https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/issue/feed วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ 2021-09-10T13:53:08+07:00 Assoc.Prof.Dr.Ampornpan Theeranut journal.nu@gmail.com Open Journal Systems <p>วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ เป็นวารสารวิชาการด้านพยาบาลศาสตร์และวิทยาศาสตร์สุขภาพของ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยและวิชาการทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ที่ผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิภายในและภายนอกคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (peer review) อย่างน้อย 2 ท่านที่มีความเชี่ยวชาญทั้งในด้านเนื้อหานั้น ๆ และด้านระเบียบวิธีวิจัย โดยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เขียนไม่ทราบชื่อของแต่ละฝ่าย กรณีที่บทความได้รับการตีพิมพ์ในวารสารฉบับนี้ ถือเป็นสิทธิ์ของวารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ</p> <p><strong><em>กำหนดการออก ราย 3 เดือน (ปีละ 4 ฉบับ)</em></strong></p> <ul> <li class="show">ฉบับ 1 มกราคม-มีนาคม</li> <li class="show">ฉบับ 2 เมษายน-มิถุนายน</li> <li class="show">ฉบับ 3 กรกฎาคม-กันยายน</li> <li class="show">ฉบับ 4 ตุลาคม-ธันวาคม</li> </ul> <p>&nbsp;</p> https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/250141 หน้าสารบัญ 2021-09-10T13:53:08+07:00 Ampornpan Theeranut journal.nu@gmail.com 2021-06-29T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2021 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/245759 การพยาบาลมารดาหลังคลอดที่ตกเลือด 2021-07-01T09:24:22+07:00 พเยาว์ บุญที yao.b06@hotmail.com <p>ภาวะตกเลือดหลังคลอดเป็นภาวะแทรกซ้อนของการคลอดและเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตของมารดา ดังนั้นการให้การพยาบาลมารดาในระยะรอคลอด ระยะคลอด ระยะหลังคลอดและการเตรียมจำหน่ายที่ได้มาตรฐาน และมีประสิทธิภาพจะช่วยให้มารดาปลอดภัยและสามารถดำรงชีวิตได้อย่างปกติ วัตถุประสงค์ของบทความนี้เพื่อศึกษาและวิเคราะห์การพยาบาลผู้คลอดที่มีภาวะตกเลือดหลังคลอดจากกรณีศึกษาผู้คลอดที่รับบริการคลอดในโรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ ช่วงเดือนพฤษภาคม 2560 และ เดือนตุลาคม พ.ศ.2560 ดำเนินการศึกษาความรู้เกี่ยวกับการตกเลือดหลังคลอด และศึกษากรณีศึกษาโดยการบันทึกข้อมูลจากเวชระเบียนผู้คลอด การสัมภาษณ์ผู้คลอดและญาติ และการสังเกต วิเคราะห์การพยาบาลผู้คลอดที่มีภาวะตกเลือดหลังคลอดกรณีศึกษา 2 รายด้วยการประเมินปัญหาทางการพยาบาลด้วยแบบแผนสุขภาพ 11 แบบแผนของกอร์ดอน การกำหนดข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล การให้การพยาบาล และการประเมินผลลัพธ์ ข้อเสนอแนะ พยาบาลต้องสามารถประเมินอาการและอาการแสดงของภาวะตกเลือดหลังคลอดซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากมดลูกหดรัดตัวไม่ดี มีการฉีกขาดของช่องทางคลอด มีรกและเศษเยื่อหุ้มรกค้าง พยาบาลที่มีทักษะการประเมินและการตัดสินใจที่ดีจะช่วยมารดาหลังคลอดให้ปลอดภัยจากภาวะตกเลือดได้อย่างทันท่วงที</p> 2021-06-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2021 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/245535 เด็กวัยเรียนกับความกลัวและโรคกลัว 2021-06-30T18:16:56+07:00 อัจฉริยา วงษ์อินทร์จันทร์ watcha@kku.ac.th ชลิดา ธนัฐธีรกุล warinee@kku.ac.th แก้วกาญจน์ เสือรัมย์ kaesue@kku.ac.th ทิวาวรรณ เทพา tthiwawan@kku.ac.th ฐิติ สังวรวงษ์พนา kansun@kku.ac.th <p>ความกลัวในเด็กวัยเรียนเกิดจากหลายสาเหตุที่ชัดเจนแตกต่างกันขึ้นอยู่กับประสบการณ์อันไม่พึงประสงค์ ในวัยเด็กของแต่ละคน แต่ก็มีบางคนกลัวโดยที่ไม่มีเหตุผล บางคนมีความกลัวเกิดขึ้นแล้วหากไม่ได้รับการดูแลหรือแก้ปัญหาให้ถูกต้องทั้งวิธีการและช่วงเวลาที่เหมาะสม ความกลัวอาจจะมีระดับความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นโรคกลัวที่ยากแก่การดูแลรักษา อย่างไรก็ตามอาการบ่งชี้ระดับความรุนแรงของโรคกลัว แต่ละประเภทที่เกิดขึ้นกับเด็กวัยเรียนน่าจะเป็นแนวทางช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องสามารถวิเคราะห์หาทางป้องกัน และดูแลเด็กวัยเรียนกลุ่มดังกล่าวให้ลดกลัวได้เร็วขึ้น บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอสาเหตุและ<br>ระดับความรุนแรงของความกลัว สัญญาณบ่งชี้ความกลัวและโรคกลัว เพื่อให้บุคคลที่เกี่ยวข้องและพยาบาลเด็ก ได้เข้าใจถึงสาเหตุและวิธีการป้องกันความกลัวและโรคกลัวของเด็กกลุ่มนี้ได้ซึ่งการดูแลสุขภาพเด็กแบบ องค์รวมของพยาบาลจะช่วยให้เข้าใจถึงสาเหตุระดับความรุนแรงของความกลัวและแนวทางแก้ไขได้โดยการ บันทึกประวัติการเจ็บป่วย ใช้ข้อมูลสร้างเสริมจินตนาการทางบวก และสุดท้ายติดตามผลการดูแลอย่างมี ส่วนร่วมต่อเนื่อง เพื่อควบคุมพฤติกรรมไม่ให้เด็กวัยเรียนเป็นโรคกลัวที่รุนแรงขึ้น</p> 2021-06-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2021 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/245611 การพัฒนารูปแบบการจัดการความปวดของผู้คลอดในระยะที่หนึ่งของการคลอด 2021-06-30T18:38:05+07:00 ฉวีวรรณ ดียิ่ง weedeeying@gmail.com ฉายวสันต์ คุณอุดม weedeeying@gmail.com วันวิสาข์ ศิริวาท weedeeying@gmail.com รัชนี พจนา weedeeying@gmail.com ปัทมา ทองไพบูลย์ weedeeying@gmail.com มุกดา คงแสง weedeeying@gmail.com <p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการความปวดของผู้คลอดในระยะที่หนึ่งของการคลอด โดยมีขั้นตอนการศึกษาตามแนวคิดของ Kemmis &amp; Mc Taggart ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนอย่างต่อเนื่องดังนี้ 1) วางแผน 2) ปฏิบัติการ 3) สังเกตและรวบรวมข้อมูล 4) ติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน ดำเนินการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง 2 วงจร ผู้เข้าร่วมวิจัยเป็นพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติการในแผนกห้องคลอด จำนวน&nbsp; 14 คน และหญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์ 37 สัปดาห์ขึ้นไปที่มาฝากครรภ์และวางแผนการคลอดทางช่องคลอดที่แผนกฝากครรภ์และมาคลอดที่โรงพยาบาลขอนแก่น จำนวน 260 คน ในระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ ถึงตุลาคม พ.ศ. 2562 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบประเมินการเผชิญความเจ็บปวดและการจัดการความปวดของผู้คลอด 2) แบบสอบถามความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพและ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้คลอดที่เข้าร่วมโครงการ ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 ท่าน หลังจากนั้นพยาบาลได้นำเครื่องมือไปเก็บข้อมูลทำการศึกษา และประเมินผลการศึกษา โดยประเมินการเผชิญความเจ็บปวดและการจัดการความปวด ในระยะที่ 1 ของการคลอด และความพึงพอใจของผู้คลอดเมื่อครบ 2 ชั่วโมงหลังคลอด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการใช้สถิติเชิงพรรณนา</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong>&nbsp; รูปแบบการจัดการความปวดของผู้คลอดในระยะที่หนึ่งของการคลอด ประกอบด้วย 1) การสอนและฝึกปฏิบัติในการจัดการความปวดของหญิงตั้งครรภ์อายุครรภ์ 37 สัปดาห์ขึ้นไปที่งานฝากครรภ์ 2)การปฏิบัติการพยาบาลของพยาบาลห้องคลอดและการปฏิบัติตัวของผู้คลอดในจัดการความปวดเมื่อเข้าสู่ระยะที่ 1ของการคลอด&nbsp; ผู้คลอดที่เข้าร่วมโครงการสามารถเผชิญความปวดได้อย่างเหมาะสม (ร้อยละ 97.3) และผู้คลอดมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการจัดการความปวดในระดับมากที่สุด (ร้อยละ 95) &nbsp;นอกจากนี้พยาบาลที่เข้าร่วมวิจัยสามารถปฏิบัติกิจกรรมการพยาบาลตามรูปแบบที่พัฒนาขึ้นร้อยละ 100 และมีความพึงพอใจต่อการนำรูปแบบที่พัฒนาไปใช้ดังนี้ 1) ทำให้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้คลอดได้ดี (ร้อยละ 95.7) &nbsp;2) มีประโยชน์ต่อผู้คลอด (ร้อยละ 95.7) &nbsp;3) มีความง่ายและสะดวกต่อการนำไปปฏิบัติ (ร้อยละ 91.4) พยาบาลที่ปฏิบัติงานในห้องคลอดพึงพอใจในการใช้รูปแบบการจัดการความปวดของผู้คลอด รูปแบบการจัดการความปวดนี้สามารถลดระยะเวลาการคลอดที่ยาวนานได้ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในโรงพยาบาลอื่น ๆที่มีบริบทใกล้เคียงกัน</p> 2021-06-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2021 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/245526 ผลของโปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว ในมารดาที่ได้รับการผ่าตัดคลอดบุตร 2021-06-30T19:36:13+07:00 มณท์ธภัชรด์ สุนทรกุลวงศ์ monthaphat.2018@gmail.com <p>การผ่าตัดคลอดบุตรเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้มารดาเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ไม่สำเร็จ มารดาที่ได้รับการผ่าตัด คลอดบุตรจำเป็นต้องได้รับการส่งเสริมให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวให้สำเร็จก่อนออกจากโรงพยาบาล ซึ่งจะส่งผลต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวยาวนานขึ้น อย่างน้อย 6 เดือน</p> <p>การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการเสริมสร้างพลังอำนาจเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในมารดาที่ได้รับการผ่าตัดคลอดบุตร เลือกตัวอย่างแบบเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มๆละ 20 คน โดยใช้ช่วงเวลาที่แตกต่างกัน กลุ่มเปรียบเทียบได้รับการพยาบาลตามปกติ และกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว รวบรวมข้อมูลระหว่าง มกราคม – มิถุนายน 2562 ในโรงพยาบาลชัยนาทนเรนทร เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย โปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว แบบวัดความรู้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ แบบสอบถามการรับรู้พลังอำนาจเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และแบบประเมินการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ตามเกณฑ์ LATCH (Latch, Audible, Type, Comfort, Hold)&nbsp; score วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติบรรยาย Mann-whitney u test, Independent sample t test และ Chi-Square</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มทดลองมีความรู้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ คะแนนเฉลี่ย (mean = 9.00, S.D. ± 0.79) สูงกว่า กลุ่มเปรียบเทียบ (mean = 7.40, S.D. ± 1.05) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.001) กลุ่มทดลอง รับรู้พลังอำนาจเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ คะแนนเฉลี่ย (mean= 88.45, S.D. ± 4.27) สูงกว่า กลุ่มเปรียบเทียบ (mean= 83.40, S.D. ± 8.48) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .024) และจำนวนมารดาเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวก่อนออกจากโรงพยาบาล กลุ่มทดลองมีจำนวน 20 ราย (100%) มากกว่า กลุ่มเปรียบเทียบมีจำนวน 13 ราย (65%) แต่ไม่มีความแตกต่างทางสถิติอย่างมีนัยสำคัญ (p=.223) โปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวสามารถใช้เป็นแนวทางส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวสามารถประยุกต์ใช้เป็นแนวทางส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวได้</p> 2021-06-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2021 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/224106 การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่สำหรับมารดาที่ทำงานนอกบ้าน 2021-06-30T18:48:39+07:00 ศิริพร แสงศรีจันทร์ sangsrijan.siri@gmail.com อิชญา มอญแสง idchayar.mo@gmail.com ปะราลี โอภาสนันท์ khwanyuen12@yahoo.com พรธรรมรส โพธิ porntummarot@gmail.com เนตรนภา ขวัญยืน khwanyuen12@yahoo.com <p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของมารดาที่ทำงานนอกบ้าน ผู้เข้าร่วมวิจัยประกอบด้วย มารดาที่ทำงานนอกบ้าน 30 คน บุคคลในครอบครัว 10 คน และเพื่อนร่วมงาน 5 คน โดยเลือกแบบเฉพาะเจาะจง รวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่มและแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาสำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพ และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติบรรยาย ผลการศึกษาพบว่า มารดาที่ทำงานนอกบ้านมีความตั้งใจและเตรียมตัวเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ให้ครบ 6 เดือน แต่มีอุปสรรค ได้แก่ ขาดข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ความพยายามของมารดายังไม่เพียงพอ สมาชิกในครอบครัวไม่ให้ความร่วมมือ และหน่วยงานไม่เข้าใจความสำคัญของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ นำไปสู่กระบวนการพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของมารดาที่ทำงานนอกบ้าน ประกอบด้วย 1) ให้การสนับสนุนข้อมูลข่าวสาร 2) ให้การสนับสนุนทรัพยากร 3) ให้การสนับสนุนด้านอารมณ์ และ 4) ให้การสนับสนุนด้านการประเมินค่า ผลการใช้รูปแบบนี้พบว่า มารดาที่ทำงานนอกบ้านทุกคนสามารถการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ 6 เดือนขึ้นไป และยังพบว่าหลังใช้รูปแบบ คะแนนเฉลี่ยการสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จากคนในครอบครัวอยู่ในระดับสูง (<img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\fn_phv&amp;space;\bar{x}"><strong>= </strong>4.29<strong>, </strong>SD.= .11) และจากเพื่อนร่วมงานของมารดาที่ทำงานนอกบ้านอยู่ในระดับปานกลาง (<img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\fn_phv&amp;space;\bar{x}"><strong>=</strong> 3.65, SD.= .19)</p> 2021-03-12T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2021 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/245496 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเครียดของนักศึกษาพยาบาล 2021-06-30T18:54:34+07:00 กัญญาวีณ์ โมกขาว kanyawee@bnc.ac.th วรพนิต ศุกระแพทย์ kanyawee@bnc.ac.th วลัยนารี พรมลา kanyawee@bnc.ac.th <p>การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงเชิงพรรณนา (Descriptive research) เพื่อศึกษาความเครียดและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเครียดของนักศึกษาพยาบาล กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ชลบุรี จำนวน 111 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามปัจจัยภายในส่วนบุคคล แบบสอบถามเจตคติต่อวิชาชีพ แบบสอบถามปัจจัยภายนอกที่มีความสัมพันธ์กับความเครียด และแบบวัดความเครียดสวนปรุง เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยนี้ได้ผ่านการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน และ ตรวจสอบค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาค เท่ากับ .90, .90, .85, และ .95 ตามลำดับ นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ โดยคำนวณหาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษาพยาบาลส่วนใหญ่มีความเครียดในระดับสูง (ร้อยละ 39.64) รองลงมามีความเครียดในระดับปานกลาง (ร้อยละ 38.74) ส่วนปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเครียด พบว่า ปัจจัยภายในส่วนบุคคล มีความสัมพันธ์กับความเครียดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เจตคติต่อวิชาชีพ ความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น และที่อยู่อาศัย มีความสัมพันธ์กับความเครียดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ดังนั้นควรส่งเสริมให้นักศึกษาพยาบาลมีเจตคติที่ดีต่อวิชาชีพการพยาบาล รวมทั้งจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษาพยาบาล และอาจารย์ให้มีสัมพันธภาพไปในทิศทางที่ดีและเหมาะสม และควรมีการพัฒนาโปรแกรมการจัดการความเครียดที่สอดคล้องกับสภาพปัญหา ศึกษาผลของโปรแกรม ติดตามผลในระยะยาว เพื่อให้นักศึกษาพยาบาลมีระดับความเครียดที่ลดลงและใช้ชีวิตในสถาบันการศึกษาอย่างมีความสุข</p> 2021-06-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2021 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/247332 การรับรู้สมรรถนะตนเองทางการพยาบาลในการฝึกปฏิบัติวิชาการพยาบาลสุขภาพผู้ใหญ่ 1 ของนักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 2 คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น 2021-06-30T20:03:45+07:00 กล้าเผชิญ โชคบำรุง klasho@kku.ac.th ปาริชาติ วงศ์ก้อม parwon@kku.ac.th จินตนา สุวิทวัส schint@kku.ac.th <p>การรับรู้สมรรถนะตนเองทางการพยาบาลมีความสำคัญต่อการนำความรู้และทักษะทางการพยาบาลไปสู่การปฏิบัติการพยาบาลในการแก้ปัญหาและตอบสนองความต้องการด้านสุขภาพของผู้ป่วยและครอบครัว การวิจัยเชิงบรรยายครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้สมรรถนะตนเองทางการพยาบาลของนักศึกษาและปัจจัยที่สนับสนุน/ส่งเสริมการพัฒนาสมรรถนะทางการพยาบาลของนักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่ 2 หลังสิ้นสุดการเรียนวิชาปฏิบัติการพยาบาลสุขภาพผู้ใหญ่ 1 กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2 คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 216 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามการรับรู้ของนักศึกษาเกี่ยวกับการรับรู้สมรรถนะตนเองทางการพยาบาลรายด้าน แบบสอบถามการรับรู้สมรรถนะตนเองทางการพยาบาลโดยรวม และแบบสอบถามปัจจัยที่ทำให้นักศึกษามีสมรรถนะทางการพยาบาล ตรวจสอบความเที่ยงของแบบสอบถามทั้งฉบับ ได้ค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าครอนบาค เท่ากับ 0.92 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษาพบว่านักศึกษาส่วนใหญ่มีการรับรู้สมรรถนะทางการพยาบาลด้านการประเมินภาวะสุขภาพอยู่ในระดับดีถึงดีมาก ด้านทักษะการบำบัดทางการพยาบาลอยู่ในระดับดีมาก และด้านการใช้กระบวนการพยาบาลอยู่ในระดับปานกลางถึงดี นักศึกษาส่วนใหญ่มีการรับรู้สมรรถนะทางการพยาบาลโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง&nbsp; ปัจจัยหลัก 3 ประการที่สนับสนุนและส่งเสริมให้นักศึกษามีการพัฒนาสมรรถนะทางการพยาบาล ได้แก่ ระบบสนับสนุน ตัวนักศึกษา และสื่อการเรียนรู้ ข้อเสนอแนะในการวิจัยสามารถเป็นข้อมูลพื้นฐาน ในการวางแผนการจัดการเรียนการสอน และกำหนดแนวทางการส่งเสริมสมรรถนะของนักศึกษาพยาบาล</p> 2021-06-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2021 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/143543 การพัฒนาระบบการดูแลกลุ่มเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองในชุมชนของโรงพยาบาลพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี 2021-06-30T19:03:34+07:00 สินีนาฏ ทองสุข sineenatkk16@hotmail.com อรสา กงตาล orakon@kku.ac.th <p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้มุ่งพัฒนาระบบการดูแลกลุ่มเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองในชุมชนของโรงพยาบาลพัฒนานิคม ด้วยแนวคิดต้นแบบการดูแลโรคเรื้อรังภาคขยาย&nbsp; ผู้ร่วมดำเนินการวิจัยเลือกแบบเจาะจง ได้แก่ กลุ่มเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง 47 คน และผู้เกี่ยวข้อง 28 คน เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์&nbsp; สนทนากลุ่มและสังเกตอย่างมีส่วนร่วม วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปด้วยสถิติเชิงพรรณนาและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลวิจัยพบว่าเกิดระบบโครงสร้าง กำหนดบทบาทหน้าที่และการส่งต่ออย่างชัดเจน&nbsp; มีการพัฒนาเครื่องมือใช้คัดกรองสำหรับ อสม. เป็นผลให้พบกลุ่มเสี่ยงได้เร็วขึ้น กลุ่มเสี่ยงและแกนนำชุมชนได้รับการพัฒนาศักยภาพ มีความรู้เพิ่มขึ้นและปรับพฤติกรรมสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ด้วยรูปแบบกลุ่มสัมพันธ์ในชุมชน เกิดชมรมเลิกบุหรี่ และมีการเฝ้าระวังป้องกันโรคหลอดเลือดสมองในชุมชน&nbsp;</p> <p>สรุปได้ว่า ความสำเร็จในการพัฒนาระบบการดูแลกลุ่มเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองในชุมชน ควรเน้นงานเชิงรุก เพื่อสร้างการรับรู้ปัจจัยเสี่ยงให้เกิดความตระหนัก และเสริมพลังด้วยการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน</p> 2021-06-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2021 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/245462 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการติดของกระดูกในผู้ป่วยกระดูกหน้าแข้งส่วนกลางหัก ที่ได้รับการผ่าตัดใส่เหล็กดาม 2021-06-30T19:10:10+07:00 สาวิตรี บุญศรีสอาด sawitree.bun@kkumail.com ณิชาภัตร พุฒิคามิน thithi@kku.ac.th สุธี ทระกุลพันธ์ sawitree.bun@kkumail.com <p>การศึกษาย้อนหลังนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการติดของกระดูกในผู้ป่วยกระดูกหน้าแข้งส่วนกลางหักที่ได้รับการผ่าตัดในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยกระดูกหน้าแข้งส่วนกลางหักที่ได้รับการรักษาโดยการผ่าตัดใส่เหล็กดามจำนวน 360 ราย คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามคุณสมบัติภายในระยะเวลาที่กำหนด เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลสุขภาพ และแบบบันทึกปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการติดของกระดูก ตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาของแบบบันทึกโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ได้ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 1 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยายและ logistic regression analysis&nbsp;&nbsp;</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการติดของกระดูกในผู้ป่วยกระดูกหน้าแข้งส่วนกลางหักอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ลักษณะการแตกหักของกระดูกไม่เกิน 2 ชิ้น (OR <sub>Adj</sub> = 3.36; 95%CI=1.33 –8.53; p – value=0.011) ลักษณะการแตกหักของกระดูกแบบบางส่วนยังติดกัน (OR <sub>Adj</sub> =7.51; 95%CI=1.68 - 33.66; p – value=0.008) การบาดเจ็บเพียงตำแหน่งเดียว (OR <sub>Adj</sub> = 1.97; 95%CI=1.04 - 3.88; p – value=0.048) และการไม่ติดเชื้อ (OR <sub>Adj</sub> = 10.73; 95%CI=5.18-22.20; p – value &lt; 0.001) ส่วนการสูบบุหรี่ การแตกหักของกระดูกแบบปิด/เปิด ความรุนแรงของการบาดเจ็บเล็กน้อยและระยะเวลารอผ่าตัด มีความเกี่ยวข้องกับการติดของกระดูกอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p>พยาบาลสามารถนำผลการวิจัยไปใช้ในการดูแลผู้ป่วยโดยคำนึงถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ที่ควรดูแลอย่างใกล้ชิดและเฝ้าระวังการเกิดภาวะแทรกซ้อนระยะหลังกระดูกหัก ได้แก่ ผู้ป่วยที่มีการแตกหักของกระดูกมากกว่า 2 ชิ้น ผู้ป่วยที่มีการแตกหักของกระดูกที่แยกออกจากกัน ผู้ป่วยที่มีการบาดเจ็บมากกว่า 1 ตำแหน่ง และโดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อซึ่งพบว่ามีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้สูง มีการพัฒนาแบบประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนระยะหลังกระดูกหักและพัฒนาแนวปฏิบัติสำหรับการดูแลผู้ป่วยตามระดับความเสี่ยง</p> 2021-06-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2021 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/242999 ความต้องการและการได้รับความรู้และการสนับสนุนของผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลามและญาติผู้ดูแล 2021-06-30T19:15:27+07:00 สาวิตรี สุราทะโก savitree.sur@pccms.ac.th เบญจมาศ ปรีชาคุณ preechakoon@gmail.com อำภาพร นามวงศ์พรหม ampaporn@rsu.ac.th ธนัญญา ยอดยิ่ง doramee8@hotmail.com ธนัชพร ปรางจันทร์ thanatchaporn.pra@pccms.ac.th น้ำอ้อย ภักดีวงศ์ nam-oy.p@rsu.ac.th ศุภรัตน์ แป้นโพธิ์กลาง suparat.p@rsu.ac.th <p>การวิจัยเชิงบรรยายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการความรู้และการสนับสนุน และการได้รับความรู้และการสนับสนุนของผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลามและญาติผู้ดูแล โดยใช้ทฤษฎีการพยาบาลของโอเร็มเป็นกรอบแนวคิด กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลามและญาติผู้ดูแลจำนวนกลุ่มละ 213 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลและแบบสอบถามผู้ป่วยและญาติผู้ดูแลเกี่ยวกับความต้องการและการได้รับความรู้และการสนับสนุน ซึ่งมีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.86 และสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาคเท่ากับ 0.92 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงบรรยาย Wilcoxon Signed Rank test และ Mann Whitney U test &nbsp;</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ความต้องการและการได้รับความรู้และการสนับสนุนโดยรวมของผู้ป่วยอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อทดสอบทางสถิติ พบว่าไม่แตกต่างกัน (Z = -.382, p = .703) โดยพบว่าผู้ป่วยมีความต้องการด้านความรู้ คำแนะนำและการสนับสนุนทางด้านจิตใจอยู่ในระดับสูง และได้รับความรู้ คำแนะนำและการสนับสนุนทางด้านจิตใจสูงเช่นกัน ส่วนความต้องการและการได้รับความรู้ของญาติผู้ดูแล พบว่าความต้องการโดยรวมอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะด้านความรู้และคำแนะนำ ในขณะที่การได้รับความรู้และการสนับสนุนโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อเปรียบเทียบความต้องการกับการได้รับโดยรวมพบว่าได้รับความรู้และการสนับสนุนน้อยกว่าที่ต้องการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Z = -12.652, p &lt; .001) แต่การได้รับความรู้และการสนับสนุนของผู้ป่วยและญาติผู้ดูแลไม่แตกต่างกัน (p &gt; .05)</p> 2021-06-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2021 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ