59±2.71 (p&lt;0.001) หลังร่วมโปรแกรม</span></p> <p><span class="fontstyle0">โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นมีคุณภาพ มีความเป็นไปได้/ยอมรับได้ และมีประสิทธิภาพ จึงควรประยุกต์ใช้เพื่อส่งเสริม การนอนหลับในผู้สูงอายุโรคไตเรื้อรัง ระยะที่ 4-5 ก่อนการได้รับการบำบัดทดแทนไตที่มีปัญหาการนอนหลับรวมถึงศึกษา เพิ่มเติมในผู้สูงอายุอื่นๆที่มีความเจ็บป่วยคล้ายคลึงกัน</span></p> รัศมี ศิริสวัสดิ์ ลดาวัลย์ พันธุ์พาณิชย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-16 2026-04-16 49 2 33 48