https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/issue/feed
วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ
2026-02-15T11:49:43+07:00
Prof. Dr. Darunee Jongudomkarn
journal.nu@gmail.com
Open Journal Systems
<p>วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ (J Nurs Sci Health) เป็นวารสารวิชาการด้านพยาบาลศาสตร์และวิทยาศาสตร์สุขภาพของ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยและวิชาการทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ที่ผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิภายในและภายนอกคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (peer review) อย่างน้อย 2 ท่านที่มีความเชี่ยวชาญทั้งในด้านเนื้อหานั้น ๆ และด้านระเบียบวิธีวิจัย (ในกรณีที่ผู้เขียนต้องการนำบทความไปใช้ประโยชน์ทางวิชาการตามเงื่อนไขเฉพาะราย หากต้องการผู้ทรงคุณวุฒิอ่านบทความจำนวน 3 ท่าน ตามเงื่อนไข สามารถแจ้งรายละเอียดได้ร่วมกับการส่งบทความเพื่อรับการพิจารณาการตีพิมพ์) โดยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เขียนไม่ทราบชื่อของแต่ละฝ่าย </p> <p><strong>ISSN 2822-1133 (Online)</strong></p> <p><strong><em>กำหนดการออก ราย 3 เดือน (ปีละ 4 ฉบับ)</em></strong></p> <ul> <li class="show">ฉบับ 1 มกราคม-มีนาคม</li> <li class="show">ฉบับ 2 เมษายน-มิถุนายน</li> <li class="show">ฉบับ 3 กรกฎาคม-กันยายน</li> <li class="show">ฉบับ 4 ตุลาคม-ธันวาคม</li> </ul>
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/286166
บทบรรณาธิการ
2026-02-15T11:39:13+07:00
admin admin
journal.nu@gmail.com
2026-02-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/286167
สารบัญ
2026-02-15T11:49:43+07:00
admin admin
journal.nu@gmail.com
2026-02-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/280204
ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคประสาทตาเสื่อมจากยาสำคัญรักษาเชื้อไมโครแบคทีเรีย เอทัมบูทอล: พยาบาลควรมีบทบาทอย่างไร ?
2025-08-06T11:35:31+07:00
นิภาพร พวงมี
nipaporn.new2017@gmail.com
<p>ยาเอทัมบูทอลเป็นยาสำคัญที่ใช้รักษาเชื้อไมโครแบคทีเรียวัณโรคและไม่ใช่เชื้อวัณโรคในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามยานี้มีผลข้างเคียงทำให้การมองเห็นส่วนกลางและการมองเห็นสีผิดปกติ เรียกว่าโรคประสาทตาเสื่อมจากยาเอทัมบูทอล (ethambutol-induced optic neuropathy) ซึ่งอาจเกิดขึ้นในระหว่างใช้ยาและหลังหยุดยาไปแล้ว การตรวจคัดกรองเพื่อค้นหาโรคในระยะเริ่มแรกและหยุดยาทันทีเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญ อย่างไรก็ดีอาจเนื่องจากมีอุบัติการณ์ของโรคนี้ค่อนข้างน้อย การตรวจคัดกรองด้วยเครื่องมือพิเศษทางจักษุและการตรวจโดยจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในผู้ป่วยทุกรายที่รับประทานยาเอทาบูโทลจึงไม่สามารถทำได้จริงและไม่คุ้มค่าในด้านต้นทุน โดยทั่วไปผู้ป่วยจะถูกส่งต่อให้จักษุแพทย์ก็ต่อเมื่อมีอาการทางสายตาแล้ว ในขณะที่ผู้ป่วยบางรายอาจไม่รู้ตัวจนกว่าจะสูญเสียการมองเห็นอย่างรุนแรง การรักษาหลักคือการหยุดยาโดยทันที หลังจากหยุดยาแล้ว ผู้ป่วยจำนวนน้อยอาจค่อยๆ ฟื้นฟูการมองเห็นได้ ในขณะที่ส่วนใหญ่จะสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อคุณภาพชีวิต การเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องและการให้คำแนะนำที่เหมาะสมแก่ผู้ป่วยที่ใช้ยาเอทัมบูทอลจึงเป็นสิ่งสำคัญในการลดความเสี่ยงของการเกิดโรคนี้</p> <p>บทความวิชาการนี้ จึงเห็นความสำคัญในการนำเสนอบทบาทของพยาบาลในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนทางสายตาจนพิการของพยาบาลหน้างาน รวมถึงการตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ และการจัดการภาวะแทรกซ้อนที่อาจคุกคามต่อการมองเห็นจากโรคประสาทตาเสื่อมจากยาเอทัมบูทอล ซึ่งเป็นข้อสรุปจากการถอดบทเรียนของผู้เขียน ภาพปรากฏการณ์ที่เป็นคำบอกเล่าของเจ้าของประสบการณ์รวมถึงข้อเสนอให้มีการศึกษาวิจัยเพื่อลดความเสี่ยงในผู้ป่วยกลุ่มนี้ต่อการที่จะต้องสูญเสียแสงสว่างในชีวิตตลอดกาล</p>
2026-03-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/280230
ผลของโปรแกรมการให้ความรู้เรื่องวิธีการคุมกำเนิด ต่อความรู้เรื่องวิธีการคุมกำเนิด การตัดสินใจคุมกำเนิดและวิธีการคุมกำเนิดหลังคลอดที่คาดว่าจะใช้ในสตรีตั้งครรภ์วัยรุ่น
2025-06-23T13:07:13+07:00
สุพัตรา กองเพชร
kansun@kku.ac.th
ฐิฏิ สังวรวงษ์พนา
kansun@kku.ac.th
สมสกูล นีละสมิต
somsne@kku.ac.th
มนฤดี มโนรัตน์
kansun@kku.ac.th
<p>การตั้งครรภ์ซ้ำในวัยรุ่นเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขที่มีความท้าทายอย่างยิ่ง การให้ความรู้เรื่องการคุมกำเนิดในสตรีตั้งครรภ์วัยรุ่นมีความสำคัญและจำเป็น การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการให้ความรู้เรื่องการคุมกำเนิด ต่อความรู้ การตัดสินใจและวิธีการคุมกำเนิดหลังคลอดที่คาดว่าจะใช้ในสตรีตั้งครรภ์วัยรุ่น จำนวน 31 คน โดยคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์ที่ผู้วิจัยกำหนด เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่ 1) โปรแกรมการให้ความรู้เรื่องวิธีการคุมกำเนิด ผ่านการตรวจสอบด้วยค่าความสอดคล้องของเนื้อหากับวัตถุประสงค์ (IOC=0.83-1.00) และ 2) เครื่องมือสำหรับเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วยแบบสอบถามความรู้เรื่องวิธีการคุมกำเนิด แบบสอบถามการตัดสินใจคุมกำเนิด และแบบสอบถามวิธีการคุมกำเนิดหลังคลอด ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (CVI=0.80-0.93) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิตเชิงพรรณนา และทดสอบความแตกต่างด้วยสถิติ paired sample t-test และ binomial test ผลการศึกษา พบว่าภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรมฯ ของสตรีตั้งครรภ์วัยรุ่นมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เรื่องวิธีการคุมกำเนิดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value<.001) สัดส่วนของสตรีตั้งครรภ์วัยรุ่นที่ตัดสินใจคุมกำเนิดและสัดส่วนของสตรีตั้งครรภ์วัยรุ่นเลือกวิธีการคุมกำเนิดแบบกึ่งถาวรเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value<.001)</p> <p>โปรแกรมการให้ความรู้เรื่องวิธีการคุมกำเนิดช่วยส่งเสริมให้สตรีตั้งครรภ์วัยรุ่นมีความรู้เกี่ยวกับการคุมกำเนิด และช่วยสนับสนุนการตัดสินใจและการเลือกวิธีในการคุมกำเนิดหลังคลอดได้ ควรสนับสนุนให้นำใช้ในบริบทคลินิกรับฝากครรภ์คลินิกวัยรุ่นและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง</p>
2026-02-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/278278
โปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตร่วมกับเกมกระดานความรอบรู้ด้านสุขภาพจิต (เอ็มเอชแอล) เพื่อป้องกันภาวะซึมเศร้าในนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในจังหวัดนครสวรรค์
2025-03-26T09:17:39+07:00
ดรัล รักธัญญะการ
anantachok.r@gmail.com
นาฏนภา หีบแก้ว ปัดชาสุวรรณ์
natnpa@kku.ac.th
ขวัญสุดา บุญทศ
kwaboo@kku.ac.th
จินทภา เบญจมาศ
natnpa@kku.ac.th
<p> <span class="fontstyle0">ภาวะซึมเศร้าเป็นสภาวะทางอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป อาจมีอารมณ์เศร้า หดหู่ สูญเสียความสุข ซึ่งส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันและการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตร่วมกับเกมกระดานความรอบรู้ด้านสุขภาพจิต (เอ็มเอชแอล) เพื่อป้องกันภาวะซึมเศร้าในนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในจังหวัดนครสวรรค์ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในจังหวัดนครสวรรค์ จำนวน 54 คน แบ่งออกเป็นกลุ่มทดลองและ กลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มละ 27 คน ระยะเวลาดำเนินกิจกรรม 10 สัปดาห์ แบ่งออกเป็น 6 กิจกรรม ส่งเสริม ความรอบรู้ด้านสุขภาพจิต เช่น ลักษณะอาการและการป้องกัน ร่วมกับการเรียนรู้ผ่านเกมกระดานความรอบรู้ ด้านสุขภาพจิต (เอ็มเอชแอล) ที่ออกแบบมาสำหรับการวิจัยครั้งนี้ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามความรอบรู้ ด้านสุขภาพจิตที่ผ่านการตรวจสอบความโดยผู้เชี่ยวชาญ ด้านจิตวิทยาโรงเรียน จำนวน 3 ท่าน (ได้ค่า IOC>0.5) โดยใช้สถิติ independent t-test และ paired t-test ในการวิเคราะห์ข้อมูล</span></p> <p><span class="fontstyle0">ผลการวิจัย พบว่า ภายหลังเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มทดลอง มีระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตส่วนความรู้ และระดับเจตคติที่เอื้อต่อการยอมรับและการมองหาความช่วยเหลือที่เหมาะสม สูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยภาวะซึมเศร้า ระหว่างกลุ่มหลังการทดลองพบว่า กลุ่มทดลอง มีคะแนนเฉลี่ยภาวะซึมเศร้าสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ</span></p> <p><span class="fontstyle0">สรุป โปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตร่วมกับเกมกระดานความรอบรู้ด้านสุขภาพจิต (เอ็มเอชแอล) สามารถเพิ่มระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตของนักเรียน ในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายได้ ทั้งในส่วนของความรู้และเจตคติที่เอื้อต่อการยอมรับ และการมองหาความช่วยเหลือที่เหมาะสม</span></p>
2026-03-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/274470
ผลของการเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านเว็บแอปพลิเคชันต่อความรู้การปฐมพยาบาลผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุจราจร
2025-02-07T18:18:20+07:00
ชัจคเณค์ แพรขาว
porpea@kku.ac.th
วิภาวดี โพธิโสภา
wiphpo@kku.ac.th
สุพันธ์ อุ่นใจ
supuou@kku.ac.th
ปาริชาติ วงศ์ก้อม
parwon@kku.ac.th
สุขุมาล หอมวิเศษวงศา
supuou@kku.ac.th
อรวี ช่างเรือง
orawch@kku.ac.th
กรกฏ อภิรัตน์วรากุล
supuou@kku.ac.th
จีรวรรณ เอกอุ
jeera@kku.ac.th
<p> <span class="fontstyle0">ปัจจุบันเทคโนโลยีและระบบสารสนเทศได้เข้ามามีบทบาทสำคัญ ในการส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเอง รวมถึงเรื่องการปฐมพยาบาล แต่การศึกษาผลของการใช้เว็บแอปพลิเคชันเพื่อเป็นสื่อการเรียนรู้เพื่อเพิ่มความรู้ การปฐมพยาบาลผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุจราจรในประชาชนทั่วไปยังมีข้อจำกัด การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาความรู้เกี่ยวกับการปฐมพยาบาลผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุจราจรก่อนและหลังการเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านเว็บ แอปพลิเคชันในประชาชนทั่วไป โดยใช้วิธีการวิจัยกึ่งทดลอง แบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลองในกลุ่ม ตัวอย่าง จำนวน 536 คน ที่เข้าใช้งานเว็บแอปพลิเคชันการปฐมพยาบาลผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุจราจร ประกอบด้วย เนื้อหาบทเรียน แบบทดสอบหลังเรียน กระดานถามตอบความรู้ และการโทรสายด่วน 1669 ใน ระหว่างเดือนสิงหาคม พ.ศ.2564 ถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2565 เก็บรวบรวมโดยใช้แบบบันทึกข้อมูล ประกอบด้วย ข้อมูลทั่วไป คะแนนความรู้และคำถามปลายเปิดเกี่ยวกับความคิดเห็นต่อการใช้งาน วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน paired t-test</span></p> <p><span class="fontstyle0">ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีอายุเฉลี่ย 18.74 ปี (SD=5.77) โดยส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 65) และมีสถานภาพเป็นนักศึกษา (ร้อยละ 79) เกือบครึ่งหนึ่งของกลุ่มตัวอย่าง (ร้อยละ 49.44) มีระดับ การศึกษามัธยมปลาย คะแนนเฉลี่ยของความรู้ ตามแบบทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ (</span><span class="fontstyle0">t</span><span class="fontstyle0">=-13.13, </span><span class="fontstyle0">df</span><span class="fontstyle0">=535, </span><span class="fontstyle0">p</span><span class="fontstyle0"><.001) กลุ่มตัวอย่างให้ข้อคิดเห็นว่า รูปแบบของเว็บแอปพลิเคชันน่าสนใจ มีประโยชน์และสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ในชีวิตประจำวันได้ แต่อย่างไรก็ตาม ควรปรับปรุงในด้านเนื้อหาและ ประสิทธิภาพการใช้งาน รวมถึงควรมีรูปแบบการฝึกอบรมด้วยวิธีอื่นเพิ่มเติม</span></p> <p><span class="fontstyle0">โดยสรุป เว็บแอปพลิเคชันการปฐมพยาบาลผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุจราจรสามารถเพิ่มความรู้แก่ผู้ใช้งาน และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งอาจมีส่วนช่วยลดความรุนแรงของอาการบาดเจ็บและ อัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางการจราจรได้ ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรนำเว็บแอพลิเคชั่นไปใช้ในการ ให้ความรู้ในทุกภาคส่วนต่อไป</span></p>
2026-03-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/278382
การพัฒนา HT Care Application เพื่อควบคุมความดันโลหิตในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง
2025-05-29T16:03:31+07:00
คัณธารัตน์ จันทร์ศิริ
khantarut@gmail.com
เสาวลักษณ์ เรือนดอน
khantarut_cha@vu.ac.th
อาทิตยา นะวะเย็น
khantarut_cha@vu.ac.th
<p>การวิจัยและพัฒนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างนวัตกรรมควบคุมความดันโลหิต ด้วยเอชทีแคร์แอปพลิเคชัน เพื่อศึกษาเปรียบเทียบระดับความดันโลหิตก่อนและหลังการใช้นวัตกรรม และศึกษาความพึงพอใจต่อการใช้นวัตกรรม ตามกรอบแนวคิดวงจรการพัฒนาซอฟต์แวร์และแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ได้ รับบริการที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลระกาย ในปีงบประมาณ 2567 ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์การคัดเข้า คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยทำการสุ่มจากคิวหมายที่มารับบริการในแต่ละวัน จนได้จำนวนครบ 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย เอชทีแคร์แอปพลิเคชัน แบบประเมินประสิทธิภาพของแอปพลิเคชัน แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบประเมินความพึงพอใจต่อการใช้ เอชทีแคร์แอปพลิเคชัน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติทดสอบค่าทีของกลุ่มตัวอย่างสองกลุ่มที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน</p> <p>ผลวิจัย พบว่า เอชทีแคร์แอปพลิเคชันมีประสิทธิภาพอยู่ในระดับมาก (M=4.38, SD=0.62) และกลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยคะแนนความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ใน ระดับมากที่สุด (M=4.57, SD=0.52) ค่าเฉลี่ยความดันในหลอดเลือดแดงขณะหัวใจห้องล่างบีบตัวของกลุ่มตัวอย่างก่อนและหลังใช้นวัตกรรม เท่ากับ 137.70 มิลลิเมตรปรอท (SD=10.64) และ 126.57 มิลลิเมตรปรอท (SD=5.29) ตามลำดับ ค่าเฉลี่ยความดันในหลอดเลือดแดงขณะหัวใจห้องล่างคลายตัวก่อนและหลังใช้นวัตกรรม เท่ากับ 85.60 มิลลิเมตรปรอท (SD=9.41) และ 82.57 มิลลิเมตรปรอท (SD=4.63) ตามลำดับ และผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความดันในหลอดเลือดแดงขณะหัวใจห้องล่างบีบตัวของกลุ่มตัวอย่างหลังใช้นวัตกรรมลดลงกว่าก่อนใช้นวัตกรรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=.000) ค่าเฉลี่ยความดันในหลอดเลือดแดงขณะหัวใจห้องล่างคลายตัวของกลุ่มตัวอย่างหลังใช้นวัตกรรมลดลงกว่าก่อนใช้นวัตกรรม อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p=.112)</p> <p>ข้อเสนอแนะ การเผยแพร่ให้ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในชุมชนหรือประชาชนที่มีความสนใจ ใช้งานเอชทีแคร์แอปพลิเคชัน ส่งเสริมการดูแลตนเองที่บ้านเพื่อควบคุมระดับความดันโลหิตตนเองให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ อาจช่วยกระตุ้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยเพื่อลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนอันตรายตามมาได้</p>
2026-03-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/279051
ผลของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนต่อพฤติกรรมการป้องกันและภาวะแทรกซ้อน ในผู้ป่วยมะเร็งท่อทางเดินน้ำดีที่ได้รับการใส่ท่อระบายทางเดินน้ำดีผ่านทางผิวหนัง
2025-05-14T13:18:04+07:00
อมรรัตน์ ปาปะกัง
64010481009@msu.ac.th
อภิญญา วงศ์พิริยโยธา
apinya.w@msu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนต่อพฤติกรรมการป้องกันและภาวะแทรกซ้อน ในผู้ป่วยมะเร็งท่อทางเดินน้ำดีที่ได้รับการใส่ท่อระบายทางเดินน้ำดีผ่านทางผิวหนัง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยมะเร็งท่อทางเดินน้ำดีรายใหม่ ที่ได้รับการใส่ท่อระบายทางเดินน้ำดีผ่านทางผิวหนัง ที่เข้ารับการรักษาที่แผนกศัลยกรรมโรงพยาบาลร้อยเอ็ด จำนวน 46 ราย คัดเลือกโดยการสุ่มอย่างง่าย แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 23 ราย โปรแกรมพัฒนาตามแนวคิดการรับรู้สมรรถนะแห่งตนของแบนดูรา ประกอบด้วย กิจกรรมลดการกระตุ้นทางอารมณ์ การเห็นแบบอย่าง การลงมือปฏิบัติจริง และการโน้มน้าวทางวาจา ดำเนินกิจกรรมในช่วง 5 สัปดาห์ เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันภาวะแทรกซ้อน และแบบบันทึกภาวะแทรกซ้อน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา การทดสอบทีแบบอิสระ การทดสอบไคสแควร์ และการทดสอบแบบฟิชเชอร์</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนพฤติกรรมการป้องกันภาวะแทรกซ้อนสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) และมีอุบัติการณ์การเกิดภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ ท่อเลื่อนหลุด ท่ออุดตัน และการติดเชื้อต่ำกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) โปรแกรมนี้จึงสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ป่วยก่อนจำหน่ายและติดตามต่อเนื่องที่บ้าน</p>
2026-03-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/278503
ผลของโปรแกรมการกำกับตนเองผ่านไลน์แอปพลิเคชัน ต่อพฤติกรรมการรับประทานอาหาร พฤติกรรมการออกกำลังกาย และระดับน้ำตาลในเลือดของสตรีที่มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ชนิด เอวัน
2025-04-10T10:25:13+07:00
อรปรีญา พิมพ์โคตร
benz.pimcot2555@gmail.com
นิลุบล รุจิรประเสริฐ
nilruj@kku.ac.th
<p>ภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยที่สุดของการตั้งครรภ์ที่ส่งผลทั้งต่อมารดา และทารกในครรภ์ ซึ่งภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น สามารถป้องกันได้ด้วยการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่เกณฑ์ปกติ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการกำกับตนเองผ่านไลน์แอปพลิเคชัน ต่อพฤติกรรมการรับประทานอาหาร พฤติกรรมการออกกำลังกาย และระดับน้ำตาลในเลือดของสตรีที่มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ชนิดเอวัน</p> <p>การวิจัยแบบกลุ่มทดลองนี้ กลุ่มตัวอย่าง คือ สตรีตั้งครรภ์ที่เป็นเบาหวาน ชนิด เอวัน ที่มารับบริการฝากครรภ์ ที่คลินิกฝากครรภ์ โรงพยาบาลศรีสะเกษ คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง 49 ราย แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 24 ราย และกลุ่มทดลอง 25 ราย แบ่งกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองด้วยวิธี non-simultaneous group design โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มควบคุมให้ครบถ้วนก่อน จึงดำเนินการเก็บข้อมูลจากกลุ่มทดลองในภายหลังกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามมาตรฐาน และกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการกำกับตนเอง ผ่านไลน์แอปพลิเคชันร่วมกับการพยาบาลตามมาตรฐาน</p> <p>เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ โปรแกรมการกำกับตนเองผ่านไลน์แอปพลิเคชันที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพความตรงเชิงเนื้อหา ได้ค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา (content validity index: CVI) เท่ากับ 1.0 เก็บข้อมูลระหว่างเดือนเมษายน ถึงเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2567 โดยใช้แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามพฤติกรรมการรับประทานอาหาร พฤติกรรมการออกกำลังกายและแบบบันทึกระดับน้ำตาลในเลือดหลังรับประทานอาหาร 2 ชั่วโมง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาสถิติทดสอบค่าที และไคสแควร์</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร และพฤติกรรมการออกกำลังกายหลังได้รับโปรแกรมการกำกับตนเอง ผ่านไลน์แอปพลิเคชันสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.001) และสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.001) ระดับน้ำตาลในเลือดหลังรับประทานอาหาร 2 ชั่วโมงที่ปกติ (<120 mg/dL) ในกลุ่มทดลองมีสัดส่วนสูงกว่ากลุ่มควบคุมในสัปดาห์ที่ 4 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.05) แต่ในสัปดาห์ที่ 2 และ 6 แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิต (p>.05)</p> <p>โปรแกรมการกำกับตนเองผ่านไลน์แอปพลิเคชันนี้ สามารถนำไปใช้ส่งเสริมสตรีที่มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ เพื่อปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร พฤติกรรมการออกกำลังกาย และควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้</p>
2026-03-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/278867
ผลของโปรแกรมการให้ความรู้และการสนับสนุนด้านจิตใจต่อความวิตกกังวลในระยะผ่าตัดในสตรีที่เข้ารับการผ่าตัดมดลูก: การศึกษานำร่องในประเทศจีน
2025-06-04T13:27:39+07:00
เฉียวหนาน ลั่ว
qiaonan.l@kkumail.com
ณิชาภัตร พุฒิคามิน
thithi@kku.ac.th
<p>ความวิตกกังวลในระยะผ่าตัดเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในสตรีที่เข้ารับการผ่าตัดมดลูก และมักส่งผลกระทบเชิงลบต่อการฟื้นตัวและสภาพจิตใจ งานวิจัยนำร่องนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิผลเบื้องต้นของโปรแกรมการให้ความรู้และสนับสนุนด้านจิตใจในการลดความวิตกกังวลในระยะผ่าตัด กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 10 ราย คัดเลือกแบบเจาะจงจากหอผู้ป่วยนรีเวชในโรงพยาบาลศูนย์ประจำเมืองเซียงหยาง ประเทศจีน โปรแกรมจัดขึ้นเป็นเวลา 4 วัน ประกอบด้วย (1) การให้ความรู้เกี่ยวกับการผ่าตัด (2) การสนับสนุนทางจิตใจแบบรายบุคคล (3) การอภิปรายกลุ่มและการสะท้อนคิด และ (4) การสรุปและเสริมสร้างกลยุทธ์การเผชิญปัญหา ประเมิน ความวิตกกังวลก่อนและหลังโปรแกรม โดยใช้แบบประเมินความวิตกกังวล (Hamilton anxiety rating scale: HAM-A) โปรแกรมผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน (CVI=0.83) และค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือ HAM-A (cronbach’s α=0.86) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยายและ paired t-tests</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า และระดับความวิตกกังวลหลังได้รับโปรแกรมลดลง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=10.543, 95% CI=6.68–10.32, p<.001) และระดับความวิตกกังวลลดลงจากระดับปานกลางเป็นระดับเล็กน้อย ผลการศึกษานี้ ชี้ให้เห็นถึง ควรบูรณาการโปรแกรมนี้เข้ากับปฏิบัติการพยาบาลนรีเวชที่มีมาตรฐานรวมถึงแนวทางการดูแลในหอผู้ป่วย และการพยาบาลปกติในหอผู้ป่วยนรีเวช มีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมในกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ขึ้น โดยออกแบบการวิจัยที่มีกลุ่มควบคุมเพื่อยืนยันประสิทธิผลของโปรแกรมเป็นแนวทางในการนำไปใช้ในวงกว้าง</p>
2026-03-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/278531
การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพโดยใช้สื่อเกมเต้นและความพึงพอใจของวัยรุ่นที่มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน
2025-04-10T09:40:11+07:00
กมลทิพย์ รุยแก้ว
6570001836@student.chula.ac.th
สุวิมล โรจนาวี
Suwimon.r@chula.ac.th
<p>การวิจัยเชิงบรรยายครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพโดยใช้สื่อเกมเต้นสำหรับวัยรุ่นที่มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน และ 2) ประเมินความพึงพอใจของวัยรุ่นที่มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนต่อโปรแกรมฯ วิธีดำเนินการวิจัย มี 5 ขั้นตอน คือ 1) วิเคราะห์ปัญหาและความต้องการ 2) การออกแบบโปรแกรมฯ ขึ้นตามแนวคิดส่งเสริมสุขภาพของเพนเดอร์ร่วมกับประยุกต์ใช้สื่อเกมเต้น 3) การพัฒนาโปรแกรมฯ และสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจ 4) ตรวจสอบคุณภาพและทดลองใช้โปรแกรมฯ 5) การประเมินผลโปรแกรมฯ เครื่องมือในการวิจัยครั้งนี้ ผ่านการทดสอบคุณภาพโปรแกรมฯ จากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 6 ท่าน และทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างที่คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง คือ วัยรุ่นอายุ 13-18 ปี ที่มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน จำนวน 15 คน ระยะเวลา 4 สัปดาห์ โปรแกรมฯ ส่งเสริมการรับรู้ประโยชน์ โดยกิจกรรมประเมินการรับรู้ประโยชน์ กิจกรรมกำหนดเป้าหมาย กิจกรรมให้ความรู้ ส่งเสริมการรับรู้อุปสรรค โดยกิจกรรมวิเคราะห์การแก้ไขปัญหาและเปิดโอกาสให้วัยรุ่นได้ปรึกษาถึงปัญหารายบุคคล ส่งเสริมการรับรู้ความสามารถของตน โดยกิจกรรมชมคลิปวีดิทัศน์ตัวแบบเล่าประสบการณ์ และกิจกรรมเกมเต้น นอกจากนี้ โปรแกรมฯ ได้บูรณาการใช้อิทธิพลจากเพื่อน โดยให้ผู้เข้าร่วมเล่นเกมเต้นเป็นคู่เพื่อส่งเสริมการเคลื่อนไหวร่างกาย หลังจากนั้นให้วัยรุ่นประเมินแบบสอบถามความพึงพอใจต่อโปรแกรมฯ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) เนื้อหาของโปรแกรมมีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์และนิยามศัพท์ (ร้อยละ 100) และมีความตรงเชิงเนื้อหาอยู่ใน ระดับดีมาก (content validity index: CVI=1.00) 2) ผู้เข้าร่วมมีความพึงพอใจต่อโปรแกรมโดยรวมอยู่ใน ระดับสูง (ร้อยละ 81.73) สรุปผลลัพธ์จากการศึกษาครั้งนี้ ได้ว่าโปรแกรมฯ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการส่งเสริมสุขภาพ โดยเพิ่มกิจกรรมทางกายและลดพฤติกรรมเนือยนิ่งในวัยรุ่นที่มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน</p>
2026-03-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/282265
ปัจจัยทำนายพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มารับบริการในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดอุดรธานี
2025-11-10T14:38:30+07:00
ณัฏฐากุล บึงมุม
Natthakul@rtu.ac.th
สร้อย อนุสรณ์ธีรกุล
soianu@kku.ac.th
<p><span class="fontstyle0">การวิจัยพรรณนาเชิงทำนายครั้งนี้ เพื่อศึกษา</span><span class="fontstyle0">ปัจจัยทำนายพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้ป่วย โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มารับบริการในโรงพยาบาลส่งเสริม สุขภาพตำบล จังหวัดอุดรธานี กลุ่มตัวอย่างเป็น ผู้ป่วยเบาหวานที่รับบริการสุขภาพในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนาดีและโสกน้ำขาว อำเภอเมือง อุดรธานี จังหวัดอุดรธานี จำนวน 98 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป </span><span class="fontstyle0">แบบสอบถามความรู้เรื่องโรคเบาหวาน แบบสอบถามทัศนคติต่อโรคเบาหวาน และ แบบสอบถามพฤติกรรม ส่งเสริมสุขภาพของผู้ป่วยโรคเบาหวาน มีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรม ส่งเสริมสุขภาพ เท่ากับ .82, .73 และ .89 ตามลำดับ วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณา สถิติไคสแควร์และสถิติ ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</span></p> <p><span class="fontstyle0">ผลการวิจัย พบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ ได้แก่ สถานถาพสมรส (p<.01) ระดับการศึกษา (p<.01) อาชีพ (p<.01) สิทธิการรักษา (p<.001) และการรักษา (p<.001) ส่วนปัจจัยที่สามารถทำนายพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้ป่วยโรคเบาหวานได้มี 3 ปัจจัย ได้แก่ สิทธิ การรักษาด้วยบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า ทำให้คะแนนพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพลดลง 7.15 คะแนน (B</span><span class="fontstyle2">=</span><span class="fontstyle0">-7.15, p<.01) อาชีพเกษตรกรรม รับจ้างทำให้คะแนนพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพลดลง 2.61 คะแนน (B</span><span class="fontstyle2">=</span><span class="fontstyle0">-2.61, p<.05) ส่วนการศึกษาระดับมัธยมศึกษาขึ้นไป ทำให้คะแนนพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพเพิ่มขึ้น 3.11 คะแนน (B</span><span class="fontstyle2">=</span><span class="fontstyle0">3.11, p<.05) และโมเดลสามารถอธิบายความแปรปรวนของพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้ป่วย โรคเบาหวานได้ ร้อยละ 17.7 (R</span><sup><span class="fontstyle0">2</span></sup><span class="fontstyle0">=.177, F=5.33, p<.05)</span></p> <p><span class="fontstyle0">สรุปได้ว่า ปัจจัยส่วนบุคคลเป็นตัวแปรที่สำคัญในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน การให้บริการสุขภาพจึงควรคำนึงถึงสิทธิการรักษา อาชีพและระดับการศึกษา ของผู้ป่วย แต่ละคน</span></p>
2026-03-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/278363
ผลของการใช้แนวปฏิบัติทางการพยาบาลในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยระหว่างหน่วยงาน ผ่านระบบเว็บแอปพลิเคชันต่อเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ในผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด
2025-07-08T15:25:33+07:00
กันตภณ หันไชยโชติ
kantapol.h@kkumail.com
ปาริชาติ วงศ์ก้อม
parwon@kku.ac.th
ณัฐภัทร เสรีวิวัฒนา
ns4334@hotmail.com
<p><span class="fontstyle0">การวิจัยกึ่งทดลองแบบ 2 กลุ่ม แบบวัดผลหลังการทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้ แนวปฏิบัติทางการพยาบาลในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยระหว่างหน่วยงานผ่านระบบเว็บแอปพลิเคชันต่อเหตุการณ์ ไม่พึงประสงค์ในผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด ดำเนินการศึกษาในผู้ป่วย จำนวน 134 ราย ที่เข้ารับการรักษา ภายในศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลตามปกติและกลุ่มผู้ป่วย ที่ได้รับการดูแลตามแนวปฏิบัติทางการพยาบาลในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยระหว่างหน่วยงานผ่านระบบเว็บ แอปพลิเคชัน กลุ่มละ 67 คน โดยมีพยาบาล 8 คน เป็นผู้ทำการเคลื่อนย้าย</span><span class="fontstyle0">ผู้ป่วย เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย 1) แนวปฏิบัติทางการพยาบาลในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยผ่านระบบเว็บแอปพลิเคชัน 2) แบบบันทึกการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย และการ</span><span class="fontstyle0">เกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ และ 3) แบบประเมินความพึงพอใจของพยาบาล ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ ของเครื่องมือโดยการตรวจสอบคุณภาพแนวปฏิบัติตาม Appraisal of Guidelines for Research and Evaluation II (AGREE II) การตรวจสอบ</span><span class="fontstyle0">ความตรงเชิงเนื้อหา การตรวจสอบคุณภาพดัชนีความสอดคล้องกับ วัตถุประสงค์ โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 ท่าน และตรวจสอบความเที่ยงระหว่าง ผู้ประเมินวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไป โดยใช้ สถิติเชิงบรรยาย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างของข้อมูลทั่วไประหว่างกลุ่ม ทดลองและกลุ่มควบคุม ด้วยสถิติ chi-square และเปรียบเทียบความแตกต่างของการเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์และ ความพึงพอใจของพยาบาล โดยใช้สถิติความเสี่ยงสัมพัทธ์ การทดสอบค่าทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างอิสระ และการทดสอบค่าที สำหรับกลุ่มตัวอย่างเดียว</span></p> <p><span class="fontstyle0">ผลการวิจัย พบว่า ผู้ป่วยกลุ่มควบคุมเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จากการเคลื่อนย้ายโดยรวมมากกว่า กลุ่มทดลอง 0.59 เท่า (RR=0.59, 95%CI: 0.33-1.03, p=.034) ระยะเวลาในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยไม่แตกต่างกัน โดยมีค่าเฉลี่ยในกลุ่มควบคุม 72.69 นาที (SD=35.47) กลุ่มทดลอง=75.28 นาที (SD=35.12) p=.859 และพยาบาล มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ร้อยละ 85.71 (t=2.83, p=.025) ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า แนวปฏิบัติ ทางการพยาบาลฯ สามารถช่วยให้การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยมีความปลอดภัย ลดการเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์และพยาบาล เกิดความพึงพอใจในการนำไปใช้งาน</span></p>
2026-03-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/275829
ผลของโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ในรูปแบบการพยาบาลทางไกลต่อพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพของผู้ดูแล
2024-12-14T17:13:12+07:00
ศรารินทร์ พิทธยะพงษ์
sararin_p@stin.ac.th
จารุณี นุ่มพูล
mind_pkk@yahoo.com
<p><span class="fontstyle0">การวิจัยกึ่งทดลอง (quasi-experimental research) นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรม สร้างเสริมสุขภาพผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในรูปแบบการพยาบาลทางไกล กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วย</span><span class="fontstyle0">โรคหลอดเลือดสมอง จำนวน 60 คน คัดเลือก</span><span class="fontstyle0">กลุ่มตัวอย่างโดยวิธีสุ่มอย่างง่าย ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สุ่มรายชื่อผู้ป่วยตามเกณฑ์คุณสมบัติที่กำหนดจำนวน กลุ่มละ 30 คน กลุ่มทดลอง ได้รับโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพผู้ดูแลในครอบครัวในรูปแบบการพยาบาลทางไกล โดยโปรแกรมใช้กรอบ แนวคิดที่ประยุกต์รูปแบบการสร้างเสริมสุขภาพของเพนเดอร์ ประกอบด้วย การติดตามเยี่ยมทางโทรศัพท์ และไลน์วิดีโอคอล เพื่อประเมินภาวะสุขภาพทางกายและจิตสังคม ให้คำปรึกษาหรือคำแนะนำด้านอารมณ์ และความคิดที่เฉพาะกับพฤติกรรม ให้ความรู้วิธีการปฏิบัติพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพของผู้ดูแลในครอบครัว เป็นรายบุคคล กิจกรรมทั้งหมด 3 ครั้ง กลุ่มเปรียบเทียบได้รับการดูแลตามรูปแบบปกติ เก็บรวบรวมข้อมูล ด้วยแบบประเมินพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพภายหลังเข้าร่วมโปรแกรม 3 เดือน และ 6 เดือน วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติการทดสอบไคสแควร์ การทดสอบความแม่นยำของฟิชเชอร์ การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบสอง ทางแบบวัดซ้ำ และการทดสอบบอนเฟอร์โรนี</span></p> <p><span class="fontstyle0">ผลการวิจัย พบว่า 1) กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพหลังเข้าร่วมโปรแกรม 3 เดือน และ 6 เดือน สูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.05, p<.05 ตามลำดับ) 2) กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพหลังเข้าร่วมโปรแกรม 3 เดือน และ 6 เดือน สูงกว่า กลุ่มเปรียบเทียบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.05, p<.05 ตามลำดับ)</span></p> <p><span class="fontstyle0">สรุปได้ว่า ผู้ดูแลที่เข้าร่วมโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพผู้ดูแลในครอบครัวโรคหลอดเลือดสมอง มีพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพเพิ่มขึ้น อาจส่งผลให้มีสุขภาพที่ดี สามารถดูแลผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ สามารถนำโปรแกรมไปประยุกต์ใช้ในกลุ่มผู้ดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง อื่น ๆ และควรวิจัยเชิงทดลอง เพื่อทดสอบประสิทธิผลของโปรแกรมต่อไป</span></p>
2026-03-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/281035
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมของอาสาสมัครสาธารณสุข ประจำหมู่บ้านในการป้องกันโรคอุบัติใหม่และโรคอุบัติซ้ำ อำเภอโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬ
2025-07-21T13:51:39+07:00
อภินันท์ จันปัดถา
aphinan.c@kkumail.com
ณัฏฐ์ชานันท์ วงค์ชาลี
nadcwo@kku.ac.th
นิศาชล บุบผา
nisachon@kku.ac.th
<p><span class="fontstyle0">การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพและ พฤติกรรมของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในการป้องกันโรคอุบัติใหม่และโรคอุบัติซ้ำ และ ศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยภายนอก และปัจจัยด้านการปฏิบัติงานกับความรอบรู้ด้าน สุขภาพและพฤติกรรมของ อสม. กลุ่มตัวอย่างเป็น อสม. ในอำเภอโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬ จำนวน 319 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงวิเคราะห์ ได้แก่ สหสัมพันธ์ ของสเปียร์แมน สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน สหสัมพันธ์ไบซีเรียล และสหสัมพันธ์อีตา</span></p> <p><span class="fontstyle0">ผลการวิจัย พบว่า อสม. ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 41-60 ปี ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและ มีประสบการณ์การทำงานเฉลี่ย 13.69 ปี โดยมีความรอบรู้ด้านสุขภาพในระดับดีมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /></span><span class="fontstyle0">=129.79, SD=18.96) และพฤติกรรมการป้องกันโรคอยู่ใน ระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /></span><span class="fontstyle0">=4.29, SD=0.52) ปัจจัยภายนอก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /></span><span class="fontstyle0">=</span><span class="fontstyle0">4.06, SD=0.66) และ ปัจจัยด้านการปฏิบัติงาน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /></span><span class="fontstyle0">=4.21, SD=0.77) มีระดับคะแนนเฉลี่ยในระดับมาก ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ ได้แก่ โรคประจำตัว ประวัติการป่วยด้วยโรคอุบัติใหม่และโรคอุบัติซ้ำ หลักสูตรที่เคย เข้ารับการอบรม การเข้าร่วมกิจกรรมเชิงรุกในชุมชน การรับรู้และการบริการสุขภาพเชิงรุก การใช้สื่อออนไลน์ แรงเสริมจากบุคคลอื่น บทบาทในการป้องกันโรค และปัจจัยสนับสนุนการปฏิบัติงาน</span></p> <p><span class="fontstyle0">สำหรับปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรค พบว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมมี ความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญกับพฤติกรรมการป้องกันโรค (r</span><sub><span class="fontstyle0">s</span></sub><span class="fontstyle0">=0.730, p<0.001) ความรอบรู้ด้าน สุขภาพ 1 ด้าน คือ ด้านความรู้ด้านสุขภาพ ไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกัน (p=0.190) อีก 5 ด้าน ที่เหลือมีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญกับพฤติกรรมการป้องกันโรค ได้แก่ ด้านการเข้าถึงข้อมูล สุขภาพและบริการสุขภาพ (p<0.001) ทักษะการสื่อสาร (p<0.001) ทักษะการตัดสินใจเลือกปฏิบัติที่ถูกต้อง (p<0.001) ทักษะการจัดการตนเอง (p<0.001) และทักษะการเสนอทางเลือกให้ผู้อื่น (p<0.001)</span></p> <p><span class="fontstyle0">ผลการวิจัยนี้ เสนอให้มีการส่งเสริมการบูรณาการยุทธศาสตร์สาธารณสุขในระดับท้องถิ่น การพัฒนาระบบสารสนเทศสุขภาพและระบบเฝ้าระวังโรค ส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยผ่านองค์กร บริหารส่วนท้องถิ่นและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ตลอดจนเสริมสร้างภาวะผู้นำและการมีส่วนร่วมของ ชุมชน เพื่อเพิ่มศักยภาพให้ อสม. และชุมชนสามารถป้องกันและควบคุมโรคได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน</span></p>
2026-03-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/279136
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จังหวัดเพชรบูรณ์
2025-05-20T10:04:50+07:00
ณัฐฐาพร คำอาบ
natthapron@scphpl.ac.th
รัศมี สุขนรินทร์
rassamee@scphpl.ac.th
<p>สุขภาพจิตเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน โดยเฉพาะในบริบทของชุมชนที่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ทำหน้าที่ส่งเสริม ป้องกัน และเฝ้าระวังปัญหาสุขภาพจิตของประชาชน แต่ยังพบว่า อสม. จำนวนมาก ยังขาดความรู้และความมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่นี้อย่างมีประสิทธิภาพ การวิจัยเชิงพยากรณ์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตของ อสม. และระบุปัจจัยที่สามารถทำนายความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตของ อสม. จังหวัดเพชรบูรณ์ กลุ่มตัวอย่างเป็น อสม. ที่ปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดเพชรบูรณ์ จำนวน 360 คน ได้จากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามประสบการณ์ด้านสุขภาพจิต 3) แบบสอบถามการรับรู้การสนับสนุนทางสังคม 4) แบบสอบถามความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพจิตและ 5) แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพจิต โดยเครื่องมือมีค่าความเชื่อมั่นอยู่ระหว่าง 0.84-0.91 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตอยู่ในระดับปานกลาง - มาก (M=133.39, SD=18.62) ตัวแปรที่สามารถร่วมกันพยากรณ์ความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตได้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.001) ได้แก่ ประสบการณ์การดูแลผู้มีปัญหาสุขภาพจิต การรับรู้การสนับสนุนทางสังคมและความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพจิต ซึ่งสามารถพยากรณ์ได้ ร้อยละ 41.6 (adjusted R²=.416)</p>
2026-03-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nah/article/view/281345
ภาวะอ้วนร่วมกับมวลกล้ามเนื้อน้อยในผู้ป่วยมะเร็งเต้านม: ประเด็นสุขภาพที่ถูกละเลย และความท้าทายของการพยาบาล
2025-08-14T22:08:52+07:00
ดวงเดือน รัตนะมงคลกุล
Nuchthida.sa@gmail.com
นุชธิดา สมัยสงฆ์
nuchthida.sa@gmail.com
ไตรภพ โรจนอุทัย
Nuchthida.sa@gmail.com
<p><strong>หมายเหตุบรรณาธิการ<br /></strong>ในวาระที่วารสารฉบับนี้ เป็นฉบับแรกแห่งปี 2569 ซึ่งเป็นปีที่สหประชาชาติได้ประกาศให้เป็น “ปีแห่งเกษตรกรสตรีสากล” เพื่อเน้นย้ำบทบาทของผู้หญิงในภาคระบบการผลิตและบริการอาหารแก่สังคมโลกในฐานะ “ผู้ให้” ซึ่งสังคมควรคำนึงถึงการผลักดันให้สตรีเป็น “ผู้รับ” ในมิติของโอกาสความเอื้อเฟื้อ การสนับสนุนการให้เวลา และทรัพยากร อันจะเป็นปัจจัยเงื่อนไขในการสร้างความอยู่ดีมีสุขของผู้หญิงและเด็กหญิงอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม กองบรรณาธิการจึงบรรจุบทความนี้ เป็นบทความวิชาการรับเชิญ ซึ่งเป็นหนึ่งตัวอย่างของปัญหาสุขภาพสตรีที่อาจถูกละเลย และเป็นประเด็นท้าทายสังคมวิชาชีพการบริการสุขภาพ</p> <p><strong>บทคัดย่อ<br /></strong>ภาวะอ้วนร่วมกับมวลกล้ามเนื้อน้อย (sarcopenic obesity) เป็นภาวะซับซ้อน ที่พบเพิ่มขึ้นในผู้ป่วยมะเร็งเต้านม โดยเฉพาะในสตรีวัยกลางคนและวัยสูงอายุ ภาวะนี้เกิดจากความไม่สมดุลระหว่างมวลไขมันและมวลกล้ามเนื้อ อันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงทางเมตาบอลิซึม ฮอร์โมน การอักเสบเรื้อรัง และผลข้างเคียงจากการรักษา เช่น เคมีบำบัดหรือฮอร์โมนบำบัด ส่งผลให้ผู้ป่วยมีสมรรถภาพทางกายลดลง ภาวะแทรกซ้อนเพิ่มขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ลดลง พยาบาลจึงมีบทบาทสำคัญในการป้องกัน คัดกรอง และจัดการภาวะดังกล่าวอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การประเมินภาวะโภชนาการ การวัดองค์ประกอบของร่างกาย การประเมินความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ไปจนถึงการให้คำปรึกษาโภชนบำบัด การส่งเสริมกิจกรรมทางกาย และการดูแลเชิงจิตสังคม</p> <p>นอกจากนี้ การดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่มีภาวะอ้วนร่วมกับมวลกล้ามเนื้อน้อยยังเป็นประเด็นท้าทายต่อการพยาบาลในมิติทางเพศภาวะและสังคม เนื่องจากผู้ป่วยหญิงจำนวนมากเผชิญแรงกดดันจากภาพลักษณ์ทางสังคมที่คาดหวังให้ดูดีและแข็งแรง ส่งผลให้เกิดการตีตราและการละเลยการดูแลตนเอง บทความนี้จึงมุ่งทบทวนพยาธิสภาพ ผลกระทบ บทบาทพยาบาล และความท้าทายเชิงสังคมในบริบทของประเทศไทย พร้อมเสนอแนวทางที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ทางคลินิกกับมิติทางจิตสังคม เพื่อให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมได้รับการดูแลแบบองค์รวม สอดคล้องกับแนวโน้มสุขภาพโลกที่มุ่งเน้นสุขภาพเชิงศักยภาพ ความสามารถ และคุณภาพชีวิตมากกว่าการควบคุมโรคเพียงอย่างเดียว</p>
2026-02-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ