Mahidol R2R e-Journal https://he01.tci-thaijo.org/index.php/mur2r Mahidol R2R e-Jornal th-TH <p><img src="/public/site/images/modmur2r/GO-01.jpg"></p> benchamas.mam@mahidol.ac.th (เบญจมาศ มะหมัดกุล) sirichart.wan@mahidol.ac.th (นายศิริชาติ วรรณสวาท) Mon, 24 Aug 2026 15:28:16 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การประเมินความสอดคล้องของการการประเมินความสอดคล้องของการกำหนดสถานะ HER2 โดยเทคนิค Fluorescence in situ hybridization ด้วยหลักเกณฑ์ของ ASCO/CAP ของปี 2013 และ ปี 2018 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/mur2r/article/view/269830 <p> ยีน Human epidermal growth factor receptor 2 (<em>HER2</em>) มีบทบาทสำคัญในผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ซึ่งมักจะพบการแสดงออกที่มากเกินของโปรตีนหรือพบการเพิ่มจำนวนชุดของยีนนี้ ประมาณร้อยละ 15 – 20 ของผู้ป่วย ซึ่งวิธี Fluorescence <em>in situ</em> hybridization (FISH) เป็นวิธีพื้นฐานที่ใช้ในการตรวจสอบ นำผลไปใช้พยากรณ์ภาวะโรค ช่วยแพทย์วางแผนในการรักษา และเลือกใช้ยาเคมีบำบัดในการรักษามะเร็งเต้านมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในปี 2018 The American Society of Clinical Oncology (ASCO)/College of American Pathologists (CAP) ได้มีแนวทางการการจัดกลุ่มสถานะ <em>HER2 </em>แบบปรับปรุงใหม่จากปี 2013 โดยพยายามลดจำนวนรายที่ให้ผลแบบก้ำกึ่ง (equivocal) เนื่องจากการรักษาแบบ Anti-HER2 therapy ในรายที่มีผลแบบก้ำกึ่ง ให้ผลที่ไม่แน่นอน และในปี 2023 ทาง ASCO/CAP ได้มีการทบทวนแนวทางการการจัดกลุ่มสถานะ <em>HER2 </em>มีข้อสรุปว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์และยืนยันการใช้หลักเกณฑ์ของ ASCO/CAP ปี 2018 ในการจัดกลุ่มสถานะ <em>HER2</em> ในการศึกษานี้ทีมผู้วิจัยจึงศึกษาประเมินความสอดคล้องของการกำหนดสถานะ <em>HER2</em> โดยเทคนิค FISH ด้วยหลักเกณฑ์ของ ASCO/CAP ของปี 2013 และ ปี 2018 ว่าสอดคล้องกันหรือไม่ เพื่อเป็นแนวทางในการลดจำนวนรายที่มีผลแบบก้ำกึ่ง ที่ส่งตรวจมายังห้องปฏิบัติการ นอกจากนั้นยังเปรียบเทียบการกำหนดสถานะของ <em>HER2</em> ด้วยจำนวนเซลล์ที่แตกต่างกัน เนื่องจากจำนวนเซลล์ที่เหมาะสมที่สุดในการนับและรายงานผลของเทคนิค FISH ยังเป็นที่ถกเถียง ซึ่งผลการวิจัยพบว่าจาก 75 ตัวอย่าง เมื่อประเมินสถานะของ <em>HER2</em> ด้วยหลักเกณฑ์ของ ASCO/CAP ของปี 2013 และ ปี 2018 มีความสอดคล้องกันถึง 71 ราย คิดเป็น 94.67% ที่ผลไม่เปลี่ยนแปลง และเมื่อคำนวณค่าความสอดคล้องโดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์ (kappa) มีค่าเท่ากับ 0.8886 แสดงว่าการแปลผลโดยใช้ ASCO/CAP Guideline 2013 และ 2018 มีความสอดคล้องกันมาก และมีรายที่ผลเปลี่ยนแปลงจากผลแบบก้ำกึ่ง 2 ตัวอย่างคิดเป็น 2.67% ที่ถูกจัดกลุ่มเป็น negative ทำให้ง่ายต่อการวางแผนในการรักษาได้ และการอ่านผลเปรียบเทียบ 200 เซลล์ และ 60 เซลล์ โดยใช้ ASCO/CAP 2018 พบว่ามีถึง 70 ราย (93.33 %) ที่แม้จะลดจำนวนเซลล์ที่ใช้อ่านน้อยลงแต่ไม่กระทบต่อผลการวิเคราะห์สถานะ <em>HER2 </em> ถึงแม้ว่าจะมี 5 ราย (6.67 %) ที่มีการเปลี่ยนแปลงสถานะ แต่เมื่อพิจารณาจากค่าความสอดคล้องโดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์ (kappa) มีค่าเท่ากับ 0.8567 อยู่ในระดับความสอดคล้องมาก แสดงว่าการแปลผลโดยใช้ 200 เซลล์ หรือ 60 เซลล์ การกำหนดสถานะ <em>HER2</em> ไม่มีความแตกต่างกัน การศึกษานี้จึงสรุปได้ว่า ASCO/CAP 2018 สามารถนำมาใช้เป็นแนวทางการปฏิบัติในห้องปฏิบัติการ ซึ่งทำให้ผู้ป่วยได้รับประโยชน์จากการรักษา และอาจช่วยลดระยะเวลาในการวิเคราะห์ผลทางห้องปฏิบัติการ</p> กานต์ธิดา แจ้งยุบล, จุฑามาศ ยิ้มนุ่น, สมบูรณ์ กิตติคงวัตร, บงกช เพ็ชรรัตน์, ปริยวุฒิ เหราบัตย์, ทิวารัตน์ สินธุวิวัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Mahidol R2R e-Journal https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/mur2r/article/view/269830 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาผลของสารสกัดที่ได้จากน้ำทับทิมและเปลือกทับทิมต่อฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียในช่องปาก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/mur2r/article/view/270650 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินคุณสมบัติที่น่าสนใจของสารสกัดจากน้ำทับทิมและเปลือกทับทิมในเบื้องต้น โดยมุ่งเน้นการศึกษาสารต้านอนุมูลอิสระและฤทธิ์การยับยั้งแบคทีเรียในช่องปาก โดยเฉพาะแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ที่พบในน้ำทับทิมและเปลือกทับทิม เช่น ไซยานิดิน-3-กลูโคไซด์ (Cyanidin-3-Glucoside) และ มัลวิดิน (Malvidin) กระบวนการสกัดและวิเคราะห์ด้วยเทคนิคโครมาโทกราฟีของเหลวสมรรถนะสูง (HPLC)</p> <p> ผลการทดลองพบว่าความเข้มข้นสูงสุดของไซยานิดิน-3-กลูโคไซด์ (Cyanidin-3-Glucoside) ในตัวอย่างคือ 0.310±0.01 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร และของมัลวิดิน (Malvidin) คือ 0.768±0.008 ไมโครกรัมต่อมิลลิกรัม นอกจากนี้ ความเข้มข้นสูงสุดของสารประกอบฟีนอลิกในตัวอย่างสารสกัดมีความเข้มข้น 343.63±32.14 มิลลิกรัม GAE ต่อ 100 กรัม การศึกษาผลการยับยั้งแบคทีเรียจากสารสกัดตัวอย่างพบว่า มีฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย 2 ชนิด ได้แก่ <em>Staphylococcus aureus</em> และ <em>Aggregatibacter actinomycetemcomitans</em> ทั้งนี้ การวิจัยเบื้องต้นพบว่าสารต้านอนุมูลอิสระในสารสกัดยังคงมีปริมาณน้อย</p> <p> ดังนั้น จึงจำเป็นต้องพัฒนากระบวนการสกัดให้บริสุทธิ์เพื่อเพิ่มความเข้มข้นให้สูงขึ้น มีแนวโน้มในการนำสารสกัดจากผลทับทิมไปใช้เพิ่มประสิทธิภาพการยับยั้งแบคทีเรีย</p> กรวัชร ไทยรัตน์, พรเพ็ญ ดารารัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Mahidol R2R e-Journal https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/mur2r/article/view/270650 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700 ผลการใช้สื่อวิดีทัศน์สารคดี เรื่องโรคพยาธิตัวกลมติดต่อผ่านดิน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/mur2r/article/view/264400 <p> โรคพยาธิตัวกลมติดต่อผ่านดินยังพบว่ามีการระบาดสูงในพื้นที่ที่ห่างไกลความเจริญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณชายแดนไทย-เมียนมา เนื่องจากประชนชนมีฐานะยากจน ขาดสาธารณูปโภคที่เหมาะสม ตลอดจนขาดความรู้ความเข้าใจด้านสุขอนามัยเป็นสำคัญ ในการศึกษานี้ผู้วิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความรู้ก่อนและหลังรับชมวีดิทัศน์เรื่องโรคพยาธิตัวกลมติดต่อผ่านดิน และประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลายที่มีต่อวีดิทัศน์เรื่องโรคพยาธิตัวกลมติดต่อผ่านดิน โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 – 6 โรงเรียนพื้นที่ตามแนวตะเข็บชายแดน ไทย – เมียนมา จังหวัดราชบุรี จำนวน 274 คน ผู้เข้าร่วมวิจัยได้ทำแบบทดสอบความรู้ก่อนรับชมสื่อวีดิทัศน์สารคดี (pre-test) จากนั้นรับชมสื่อวีดิทัศน์สารคดีเรื่องโรคพยาธิตัวกลมติดต่อผ่านดิน แล้วจึงทำแบบทดสอบความรู้หลังรับชมสื่อวีดิทัศน์สารคดี (post-test) และแบบประเมินความพึงพอใจของสื่อวีดิทัศน์เพื่อใช้ในการพัฒนาและปรับปรุงสื่อในโอกาสต่อไป เครื่องมือวิจัย ได้แก่ ข้อมูลทั่วไปของนักเรียนและข้อมูลประเมินความพึงพอใจของสื่อวีดิทัศน์ การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การใช้สถิติเชิงพรรณนา คะแนนแบบทดสอบความรู้ก่อนและหลังรับชมสื่อวีดิทัศน์สารคดีถูกนำมาวิเคราะห์โดยใช้สถิติเปรียบเทียบ 2 กลุ่ม (paired t-test) </p> <p> ผลการศึกษาพบว่ามีนักเรียน เป็นเพศชาย 53.28% เพศหญิง 46.72% มีอายุตั้งแต่ 9-16 ปี (อายุเฉลี่ย 11 ปี) กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 จากข้อมูลทางครอบครัวของนักเรียนพบว่า ส่วนใหญ่บิดาและมารดามีอาชีพรับจ้าง และไม่ได้รับการศึกษา เมื่อทำการประเมินความรู้พบว่านักเรียนมีคะแนนความรู้หลังรับชมสื่อวีดิทัศน์ฯ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (<em>p </em>&lt; 0.001) โดยมีคะแนนความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 30.04% เมื่อเปรียบเทียบกับคะแนนก่อนรับชมสื่อวิดิทัศน์ฯ จากการประเมินความพึงพอใจที่มีต่อสื่อวีดิทัศน์ฯ พบว่ามีคุณภาพโดยรวมอยู่ในระดับดี ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.39±0.76 จากคะแนนเต็ม ­3 คะแนน คิดเป็น ร้อยละ 79.66</p> <p> จากการศึกษานี้พบว่าสื่อวีดิทัศน์ฯ ดังกล่าวช่วยให้นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 มีความรู้เกี่ยวกับพยาธิตัวกลมติดต่อผ่านดินด้านการป้องกันตนเองเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมีเนื้อหาที่สามารถเข้าใจง่าย สามารถนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้ ดังนั้นการศึกษานี้สามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาต่อยอดในการผลิตสื่อวีดิทัศน์ที่มีคุณภาพ ซึ่งคาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อนักเรียน/นักศึกษา บุคลากรทางการแพทย์ และสาธารณสุข รวมถึงผู้สนใจต่อไป</p> วัชรินทร์ นาคผ่อง, ชมพูนุท แสงพันธ์, ศิวพร ผ่านภูวงษ์, ชำนาญ เอกสนธิ์, ปัญญวัฒน์ บุญถนอม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Mahidol R2R e-Journal https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/mur2r/article/view/264400 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700 ระบบฐานข้อมูลศิษย์เก่าเชิงพื้นที่แบบพลวัต: แนวทางการบูรณาการสื่อสังคมออนไลน์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/mur2r/article/view/278539 <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อนำเสนอแนวทางการจัดการและพัฒนาฐานข้อมูลศิษย์เก่าในสถาบันอุดมศึกษาที่สามารถปรับปรุงความเป็นปัจจุบันของข้อมูลได้อย่างอัตโนมัติ โดยปรับปรุงข้อมูลพื้นฐานของศิษย์เก่าที่มีอยู่เดิมด้วยข้อมูลที่ใหม่กว่าจากสื่อสังคมออนไลน์ ได้แก่ Facebook และ LinkedIn รวมไปถึงการเพิ่มมิติให้กับข้อมูลเดิมด้วยการเชื่อมโยงเข้ากับข้อมูลเชิงภูมิศาสตร์ การดำเนินงานวิจัยนี้ใช้กลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีและบัณฑิตศึกษาของสถาบันอุดมศึกษากรณีศึกษาในรอบ 10 ปี จำนวน 1,000 คน</p> <p> จากการประเมินประสิทธิภาพระบบฐานข้อมูลศิษย์เก่าเชิงพื้นที่ที่พัฒนาขึ้นด้วยแนวทางที่นำเสนอพบว่า การแสดงผลข้อมูลที่ได้จากระบบมีความถูกต้องทั้งหมด (100%) โดยช่วยให้ข้อมูลเดิมมีความครบถ้วนสมบูรณ์มากขึ้น 95.50% และผ่านการตรวจสอบความน่าเชื่อถือทางสถิติ ในขณะที่ยังคงความเป็นมิตรต่อผู้ใช้งานระบบในระดับดีมาก นอกจากนี้ ผลลัพธ์ที่ได้จากระบบฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงกับมิติเชิงพื้นที่แสดงให้เห็นว่า ศิษย์เก่ากว่า 40% พำนักกระจุกตัวในพื้นที่ศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม โดยศิษย์เก่าที่สำเร็จการศึกษาในกลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีแนวโน้มการกระจุกตัวในย่านเมืองใหญ่มากกว่ากลุ่มสาขาสังคมศาสตร์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) ข้อมูลเชิงลึกที่ได้จากระบบฐานข้อมูลนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อพันธกิจด้านศิษย์เก่าสัมพันธ์ โดยเฉพาะการสร้างกิจกรรมที่เจาะจงและตอบสนองต่อความต้องการของกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจน เช่น การระดมทุนผ่านกิจกรรม การพัฒนาหลักสูตรระยะสั้นนอกเวลา เป็นต้น</p> วิรัตน์ รัตนพิทักษ์, สมเกียรติ วังศิริพิทักษ์, พัชญ์ธนัน ศิริกิจเสถียร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Mahidol R2R e-Journal https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/mur2r/article/view/278539 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700 พฤติกรรมการใช้ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการข้อมูลของ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล https://he01.tci-thaijo.org/index.php/mur2r/article/view/253120 <p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้งานระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการ รวมถึงวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการยอมรับการใช้งานต่อระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการ ของบุคลากรสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ประชากรในการศึกษา คือ บุคลากรของสถาบันฯ ทุกกลุ่มงาน ได้แก่ อาจารย์ นักวิจัย นักวิจัยโครงการ เจ้าหน้าที่สำนักงานผู้อำนวยการ จำนวน 89 คน โดยใช้แบบสอบถามชนิดมีโครงสร้าง และใช้การวิเคราะห์ด้วยสถิติพรรณนา ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วยการวิเคราะห์ถดถอยลอจิสติกเชิงอันดับ</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า การที่ต้องใช้งานผ่านระบบฯ โดยไม่มีช่องทางอื่น เป็นเหตุผลหลักทำให้เกิดการใช้งาน ปัจจัยที่ส่งผลต่อการใช้งานระบบสารสนเทศทุกด้านอยู่ในระดับเห็นด้วยมากและมากที่สุด โดยเฉพาะด้านความคาดหวังจากประสิทธิภาพของระบบสารสนเทศอยู่ในระดับเห็นด้วยมากที่สุด นอกจากนี้ ยังพบว่า การที่ผู้บริหารมีทัศนคติที่ดี เป็นตัวอย่าง และสนับสนุนการใช้งาน เป็นปัจจัยส่งเสริมให้บุคลากรใช้งานระบบฯ และมีผลมากขึ้นตามอายุการทำงาน บุคลากรที่อายุน้อยใช้ระบบฯ มากกว่าบุคลากรที่อายุมาก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนระดับการศึกษาไม่มีผลต่อการใช้ระบบอย่างมีนัยสำคัญ</p> <p> อย่างไรก็ตาม ผลการวิเคราะห์อาจแตกต่างกัน ขึ้นกับลักษณะของระบบและองค์กร และหากมีการใช้ระบบสารสนเทศเป็นเวลานานขึ้น ผู้ใช้อาจจะมีความรู้ความเข้าใจ และเห็นประโยชน์ในระยะยาวที่ได้รับจากการใช้งานระบบมากขึ้นได้</p> พอตา บุนยตีรณะ, จีรวรรณ หงษ์ทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Mahidol R2R e-Journal https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/mur2r/article/view/253120 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700 การวิจัยประสิทธิภาพและแนวทางการพัฒนาโครงสร้างเครือข่ายอินเทอร์เน็ตไร้สาย : กรณีศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/mur2r/article/view/268899 <p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและข้อจำกัดของการใช้งานเครือข่ายอินเทอร์เน็ตไร้สาย ประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งาน และเสนอแนวทางในการพัฒนาระบบเครือข่ายในคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ผลการศึกษาพบว่าระบบเครือข่ายมีข้อจำกัดด้านครอบคลุมพื้นที่ใช้งาน โดยเฉพาะในพื้นที่ชั้น 3 และพื้นที่ชั้น 4 ที่มีสัญญาณไม่เสถียร เนื่องจากจุดกระจายสัญญาณไม่เพียงพอและมีสิ่งกีดขวาง เช่น ผนังห้องและกระจก ซึ่งลดทอนสัญญาณ ทำให้การเชื่อมต่อช้าและไม่เสถียร ข้อมูลแสดงให้เห็นว่าค่าความเร็วรองรับสูงสุดของการดาวน์โหลดและอัปโหลดในแต่ละชั้นอยู่ในระดับเหมาะสม แต่อย่างไรก็ตามค่าความเร็วต่ำสุดในพื้นที่ชั้น 3 และพื้นที่ชั้น 4 ต่ำมากในบางพื้นที่ที่มีข้อจำกัด ค่าดาวน์โหลดต่ำสุด 0 - 9.1 Mbps และค่าอัปโหลดต่ำสุด 7.4 - 10.9 Mbps ซึ่งส่งผลต่อการใช้งานของผู้ใช้งานจริง ผู้ใช้งานมีความพึงพอใจในระดับปานกลางถึงมาก ซึ่งยังต้องการให้ปรับปรุงความเร็ว ความเสถียร และเพิ่มจำนวนจุดกระจายสัญญาณให้ครอบคลุมทุกพื้นที่</p> <p> ผลการศึกษาสนับสนุนให้ใช้เทคโนโลยี Wi-Fi 6 และการจัดการเครือข่ายด้วยระบบอัจฉริยะ เพื่อเพิ่มความเร็วและเสถียรภาพ รวมถึงการใช้ช่องสัญญาณที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเชื่อมต่อ ทั้งนี้ ปัญหาคอมพิวเตอร์สเปกต่ำในห้องเรียนและห้องทำงาน ยังส่งผลให้การประมวลผลล่าช้าและลดประสิทธิภาพการใช้งานเครือข่าย การพัฒนาเครือข่าย ควรมุ่งเน้นการปรับปรุงจุดกระจายสัญญาณในพื้นที่ที่มีปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพคอมพิวเตอร์ เพื่อให้การใช้งานเครือข่ายของคณะเป็นไปอย่างราบรื่นควบคู่ด้วยเช่นกัน</p> สาวิตรี วงษ์นุ่น ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Mahidol R2R e-Journal https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/mur2r/article/view/268899 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาการใช้ระบบสารสนเทศเพื่อปรับปรุงกระบวนการจัดการ บันทึกข้อตกลงความร่วมมือในมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/mur2r/article/view/270262 <p> การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาและปรับปรุงกระบวนการจัดการบันทึกข้อตกลงนามความร่วมมือทางวิชาการกับสถาบันการศึกษา หน่วยงานและองค์กรภายในประเทศ (MOU) โดยมีประชากรคือ ผู้ปฏิบัติงานด้าน MOU และผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง จำนวน 41 คน เครื่องมือวิจัยคือ แบบสอบถามเพื่อประเมินผลหลังการปรับปรุงกระบวนการ ซึ่งมีค่าความสอดคล้อง (IOC) 0.94 และค่าความน่าเชื่อถือทั้งฉบับ 0.96 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า t-test/Z-test และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\rho&amp;space;" alt="equation" />)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า (1) ปัญหาส่วนใหญ่คือ เป็นการทำงานแบบระบบ Manual หรือระบบเอกสาร มีขั้นตอนซ้ำซ้อน ผู้ปฏิบัติงานมีประสบการณ์น้อย และมีเพียงระบบฐานข้อมูลการบันทึกข้อมูลการลงนามความร่วมมือ และมีการปรับปรุงกระบวนงาน โดยการประยุกต์ใช้แนวคิดลีน และหลักการ ECRS+it โดยทำการวิเคราะห์ขั้นตอนการทำงานและปรับปรุงกระบวนการ เช่น ตัดกระบวนการซ้ำซ้อนและจัดใหม่ ปรับปรุงระบบสารสนเทศ MOU โดยให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถบันทึกแก้ไขข้อมูลได้ ปรับปรุงเมนูเพื่อลดความซ้ำซ้อน เพิ่มเมนูการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานผ่านระบบสารสนเทศ และจัดพี่เลี้ยงให้กับผู้ที่ปฏิบัติงานที่มีประสบการณ์น้อย เป็นต้น (2) ประสิทธิภาพของกระบวนการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการฯ หลังการปรับปรุงกระบวนการ อยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> =4.18) และมีความพึงพอใจ อยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> =4.40) ซึ่งสูงกว่า ก่อนการปรับปรุงกระบวนการ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> =3.82) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ (3) ความสัมพันธ์ระหว่างความพึงพอใจหลังการปรับปรุงกระบวนการกับประสิทธิภาพกระบวนการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ พบว่า มีความสัมพันธ์กันในระดับสูงมาก และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\rho&amp;space;" alt="equation" /> = .92) ที่นัยสำคัญทางสถิติระดับ .01</p> จักริน สงวนศักดิ์, วิริญญา ชูราษี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Mahidol R2R e-Journal https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/mur2r/article/view/270262 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700 แรงจูงใจในการปฏิบัติงานกับความผูกพันในองค์กรของบุคลากร คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/mur2r/article/view/272798 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับแรงจูงใจและความผูกพัน รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจในการทำงานกับความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยมุ่งเน้นการเข้าใจปัจจัยที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กร ซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาความพึงพอใจและประสิทธิภาพในการทำงาน กลุ่มตัวอย่างคือ บุคลากรสายวิชาการและสายสนับสนุนจำนวน 52 คน และเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น (Cronbach's Alpha = 0.93) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า แรงจูงใจในการปฏิบัติงานในภาพรวมของบุคลากรคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม อยู่ในระดับมาก ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.02, S.D. 0.88) โดยด้านแรงจูงใจในความรับผิดชอบ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.38, SD = 0.68) รองลงมาคือ ด้านลักษณะของงานที่ปฏิบัติ ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.36, S.D. 0.80) สำหรับความผูกพันต่อองค์กรในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.83, S.D. 0.86) โดยด้านความเต็มใจที่จะทุ่มเทให้กับองค์กร มีระดับความผูกพันที่ค่าเฉลี่ยสูงสุด ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.95, SD = 0.77) รองลงมา คือ ด้านความเชื่อและการยอมรับเป้าหมายและค่านิยมองค์กร (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.79, S.D. 0.92) และพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจในการปฏิบัติงานกับความผูกพันต่อองค์กร ในภาพรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลาง โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (r = 0.481, p &lt; .01)</p> ธัญญธร พัวพิทยาธร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Mahidol R2R e-Journal https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/mur2r/article/view/272798 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์ การวิเคราะห์งบประมาณ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/mur2r/article/view/277344 <p> การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์แผนและผลการบริหารงบประมาณเงินรายได้ของคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระหว่างปีงบประมาณ พ.ศ. 2560–2566 2) วิเคราะห์และพยากรณ์แนวโน้มรายรับจริงและรายจ่ายจริงงบประมาณเงินรายได้ของคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ระหว่างปีงบประมาณ พ.ศ. 2567–2570 และ 3) เพื่อเสนอแนะแนวทางการบริหารงบประมาณที่มีประสิทธิภาพ และตอบสนองต่อเป้าหมายยุทธศาสตร์ของคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ข้อมูลที่ใช้ คือ แผนการบริหารงบประมาณเงินรายได้ และข้อมูลรายรับจริง รายจ่ายจริง จำแนกตามภารกิจหลักของคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2560–2566 วิเคราะห์โดยการใช้โปรแกรม Microsoft Excel ด้วยสถิติเชิงพรรณนา หาค่าเฉลี่ย ร้อยละ และเปรียบเทียบงบประมาณ และใช้เทคนิคการพยากรณ์แนวโน้มเชิงเส้นตรงด้วยชุดคำสั่ง Forecast มาวิเคราะห์เพื่อคาดการณ์ความสามารถทางการเงินในอนาคต</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มีผลการบริหารงบประมาณเงินรายได้ ระหว่างปีงบประมาณ พ.ศ. 2560–2566 เกินดุล เฉลี่ยต่อปีงบประมาณ จำนวน 9.98 ล้านบาท ซึ่งในระยะเวลา 7 ปีงบประมาณที่ผ่านมา มีผลการบริหารงบประมาณรายรับจริงรวมเฉลี่ย ต่ำกว่า แผนรายรับเล็กน้อย จำนวน 0.75 ล้านบาทต่อปีงบประมาณ และมีรายจ่ายจริงรวมเฉลี่ย ต่ำกว่า แผนรายจ่ายค่อนข้างสูง จำนวน 14.69 ล้านบาทต่อปีงบประมาณ และเมื่อคาดการณ์แนวโน้มรายรับจริงและรายจ่ายจริง ระหว่างปีงบประมาณ พ.ศ. 2567–2570 พบว่า มีแนวโน้มรายรับจริง และ รายจ่ายจริงลดลงอย่างต่อเนื่องทุกปีงบประมาณ รายรับจริงลดลงเฉลี่ยร้อยละ (-9.04) ต่อปีงบประมาณ รายจ่ายจริงลดลงเฉลี่ยร้อยละ (-2.78) ต่อปีงบประมาณ โดยจากแบบจำลองการพยากรณ์ภายใต้ข้อมูลและสมมติฐานที่ใช้ในการศึกษา พบว่า หากปัจจัยแวดล้อมยังคงมีลักษณะเช่นเดิม คณะฯ อาจมีแนวโน้มที่รายรับจะต่ำกว่ารายจ่ายในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2567–2570</p> <p> จากผลการวิจัย คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ควรกำหนดกรอบวงเงินงบประมาณเพื่อการจัดสรรงบประมาณเงินรายได้ในสัดส่วนที่สอดคล้องกับแนวโน้มรายรับจริงและรายจ่ายจริง ตามภารกิจหลักของคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ จัดทำแผนการบริหารงบประมาณเงินรายได้ กำหนดแนวทางการจัดหารายได้เพิ่ม เพื่อชดเชยเงินรายได้ที่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง และผลักดันให้หน่วยงานย่อยภายในคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ แสวงหาค่าใช้จ่ายงบประมาณจากแหล่งอื่น ๆ ทดแทน เพื่อลดรายจ่ายที่มากกว่ารายได้ ซึ่งผลการพยากรณ์สะท้อนแนวโน้มที่อาจเกิดขึ้นภายใต้ข้อมูลในอดีต มิใช่ข้อยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต</p> พิชญา พึ่งทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Mahidol R2R e-Journal https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/mur2r/article/view/277344 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกศึกษาในหลักสูตรเทคนิคการแพทย์ ณ สำนักวิชาสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ผ่านระบบการคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/mur2r/article/view/273606 <p>การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกเรียนหลักสูตรเทคนิคการแพทย์ สำนักวิชาสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดยผ่านการคัดเลือกด้วยระบบ TCAS ของนักศึกษาหลักสูตรเทคนิคการแพทย์ จำนวน 439 คน โดยใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น ประกอบด้วย ปัจจัยด้านภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัย ปัจจัยด้านหลักสูตรและปัจจัยด้านเหตุผลส่วนบุคคล และวิเคราะห์ผลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติด้วยสถิติเชิงพรรณนาเพื่อบรรยายค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติ Spearman's rank correlation coefficient</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ระดับปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกเรียนหลักสูตรเทคนิคการแพทย์ สำนักวิชาสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด (<em><img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /></em> = 4.14, S.D. = 0.67) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ปัจจัยด้านภาพลักษณ์มหาวิทยาลัย มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.39, S.D. = 0.54) รองลงมา คือ ปัจจัยด้านหลักสูตร มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.37, S.D. = 0.56) และปัจจัยด้านส่วนบุคคล มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.66, S.D. = 0.90) ตามลำดับ ดังนั้นผลการศึกษานี้สามารถนำไปใช้ในการพัฒนากลยุทธ์การรับนักศึกษา โดยมุ่งเน้นด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ส่งเสริมให้นักศึกษาไปฝึกงานและฝึกประสบการณ์ทั้งในและต่างประเทศ ปัจจัยด้านหลักสูตร พัฒนาหลักสูตรให้ได้รับการรับรองจากสภาวิชาชีพเทคนิคการแพทย์เป็นหลักสูตรที่เป็นที่ต้องการของตลาด จบแล้วมีงานรองรับ เพื่อช่วยสนับสนุนการตัดสินใจเลือกศึกษาในหลักสูตรเทคนิคการแพทย์</p> มณีรัตน์ ศรีสุขใส ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Mahidol R2R e-Journal https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/mur2r/article/view/273606 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมองค์กรกับความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง กรณีศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/mur2r/article/view/272062 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาวัฒนธรรมองค์กรของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร (2) ศึกษาระดับความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของมหาวิทยาลัย และ (3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมองค์กรกับความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง กลุ่มตัวอย่างคือบุคลากรของมหาวิทยาลัยจำนวน 314 คน และได้รับแบบสอบถามกลับคืนที่สมบูรณ์จำนวน 276 ชุด โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติสหสัมพันธ์เพียร์สัน<br /> ผลการวิจัยพบว่า วัฒนธรรมองค์กรในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 3.62) โดยวัฒนธรรมที่เด่นชัดที่สุดคือวัฒนธรรมที่เน้นโครงสร้างและกฎระเบียบ (ค่าเฉลี่ย 3.91) ขณะที่ระดับความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของมหาวิทยาลัยอยู่ในระดับมากเช่นกัน (ค่าเฉลี่ย 3.53) โดยด้านบุคลากรมีความพร้อมสูงที่สุด (ค่าเฉลี่ย 3.78) ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมองค์กรกับความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงพบว่า มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r = .850) โดยเฉพาะวัฒนธรรมองค์กรที่มุ่งเน้นความสัมพันธ์และการมีส่วนร่วม ซึ่งมีความสัมพันธ์กับความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงในระดับสูง<br /> ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าวัฒนธรรมองค์กรมีบทบาทสำคัญต่อความสามารถของมหาวิทยาลัยในการปรับตัวและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะการสร้างบรรยากาศการทำงานที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วม การเรียนรู้ร่วมกัน และการพัฒนาองค์กรให้สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบันและยุทธศาสตร์ชาติ</p> พิรุฬห์ภัค เนตรสืบสาย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Mahidol R2R e-Journal https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/mur2r/article/view/272062 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์ผลลัพธ์การเรียนรู้ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา พ.ศ. 2565: กรณีศึกษา หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทยและภาษาไทยประยุกต์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/mur2r/article/view/275303 <p> การผลิตบัณฑิตระดับบัณฑิตศึกษาให้เป็นนักวิชาการระดับสูงในปัจจุบัน พบว่ายังไม่มีงานวิจัยจากหลักสูตรด้านภาษาไทยในสถาบันอุดมศึกษาของไทยที่นำเสนอการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบที่ระบุผลลัพธ์การเรียนรู้เฉพาะศาสตร์ได้ การวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ผลลัพธ์การเรียนรู้รายด้าน และนำเสนอแนวทางการกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับหลักสูตรตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา พ.ศ. 2565 เป็นการถอดบทเรียนด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพและใช้มาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาเป็นกรอบในการศึกษา หลักสูตรที่ศึกษาใช้วิธีเลือกแบบเจาะจง คือ หลักสูตรศิลปศาสตร-มหาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทยและภาษาไทยประยุกต์ หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2567 เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์<br />เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลหลัก 4 กลุ่ม ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการวิเคราะห์ผลลัพธ์การเรียนรู้ 4 ด้าน ประกอบด้วย 1.1) ความรู้ ได้แก่ แนวคิดและทฤษฎีในสามศาสตร์ภาษาไทย ประกอบด้วยภาษาศาสตร์ภาษาไทย วรรณคดีไทย และคติชนวิทยา รวมถึงความรู้ที่ควรพัฒนาด้านภาษาไทยสำหรับชาวต่างชาติ วิธีการวิจัยและสถิติ และศิลปวัฒนธรรมไทย 1.2) ทักษะ ได้แก่ การประยุกต์ใช้ความรู้ด้านภาษาไทย การผลิตและนำเสนอผลงานวิจัย การสื่อสารและถ่ายทอดความรู้ และทักษะการคิด 1.3) จริยธรรม ได้แก่ จรรยาบรรณในการประกอบอาชีพและจริยธรรมทางวิชาการ และ 1.4) ลักษณะบุคคล ได้แก่ ความใฝ่รู้และพัฒนาตนเอง ความเป็นผู้นำและการเห็นคุณค่าของภาษาไทย และ 2) แนวทางกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับหลักสูตร คือ ควรมีไม่เกิน <br />5 ข้อ ควรคงความรู้เกี่ยวกับแนวคิดและทฤษฎีในสามศาสตร์ภาษาไทย และเพิ่มผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับหลักสูตรด้านภาษาไทยสำหรับชาวต่างชาติ</p> <p> ผลการวิจัยนี้เป็นแนวทางในการออกแบบผลลัพธ์การเรียนรู้ให้แก่หลักสูตรอื่น เพื่อนำไปต่อยอดการพัฒนาหลักสูตรระดับปริญญาโทตามบริบทของหน่วยงานอย่างเป็นระบบต่อไปได้</p> กิตติปัทม์ แสงงาม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Mahidol R2R e-Journal https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/mur2r/article/view/275303 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700 บทบาทของพยาบาลในการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในทารกที่มีภาวะแยกจากมารดา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/mur2r/article/view/272690 <p> การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว มีประโยชน์ต่อสุขภาพของทารกและมารดา เนื่องจากนมแม่มีสารอาหารที่จำเป็นครบถ้วนและช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับทารก นอกจากนี้ ยังช่วยเสริมสร้างความผูกพันระหว่างมารดาและทารก องค์การอนามัยโลกและยูนิเซฟแนะนำให้ทารกกินนมแม่อย่างเดียวเป็นเวลา 6 เดือนและกินนมแม่ร่วมกับอาหารตามวัยจนถึง 2 ปีหรือนานกว่านั้น ทั้งในทารกแรกเกิดปกติและทารกแรกเกิดที่มีภาวะเจ็บป่วยแต่เนื่องจากทารกแรกเกิดที่มีภาวะเจ็บป่วยต้องแยกจากมารดาภายหลังเกิดทันทีเพื่อเข้ารับการรักษาหรือเฝ้าติดตามอาการในทารกที่มีปัญหาสุขภาพจึงขาดโอกาสในการได้กินนมแม่ตั้งแต่หลังคลอดรวมทั้งมีโอกาสที่จะไม่ได้กินนมแม่อย่างเดียวต่อเนื่องนาน 6 เดือน พยาบาลเป็นผู้ให้การดูแลทารกอย่างใกล้ชิดจึงต้องมีความรู้ในการส่งเสริม สนับสนุนและช่วยให้มารดาสามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จนประสบความสำเร็จ</p> <p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายบทบาทของพยาบาลในการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในทารกที่มีภาวะแยกจากมารดา ได้แก่ การประเมินความพร้อมของมารดาและทารกในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ การส่งเสริมและสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในทารกที่มีภาวะแยกจากมารดาและถอดบทเรียนจากกรณีตัวอย่างทารกที่มีภาวะแยกจากมารดาเพื่อเป็นแนวทางในการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวอย่างต่อเนื่องต่อไป</p> เรือนแก้ว จางกิตติรัตน์, สุดาภรณ์ พยัคฆเรือง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Mahidol R2R e-Journal https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/mur2r/article/view/272690 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700 แนวโน้มของผลงานตีพิมพ์ในระดับนานาชาติของมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ระหว่างปี พ.ศ. 2557-2566 ในฐานข้อมูล Scopus https://he01.tci-thaijo.org/index.php/mur2r/article/view/273059 <p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ผลงานตีพิมพ์ระดับนานาชาติในฐานข้อมูล Scopus ของบุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนครในช่วงปี พ.ศ. 2557 – 2566 โดยใช้โปรแกรม SciVal ในการวิเคราะห์ข้อมูลด้านจำนวนผลงานที่ตีพิมพ์ สาขาที่ตีพิมพ์บทความ รายชื่อวารสารที่ตีพิมพ์ ความร่วมมือทางการวิจัย คุณภาพของวารสารที่ตีพิมพ์ และจำนวนครั้งของการอ้างอิง ผลการศึกษาพบว่า ผลงานตีพิมพ์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปี พ.ศ. 2566 มีจำนวนบทความสูงสุด สะท้อนถึงการพัฒนาสมรรถนะด้านการวิจัยของบุคลากร สาขา Physical Sciences เป็นสาขาที่มีบทความตีพิมพ์มากที่สุด แสดงถึงความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่โดดเด่น ทั้งยังสามารถตีพิมพ์ผลงานวารสารระดับควอไทล์ 3 มากที่สุด จำนวน 101 บทความ (32.27%) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในวารสาร Integrated Ferroelectrics ขณะที่บทความตีพิมพ์ในวารสาร Q1 มีเพียง 87 บทความ (27.80%)</p> <p> อย่างไรก็ตาม พบการอ้างอิงจากบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารระดับควอไทล์ 1 มากที่สุด จำนวน 933 ครั้ง จึงควรส่งเสริมให้มีการตีพิมพ์ในวารสารกลุ่ม Q1 และ Q2 มากขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพงานวิจัยและการยอมรับในระดับนานาชาติ นอกจากนี้ ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งเป็นพันธมิตรภายในประเทศที่มีบทบาทสำคัญ ยังสะท้อนถึงศักยภาพของเครือข่ายทางวิชาการในการขับเคลื่อนผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยไปสู่ระดับนานาชาติได้ แนวโน้มดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงภาพรวมของความสำเร็จและโอกาสในการพัฒนางานวิจัย สามารถนำผลการวิเคราะห์ไปใช้สนับสนุนการกำหนดนโยบายเพื่อส่งเสริมการตีพิมพ์บทความที่มีคุณภาพในอนาคตและเป็นทิศทางขับเคลื่อนงานวิจัยของมหาวิทยาลัยในอนาคต</p> สุภาวดี สุวรรณเทน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Mahidol R2R e-Journal https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/mur2r/article/view/273059 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700