https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/issue/feed วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ 2021-04-20T15:08:08+07:00 Assoc.Prof.Dr.Ampornpan Theeranut journal.nu@gmail.com Open Journal Systems <p>วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ เป็นวารสารวิชาการด้านพยาบาลศาสตร์และวิทยาศาสตร์สุขภาพของ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยและวิชาการทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ที่ผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิภายในและภายนอกคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (peer review) อย่างน้อย 2 ท่านที่มีความเชี่ยวชาญทั้งในด้านเนื้อหานั้น ๆ และด้านระเบียบวิธีวิจัย โดยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เขียนไม่ทราบชื่อของแต่ละฝ่าย กรณีที่บทความได้รับการตีพิมพ์ในวารสารฉบับนี้ ถือเป็นสิทธิ์ของวารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ</p> <p><strong><em>กำหนดการออก ราย 3 เดือน (ปีละ 4 ฉบับ)</em></strong></p> <ul> <li class="show">ฉบับ 1 มกราคม-มีนาคม</li> <li class="show">ฉบับ 2 เมษายน-มิถุนายน</li> <li class="show">ฉบับ 3 กรกฎาคม-กันยายน</li> <li class="show">ฉบับ 4 ตุลาคม-ธันวาคม</li> </ul> <p>&nbsp;</p> https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/248549 หน้าสารบัญ 2021-04-20T15:08:08+07:00 อัมพรพรรณ ธีรานุตร journal.nu@gmail.com 2021-03-31T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2021 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/243367 ประสิทธิผลของโปรแกรมการสอนผ่านอุปกรณ์มือถือแบบพกพาต่อความรู้และการปฏิบัติของพยาบาลในการดูดเสมหะทางท่อช่วยหายใจ โรงพยาบาลศูนย์เว้ ประเทศเวียดนาม: การศึกษานำร่อง 2021-03-31T18:19:03+07:00 เหงี่ยน​ ทิ ดึ๊ก nguyenthiduc93@gmail.com ปัทมา สุริต z3101_ps@hotmail.com จัน​ ซัน ทิง z3101_ps@hotmail.com <p>การทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมการเรียนรู้ผ่านอุปกรณ์มือถือแบบพกพาต่อความรู้และการปฏิบัติของพยาบาลในการดูดเสมหะทางท่อช่วยหายใจ โดยสุ่มกลุ่มตัวอย่างที่เป็นพยาบาลปฏิบัติงานอยู่ในหออภิบาล 3 แห่ง ในโรงพยาบาลศูนย์เว้ ประเทศเวียดนาม จำนวน 30 คน และสุ่มแบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยกลุ่มทดลองได้รับการสอนผ่านโปรแกรมที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นตามแนวปฏิบัติการดูดเสมหะของโรงพยาบาลศูนย์เว้ นำเสนอเนื้อหาผ่านตัวอักษร ภาพ และวิดีโออุปกรณ์มือถือแบบพกพา ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการสอนตามปกติของโรงพยาบาล ใช้เวลาในการทดลอง 1 เดือน และวัดผลก่อน-หลังการทดลอง เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินความรู้ในการดูดเสหะจำนวน 15 ข้อ และแบบตรวจสอบการปฏิบัติการดูดเสมหะจำนวน 16 หัวข้อ (21 ขั้นตอน) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงบรรยาย ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Chi-square test, Fisher’s exact test และ independent t-test &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลองกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้และปฏิบัติสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) และกลุ่มทดลองมีค่าคะแนนเฉลี่ยความรู้และปฏิบัติหลังการทดลองสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ (p&lt;0.001) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการเรียนรู้ผ่านอุปกรณ์มือถือแบบพกพานี้สามารถช่วยพัฒนาความรู้และการปฏิบัติการดูดเสมหะทางท่อช่วยหายใจของพยาบาลได้ และเห็นควรที่จะนำโปรแกรมนี้ไปใช้จริงในหออภิบาลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลผู้ป่วยที่ใส่ท่อช่วยหายใจให้ดียิ่งขึ้น</p> 2021-03-31T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2021 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/244505 การจัดการตนเองและการจัดการของครอบครัวบุคคลโรคไตเรื้อรังระยะที่ 4-5 จากโรคเบาหวานชนิดที่ 2 2021-03-31T18:19:04+07:00 มะลิเผย ผิวทอง malipoeipewthong@gmail.com พัชราภรณ์ เจนใจวิทย์ patcha_j@kku.ac.th สาคร อินโท่โล่ sakorn@smnc.ac.th <p>การวิจัยเชิงพรรณนา แบบพหุกรณีศึกษานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการจัดการตนเองและการจัดการของครอบครัวบุคคลโรคไตเรื้อรังระยะที่ 4-5 จากโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เลือกกลุ่มตัวอย่างตามคุณสมบัติที่กำหนดในช่วงเวลาที่ศึกษา คือ มิถุนายน – สิงหาคม 2562 ได้บุคคลและผู้ดูแลหลัก กลุ่มละ 29 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามพฤติกรรมการจัดการตนเองและการจัดการของครอบครัวบุคคลโรคไตเรื้อรังระยะที่ 4-5 จากโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และครอบครัว และแบบสัมภาษณ์ปลายเปิดการจัดการตนเองของบุคคลและครอบครัว วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงบรรยาย คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์เนื้อหาข้อมูลเชิงคุณภาพ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมการจัดการตนเองของบุคคลและการจัดการของครอบครัว อยู่ในระดับดี ( = 3.82, S.D. = 0.41 และ = 3.98, S.D.= 0.42 ตามลำดับ) ข้อมูลเชิงคุณภาพที่สะท้อนการจัดการตนเองของบุคคลและครอบครัว ได้แก่ เน้นรับประทานอาหารรสจืด บุคคลจัดการยาเอง ใช้สมุนไพร ขาดรูปแบบการออกกำลังกาย จัดการปัญหาการนอนโดยจัดห้องนอนและนวดผ่อนคลาย ลดบทบาทหน้าที่ของบุคคล ส่งเสริมให้บุคคลการทำกิจวัตรประจำวันด้วยตนเอง ดูแลอาการแทรกซ้อน และขาดทักษะการสื่อสารและวางแผนการรักษากับทีมสุขภาพ ผลการศึกษาจะช่วยบุคลากรสุขภาพสร้างแนวทางการส่งเสริมการจัดการตนเองและการจัดการของครอบครัว เพื่อลดผลกระทบจากภาวะแทรกซ้อน ชะลอการเข้าสู่ไตวายระยะสุดท้าย และส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดี</p> 2021-03-31T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2020 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/244546 ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองต่อภาวะเยื่อบุช่องปากอักเสบและภาวะโภชนาการในผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและลำคอที่ได้รับรังสีรักษา 2021-03-31T18:19:05+07:00 ทรรศนีย์ นครชัย tassaneena@kkumail.com นงลักษณ์ เมธากาญจนศักดิ์ nonchu@kku.ac.th <p>การวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการตนเองต่อภาวะเยื่อบุช่องปากอักเสบและภาวะโภชนาการในผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและลำคอที่ได้รับรังสีรักษา จำนวน 30 ราย สุ่มอย่างง่ายเข้ากลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 15 ราย ศึกษาในเดือนมีนาคม - มิถุนายน 2563 เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยโปรแกรมการจัดการตนเอง แบบประเมินสภาพช่องปากและแบบประเมินภาวะโภชนาการ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Mann-Whitney u test และ Relative risk ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนความรุนแรงของภาวะเยื่อบุช่องปากอักเสบ คะแนนความรุนแรงของภาวะโภชนาการ น้ำหนักตัวและดัชนีมวลกายที่ลดลงแตกต่างจากกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P&lt;0.05) และกลุ่มควบคุมมีสัดส่วนการเกิดความรุนแรงของภาวะเยื่อบุช่องปากอักเสบและความรุนแรงของภาวะโภชนาการระดับ 3 มากกว่ากลุ่มทดลองสูงสุด1.75 เท่าและ 7 เท่า &nbsp;&nbsp;</p> 2021-03-31T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2020 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/245126 การพัฒนาโปรแกรมสวดมนต์ฟังเพลงเพื่อลดความเจ็บปวดและส่งเสริมความผาสุกทางจิตวิญญาณสำหรับผู้สูงอายุที่เป็นมะเร็งที่ได้รับรังสีรักษา 2021-03-31T18:19:06+07:00 ขนิษฐา ดวงผุยทอง khaniittha_du@kkumail.com ลดาวัลย์ พันธุ์พาณิชย์ ladpan@kku.ac.th <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและทดสอบความเป็นไปได้ของโปรแกรมการฟังบทสวดมนต์ประกอบดนตรีสำหรับลดความปวดและส่งเสริมความผาสุกทางจิตวิญญาณในผู้สูงอายุโรคมะเร็งที่ได้รับรังสีรักษา ประกอบด้วย 2 ขั้นตอนคือ ขั้นการพัฒนาโปรแกรม เป็นการศึกษาทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องแล้วพัฒนาโปรแกรม และขั้นการตรวจสอบโปรแกรม เป็นการประเมินความตรงตามเนื้อหาและความเป็นไปได้ของโปรแกรม โดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 3 ขั้นตอนคือ 1) ขั้นเตรียม ได้แก่ การเตรียมสิ่งแวดล้อม ผู้ป่วยและโปรแกรม&nbsp; 2) ขั้นการฟังบทสวดมนต์ประกอบดนตรี เป็นฟังบทสวดมนต์ที่มีทำนองไพเราะ วันละ 1 ครั้งๆละ ประมาณ 30 นาที ในช่วงเวลาตอนเย็นถึงช่วงเวลาก่อนนอน เป็นระยะเวลา 5 วันต่อสัปดาห์ ติดต่อกัน 2 สัปดาห์ และ 3) ขั้นการประเมินผล เป็นการประเมินความปวดและความผาสุกทางจิตวิญญาณ ผลการตรวจสอบโปรแกรมพบว่าค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา (Content validity index: CVI) ของคู่มือและโปรแกรมเท่ากับ 1.00 และ 0.92 ตามลำดับ ผลการประเมินความเป็นไปได้ของโปรแกรมพบว่าโปรแกรมมีความสอดคล้องกับปัญหาที่ต้องการแก้ไข มีความน่าเชื่อถือเพียงพอ และ มีความเป็นไปได้ในการนำมาใช้ในการปฏิบัติ จึงควรนำโปรแกรมไปใช้และศึกษาผลของโปรแกรมนี้ต่อความปวดและความผาสุกทางจิตวิญญาณในผู้สูงอายุโรคมะเร็งที่ได้รับรังสีรักษาตลอดจนผู้ที่มีอาการรบกวนอื่นๆในบริบทที่คล้ายคลึงกัน</p> 2021-03-31T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2020 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/243702 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าของผู้สูงอายุในเมืองเว้ ประเทศเวียดนาม 2021-04-02T15:54:19+07:00 ถิ ถุย ฟาม thuyphamdd@gmail.com ปัทมา สุริต z3101_ps@hotmail.com จัน​ นู​ มิน ฮาง minhhangtran2111@gmail.com <p>ภาวะซึมเศร้าเป็นความผิดปกติทางจิตใจและอารมณ์ที่พบบ่อยในผู้สูงอายุและมีผลกระทบต่อสถานะ สุขภาพ การศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางนี้มี วัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าของผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในชุมชนเมืองเว้ประเทศเวียดนาม ผู้เข้าร่วมวิจัยจำนวน 420 คน เป็นผู้ที่มีคุณสมบัติ ตามเกณฑ์การคัดเข้าของการวิจัย และได้รับการคัดเลือกโดยใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เก็บรวบรวมข้อมูล ด้วยวิธีการสัมภาษณ์โดยใช้แบบสอบถาม และได้รับแบบสอบถามกลับคืนร้อยละ 98.1 ผลการวิจัยพบภาวะ ซึมเศร้าร้อยละ 34.2 (ระดับเล็กน้อย ร้อยละ 21.3 ระดับปานกลาง ร้อยละ 6.8 และระดับรุนแรง ร้อยละ 6.1) และพบว่าภาวะซึมเศร้ามีความสัมพันธ์กับอายุ เพศ ระดับการศึกษา สภาพความเป็นอยู่ รายได้โรคร่วม ความ สามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน และการสนับสนุนทางสังคม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p &lt; 0.05 นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกแบบหลายตัวแปรพบว่า เพศ รายได้ โรคร่วม และการสนับสนุนทางสังคม มีความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่p&lt; 0.05 ผลการศึกษานี้ให้ข้อมูลที่เป็นปัจจุบันเกี่ยวกับ ภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุชาวเวียดนาม พยาบาล ตลอดจนผู้ให้บริการสุขภาพอื่นๆ สามารถนำข้อมูลนี้ไปพัฒนา วิธีการหรือกลยุทธ์เพื่อป้องกันภาวะซึมเศร้าของผู้สูงอายุได้ คำสำคัญ: ปัจจัย ภาวะซึมเศร้า ผู้สูงอายุประเทศเวียดนาม</p> 2021-03-31T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2020 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/244150 ความสัมพันธ์ของปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดภาวะเลือดออกใต้ผิวหนังชนิดมีก้อนที่ขาหนีบหลังสวนหัวใจในผู้ป่วยวิกฤตหัวใจ 2021-03-31T18:19:08+07:00 วาสนา ฬาวิน wasana.rav@mahidol.edu กิ่งกาญจน์ กลิ่นอังกาบ kingkarn_kk@hotmail.com <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยเชิงบรรยายแบบศึกษาข้อมูลย้อนหลังนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยที่มีผล ต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนเลือดออกชั้นใต้ผิวหนังชนิดมีก้อนหลังดึงท่อนำสายสวนหัวใจที่ขาหนีบออกในผู้ป่วย ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ในหอผู้ป่วยวิกฤตหัวใจ 65 ราย คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตาม เกณฑ์คัดเข้า เก็บข้อมูลโดยใช้แบบบันทึกการปฏิบัติขณะมีสายและหลังนำสายสวนหัวใจออก (CCU’s off sheath form version7) ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2558 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงบรรยาย สถิติไคสแควร์ และ binary logistic regression</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษาพบว่าปัจจัยส่วนบุคคลไม่มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะแทรกซ้อนเลือดออกชั้นใต้ผิวหนังชนิดมีก้อน (p&gt;.05) ส่วนปัจจัยด้านการรักษา ได้แก่ การกดห้ามเลือดด้วยมือและเครื่องกดมีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะแทรกซ้อนเลือดออกชั้นใต้ผิวหนังชนิดมีก้อน (p&lt;.05) โดยการกดห้ามเลือดด้วยมือ 10-14 นาที เปรียบเทียบกับกลุ่ม 15-20 นาที พบว่า การกดด้วยมือ 10-14 นาที ป้องกันการเกิดเลือดออกชั้นใต้ผิวหนังชนิดมีก้อนได้ 0.04 เท่า (95% CI, 0.00-0.38; P =0.00) และการกดห้ามเลือดต่อด้วยเครื่องมือเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกชั้นใต้ผิวหนังมากกว่าถึง 6.27 เท่า (95% CI, 1.03-38.18; P=0.04) เมื่อเทียบกับไม่ใช้เครื่องกด ผลการศึกษานี้มีประโยชน์ในการเน้นการประเมินการกดห้ามเลือดทั้งด้วยมือ และเครื่องกดที่ถูกวิธีเพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้น</p> 2021-03-31T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2020 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/244477 การวิเคราะห์มโนทัศน์ความอบอุ่น 2021-03-31T18:19:09+07:00 ศิราณี อิ่มน้ำขาว siranee@smnc.ac.th บำเพ็ญจิต แสงชาติ bamphenc@kku.ac.th วีระชัย อิ่มน้ำขาว siranee@smnc.ac.th <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ความอบอุ่นเป็นมโนทัศน์ที่น่าสนใจ มีความสัมพันธ์กับการดูแลผู้ป่วยและการพยาบาล แต่ยังไม่ ชัดเจนและคลุมเครือในวรรณกรรมที่มีอยู่ในปรากฏการณ์ทางการพยาบาล บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อระบุ ความหมายและกำหนดคุณลักษณะของความอบอุ่น โดยใช้การวิเคราะห์มโนทัศน์ของวอกเกอร์และเอแวนท์ (Walker &amp; Avant, 2005) ผลการวิเคราะห์ได้คำจำกัดความ ครอบคลุม 8 คุณลักษณะ คือ 1) การดูแลแบบ ใกล้ชิด 2) การแสดงออกที่เป็นมิตรและสื่อให้เห็นถึงความปรารถนาที่จะช่วยเหลือ 3) การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ผ่านการสัมผัสที่นุ่มนวล มีการสบตา ใช้น้ำเสียงและจังหวะที่นุ่มนวล 4) การให้ความสนิทสนม ปฏิบัติการ พยาบาลด้วยความอ่อนโยน มีเมตตา ไม่หวังสิ่งตอบแทน 5) การแสดงออกซึ่งการให้ความเคารพ จริงใจเอาใจใส่ 6) การจัดสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดความอบอุ่น 7) การสัมผัสแบบแกงการูในทารก การโอบกอดเด็ก และสัมผัสร่างกายด้วยความนุ่มนวล และ 8) การมีสัมพันธภาพที่ดีคำนึงถึงบริบทสังคมวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ ของแต่ละพื้นที่และให้การดูแลซึ่งกันและกัน สามารถนำไปใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กต่อไป</p> 2021-03-31T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2020 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/242584 การศึกษาปัญหาและอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการสุขภาพของแรงงานต่างด้าวในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดเชียงราย อำเภอแม่สาย เชียงแสน และเชียงของ 2021-03-31T18:19:10+07:00 ณิชารัศม์ ปัญจโพธิวัฒน์ natthaphong15516@gmail.com อุษาวดี ไพรราม natthaphong15516@gmail.com ณพสิษฐ์ จักรพาณิชย์ natthaphong15516@gmail.com ปฐมพงศ์ มโนหาญ natthaphong15516@gmail.com <p>พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดเชียงรายเป็นพื้นที่ที่ถูกกำหนดขึ้นโดยมุ่งหวังการกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค ส่งเสริมการกระตุ้นเศรษฐกิจ และเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่พื้นที่ชายแดนระหว่างไทยและประเทศเพื่อนบ้าน จึงทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาทำงานภาคการผลิตทั้งในและนอกระบบเพิ่มมากขึ้น การเคลื่อนย้ายจำนวนมากของแรงงานเหล่านี้ทำให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่ชายแดนในด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และการสาธารณสุข โดยเฉพาะการสาธารณสุขมีเป็นประเด็นด้านมนุษยธรรมรวมอยู่ด้วย เช่น การถูกมองว่าเป็นกลุ่มที่ด้อยค่าทางสังคม จึงนำไปสู่การถูกเอารัดเอาเปรียบ ทำให้คนกลุ่มนี้กลายเป็นกลุ่มเปราะบาง ขาดความมั่นใจในการดำเนินชีวิต เมื่อถึงเวลาเจ็บป่วยจึงไม่กล้าเข้าไปรักษาในสถานพยาบาลเนื่องจากข้อจำกัดด้านภาษา วัฒนธรรม รายได้ รวมถึงไม่เข้าใจระบบสิทธิการรักษาพยาบาล ดังนั้นการศึกษาปัญหาและอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการสุขภาพของแรงงานต่างด้าวจึงเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุ ปัญหา และอุปสรรค ต่อการเข้าถึงบริการสุขภาพ การรับรู้สิทธิ และการได้รับการบริการสุขภาพของแรงงานต่างด้าว และหาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่มีผลต่อปัญหาและอุปสรรคในการเข้ารับบริการสุขภาพ การศึกษาวิจัยเชิงผสมผสานนี้เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบร่วมกับการสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการศึกษาพบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อปัญหาและอุปสรรคในการเข้ารับบริการสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ อายุ (<em>X<sup>2</sup></em>=22.898, P-value≤0.001) ระดับการศึกษา (<em>X<sup>2</sup></em>= 5.146, P-value≤ 0.001) สถานภาพสมรส (<em>X<sup>2</sup></em>= 31.676, P-value≤ 0.001) รายจ่าย (<em>X<sup>2</sup></em>= 10.308, P-value= 0.036) และทักษะในการใช้ภาษาไทย (<em>X<sup>2</sup></em>=106.293, P-value= 0.036) โดยสรุปปัจจัยสำคัญของปัญหาอุปสรรคในการเข้ารับบริการสุขภาพและการรับรู้สิทธิของแรงงานต่างด้าว คือ อายุ ระดับการศึกษา สถานภาพสมรส รายจ่ายและทักษะในการใช้ภาษาไทยของแรงงานต่างด้าว</p> 2021-03-31T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2020 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/232206 การพัฒนาระบบการประสานงานการดูแลต่อเนื่อง โรงพยาบาลยโสธร 2021-03-31T18:19:11+07:00 บงกชรัตน์ ยานะรมย์ tumta@yahoo.com <p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาผลของระบบการประสานงานการดูแลต่อเนื่อง ตามแนวคิดของแคมมิส และแม็คการ์ท (Kemmis &amp; McTaggart) คัดเลือกผู้วิจัยร่วมแบบเจาะจง จำนวน 33 คน ประกอบด้วยผู้รับผิดชอบงานดูแลต่อเนื่องสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดยโสธร 1 คน และผู้วิจัยร่วมจากกลุ่มงานการพยาบาลโรงพยาบาลยโสธร จำนวน 16 คน จากโรงพยาบาลชุมชน 8 คน จากสำนักงานสาธารณสุขอำเภอทุกอำเภอ 8 คน ดำเนินการวิจัย 2 รอบ รอบละ 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การประเมินสถานการณ์ 2) การวางแผนดำเนินการ 3) การปฏิบัติ 4) การประเมินผลและการสะท้อนผลการปฏิบัติ เก็บข้อมูล โดยวิธีการสนทนากลุ่ม การสอบถาม และการประชุมระดมสมอง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการวิจัย และเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินผลการวิจัย ระยะเวลาที่ศึกษา 1 สิงหาคม ถึง 31 ธันวาคม 2561 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติเชิงพรรณา ได้แก่ การแจกแจงความถี่ และร้อยละ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการศึกษา: ก. สถานการณ์การดูแลต่อเนื่อง ได้แก่ &nbsp;1) <em>ด้านปัจจัยนำเข้า</em> พบว่า ไม่มีการวางแผนการจำหน่ายร่วมกันกับชุมชน และบุคลากรไม่ได้รับการพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่องให้มีความรู้และทักษะในการดูแลผู้ป่วย 2) <em>ด้านกระบวนการ</em> พบว่า ไม่มีแนวทางการประสานงานการดูแลต่อเนื่องที่เป็นแนวทางเดียวกัน 3) <em>ด้านผลผลิต</em> พบว่า ไม่มีการจัดทำฐานข้อมูลการดูแลผู้ป่วยต่อเนื่องที่บ้าน ทำให้ไม่สามารถติดตามสรุปประมวลผลข้อมูลได้ ส่งผลให้ผู้ป่วยไม่ได้รับการเยี่ยมบ้านตามเกณฑ์ และการตอบกลับผลการเยี่ยมบ้านต่ำกว่าเกณฑ์คิดเป็นร้อยละ 15.79 &nbsp;ข. ระบบการประสานงานการดูแลต่อเนื่อง ประกอบด้วย 1) <em>ด้านปัจจัยนำเข้า</em> จัดตั้งคณะกรรมการประสานงานการดูแลต่อเนื่อง กำหนดแนวทางการวางแผนการจำหน่ายในผู้ป่วยโรคซับซ้อนโดย Case manager จัดอบรมพัฒนาศักยภาพบุคลากรในชุมชนในการดูแลผู้ป่วยโรคซับซ้อน 2) <em>ด้านกระบวนการ</em> กำหนดแนวทางการดูแลต่อเนื่องที่เป็นแนวทางเดียวกัน มีการประสานงานการดูแลต่อเนื่องผ่านโปรแกรม Thai COC 3) <em>ด้านผลผลิต</em> สรุปผลการดูแลต่อเนื่อง นำเสนอในการประชุมเครือข่าย แลกเปลี่ยนเรียนรู้การดูแลต่อเนื่องจังหวัดยโสธรทุกเดือน ประเมินผลระบบการประสานงานการดูแลต่อเนื่องพบว่า ผู้ป่วยได้รับการเยี่ยมบ้านตามเกณฑ์การเยี่ยมบ้านและการจัดระดับความรุนแรงของผู้ป่วยเพิ่มขึ้น (ร้อยละ 70.52) การตอบกลับการเยี่ยมบ้านเพิ่มขึ้น (ร้อยละ 70.52) และบุคลากรมีความพึงพอใจต่อระบบในระดับมากที่สุด (Mean = 4.61, S.D. =1.17)</p> 2021-03-31T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2020 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/241381 การประเมินผลหลักสูตรการพยาบาลเฉพาะทาง สาขาการจัดการทางการพยาบาล คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น 2021-03-31T18:19:12+07:00 มาริสา ไกรฤกษ์ kmaris@kku.ac.th วรรณชนก จันทชุม wancha_p@kku.ac.th จิตภินันท์ ศรีจักรโคตร jonsri@kku.ac.th อภิญญา จำปามูล apijum@kku.ac.th พีรพงษ์ บุญสวัสดิ์กุลชัย peeboo@kku.ac.th รัชตวรรณ ศรีตระกูล sratcha@kku.ac.th <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยประเมินผลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลหลักสูตรการพยาบาลเฉพาะทาง สาขาการจัดการทางการพยาบาล คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยใช้แบบจำลองซิป (context, input, process, and product evaluation (CIPP) model) กลุ่มตัวอย่างคือผู้สำเร็จการอบรมจำนวน 190 คนจากหลักสูตรรุ่นโครงการปกติ 2 รุ่น และรุ่นโครงการพิเศษ 4 รุ่น เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ เท่ากับ .98 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการเปรียบเทียบใช้สถิติการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า ผู้สำเร็จการอบรมมีความคิดเห็นเกี่ยวกับด้านบริบท ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิตของการจัดหลักสูตรในระดับมากทุกด้าน ความคิดเห็นของผู้สำเร็จการอบรมในรุ่นโครงการปกติกับรุ่นโครงการพิเศษเกี่ยวกับปัจจัยนำเข้ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนด้านบริบท ด้านกระบวนการ และด้านผลลัพธ์ไม่แตกต่างกัน</p> 2021-03-31T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2020 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/248550 คำแนะนำสำหรับผู้นิพนธ์ 2021-03-31T18:19:13+07:00 อัมพรพรรณ ธีรานุตร journal.nu@gmail.com <p>-</p> 2021-03-31T18:18:19+07:00 Copyright (c) 2021 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ