https://he01.tci-thaijo.org/index.php/mur2r/issue/feed
Mahidol R2R e-Journal
2026-04-24T11:16:22+07:00
เบญจมาศ มะหมัดกุล
benchamas.mam@mahidol.ac.th
Open Journal Systems
Mahidol R2R e-Jornal
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/mur2r/article/view/270213
การผลิตจีโอพอลิเมอร์มอร์ต้าร์จากเถ้าลอยผสมเถ้ากัญชาและเส้นใยกัญชง
2025-01-27T11:06:17+07:00
มีศักดิ์ธนา พัวพิทยาธร
meesakthana.p@msu.ac.th
สหลาภ หอมวุฒิวงศ์
Meesakthana.p@msu.ac.th
<p> งานวิจัยมีเป้าหมายที่จะพัฒนากำลังรับแรงอัดและกำลังรับแรงดัดของจีโอพอลิเมอร์มอร์ต้าร์ด้วยเถ้ากัญชาและเส้นใยกัญชง โดยใช้ปริมาณของเถ้ากัญชาทดแทนเถ้าลอยในสัดส่วนร้อยละ 0-30 โดยน้ำหนัก และใส่เส้นใยกัญชงในส่วนผสมจีโอพอลิเมอร์มอร์ต้าร์ ร้อยละ 0-2 โดยน้ำหนัก ใช้อัตราส่วนสารละลายอัลคาไลน์ต่อวัสดุตั้งต้น (AL/B) เท่ากับ 1.0 อัตราส่วนสารละลายโซเดียมซิลิเกตต่อโซเดียมไฮดรอกไซด์ (NS/NH) เท่ากับ 0.50 อัตราส่วนสารลดน้ำต่อวัสดุตั้งต้น (S/B) ร้อยละ 1.0 และทำการบ่มที่อุณหภูมิห้องที่เป็นเวลา 7 14 และ 28 วัน</p> <p> จากผลการทดสอบพบว่า กำลังรับแรงอัดของจีโอพอลิเมอร์มอร์ต้าร์สูงสุดที่อายุ 28 วัน กำลังแรงอัดที่อัตราส่วนผสม 100F0C0H, 90F10C0H และ 70F30C0H มีค่าเท่ากับ 270, 258 และ 240 กก./ซม<sup>2</sup> ตามลำดับ กำลังรับแรงดัดของจีโอพอลิเมอร์มอร์ต้าร์ที่อัตราส่วน 70F30C0H ที่อายุ 28 วัน มีค่าสูงสุดเท่ากับ 42 กก./ซม<sup>2</sup> และพบว่ากำลังรับแรงอัดและกำลังรับแรงดัดของจีโอพอลิเมอร์มอร์ต้าร์ลดลงเมื่อใช้ปริมาณของเถ้ากัญชาทดแทนเถ้าลอยในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น</p> <p> อย่างไรก็ตามการเติมเส้นใยกัญชงในส่วนผสมจีโอพอลิเมอร์มอร์ต้าร์มีผลทำให้กำลังดัดเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับจีโอโพลิเมอร์มอร์ต้าร์ควบคุม</p>
2026-04-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Mahidol R2R e-Journal
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/mur2r/article/view/272976
การศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพของช่างภาพในการถ่ายภาพเส้นผมและหนังศีรษะโดยใช้คู่มือ Siriraj Hair Global Photographic Protocol กับการถ่ายภาพโดยไม่ใช้คู่มือ
2024-08-25T07:42:48+07:00
นาราวิญจน์ นาราวรนันท์
narawin2024@gmail.com
วิภัทร เลิศภูรีวงศ์
Lert.wipat@gmail.com
เรืองกิตติ์ อย่างดี
Ruengkit.yan@mahidol.ac.th
กัณห์ชลิต ถนอมกิตติ
kanchalitt@gmail.com
ดรัลพร ไตรวงศ์วรนาถ
d.triwongwaranat@gmail.com
นนทวัฒน์ วิริยะสกุลธรณ์
noldtawat.vir@gmail.com
<p> การปฏิบัติงานถ่ายภาพผู้ป่วยโรคเส้นผมและหนังศีรษะมีอุปสรรคหลายอย่างที่ส่งผลทำให้ภาพถ่ายผู้ป่วยในแต่ละครั้งไม่เหมือนกันและไม่สามารถใช้เปรียบเทียบเพื่อติดตามผลการรักษาได้ การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพของช่างภาพในการถ่ายภาพเส้นผมและหนังศีรษะโดยใช้คู่มือ Siriraj Hair Global Photographic Protocol กับการถ่ายภาพโดยไม่ใช้คู่มือ จำนวน 30 คน โดยวัดผลด้วยแบบบันทึกผลคุณภาพของชุดถ่ายภาพ บันทึกเวลาที่ใช้ในการถ่ายภาพ และแบบสอบถามความคิดเห็นต่าง ๆ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ประสิทธิภาพของช่างภาพในการถ่ายภาพเส้นผมและหนังศีรษะระหว่างการใช้คู่มือกับการถ่ายภาพโดยไม่ใช้คู่มือ มีความแตกต่างกัน กล่าวคือ ส่งผลทำให้การถ่ายภาพมีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น โดยแบ่งเป็นคุณภาพของชุดภาพถ่ายที่ใช้ตีพิมพ์ได้ทุกรูป (26.67% เทียบกับ 20.00%; <em>p</em>=0.670) ใช้ตีพิมพ์ได้บางรูป (73.33% เทียบกับ 26.67%; <em>p</em>=0.011) และใช้ตีพิมพ์ไม่ได้ทั้งหมด (0% เทียบกับ 53.33%; <em>p</em> =0.001) ในส่วนของระยะเวลาในการถ่ายภาพมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่ยังไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ยังพบว่า คู่มือมีส่วนช่วยลดปัญหา อุปสรรคในการถ่ายภาพด้านต่าง ๆ และเพิ่มความเชื่อมั่นในการปฏิบัติงานได้อย่างนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p> ดังนั้นผลการวิจัยนี้ จึงมีแนวโน้มว่า คู่มือ Siriraj Hair Global Photographic Protocol จะสามารถใช้เป็นแนวทางปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานสำหรับการถ่ายภาพเส้นผมและหนังศีรษะทางการแพทย์ได้ต่อไป</p>
2026-04-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Mahidol R2R e-Journal
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/mur2r/article/view/272680
การวิเคราะห์ประสิทธิภาพและข้อเสนอแนะการพัฒนาระบบ OAR Smart Office งานพัสดุ สำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
2024-11-06T15:17:29+07:00
มนทิรา อินทร์แก้ว
montira.i@psu.ac.th
<p> การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อวิเคราะห์ประสิทธิภาพการใช้ระบบ OAR Smart Office งานพัสดุ สำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ครอบคลุมประสิทธิภาพการใช้งานตามกระบวนงานพัสดุ การทำงานโดยทั่วไปของระบบ และข้อเสนอแนะการพัฒนาปรับปรุงระบบ ผู้ให้ข้อมูลเป็นผู้ใช้งานระบบ OAR Smart Office งานพัสดุ สำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จำนวน 72 คน ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่าประสิทธิภาพการใช้งานระบบ OAR Smart Office งานพัสดุ สำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ตามกระบวนงานพัสดุ อยู่ในระดับมากที่สุด (<em>M</em>=4.62, <em>SD</em>=0.54) การทำงานโดยทั่วไปของระบบ อยู่ในระดับมาก (<em>M</em>=4.42, <em>SD</em>=0.46) และข้อเสนอแนะการพัฒนาปรับปรุงระบบ ได้แก่ การแจ้งเตือนไปยังผู้เกี่ยวข้องในการดำเนินงานพัสดุ การจัดทำคู่มือการใช้งาน การใช้งานคิวอาร์โค้ด การเชื่อมโยงข้อมูลภายในระบบ และความเสถียรของสัญญาณอินเทอร์เน็ต </p>
2026-04-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Mahidol R2R e-Journal
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/mur2r/article/view/268696
การพัฒนาระบบการจัดการฐานข้อมูลของศูนย์เฝ้าระวังและติดตามโรคจากสัตว์ป่า สัตว์ต่างถิ่น และสัตว์อพยพ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ด้วยโปรแกรม Microsoft Access
2024-11-27T09:36:07+07:00
พงศ์สุดา แก้วพารา
pongsuda.kea@mahidol.ac.th
เอกนรินทร์ แซ่ฉิน
aeknarin.sae@mahidol.edu
<p> ศูนย์เฝ้าระวังและติดตามโรคจากสัตว์ป่า สัตว์ต่างถิ่นและสัตว์อพยพ (ศูนย์เฝ้าระวังฯ) เป็นหน่วยงานที่ให้บริการด้านการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการสำหรับผู้รับบริการทั่วไป โดยมีการสร้างระบบการจัดเก็บข้อมูลด้วยโปรแกรม Microsoft Excel ซึ่งพบปัญหาในขั้นตอนการบันทึกข้อมูลมีความซ้ำซ้อน การสืบค้นข้อมูลใช้ระยะเวลานาน ดังนั้นผู้วิจัยจึงต้องการพัฒนาระบบการจัดการฐานข้อมูล เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยใช้โปรแกรมMicrosoft Access และใช้ข้อมูลรายการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการของศูนย์เฝ้าระวังฯ เป็นระยะเวลา 6 ปี ตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2561 ถึงวันที่ 28 ธันวาคม 2566 ซึ่งมีรายการตรวจวิเคราะห์รวมทั้งสิ้น 61,794 รายการ โดยแบ่งช่วงของข้อมูลสำหรับการวิจัยออกเป็น 2 ช่วง คือช่วงที่ 1 เป็นก่อนพัฒนาระบบ ใช้ข้อมูลการตรวจวิเคราะห์ในช่วง 3 มกราคม 2561 ถึง 27 ธันวาคม 2562 และช่วงที่ 2 เป็นช่วงหลังพัฒนาระบบ ใช้ข้อมูลการตรวจวิเคราะห์ในช่วง 3 มกราคม 2563 ถึง 28 ธันวาคม 2566 เพื่อเปรียบเทียบการรายงานผลล่าช้าในช่วงก่อนและหลังพัฒนาระบบการจัดการฐานข้อมูลของศูนย์เฝ้าระวังฯ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ความล่าช้าของการรายงานผลในช่วงก่อนการพัฒนาระบบใน ปี 2561 เกิดความล่าช้าร้อยละ 4.1 และปี 2562 เกิดความล่าช้าร้อยละ 6.6 ส่วนความล่าช้าของการรายงานผลหลังจากพัฒนาระบบมีจำนวนลดลง โดยปี 2563 มีการรายงานผลล่าช้าร้อยละ 0.7 โดยปีถัดมา 2564 มีการรายงานผลล่าช้าร้อยละ 0.8 สำหรับปี 2565 มีการรายงานผลล่าช้าร้อยละ 1.2 และปี 2566 มีการรายงานผลล่าช้าเหลือร้อยละ 0.5 เมื่อเปรียบเทียบจำนวนรายการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ พบว่า ในแต่ละปีจำนวนรายการตรวจมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนการรายงานผลในช่วงก่อนและหลังการพัฒนาระบบด้วยสถิติไคสแควร์ พบว่า จำนวนความล่าช้าในการรายงานผลหลังพัฒนาระบบลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p> จากผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าการใช้โปรแกรม Microsoft Access เพื่อจัดการฐานข้อมูลการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการของศูนย์เฝ้าระวังฯ สามารถลดจำนวนความล่าช้าในการรายงานผลการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-04-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Mahidol R2R e-Journal
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/mur2r/article/view/272189
ระบบบริหารจัดการงานบริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ของมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง
2025-01-30T11:18:41+07:00
ปัญญา ธีระเสถียร
terasatian@mcru.ac.th
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ออกแบบและพัฒนาระบบการบริหารจัดการงานบริการด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี สำหรับคณาจารย์ บุคลากรและนักศึกษา ของงานเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ ในรูปแบบออนไลน์ ด้วยการพัฒนาระบบด้วยแพลตฟอร์ม Content Management System (CMS) WordPress ในการบริหารจัดการงานเทคโนโลยีสารสนเทศบนอินเทอร์เน็ตซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้สร้างเว็บแอปพลิเคชัน โดยมีระบบแจ้งเตือนผู้ใช้งานอัตโนมัติเพื่อแจ้งข้อมูลสำหรับติดตามการดำเนินงาน โดยระบบสนับสนุนการทำงานในรูปแบบออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ขององค์กร ได้แก่ การขอรับบริการซ่อมคอมพิวเตอร์ การขอรับบริการอินเทอร์เน็ตและระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ การดำเนินงาน การใช้งานห้องปฏิบัติการ และการขออนุญาตใช้รหัสผ่านผู้ใช้งาน โดยนำไปใช้งานกับการบริหารบุคลากรในการปฏิบัติงาน และสนับสนุนการทำงานของผู้รับบริการ ได้แก่ อาจารย์ เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และนักศึกษา ของมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง นำไปทดสอบประสิทธิภาพการทำงาน กับผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ความสามารถและนำไปทดสอบความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างจำนวน 161 คน ด้วยแบบประเมินที่สร้างขึ้น ในด้านหน้าที่ความสามารถในการทำงาน ความถูกต้อง การใช้งาน และประสิทธิภาพการทำงาน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยาย ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ภาพรวมของระบบจากผู้ใช้อยู่ในระดับดีมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.63 , SD= 0.57) การทดสอบแสดงให้เห็นว่า ผู้ใช้งานในทุกระดับมีระบบการทำงานที่มีความทันสมัย สะดวกรวดเร็ว และมีความปลอดภัยในการใช้งานเกิดประสิทธิภาพการบริหารจัดการงานบริการในองค์กร</p>
2026-04-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Mahidol R2R e-Journal
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/mur2r/article/view/271126
การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการกิจกรรมพัฒนานักศึกษา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
2024-11-28T10:24:46+07:00
อัญชลี พัฒนพันธ์ชัย
aunchalee.p@psu.ac.th
ผณิกา เชาวเหม
panika.s@psu.ac.th
<p> การทำวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการกิจกรรมพัฒนานักศึกษา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และเพื่อประเมินความพึงพอใจการใช้งานของผู้ใช้ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการกิจกรรมพัฒนานักศึกษา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ การวิจัยนี้ได้มีการพัฒนาระบบตามกระบวนการวงจรพัฒนาระบบ (SDLC) ในรูปแบบออนไลน์ และใช้เครื่องมือในการพัฒนาระบบ ได้แก่ โปรแกรม ASP เทคโนโลยี AJAX และฐานข้อมูล Microsoft SQL Server นักศึกษาสามารถทำการสมัครกิจกรรม ตอบรับการเข้าร่วมกิจกรรม และดูประวัติการเข้าร่วมกิจกรรมได้ เจ้าหน้าที่มีความสามารถในการกำหนดข้อมูลโครงการกิจกรรม และดำเนินการแจ้งเตือนนักศึกษาให้ทำการตอบรับการเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อให้เตรียมความพร้อมสำหรับการจัดกิจกรรม ตรวจสอบการเข้าร่วมกิจกรรมพร้อมกับการระบุสาเหตุของการไม่เข้าร่วม ทำการจัดทำใบรายชื่อเพื่อการเบิกจ่ายให้กับงานการเงิน และสรุปสถิติการเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อการวางแผนกิจกรรมอย่างเหมาะสม</p> <p> ผลการวิจัย พบว่าความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างผู้ใช้งานจำนวน 298 คน พบว่าค่าเฉลี่ยของความพึงพอใจในการใช้งานระบบคือ 4.38 (มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.72) ซึ่งเป็นระดับความพึงพอใจมากที่สุด ระบบที่พัฒนาขึ้นนี้ช่วยให้ผู้บริหารสามารถวางแผนและสนับสนุนการตัดสินใจเกี่ยวกับการพัฒนากิจกรรมของนักศึกษาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและตอบสนองต่อความต้องการของนักศึกษาในยุคปัจจุบันอย่างเหมาะสม ระบบได้ถูกออกแบบเพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ลดความผิดพลาดลง และสามารถตรวจสอบและติดตามการเข้าร่วมกิจกรรมของนักศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นเป็นการช่วยในการดำเนินการจัดการกิจกรรมพัฒนานักศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p>
2026-04-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Mahidol R2R e-Journal
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/mur2r/article/view/269041
การศึกษาความพร้อมเพื่อการสร้างนวัตกรรมในวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล
2025-01-25T12:34:26+07:00
วรรณพันธุ์ อ่อนแย้ม
wannapan.ony@mahidol.edu
มณฑ์พัศ เกตุกัณฑร
pornchanok.ken@mahidol.ac.th
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยลักษณะองค์กร และปัจจัยพฤติกรรมของบุคลากรที่มีผลต่อความพร้อมขององค์กรและบุคลากรในการสร้างนวัตกรรม ศึกษาความพร้อมขององค์กรและบุคลากรในการสร้างนวัตกรรม และค้นหาแนวทางสนับสนุนให้เกิดนวัตกรรมในองค์กร ใช้วิธีการวิจัยการเชิงปริมาณ ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ บุคลากรวิทยาลัยนานาชาติในระดับหัวหน้างาน หัวหน้าหน่วย ใช้การสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบค่าความแปรปรวนทางเดียว (One-Way Anova) และ การวิเคราะห์แบบถดถอยพหุคูณ <strong> </strong></p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1. ปัจจัยส่วนบุคคลด้านสังกัดงาน ปัจจัยลักษณะองค์กรด้านการบริหารกลยุทธ์ และด้านบรรยากาศขององค์กร มีผลต่อความพร้อมขององค์กรและบุคลากรในการสร้างนวัตกรรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และปัจจัยส่วนบุคคลด้านประสบการณ์การทำงาน ปัจจัยลักษณะองค์กรด้านโครงสร้างองค์กร ด้านการบริหารและพัฒนาบุคลากร ด้านการสื่อสาร และ ปัจจัยพฤติกรรมของบุคลากรด้านพฤติกรรมการสำรวจความคิดเพื่อการสร้างนวัตกรรม ด้านพฤติกรรมการก่อเกิดความคิดด้านนวัตกรรม ด้านพฤติกรรมการทำให้เกิดการยอมรับความคิดด้านนวัตกรรม และด้านพฤติกรรมการนำความคิดลงสู่การปฏิบัติเพื่อสร้างนวัตกรรม ไม่มีผลต่อความพร้อมขององค์กรและบุคลากรในการสร้างนวัตกรรม 2. ความพร้อมของวิทยาลัยฯ เพื่อการสร้างนวัตกรรมอยู่ในระดับปานกลาง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 2.45) ความพร้อมของฝ่ายงาน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 1.85) และความพร้อมโดยรวม (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 2.19) เพื่อการสร้างนวัตกรรมอยู่ในระดับน้อย 3. แนวทางการสนับสนุนการสร้างนวัตกรรม ผู้บริหารควรกำหนดนโยบายการสร้างนวัตกรรมให้ชัดเจน ปรับโครงสร้างองค์กรโดยเพิ่มหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยเฉพาะ กำหนดให้ใช้เทคโนโลยีมาสนับสนุนการทำงานมากขึ้น จัดอบรมให้ความรู้เรื่องนวัตกรรมแก่พนักงานอย่างสม่ำเสมอ สร้างกิจกรรมเพื่อกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ เปิดโอกาสให้นำเสนอความคิดและดำเนินการเป็นทีมมากขึ้น</p>
2026-04-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Mahidol R2R e-Journal
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/mur2r/article/view/270769
การวิเคราะห์อัตราการได้รับทุนวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดลที่ได้รับทุนสนับสนุนงานเชิงกลยุทธ์จากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ประจำปีงบประมาณ 2564-2566
2025-02-19T09:28:02+07:00
วรพรรณ ชินฉลองพร
vorapan.chi@mahidol.edu
สิทธิพร ตัณฑวิรุฬห์
sittiporn.tun@mahidol.edu
<p><strong> </strong>มหาวิทยาลัยมหิดล ตั้งเป้าหมายจะเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลก จึงได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์ด้านการวิจัยเพื่อสร้างกลไกที่ช่วยผลักดันให้เกิดผลงานวิจัยคุณภาพสูงได้รับการยอมรับในระดับสากล และสร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรมจากฐานความรู้ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์อัตราการได้รับทุนวิจัยที่มหาวิทยาลัยมหิดลยื่นเสนอขอรับทุนประเภททุนสนับสนุนงานเชิงกลยุทธ์และได้รับอนุมัติจัดสรรทุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในปีงบประมาณ 2564-2566 การศึกษาวิเคราะห์อัตราการได้รับทุนของมหาวิทยาลัยเปรียบเทียบจากจำนวนโครงการวิจัยที่ได้รับทุนและเสนอขอรับทุน</p> <p><strong> จากผลการวิจัยพบว่า</strong><strong>ในมิติของหน่วยบริหารและจัดการทุน หรือ </strong><strong>PMUs</strong> มหาวิทยาลัยยื่นข้อเสนอโครงการวิจัยประเภททุนสนับสนุนงานเชิงกลยุทธ์ไปยัง สํานักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มากที่สุด จำนวน 825 โครงการ (ร้อยละ 50.77 ของโครงการทั้งหมดของมหาวิทยาลัยที่ยื่นขอทุน) และได้รับทุนจาก วช. มากที่สุด จำนวน 282 โครงการ (ร้อยละ 49.47 ของโครงการทั้งหมดที่มหาวิทยาลัยได้รับทุน) โดยมีอัตราการได้รับทุนของมหาวิทยาลัยจาก PMUs แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มอัตราการได้รับทุนฯ ระดับปานกลาง ได้แก่ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) หรือ HSRI PMU ด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) หรือ PMUC สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) - สวก. หรือ ARDA สํานักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) หรือ NRCT PMU ด้านการพัฒนากําลังคน และด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) หรือ PMUB และ 2) กลุ่มอัตราการได้รับทุนฯ ระดับค่อนข้างต่ำ ได้แก่ PMU ด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) หรือ PMUA <strong>เมื่อมองในมิติของส่วนงาน</strong> จำนวน 33 ส่วนงาน พบว่าคณะวิทยาศาสตร์ เป็นส่วนงานที่ยื่นข้อเสนอโครงการวิจัยและได้รับอนุมัติทุนจาก PMUs มากที่สุด จำนวนรวม 285 และ 114 โครงการ ตามลำดับ คิดเป็นร้อยละ 17.54 ของโครงการที่ส่วนงานทั้งหมดยื่นขอทุน และ ร้อยละ 20.00 ของโครงการที่ส่วนงานทั้งหมดได้รับทุน โดยมีอัตราการได้รับทุนของส่วนงาน แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มแนวโน้มอัตราการได้รับทุนสูงขึ้น จำนวน 2 ส่วนงาน 2) กลุ่มแนวโน้มอัตราการได้รับทุนผันผวน จำนวน 23 ส่วนงาน 3) กลุ่มแนวโน้มอัตราการได้รับทุนลดลง จำนวน 4 ส่วนงาน และ 4) กลุ่มที่ไม่เคยได้รับทุน จำนวน 4 ส่วนงาน</p>
2026-04-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Mahidol R2R e-Journal
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/mur2r/article/view/264639
ปัจจัยที่ส่งผลต่อระยะเวลาการสำเร็จการศึกษาของนักศึกษาระดับปริญญาเอก คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
2025-02-14T12:14:51+07:00
นงนุช พันธุตา
nongnuch.phu@mahidol.ac.th
ศิริรัตน์ เรืองสวัสดิ์
sirirat.rua@mahidol.ac.th
นิภา ภิญโญเสริมรัตน์
nipa.thi@mahidol.ac.th
ฉัตรชัย เหมือนประสาท
chatchai.mua@mahidol.ac.th
<p> การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อระยะเวลาของการสำเร็จการศึกษาของนักศึกษาระดับปริญญาเอก คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โดยสอบถามความคิดเห็นของนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาภายในระยะเวลาตามแผนการศึกษาและนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาเกินระยะเวลาแผนการศึกษา เป็นการวิจัยเชิงสำรวจจากผู้สำเร็จการศึกษาปีการศึกษา 2560 – 2564 จำนวน 43 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคำนวณค่าทางสถิติ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อระยะเวลาของการสำเร็จการศึกษาของนักศึกษาระดับปริญญาเอกที่มีผลกระทบในระดับมากที่สุด จำนวน 3 ด้าน คือ ด้านนักศึกษา (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.55) รองลงมาด้านอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์และความสะดวกในการติดต่อหรือช่องทางการติดต่ออาจารย์ที่ปรึกษา (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.54) และด้านการบริการแหล่งค้นคว้าทางวิชาการ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.52) ในส่วนของปัจจัยที่มีผลกระทบในระดับมาก จำนวน 2 ด้าน คือ ด้านการดำเนินการทำวิทยานิพนธ์และการเผยแพร่ผลงานของนักศึกษา (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.48) และ ด้านการบริหารจัดการหลักสูตร (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.26) ตามลำดับ</p> <p> ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาภายในระยะเวลาตามแผนการศึกษาและเกินแผนการศึกษา พบว่า โดยภาพรวมของปัจจัยทั้ง 5 ด้าน แม้ว่าผลการวิจัยจะไม่ปรากฏค่านัยสำคัญทางสถิติ แต่ยังสามารถนำเสนอข้อมูลในลักษณะที่เป็นประโยชน์ โดยเน้นการวิเคราะห์แนวโน้มของข้อมูล ตรวจสอบปัจจัยที่อาจมีผลต่อผลลัพธ์ และเสนอแนวทางสำหรับการศึกษาในอนาคต</p>
2026-04-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Mahidol R2R e-Journal
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/mur2r/article/view/268281
ประสิทธิภาพของการให้บริการงานธุรการ สถานเวชศาสตร์ชุมชนและเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
2025-03-04T11:19:54+07:00
อัญญรัตน์ ศรีวิจารณ์
unyarat2519@gmail.com
อัญชลี บุสาคร
unyarta2519@gmaill.com
น้ำผึ้ง คงตัน
unyarta2519@gmaill.com
จุฑารัตน์ ลักษณมีกุลวิทย์
unyarta2519@gmaill.com
<p> การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของการให้บริการงานธุรการ สถานเวชศาสตร์ชุมชนและ เวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการให้บริการ ด้านเจ้าหน้าที่ให้บริการ ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก ด้านผลการให้บริการ 2) เพื่อศึกษาความคิดเห็น และข้อเสนอแนะของการให้บริการงานธุรการของสถานเวชศาสตร์ชุมชนและเวชศาสตร์ครอบครัว กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักศึกษาแพทย์ นักศึกษาปริญญาเอก แพทย์ประจำบ้าน แพทย์ใช้ทุน และบุคคลภายนอก จำนวนรวม 290 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม ซึ่งมีค่าความเที่ยงตรง 0.94 และความเชื่อมั่น ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา ของครอนบัค 0.83 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ประสิทธิภาพของการให้บริการงานธุรการ สถานเวชศาสตร์ชุมชนและเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ทั้ง 4 ด้าน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.61 S.D = 0.50) และเมื่อพิจารณาระดับประสิทธิภาพในแต่ละด้านสรุปจากมากไปหาน้อยตามลำดับ ด้านที่มีประสิทธิภาพมากเป็นลำดับแรก คือด้านเจ้าหน้าที่ให้บริการ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.68 S.D = 0.48) รองลงมา ได้แก่ด้านผลให้บริการ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.61 S.D = 0.57) ด้านการให้บริการ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.58 S.D = 0.57) และลำดับสุดท้ายด้านสิ่งอำนวยความสะดวก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.56 S.D = 0.54)</p> <p> สำหรับปัญหา อุปสรรค และแนวทางการแก้ไข ยังขาดการบริการที่เป็นระบบออนไลน์ การติดตามงาน ของคณะยังมีความล่าช้า ยังขาดอุปกรณ์สำหรับให้นักศึกษายืม แนวทางการแก้ไข ควรเพิ่มอุปกรณ์ให้นักศึกษายืมสำหรับนำไปดำเนินโครงการมากขึ้น</p>
2026-04-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Mahidol R2R e-Journal
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/mur2r/article/view/264464
แนวทางการพัฒนาคุณภาพการจัดทำวารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
2025-01-05T13:30:01+07:00
ศิริธรรม จิตต์งาม
wanchak.no@ssru.ac.th
วันจักร น้อยจันทร์
wanchak.no@ssru.ac.th
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจและปัญหาต่อกระบวนการดำเนินงาน จัดทำวารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และเสนอแนวทางการพัฒนาคุณภาพกระบวนการดำเนินการ การจัดทำวารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ คณาจารย์ นักวิจัย และประชาชนทั่วไป ที่ส่งตีพิมพ์บทความในวารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ในช่วงปี พ.ศ.2561 - 2565 รวมจำนวน 156 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบสอบถามและและแบบสัมภาษณ์เชิงลึก สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ความพึงพอใจต่อกระบวนการจัดทำวารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ-สวนสุนันทา ทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการบริการ ด้านการเตรียมต้นฉบับ และด้านการเผยแพร่วารสาร ความพึงพอใจผลอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาด้านที่มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจ มากที่สุด คือ ด้านการเตรียมต้นฉบับ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.60) และด้านเผยแพร่วารสารฯ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.71) ซึ่งผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 12 คน พบว่า ขาดความเข้าใจในการจัดทำบทความตาม Format วารสารจำนวน 6 คน คิดเป็นร้อยละ 50 อยู่ในระดับไม่พอใจมาก และ ควรมีการปรับการเผยแพร่ปีละ 3 ครั้ง จำนวน 5 คน คิดเป็นร้อยละ 41.7 อยู่ในระดับไม่พอใจมาก จึงส่งผลให้ควรพัฒนาจัดตั้งกองการจัดการวารสารฯ และเจ้าหน้าที่ไว้สำหรับติดต่อสอบถาม ประสานงานได้สะดวก รวดเร็ว และมีสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น การให้บริการวารสารควรมีระบบออนไลน์ในการส่งบทความเพื่อพิจารณาการตีพิมพ์ ซึ่งสามารถเปิดค้นคว้าจากหน้าเว็บไซต์ของวารสารและศึกษาขั้นตอนต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง การจัดเตรียมต้นฉบับ ควรมีการตรวจทานระบบประเมินคุณภาพของต้นฉบับบทความอย่างละเอียดครบถ้วน และควรมีการอ้างอิงตามศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) รวมถึงเกณฑ์การประเมินคุณภาพเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพในการประเมินคุณภาพวารสารวิชาการที่อยู่ในฐานข้อมูล TCI อย่างเคร่งครัด</p>
2026-04-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Mahidol R2R e-Journal
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/mur2r/article/view/265146
การเสริมสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ของพนักงานมหาวิทยาลัยสายสนับสนุน ผ่านความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยคู่สัญญา
2024-10-10T15:44:54+07:00
วรดา อภิรัตน์
worada.api@mahidol.edu
ฮิคาริ อิชิโด
ishido@faculty.chiba-u.jp
<p> สถาบันอุดมศึกษาทั่วโลกมุ่งมั่นพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเพื่อให้มหาวิทยาลัยขึ้นสู่อันดับมหาวิทยาลัยโลก สามารถดึงดูดนักศึกษาและแหล่งทุนสนับสนุนจากภายนอกซึ่งจะส่งผลต่อความสำเร็จและความยั่งยืนทางการเงิน การบรรลุเป้าหมายดังกล่าวต้องอาศัยการทำงานที่มีประสิทธิภาพของบุคลากรทุกฝ่าย ทั้งผู้บริหาร คณาจารย์ และบุคลากรสายสนับสนุน งานวิจัยที่ผ่านมากล่าวถึงกลยุทธ์และทักษะที่ผู้บริหารและ คณาจารย์ควรได้รับการอบรมเพื่อส่งเสริมและพัฒนาให้เกิดวิธีปฏิบัติและนวัตกรรมใหม่แก่องค์กร แต่การศึกษาเกี่ยวกับทักษะและความรู้ที่บุคลากรสายสนับสนุนควรได้รับการส่งเสริมและพัฒนานั้นยังคงได้รับการศึกษาอย่างจำกัด ทั้งที่บุคลากรกลุ่มนี้มีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินงานของสถาบัน ในบริบทโลกยุคดิจิทัลบุคลากรสายสนับสนุนจำเป็นต้องพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เพื่อสนับสนุนความเป็นนานาชาติ ยกระดับคุณภาพบริการ และสร้างความร่วมมือที่มีประสิทธิภาพในสภาพแวดล้อมทางวิชาการที่หลากหลาย</p> <p> บทความวิชาการนี้ กล่าวถึงกรณีศึกษาความร่วมมือของพนักงานสายสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยคู่สัญญาคือ มหาวิทยาลัยชิบะ ประเทศญี่ปุ่น และวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ประเทศไทย ซึ่งมีวัตถุประสงค์ให้พนักงานสายสนับสนุนจากได้พัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ด้านการใช้ภาษาอังกฤษ ด้านดิจิทัล และการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญและจำเป็นต่อการทำงานและชีวิตผ่านกิจกรรมออนไลน์ที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลางเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในหัวข้อที่เกี่ยวกับภาษา วัฒนธรรม อาหาร สถานที่ท่องเที่ยว จุดแข็งของแต่ละประเทศในการดึงดูดนักศึกษาและนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงเส้นทางความก้าวหน้าและการกระบวนการหมุนเวียนงานของสถาบันอุดมศึกษาจากทั้งสองประเทศ การประเมินผลการจัดกิจกรรมออนไลน์พบว่า กิจกรรมในลักษณะดังกล่าวสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของโครงการที่ช่วยเสริมสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ทั้งสามด้านข้างต้นแก่พนักงานสายสนับสนุนของทั้งสองสถาบัน โดยสามารถนำความรู้ที่ได้รับจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ไปปรับใช้ในการทำงานและชีวิต</p>
2026-04-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Mahidol R2R e-Journal
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/mur2r/article/view/263348
ความสำคัญของระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับการปฏิบัติงานที่บ้าน กรณีศึกษาของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
2025-01-08T23:05:32+07:00
รัตนา ปัดถา
rattana.pad@mahidol.edu
วิภาวี รื่นจิตต์
wipawee.rue@mahidol.ac.th
<p> ในปัจจุบัน การพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารได้ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ทั้งองค์กรภาครัฐและภาคเอกชนที่ต้องการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในองค์กรอย่างคุ้มค่า จึงให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาพัฒนากระบวนการสื่อสารในการทำงานขององค์กร โดยในหน่วยงานของรัฐที่มีปริมาณการหมุนเวียนของเอกสารทั้งภายในและภายนอกจำนวนมาก จึงได้พัฒนาระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน โดยระบบดังกล่าวสามารถจัดการเอกสารขององค์กรในทุกกระบวนการ ทั้งการจัดเก็บ การสร้าง การรับ การส่งต่อ การใช้งาน และการทำลายเอกสาร ซึ่งระบบนี้จะทำงานผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นยุค “New Normal” ที่การทำงานที่บ้านมีเพิ่มขึ้นอย่างแพร่หลาย ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์จึงมีความเหมาะสมเพราะสามารถสื่อสารได้อย่างต่อเนื่องและไร้อุปสรรค โดยไม่มีข้อจำกัดด้านสถานที่และเวลา ช่วยลดความเสี่ยงจากความผิดพลาดและความล่าช้าที่เกิดจากการจัดการเอกสารในรูปแบบเดิม</p> <p> คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นหน่วยงานหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับการปฏิบัติงานที่บ้าน โดยระบบดังกล่าวนี้มีประโยชน์ต่อองค์กรในภาพรวม สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการเอกสาร การอำนวยความสะดวก รวดเร็วในการทำงานของผู้บริหาร บุคลากร และสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของบริบทต่าง ๆ ตลอดจนการยกระดับคุณภาพการให้บริการที่จะทำให้ผู้รับบริการมั่นใจในการให้บริการ อย่างไรก็ตามยังมีความท้าทายและปัญหาในการนำระบบดังกล่าวมาใช้ อาทิ ความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลทั้งในระดับองค์กรและบุคคล รวมถึงกระบวนการปฏิบัติงานที่ยังต้องได้รับการปรับปรุงและพัฒนาเพิ่มเติม</p>
2026-04-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Mahidol R2R e-Journal
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/mur2r/article/view/272004
Kubernetes: เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสำหรับการจัดการคอนเทนเนอร์ในองค์กร
2025-01-18T22:40:48+07:00
สมชัย บุรีรักษ์
somchai.bua@mahidol.ac.th
ไพศิลป์ชัย ไชยพรเดชเจริญ
paisinchai.cha@mahidol.ac.th
<p> ปัจจุบันที่การดูแลสุขภาพมีความซับซ้อนและมีความต้องการที่หลากหลาย องค์กรด้านสาธารณสุขต้องเผชิญกับความท้าทายในการจัดการระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว Kubernetes ซึ่งเป็นระบบการจัดการคอนเทนเนอร์ที่มีประสิทธิภาพและความยืดหยุ่น ช่วยปรับปรุงการจัดการแอปพลิเคชันและทรัพยากรภายในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถปรับขนาดและจัดการทรัพยากรได้อัตโนมัติ เป็นการตอบสนองต่อความท้าทายดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p> Kubernetes ช่วยลดเวลาในการพัฒนาและส่งมอบแอปพลิเคชัน เพิ่มความน่าเชื่อถือและเสถียรภาพของระบบผ่านการจัดการกู้คืนของแอปพลิเคชันที่เกิดจากข้อผิดพลาด ความสามารถในการปรับขนาดและการจัดการทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพ ทำให้การดำเนินงานในองค์กรมีความราบรื่น และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p> <p> ดังนั้น Kubernetes จึงเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสำหรับการจัดการคอนเทนเนอร์ในองค์กร สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน และเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับองค์กรที่ต้องการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศให้มีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูง การนำ Kubernetes มาใช้ในองค์กรด้านสาธารณสุขเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และรับมือกับความท้าทายที่เกิดขึ้นในยุคปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-04-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Mahidol R2R e-Journal