https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/issue/feed
วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ
2025-12-28T01:09:43+07:00
Prof. Dr. Darunee Jongudomkarn
journal.nu@gmail.com
Open Journal Systems
<p>วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ (J Nurs Sci Health) เป็นวารสารวิชาการด้านพยาบาลศาสตร์และวิทยาศาสตร์สุขภาพของ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยและวิชาการทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ที่ผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิภายในและภายนอกคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (peer review) อย่างน้อย 2 ท่านที่มีความเชี่ยวชาญทั้งในด้านเนื้อหานั้น ๆ และด้านระเบียบวิธีวิจัย (ในกรณีที่ผู้เขียนต้องการนำบทความไปใช้ประโยชน์ทางวิชาการตามเงื่อนไขเฉพาะราย หากต้องการผู้ทรงคุณวุฒิอ่านบทความจำนวน 3 ท่าน ตามเงื่อนไข สามารถแจ้งรายละเอียดได้ร่วมกับการส่งบทความเพื่อรับการพิจารณาการตีพิมพ์) โดยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เขียนไม่ทราบชื่อของแต่ละฝ่าย </p> <p><strong>ISSN 2822-1133 (Online)</strong></p> <p><strong><em>กำหนดการออก ราย 3 เดือน (ปีละ 4 ฉบับ)</em></strong></p> <ul> <li class="show">ฉบับ 1 มกราคม-มีนาคม</li> <li class="show">ฉบับ 2 เมษายน-มิถุนายน</li> <li class="show">ฉบับ 3 กรกฎาคม-กันยายน</li> <li class="show">ฉบับ 4 ตุลาคม-ธันวาคม</li> </ul>
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/270225
ความรู้และทัศนคติในการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะครรภ์เป็นพิษของพยาบาลและผดุงครรภ์ แขวงคำม่วน สปป.ลาว
2024-04-27T13:39:25+07:00
แสงสวรรค์ ชัยอุทอน
sengsavan.xot@kkumail.com
นิลุบล รุจิรประเสริฐ
nilruj@kku.ac.th
<p>ภาวะครรภ์เป็นพิษ เป็นสาเหตุการตายลำดับต้นๆ ของมารดาทั่วโลกรวมถึงสปป.ลาว การวิจัย เชิงสำรวจนี้ มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาความรู้และทัศนคติในการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะครรภ์เป็นพิษของพยาบาลและผดุงครรภ์แขวงคำม่วน สปป.ลาว กลุ่มตัวอย่างคือ พยาบาลและผดุงครรภ์ที่ทำงานในโรงพยาบาลเมืองและโรงพยาบาลแขวงคำม่วน สปป.ลาว จำนวน 117 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามความรู้และทัศนคติในการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะครรภ์เป็นพิษ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาได้แก่ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ระดับความรู้ของพยาบาลและผดุงครรภ์ในการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะครรภ์เป็นพิษโดยรวมอยู่ในระดับมาก (Mean=16.59, SD=3.92) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าด้านที่มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ได้แก่ การคัดกรองความเสี่ยงและการวินิจฉัยความดันโลหิตสูง (Mean=6.70, SD=1.39) การส่งต่อหญิงตั้งครรภ์เพื่อการดูแลที่เหมาะสม (Mean=2.45, SD=0.60) และการจัดการภาวะครรภ์เป็นพิษรุนแรงตามแนวทางการรักษา (Mean=6.70, SD=1.35) ส่วนการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะครรภ์เป็นพิษที่ไม่มีอาการรุนแรงมีค่าเฉลี่ยอยู่ใน ระดับปานกลาง (Mean=0.86, SD=0.58) สำหรับทัศนคติของพยาบาลและผดุงครรภ์ในการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะครรภ์เป็นพิษโดยรวมอยู่ใน ระดับมาก (Mean=30.18 , SD=5.04) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ได้แก่ ด้านการคัดกรองความเสี่ยงและ การวินิจฉัยความดันโลหิตสูง (Mean=16.33, SD=1.47) ด้านการส่งต่อหญิงตั้งครรภ์เพื่อการดูแลที่เหมาะสม (Mean=2.70, SD=0.69) และด้านการจัดการภาวะครรภ์เป็นพิษรุนแรงตามแนวทางการรักษา (Mean=8.05, SD=1.64) สำหรับด้านที่มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับต่ำคือ ด้านการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะครรภ์เป็นพิษที่ไม่มีอาการรุนแรง (Mean=3.10, SD=1.24)<br />ผลการวิจัย พบว่า พยาบาลและผดุงครรภ์บางส่วนขาดความรู้ที่ถูกต้อง และทัศนคติที่เหมาะสม ในประเด็นที่สำคัญที่อาจส่งผลต่อคุณภาพการดูแลและผลลัพธ์การตั้งครรภ์ พยาบาลและผดุงครรภ์ควรได้รับ การอบรมเกี่ยวกับการดูแลภาวะครรภ์เป็นพิษอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้ที่ยังไม่มีประสบการณ์ นอกจากนั้น จากข้อจำกัดของแบบสอบถามที่พบในการศึกษาครั้งนี้ จึงควรมีการปรับปรุงแบบสอบถามให้ครอบคลุมประเด็น ที่สำคัญและความชัดเจนของข้อคำถาม สำหรับแบบสอบถามทัศนคติการแบ่งระดับคำตอบแบบ Likert scale ที่เหมาะสม ควรพิจารณาให้สอดคล้องกับบริบทของกลุ่มตัวอย่างและวัตถุประสงค์การวิจัย</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/276696
ผลของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในพยาบาลวิชาชีพตามแนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกสำหรับผู้ป่วยเด็กเล็กที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่ได้รับการบำบัดด้วยออกซิเจนอัตราไหลสูงทางจมูกแบบมีความชื้นสูงต่อความรู้ การรับรู้สมรรถนะแห่งตนและพฤติกรรมการดูแล
2025-03-20T09:45:05+07:00
กรรณิกา แสนแก้ว
khannika.s@kkumail.com
อัจฉริยา วงษ์อินทร์จันทร์
watcha@kku.ac.th
ประกายแก้ว ศิริพูล
praksi@kku.ac.th
<p>การบำบัดด้วยออกซิเจนอัตราไหลสูงทางจมูก (heated humidified high flow nasal cannula: HHHFNC) ในผู้ป่วยเด็กเล็กในโรงพยาบาล ช่วยลดปริมาตรสูญเปล่าของออกซิเจนและลดแรงต้านทาน ในโพรงจมูก เกิดแรงดันบวกในระบบ ซึ่งช่วยให้ลดการใช้พลังงานในการหายใจ อันส่งผลให้อัตราการหายใจและค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดดีขึ้น พยาบาลที่ปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ควรมีความรู้ รับรู้ความสามารถตนเอง และมีพฤติกรรมการดูแลผู้ป่วยเด็กเล็กกลุ่มนี้อย่างเหมาะสม</p> <p>วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนของพยาบาลวิชาชีพ ตามแนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิก สำหรับผู้ป่วยเด็กเล็กที่ได้รับการบำบัดด้วย HHHFNC ต่อความรู้ การรับรู้สมรรถนะแห่งตน และพฤติกรรมการดูแลผู้ป่วยเด็กเล็กในโรงพยาบาล</p> <p>วิธีวิจัย: เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลองในพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยเด็กเล็ก จำนวน 15 คน ใช้ระยะเวลาเก็บข้อมูล 2 เดือน เครื่องมือที่ใช้ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน ได้ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา (content validity index: CVI) ของแบบสอบถามความรู้ แบบสอบถามการรับรู้สมรรถนะแห่งตน และแบบสอบถามพฤติกรรมการดูแล เท่ากับ 1.00, 0.89 และ 1.00 ตามลำดับ ทดสอบความเชื่อมั่นของแบบสอบถามความรู้ แบบสอบถามการรับรู้สมรรถนะแห่งตน และแบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลผู้ป่วยเด็กเล็ก ด้วยการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค (cronbach's alpha coefficient) และ kuder-richardson 20 (KR-20) ได้ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.95, 0.99 และ 0.93 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ wilcoxon signed-rank test</p> <p>ผลการศึกษา: พยาบาลวิชาชีพมีค่าคะแนนเฉลี่ยความรู้ การรับรู้สมรรถนะแห่งตน และพฤติกรรม การดูแลเครื่องมือ HHHFNC ภายหลังการได้รับโปรแกรมฯ สูงขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ส่วนพฤติกรรมการดูแลผู้ป่วยเด็กเล็กระหว่างก่อนและหลังได้รับโปรแกรมฯ ไม่มีความแตกต่าง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p>0.05)</p> <p>สรุปผล: ควรมีการส่งเสริมให้พยาบาลวิชาชีพได้เข้าร่วมโปรแกรมฯ เพื่อให้เพิ่มพูนความรู้ การรับรู้สมรรถนะแห่งตน พฤติกรรมการดูแลผู้ป่วยเด็กเล็กที่ได้รับการบำบัดด้วย HHHFNC ทำให้ผู้ป่วยเด็กเล็ก มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/277438
ผลของโปรแกรมการประยุกต์หลักจริยธรรมในการจัดการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์เสมือนจริง ต่อพฤติกรรมจริยธรรมในการปฏิบัติการพยาบาลเด็ก
2025-04-03T10:48:59+07:00
กิติวัฒนา ศรีวงศ์
Kitivadhanasriwong@gmil.com
ธนัฏฐธมน มัธยะจันทร์
thanatthamon88@gmail.com
<p>การวิจัยกึ่งทดลอง (quasi-experimental research) มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการประยุกต์หลักจริยธรรมในการจัดการเรียนการสอน ด้วยสถานการณ์เสมือนจริงต่อพฤติกรรมจริยธรรมในการปฏิบัติการพยาบาลเด็ก กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 3 จำนวน 64 คน คัดเลือกโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 32 คน และกลุ่มควบคุม 32 คน โดยกำหนดค่าอำนาจการทดสอบให้อยู่ในระดับที่สูงกว่าค่ามาตรฐานตามแนวคิดของ Cohen ดำเนินการวิจัยในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ สถานการณ์จำลองเรื่องการพยาบาลเด็กป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว (ALL) ที่ต้องได้รับยาเคมีบำบัด เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามพฤติกรรมจริยธรรมในการปฏิบัติการพยาบาลเด็ก และแบบประเมินพฤติกรรมจริยธรรมการพยาบาลในสถานการณ์เสมือนจริง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา (ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) และการทดสอบที (paired t-test และ independent t-test) </p> <p>ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม มีค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมจริยธรรมในการปฏิบัติการพยาบาลเด็กก่อนและหลังการเรียนรู้ในระดับดีมาก และเมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนน ก่อนและหลังการเรียนรู้ภายในแต่ละกลุ่ม พบว่า มีแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=2.75, p<em>-</em>value=.01, t=2.30, p<em>-</em>value=.03 ในกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ตามลำดับ) อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนหลังการเรียนรู้ ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม พบว่า ไม่มีความแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=1.46, p<em>-</em>value=.13) ผลการวิจัยครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าโปรแกรม การประยุกต์หลักจริยธรรมด้วยสถานการณ์เสมือนจริง สามารถส่งเสริมพฤติกรรมจริยธรรมในการปฏิบัติการพยาบาลเด็กของนักศึกษาพยาบาลได้ โดยเฉพาะการเรียนรู้ในสถานการณ์ทางคลินิกที่มีความซับซ้อน จึงสามารถนำแนวทางนี้ไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาทักษะด้านจริยธรรมทางการพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/281744
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเครียดของนักศึกษาพยาบาล ก่อนฝึกปฏิบัติการพยาบาลมารดา ทารก และการผดุงครรภ์ ของสถาบันอุดมศึกษาแห่งหนึ่ง
2025-08-29T14:05:07+07:00
สร้อย อนุสรณ์ธีรกุล
soianu@kku.ac.th
สุภาพักตร์ หาญกล้า
soianu@kku.ac.th
<p>การวิจัยความสัมพันธ์เชิงสหสัมพันธ์ เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเครียดของนักศึกษาพยาบาลก่อนฝึกปฏิบัติการพยาบาลมารดา ทารก และการผดุงครรภ์ ของสถาบันอุดมศึกษาแห่งหนึ่ง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 3 และชั้นปีที่ 4 ในปีการศึกษา 2568 ภาคการศึกษาต้น จำนวน 153 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความเครียด แบบประเมิน ความวิตกกังวล แบบประเมินความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง และแบบประเมินการรับรู้ความสามารถตนเอง มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค เท่ากับ 0.93, 0.99, 0.82 และ 0.96 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วย สถิติเชิงพรรณนา และสถิติสหสัมพันธ์สเปียร์แมน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความเครียดของนักศึกษาก่อนฝึกปฏิบัติ การพยาบาลมารดา ทารก และการผดุงครรภ์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ ความวิตกกังวลและชั้นปีที่ศึกษา โดยมีความสัมพันธ์ในระดับมาก (r=0.642, p<0.001) และระดับเล็กน้อย (r=0.299, p<0.001) ตามลำดับ ขณะที่ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทางลบกับความเครียดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ การรับรู้ความสามารถตนเอง และความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง โดยมีความสัมพันธ์ในระดับมาก (r=-0.561, p<0.001) และระดับเล็กน้อย (r=-0.280, p<0.001) ตามลำดับ</p> <p>สรุป นักศึกษาที่มีความวิตกกังวลสูง และชั้นปีการศึกษาที่สูง มีแนวโน้มความเครียดสูง ขณะที่นักศึกษาที่มีการรับรู้ความสามารถตนเองสูง และความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองสูง มีแนวโน้มความเครียดต่ำ การจัดการเรียนการสอนควรใช้ข้อมูลนี้ วางแผนกิจกรรมเตรียมความพร้อมและให้การสนับสนุนทางจิตใจ แก่นักศึกษาก่อนออกฝึกปฏิบัติการพยาบาลฯ เพื่อช่วยลดความเครียดและเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ ทางคลินิก</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/278335
ผลของโปรแกรมการพัฒนาสมรรถนะด้านการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นสูง สำหรับพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลราชบุรี
2025-04-03T09:45:16+07:00
ศิริวรรณ วนิชจันทร์สกุล
nokairlysiri@gmail.com
พัทยา แก้วสาร
pattayakaew22@gmail.com
เขมารดี มาสิงบุญ
khemarad@hotmail.com
<p>การช่วยฟื้นคืนชีพขั้นสูง (Advanced cardiac life support: ACLS) เป็นกระบวนการดูแลผู้ป่วยภาวะหัวใจหยุดเต้น โดยเฉพาะในหอผู้ป่วยหนัก (ICU) ซึ่งมีความเสี่ยงสูง พยาบาลใน ICU จึงจำเป็นต้องมีสมรรถนะด้าน ACLS แม้โรงพยาบาลราชบุรีมีการอบรม ACLS ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 แต่ยังไม่มีการฝึก ในสถานการณ์จำลองเสมือนจริง</p> <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบหนึ่งกลุ่มวัดก่อนและหลังการปฏิบัติการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบระดับความรู้และทักษะปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นสูงก่อนและหลังเข้าโปรแกรม กลุ่มตัวอย่าง คือ พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการในหอผู้ป่วยหนัก (ICU) ไม่เกิน 3 ปี จำนวน 52 คน กลุ่มตัวอย่างได้จากการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) โปรแกรมพัฒนาสมรรถนะ ACLS (CVI .80–.92) 2) แบบประเมินความรู้ (CVI .80–1.00, KR-20 .70) และแบบประเมินทักษะ (cronbach's alpha .71) โดยประเมินก่อนอบรม 1 สัปดาห์ และหลังการอบรมเชิงทฤษฎีและฝึกในสถานการณ์จำลอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ paired t-test</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า พยาบาลมีคะแนนเฉลี่ยด้านความรู้เพิ่มขึ้น ในระดับปานกลาง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=31.33, SD=3.50) และทักษะปฏิบัติเพิ่มขึ้นในระดับสูง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=27.41, SD=1.17) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/273107
ผลของการใช้รูปแบบการบันทึกข้อมูลการคัดแยกผู้ป่วยต่อความสัมพันธ์ระหว่าง ระดับความรุนแรงและความเป็นไปได้ ความพึงพอใจต่อการใช้เว็บแอปพลิเคชัน
2024-12-07T21:27:19+07:00
สิทธิชัย คงพิรุณ
sitthichai.kh@kkumail.com
ชัจคเณค์ แพรขาว
porpea@kku.ac.th
<p>การคัดแยกผู้ป่วยด้วยเทคโนโลยีช่วยในการคัดแยกผู้ป่วยช่วยสนับสนุนการตัดสินใจของบุคลากรทางการแพทย์ ช่วยลดข้อผิดพลาดในการคัดแยกได้ อีกทั้ง ช่วยลดอัตราการเกิดการคัดแยกที่ต่ำกว่าความเป็นจริงและ การคัดแยกที่สูงกว่าความเป็นจริง ซึ่งเป็นปัญหาที่สำคัญในการคัดแยกผู้ป่วยในสถานการณ์ฉุกเฉิน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพการรักษาพยาบาล สอดคล้องกับความต้องการทางการแพทย์ของแต่ละรายอย่างทันท่วงที </p> <p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลของการคัดแยกกับระดับความรุนแรงของการเจ็บป่วย ความเป็นไปได้ ความพึงพอใจในการใช้รูปแบบการบันทึกข้อมูลการคัดแยกผู้ป่วยบนระบบปฏิบัติการ เว็บแอปพลิเคชัน กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย พยาบาลวิชาชีพ จำนวน 7 ราย ที่ทำงานที่จุดคัดแยกและบันทึกข้อมูลการคัดแยกผู้ป่วย จำนวน 312 ราย ในช่วงระยะเวลา 3 เดือน ระหว่างเดือนมีนาคม - พฤษภาคม พ.ศ. 2567</p> <p>การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของสเปียร์แมน เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสัญญาณชีพกับระดับความรุนแรงของการเจ็บป่วย ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพที่ได้จากการสัมภาษณ์ของผู้ใช้งานหลังการใช้เว็บแอปพลิเคชันใช้การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยเชิงปริมาณพบ 1) ความสัมพันธ์เชิงลบระหว่างค่าความดันโลหิตซิสโตลิกกับชีพจร (rs=-0.40, p<0.05) และค่าความดันโลหิตไดแอสโตลิกกับชีพจร (rs=-0.14, p<0.05) 2) ความสัมพันธ์เชิงบวก ระดับปานกลางระหว่างค่าความดันโลหิตซิสโตลิกกับค่าความดันโลหิตไดแอสโตลิก (rs=0.47, p<0.05) และ 3) ความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดกับระดับความรุนแรงของการเจ็บป่วย (rs=0.16, p<0.05) ความเป็นไปได้ในการนำใช้รูปแบบการบันทึกการคัดแยกผู้ป่วยบนระบบปฏิบัติการฯ มีคะแนนเฉลี่ยสูง (M=4.51, SD=0.50) ขณะที่ความพึงพอใจของผู้ใช้รูปแบบการบันทึกการคัดแยกผู้ป่วยบนระบบปฏิบัติการฯ ก็ได้รับคะแนนระดับมากที่สุด (M=4.54, SD=0.51) ส่วนผลการวิจัยเชิงคุณภาพ สรุปได้ 3 ประเด็นหลัก 1) ลดภาระงานและคัดแยกผู้ป่วยได้ง่ายขึ้น 2) ลดความเครียดและแรงกดดันในการตัดสินใจ และ 3) ความมั่นใจในการคัดแยกเพิ่มขึ้น</p> <p>ผลการวิจัยแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างสัญญาณชีพกับความรุนแรงของการเจ็บป่วย และประสิทธิภาพของรูปแบบการบันทึกการคัดแยกผู้ป่วยบนระบบปฏิบัติการฯ ที่ใช้งานได้จริงและผู้ใช้มีความพึงพอใจสูง ยังช่วยลดภาระงาน ลดความเครียดในการตัดสินใจ และเพิ่มความมั่นใจในการคัดแยกผู้ป่วยในภาวะเร่งด่วน</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/279094
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการดื่มสุราแบบหนักเป็นครั้งคราวของนักเรียนหญิงอาชีวศึกษา ในจังหวัดปทุมธานี
2025-05-08T14:02:30+07:00
ณัชชา ตรีสุวรรณ
natcha.tree@outlook.co.th
รุ่งรัตน์ ศรีสุริยเวศน์
rungrat@go.buu.ac.th
พรนภา หอมสินธุ์
pornnapa@buu.ac.th
<p>การดื่มสุราแบบหนักเป็นครั้งคราวเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญในเยาวชน โดยเฉพาะนักเรียนหญิงอาชีวศึกษามีความเสี่ยงสูง เนื่องจากความเครียดทางการเรียน แรงกดดันทางสังคม และอิทธิพลจากเพื่อน การทำความเข้าใจปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการดื่มสุราแบบหนักเป็นครั้งคราว จึงมีความจำเป็นต่อการพัฒนากลยุทธ์การป้องกันที่มีประสิทธิภาพ การวิจัยครั้งนี้ เป็นการศึกษาเชิงภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกของการดื่มสุราแบบหนักเป็นครั้งคราว และปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมดังกล่าว ในนักเรียนหญิงระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สังกัด สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ในจังหวัดปทุมธานี กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วยนักเรียนหญิง จำนวน 348 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (multistage sampling technique) เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ออนไลน์ผ่าน google forms วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไป ด้วยค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของปัจจัยด้วย Binary logistic regression</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า ร้อยละ 74.4 ของกลุ่มตัวอย่าง ตอบว่าเคยดื่มสุราแบบหนักเป็นครั้งคราว ในช่วง 30 วันที่ผ่านมา ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการดื่มสุราแบบหนักเป็นครั้งคราว ได้แก่ การรับรู้สมรรถนะแห่งตน ในการปฏิเสธการดื่มสุราแบบหนักแป็นครั้งคราว (AOR=5.52, 95%CI=2.53 12.19) ความเครียด (AOR=3.16, 95%CI=1.36-7.33) ทัศนคติต่อการดื่มสุราแบบหนักเป็นครั้งคราว (AOR 3.10, 95%CI=1.43-6.68) การดื่มสุราของเพื่อนสนิท (AOR 1.66, 95%CI=1.70–3.94) ประวัติการใช้สารเสพติดอื่น (AOR 1.40, 95%CI=1.19–1.84) การมีสมาชิกในครอบครัวดื่มสุรา (AOR 1.14, 95%CI=1.07-1.32) และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (AOR 1.14, 95%CI=1.07-1.32) ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า กลยุทธ์การพัฒนาโปรแกรมการป้องกันการดื่มสุราแบบหนัก เป็นครั้งคราวในนักเรียนหญิงที่ประสบความสำเร็จ จำเป็นต้องจัดการทั้งปัจจัยระดับบุคคล ได้แก่ การจัดการความเครียด และการรับรู้ความสามารถของตนเอง และอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อม ได้แก่ แรงกดดันจากเพื่อนและครอบครัว</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/273108
ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยปลูกถ่ายไต
2025-04-18T08:24:58+07:00
ขวัญหทัย เรียงไธสง
kwanhathai.re@kkumail.com
บุษบา สมใจวงษ์
bussom@kku.ac.th
<p>โรคไตเรื้อรังเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญที่มีอัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นทั่วโลก แม้การปลูกถ่ายไต จะเป็นวิธีการรักษาที่เหมาะสมที่สุดในระยะยาว แต่ผู้ป่วยยังเผชิญกับภาวะแทรกซ้อนทางร่างกายและจิตใจ ที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต การศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตจึงมีความสำคัญต่อการพัฒนา แนวทางการดูแลผู้ป่วยที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น</p> <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยภายหลังปลูกถ่ายไต 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระยะเวลาหลังการปลูกถ่ายไต การจัดการตนเอง และการสนับสนุนทางสังคมกับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยภายหลังปลูกถ่ายไต และ 3) ศึกษาปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยภายหลังปลูกถ่ายไต กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยภายหลังปลูกถ่ายไตที่มาติดตามการรักษาที่คลินิกหลังปลูกถ่ายไต โรงพยาบาล ศรีนครินทร์ จำนวน 125 ราย เก็บข้อมูลระหว่างเดือนมีนาคม - เมษายน 2567 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามคุณภาพชีวิตผู้ป่วยปลูกถ่ายไต แบบประเมินการจัดการตนเอง และแบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม ทดสอบความเที่ยงของแบบสอบถามคุณภาพชีวิตผู้ป่วยปลูกถ่ายไต แบบประเมินการจัดการตนเอง และแบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม ได้ค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.91, 0.83 และ 0.93 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปด้วยสถิติเชิงบรรยาย หาความสัมพันธ์ของตัวแปรใช้สถิติสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และวิเคราะห์ปัจจัยทำนาย ใช้สถิติการวิเคราะห์ถดถอยแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยภายหลังปลูกถ่ายไตอยู่ในระดับสูง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=19.19, SD=1.76) การจัดการตนเอง และการสนับสนุนทางสังคมมีความสัมพันธ์ทางบวกกับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยภายหลัง ปลูกถ่ายไต อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=.60, p<.001 และ r=.54, p<.001 ตามลำดับ) แต่ระยะเวลาหลัง การปลูกถ่ายไตไม่มีความสัมพันธ์ทางสถิติกับคุณภาพชีวิต (r=.03, p=.76) และปัจจัยที่สามารถทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยภายหลังปลูกถ่ายไต ได้แก่ การจัดการตนเอง (β=.45, p<.001) และการสนับสนุนทางสังคม (β=.32, p<.001) ซึ่งสามารถร่วมทำนายคุณภาพชีวิตผู้ของป่วยภายหลังปลูกถ่ายไตได้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ร้อยละ 44.2 (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?R^{2}" alt="equation" />=.442,p<.001) ดังนั้น ในการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ พยาบาลจึงควรมีกิจกรรมที่เน้น การส่งเสริมการจัดการตนเองและการสนับสนุนทางสังคม เพื่อช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับผู้ป่วย</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/278106
การรับรู้และปัจจัยทำนายพฤติกรรมการฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก ของผู้ปกครองเด็กอายุระหว่าง 9-12 ปี
2025-03-20T14:25:18+07:00
สุกิจ ทองพิลา
ketnarin@bcnnv.ac.th
เกตุนรินทร์ บุญคล้าย
ketnarin@bcnnv.ac.th
กิติพงษ์ พินิจพันธ์
ketnarin@bcnnv.ac.th
อนุศร การะเกษ
ketnarin@bcnnv.ac.th
วรรณชาติ ตาเลิศ
ketnarin@bcnnv.ac.th
กรรณิกา เพ็ชรักษ์
ketnarin@bcnnv.ac.th
พรสุดารัตน์ สมจิตร
ketnarin@bcnnv.ac.th
ฌาณิยา ยมดิษฐ์
ketnarin@bcnnv.ac.th
<p>มะเร็งปากมดลูกเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญทั่วโลก โดยสาเหตุหลักมาจากการติดไวรัสฮิวแมนแพพพิลโลมา (HPV) ซึ่งสามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน HPV แต่อัตราการครอบคลุมการฉีดวัคซีนในหลายประเทศยังคงอยู่ในระดับต่ำจากหลายปัจจัยรวมถึงการรับรู้ของผู้ปกครอง ทัศนคติ และปัจจัยทางสังคมและเศรษฐกิจ</p> <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการรับรู้และปัจจัยทํานายพฤติกรรมการฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกของผู้ปกครองเด็กอายุระหว่าง 9-12 ปี อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ปกครองเด็กอายุระหว่าง 9-12 ปี จำนวน 442 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถาม แบ่งเป็น 3 ตอน คือ 1) ปัจจัยส่วนบุคคล 2) การรับรู้การฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก และ 3) พฤติกรรมการฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงบรรยายและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ผู้ปกครองเด็กอายุระหว่าง 9-12 ปี 1) ส่วนใหญ่มีการรับรู้เกี่ยวกับการฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ปัจจัยทํานายพฤติกรรมการฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก ได้แก่ จำนวนเด็กอายุระหว่าง 9-12 ปี ในการดูแล อาชีพ และการรับรู้เกี่ยวกับวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก ตัวแปรทั้งสามสามารถร่วมอธิบายพฤติกรรมการฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ ร้อยละ 24.70 โดยการรับรู้เกี่ยวกับวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก (β=.466, p=.001) มีผลกระทบต่อพฤติกรรมมากที่สุด</p> <p>ข้อเสนอแนะจากการวิจัย ควรพัฒนาช่องทางการสื่อสารที่หลากหลายเข้าถึงได้ง่าย เพื่อเพิ่มการรับรู้ ที่ถูกต้องเกี่ยวกับมะเร็งปากมดลูกในผู้ปกครองเด็กอายุระหว่าง 9-12 ปี ร่วมกับการพัฒนาแนวทางสนับสนุน ที่เหมาะสม สำหรับผู้ปกครองในอาชีพที่มีข้อจำกัดด้านเวลา ตลอดจนการกำหนดนโยบายการฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกฟรี เพื่อเพิ่มอัตราการฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกในผู้ปกครองเด็กอายุระหว่าง 9-12 ปี</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/280290
“กินได้ อยู่รอด” ประสบการณ์การบริโภคอาหารของผู้ป่วยมะเร็งรังไข่ที่ได้รับยาเคมีบำบัด ชนิด Paclitaxel และ Carboplatin : การศึกษาเชิงปรากฏการณ์วิทยา
2025-06-18T14:44:48+07:00
สุธารัตน์ สุขศรี
sutarat.sooksri@g.swu.ac.th
ดวงเดือน รัตนะมงคลกุล
duangduan@g.swu.ac.th
ฐาศุกร์ จันประเสริฐ
thasuk@g.swu.ac.th
นุชธิดา สมัยสงฆ์
kannapat@g.swu.ac.th
<p>มะเร็งรังไข่เป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยในเพศหญิง การรักษามะเร็งรังไข่ด้วยยาเคมีบำบัดมักมีอาการข้างเคียงที่ส่งผลต่อภาวะโภชนาการของผู้ป่วย การศึกษาเชิงปรากฏการณ์วิทยานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา การบริโภคอาหารของผู้ป่วยมะเร็งรังไข่ที่ได้รับยาเคมีบำบัดชนิดแพคลิแทกเซลและคาร์โบพลาติน ที่ได้รับ การรักษาที่ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จังหวัดนครนายก จนครบ ตามแผนการรักษา จำนวน 9 คน โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตและการบันทึกภาคสนาม และวิเคราะห์ประเด็นที่ได้จากคำบอกเล่าประสบการณ์</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า ผู้ป่วยสะท้อนประสบการณ์การบริโภคอาหารในช่วงการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด คือ 1) กินได้ เป็นความสามารถในการบริโภคอาหารได้จริง การเลือกและรับประทานอาหารที่เหมาะสม กับร่างกาย ภายใต้ข้อจำกัดจากผลข้างเคียงของยา โดยเป็นการกินกันตาย กินให้เป็น และกินตามวิถี และ 2) อยู่รอด ซึ่งเป็นพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ทำให้ตนเองมีชีวิตรอดจากการเผชิญผลข้างเคียงของ ยาเคมีบำบัด ด้วยการปรับตัวปรับใจ วางใจฝากกาย และอาหารจากบ้าน</p> <p>ข้อค้นพบจากประสบการณ์การบริโภคอาหารของผู้ป่วยมะเร็งรังไข่ที่ได้รับยาเคมีบำบัด คือ กินได้ อยู่รอด จึงเสนอให้พัฒนาการดูแลโภชนาการที่สอดคล้องกับประสบการณ์จริงของผู้ป่วย โดยเน้นความสามารถในการบริโภคอาหารภายใต้ภูมิหลังของแต่ละบุคคล จัดทำแนวทางการดูแลโภชนาการที่เชื่อมโยงตั้งแต่โรงพยาบาลไปถึงบ้านผ่านระบบสุขภาพชุมชน พัฒนาแนวทางการดูแลทางโภชนาการเชิงปฏิบัติการร่วมกันระหว่างผู้ป่วย ครอบครัวและทีมสุขภาพ ควรวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละบุคคล รวมถึงการศึกษาแบบรายกรณีให้ได้ข้อมูลที่ลึกซึ้งและหลากหลาย เพื่อสร้างแนวทางการดูแล ที่ครอบคลุมยิ่งขึ้น</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/281532
ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจเลือกวิธีบำบัดทดแทนไตของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 4 และ 5: การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบแบบผสมผสาน
2025-10-10T11:00:13+07:00
ชนิกา วรสิษฐ
chanikawor@kku.ac.th
อัมพรพรรณ ธีรานุตร
amptee@kku.ac.th
สุพันธ์ อุ่นใจ
supuou@kku.ac.th
<p>การตัดสินใจเลือกวิธีบำบัดทดแทนไตในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 4 และ 5 เป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจมีความหลากหลาย ทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว และระบบบริการสุขภาพ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการสังเคราะห์องค์ความรู้ในเรื่องดังกล่าว ยังมีจำกัด การศึกษานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนและสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกวิธีบำบัดทดแทนไตในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 4 และ 5 โดยใช้วิธีการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ แบบผสมผสาน มีการสืบค้นงานวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณที่เผยแพร่ ระหว่าง พ.ศ. 2557–2567 อย่างเป็นระบบจากฐานข้อมูล CINAHL, Cochrane, ProQuest, PubMed, Scopus และ ThaiJo พบบทความทั้งหมด 8,411 เรื่อง และหลังจากคัดกรองแล้วเหลืองานวิจัยที่คัดเลือก 14 เรื่อง ประกอบด้วย งานวิจัยเชิงคุณภาพ 11 เรื่อง งานวิจัยกึ่งทดลอง 1 เรื่อง และงานวิจัยเชิงปริมาณแบบพรรณนา 2 เรื่อง ดำเนินการประเมินคุณภาพงานวิจัย ด้วยเครื่องมือ mixed methods appraisal tool (MMAT), Version 2018 พบว่า ทั้ง 14 เรื่องผ่านเกณฑ์คุณภาพที่กำหนดไว้และแยก การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณและคุณภาพก่อนหลัง จากนั้นนำผล การวิเคราะห์ทั้งสองชุดข้อมูลมาบูรณาการร่วมกันเพื่อตอบคำถามการวิจัย</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจสามารถจำแนกออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ (1) ปัจจัย ด้านบุคคล เช่น อายุ โรคร่วม ความเชื่อ และค่านิยมส่วนบุคคล (2) การเข้าถึงและความเข้าใจข้อมูลสุขภาพ เช่น ความซับซ้อนของข้อมูลหรือข้อจำกัดด้านภาษา (3) การสนับสนุนจากครอบครัวและบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งมีบทบาทในการให้ข้อมูลและความมั่นใจต่อการตัดสินใจ และ (4) ระบบบริการสุขภาพและนโยบาย เช่น ความพร้อมของสถานพยาบาล และสิทธิประโยชน์ของผู้ป่วย</p> <p>ข้อค้นพบสะท้อนว่า กระบวนการตัดสินใจควรได้รับการสนับสนุนจากระบบสุขภาพแบบองค์รวม ที่คำนึงถึงความเชื่อ ค่านิยมทางวัฒนธรรม และความท้าทายที่เกี่ยวข้องกับความซับซ้อนของข้อมูลหรือข้อจำกัดด้านภาษา นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของสมาชิกในครอบครัวและบุคลากรสุขภาพในกระบวนการตัดสินใจร่วมกัน องค์ความรู้ที่ได้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนารูปแบบ การดูแลที่เน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางและนโยบายที่ส่งเสริมการตัดสินใจในการรักษาอย่างมีข้อมูล ครอบคลุม และเหมาะสมกับบริบทของแต่ละบุคคล</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/279727
ผลของโปรแกรมการดูแลสุขภาพตนเองโดยครอบครัวมีส่วนร่วม ของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังโรงพยาบาลแพร่
2025-05-26T09:17:21+07:00
บุบผาชาติ สุขจิรัง
ฺBubpahchat9919@gmail.com
รักชนก โคตรเจริญ
rakchanoke.kot@mahidol.ac.th
วิวัฒน์ เหล่าชัย
Wiwatyod99@gmail.com
คุณญา แก้วทันคำ
rakchanoke.kot@mahidol.ac.th
<p>การวิจัยกึ่งทดลองนี้ มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการดูแลสุขภาพตนเองโดยครอบครัว มีส่วนร่วมต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรงพยาบาลแพร่ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่เข้ามารับบริการในหอผู้ป่วยอายุรกรรม โรงพยาบาลแพร่ จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมการดูแลสุขภาพตนเองโดยครอบครัวมีส่วนร่วม รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินการดำเนินชีวิตและสุขภาวะ และแบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเอง มีค่าความตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ 1.00, 1.00 และ 0.95 ตามลำดับ ตรวจสอบความเที่ยงของแบบประเมินการดำเนินชีวิตและสุขภาวะ และแบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองได้ค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.92 และ 0.96 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา และใช้สถิติ paired t-test และ independent t-test</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ภายหลังได้รับโปรแกรมการดูแลสุขภาพตนเองโดยครอบครัวมีส่วนร่วมกลุ่มทดลองมีค่าคะแนนเฉลี่ยการดำเนินชีวิตและสุขภาวะต่ำกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=0.68, p<0.05) ซึ่งแสดงถึงการได้รับผลกระทบจากโรคน้อยกว่า และมีค่าคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรม การดูแลสุขภาพตนเองสูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=-12.36, p<0.05) ชี้ให้เห็นว่า โปรแกรมการดูแลสุขภาพตนเองโดยครอบครัวมีส่วนร่วม สามารถช่วยให้ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังมีการดำ</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/278507
ความสัมพันธ์ระหว่าง ปัจจัยเสี่ยง ลักษณะพฤติกรรมในการนอนหลับ ภาวะง่วงนอนมากในตอนกลางวัน และการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุ
2025-04-10T10:18:16+07:00
อาทิตยา สุวรรณ์
suwanartitaya@gmail.com
อรพรรณ โตสิงห์
artitaya.suw@cra.ac.th
มัตติกา ใจจันทร์
artitaya.suw@cra.ac.th
คชารัตน์ ปรีชล
artitaya.suw@cra.ac.th
ฐิตานันท์ จิรชัชวาลวิทย์
artitaya.suw@cra.ac.th
<p>การพลัดตกหกล้มเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้ผู้สูงอายุเกิดภาวะทุพพลภาพ ทำให้คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุลดลง และเพิ่มภาระให้แก่ผู้ดูแล สาเหตุของการพลัดตกหกล้มเกิดจากปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ รวมถึง การเกิดภาวะง่วงนอนตอนกลางวัน การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเสี่ยง ลักษณะพฤติกรรมในการนอนหลับ ภาวะง่วงนอนมากในตอนกลางวัน และอุบัติการณ์การพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุ เก็บข้อมูลระหว่างเดือนตุลาคม ถึงธันวาคม พ.ศ. 2567 โดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลและปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการพลัดตกหกล้ม ลักษณะพฤติกรรมในการนอนหลับ และแบบประเมินระดับความง่วงนอน ใช้สถิติไคสแควร์ในการวิเคราะห์ข้อมูล</p> <p>กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุที่อาศัยในชุมชนเขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร จำนวน 393 คน มีอายุระหว่าง 60-87 ปี อายุเฉลี่ย=71.3 ปี (SD=3.4) ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 65.9) เป็นเพศหญิง ผลการศึกษา พบว่า ผู้สูงอายุ ร้อยละ 33.8 เกิดอุบัติการณ์ในการพลัดตกหกล้ม ปัจจัยเสี่ยงที่สัมพันธ์กับการพลัดตกหกล้ม คือ เพศ อายุ อาชีพ รายได้ ระดับการศึกษา การดื่มแอลกอฮอล์ โรคประจำตัว การมองเห็นบกพร่อง และการทรงตัวบกพร่อง รวมทั้งลักษณะพฤติกรรมในการนอนหลับ และภาวะง่วงนอนมากในตอนกลางวัน โดยพบว่า ลักษณะพฤติกรรมการนอนหลับ หลับ ๆ ตื่น ๆ ตอนกลางคืน ทำให้เกิดอุบัติการณ์การพลัดตกหกล้มมากที่สุด รองลงมา คือ อาการง่วงนอนในตอนกลางวัน และการนอนหลับยาก</p> <p>ผลการวิจัยครั้งนี้ มีข้อเสนอแนะว่า ควรมีการป้องกันอุบัติการณ์การพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุ แบบบูรณาการโดยการลดและควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ และเฝ้าระวังในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีปัจจัยเสี่ยง ร่วมกับการส่งเสริมการนอนหลับอย่างมีประสิทธิภาพในช่วงกลางคืน และแก้ไขปัญหาการง่วงนอนตอนกลางวัน</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/278316
ประสิทธิผลของโปรแกรมความรอบรู้ด้านสุขภาพร่วมกับ "โค้ชสุขภาพ" และแรงสนับสนุนทางสังคม เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการออกกำลังกายของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน
2025-04-01T16:08:20+07:00
ภูมิชัย ตะโนนศรี
phumchai.t@kkumail.com
นาฏนภา หีบแก้ว ปัดชาสุวรรณ์
natnpa@kku.ac.th
<p>อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) มีบทบาทสำคัญในระบบสาธารณสุขไทย แต่พบว่าจำนวนมาก มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน เสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง การศึกษาวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมบูรณาการความรอบรู้ด้านสุขภาพร่วมกับ โค้ชสุขภาพ ต่อพฤติกรรมการออกกำลังกายดัชนีมวลกายและรอบเอวในอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน รูปแบบการวิจัยแบบกึ่งทดลอง ใช้แบบแผนการวิจัยแบบสองกลุ่ม วัดผลก่อน-หลังการทดลอง (two-group pretest-posttest quasi-experimental design) กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วยอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านที่มีภาวะน้ำหนักเกินเกณฑ์ 64 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มละ 32 คน ดำเนินการ 10 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วย paired t-test และ multiple linear regression ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ พฤติกรรมการออกกำลังกายของกลุ่มทดลองเพิ่มขึ้น จากร้อยละ 13.93 เป็น 16.93 ขณะที่กลุ่มเปรียบเทียบลดลง (mean difference 4.03; 95% CI: 3.22-4.85; p<0.001) ดัชนีมวลกายของกลุ่มทดลองลดลง จาก 27.89 เป็น 26.53 กก./ม.² (mean difference 1.74; 95% CI: 1.04-2.11; p<0.001) และรอบเอวลดลงจาก 96.84 เป็น 95.46 ซม. (mean difference 1.49; 95% CI: 0.72-2.26; p<0.001)</p> <p>การวิจัยนี้สรุปได้ว่า โปรแกรมบูรณาการความรอบรู้ด้านสุขภาพร่วมกับระบบโค้ชสุขภาพส่งผลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อการยกระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพ การเพิ่มสัดส่วนพฤติกรรมการออกกำลังกาย และการปรับปรุงตัวชี้วัดทางสรีรวิทยา ปัจจัยแห่งความสำเร็จของการศึกษานี้ คือ การประยุกต์ใช้ระบบสนับสนุนทางสังคม "Buddy เพื่อนรักสุขภาพ" ร่วมกับนวัตกรรมดิจิทัล "HUG SUKKAPARP" ในรูปแบบเว็บแอพ</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/281795
การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยวัณโรคปอดในชุมชน โดยเครือข่ายสุขภาพ อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่
2025-10-30T09:28:19+07:00
นัธดา แก้วทองประคำ
meemeeurairat2013@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยวัณโรคปอดในชุมชน โดยเครือข่ายสุขภาพอำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ กลุ่มเป้าหมาย จำนวน 80 คน คือ ผู้ป่วยวัณโรคปอดรายใหม่ อำเภอคลองท่อม จำนวน 13 คน ผู้ดูแลผู้ป่วยวัณโรคปอด 13 คน เครือข่ายสุขภาพในชุมชน 30 คน และผู้รับผิดชอบงานวัณโรคทุกระดับ จำนวน 24 คน เก็บรวบรวมข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพโดยใช้แบบทดสอบ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกตและแบบบันทึกการจัดกิจกรรม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา การเปรียบเทียบผลก่อนและหลังการพัฒนาใช้สถิติ paired t-test ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ดำเนินการศึกษาระหว่างเดือนตุลาคม 2567 - เดือนกรกฎาคม 2568</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ผู้ป่วยวัณโรคปอดส่วนใหญ่มีปัญหาในการดูแลสุขภาพตนเอง คือ การขาดนัดรับยา และการกินยาไม่ต่อเนื่อง หน่วยบริการมีการติดตามเยี่ยมบ้านผู้ป่วยไม่ครอบคลุม และขาดการกำกับติดตามการกินยาของผู้ป่วย การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยวัณโรคปอดในชุมชน โดยเครือข่ายสุขภาพ อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ แบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ระยะเตรียมการ วิเคราะห์ปัญหาของการดูแลผู้ป่วยวัณโรคในชุมชน 2) ระยะดำเนินการ ประกอบด้วย 2.1) การวางแผน 2.2) การปฏิบัติดำเนินการตามแผน 2.3) การสังเกตการณ์ 2.4) การสะท้อนผล 3) ระยะประเมินผล พบว่า รูปแบบการดูแลรักษาผู้ป่วยวัณโรคในชุมชน อำเภอคลองท่อม ที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย การจัดบริการ การประสานงานส่งต่อข้อมูล และการติดตามดูแลต่อเนื่องโดยพี่เลี้ยงกำกับการกินยา ติดตามเยี่ยมบ้าน ผลลัพธ์ด้านความรู้ และพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยวัณโรค มีระดับสูงกว่าก่อนการพัฒนา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value<.05) ส่วนผลลัพธ์ทางคลินิกพบว่า อัตราการรักษาสำเร็จ ร้อยละ 100 และมีพี่เลี้ยงกำกับการกินยาครบถ้วน ร้อยละ 100</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/284383
ครอบครัวไทยในยุค Next Normal: ในวิถีแห่งการพัฒนาเทคโนโลยีที่มาพร้อมกับความฉ้อฉลและกลโกง
2025-12-06T15:54:52+07:00
ดารุณี จงอุดมการณ์
darjon@kku.ac.th
ลดาวัลย์ พันธุ์พาณิชย์
ladpan@kku.ac.th
<p>บทความรับเชิญนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สังเคราะห์และสรุปสาระสำคัญที่ได้จากการนำเสนอผลงานวิจัยและวิชาการในที่ประชุมวิชาการ ในเรื่องการดูแลผู้ป่วยและครอบครัวด้วยหัวใจในยุค Next Normal ในบริบทสังคมไทย</p> <p>ซึ่งเป็นยุคที่เกิดขึ้นหลังการที่โควิด 19 ระบาดอย่างรุนแรง ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้คนและครอบครัวในสังคมในทุกบริบทพื้นที่ของโลก ต้องปรับตัวในวิถีชีวิตใหม่ เพื่อป้องกันการติดต่อของโรค และเมื่อเวลาผ่านไปสังคมได้พัฒนาอุปกรณ์เครื่องมือใหม่ ๆ รองรับในสิ่งที่สังคมต้องการให้เกิดคุณภาพชีวิต รับประกันความปลอดภัยในชีวิต กลายเป็นสังคมที่เข้าสู่ยุค Next Normal ที่มีการใช้เทคโนโลยีและเคยชินกับสังคมออนไลน์ รวมถึงมีการพัฒนานวัตกรรมต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือให้คนอยู่ดี มีสุข ท่ามกลางความเสี่ยงทางสุขภาพ</p> <p>ในที่นี้ ได้มีการนำเสนอความรู้ทางวิชาการตั้งแต่ในสถานการณ์สุขภาพปกติ ต่อมาเป็นโรคภัยแบบวิกฤต เฉียบพลัน จนถึงเรื้อรัง การเผชิญกับปัญหาสุภาพที่เหลืออยู่ดูแลกันจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ซึ่งจะต้องดูแลทั้งสมาชิกครอบครัวทุกคนอย่างมีคุณภาพ ผ่านการช่วยเหลือในการทำบทบาทดูแลครอบครัวที่คำนึงถึงหัวใจครอบครัวเป็นสำคัญ ด้วยหัวใจของพยาบาลผู้ให้บริการ ด้วยการสังเคราะห์ชุดข้อมูลที่ได้จากการนำเสนอความรู้และวิจัยหลายชุด จนได้ผลลัพธ์เป็นความรู้ใหม่ที่อาจเป็นจุดเริ่มต้นสู่การวิจัยต่อ และอาจได้ผลลัพธ์เป็นความรู้ใหม่ในอนาคต เป็นชุดความรู้ที่นำไปสู่การประยุกต์ใหม่ ๆ ซึ่งนำเสนอเป็นบทเรียนแล้วเขียนเป็นบทความ เป็นข้อสรุปในที่นี้ อย่างไรก็ดี มีข้อสังเกตว่าการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ ของสังคมมาพร้อมกับการฉ้อฉลกลโกงของมิจฉาชีพในหลากหลายรูปแบบด้วยซึ่งต้องพัฒนาให้ผู้คนและพยาบาลในฐานะผู้ให้คำแนะนำด้านสุขภาพต้องเรียนรู้ให้รอบรู้และเท่าทันกลโกงเหล่านี้</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/284931
บทบรรณาธิการ
2025-12-28T00:04:42+07:00
admin admin
journal.nu@gmail.com
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/284932
สารบัญ
2025-12-28T00:08:15+07:00
admin admin
journal.nu@gmail.com
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ