วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมล้านนา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/lannaHealth <p>วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมล้านนา (Lanna Journal of Health Promotion &amp;&nbsp;Environmental Health) โดยศูนย์อนามัยที่ 1 เชียงใหม่ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทั้งความรู้จากการจัดการความรู้และงานวิจัยตามระเบียบวิธีวิจัยที่เหมาะสม ทางด้านการแพทย์และการสาธารณสุข โดยเฉพาะประเด็นการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม สำหรับภาคีเครือข่ายในเขตสุขภาพที่ 1 (ภาคเหนือตอนบน) และผู้สนใจที่เกี่ยวข้อง</p> <p>Print ISSN: 2228-9410</p> th-TH researchhpc1@gmail.com (แพทย์หญิงสิดาพัณณ์ ยุตบุตร) researchhpc1@gmail.com (นางสาวพินทร์พจน์ พรหมเสน) Wed, 08 Sep 2021 15:38:53 +0700 OJS 3.1.2.4 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 สถานการณ์ความรอบรู้ด้านสุขภาพของประชาชนไทย อายุ 15 ปี ขึ้นไป เขตสุขภาพที่ 1 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/lannaHealth/article/view/251750 <p>การวิจัยแบบภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพและศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรอบรู้ด้านสุขภาพของประชาชนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปในเขตสุขภาพที่ 1 เก็บข้อมูลจาก ประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่ แพร่ และพะเยา จำนวน 1,510 คน ด้วยการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ (Stratified sampling) เครื่องมือวิจัยได้แก่ แบบสอบถาม ประกอบด้วย ข้อมูลทั่วไป ข้อมูลสุขภาพ และความรอบรู้ด้านสุขภาพ สถิติที่ใช้คือ สถิติเชิงพรรณา ไคสแควร์ การวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติก</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างในเขตสุขภาพที่ 1 มีคะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพเฉลี่ย 84.29 <br>จากคะแนนเต็ม 136 คะแนน เพศชายและหญิงมีคะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพใกล้เคียงกันคือ 84.21 และ 84.24 กลุ่มอายุ 15 – 24 ปีมีคะแนนเฉลี่ยมากที่สุด 97.45 รองลงมาคือกลุ่มอายุ 25 – 45 ปี คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 96.79 และกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไปมีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดคือ 72.59 ส่วนใหญ่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพในระดับปานกลางร้อยละ 55.2 เมื่อวิเคราะห์ความเพียงพอของความรอบรู้ด้านสุขภาพ พบว่า ประชาชนมีความรอบรู้ด้านสุขภาพอยู่ในระดับเพียงพอร้อยละ 68.4 ระดับไม่เพียงพอร้อยละ 31.6 ภาพรวมความรอบรู้ด้านสุขภาพในระดับเพียงพอจำแนกตามเพศ และกลุ่มอายุ ดังนี้ เพศชายร้อยละ 68.57 เพศหญิงร้อยละ 68.30 กลุ่มอายุ 15 – 24 ปีร้อยละ 90.79 กลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไปมีร้อยละ 46.86 วิเคราะห์ทักษะความรอบรู้ด้านสุขภาพ และมิติระบบสุขภาพรายด้าน พบว่า ทักษะความรอบรู้ด้านสุขภาพการเข้าถึงอยู่ในระดับต่ำ <br>ส่วนเข้าใจ ซักถามและตัดสินใจอยู่ในระดับปานกลาง สำหรับมิติระบบสุขภาพ พบว่า ด้านบริการสุขภาพและผลิตภัณฑ์ยาและสุขภาพอยู่ในระดับต่ำ ส่วนด้านป้องกันโรคและด้านส่งเสริมสุขภาพอยู่ในระดับปานกลาง <br>การวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติก พบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05&nbsp; ได้แก่ เพศ อายุ การอ่าน สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา อาชีพ ความเพียงพอของรายได้ การมีบทบาทในชุมชน การตรวจสุขภาพโดยแพทย์ และค่าดัชนีมวลกาย กล่าวคือ เพศชายมีโอกาสที่จะมีความรอบรู้ด้านสุขภาพพอเพียงน้อยกว่าเพศหญิง 0.7 เท่า กลุ่มตัวอย่างอายุ 15 – 24 ปี, <br>อายุ 25 – 45 ปี และอายุ 46 – 59 ปี มีโอกาสที่จะมีความรอบรู้ด้านสุขภาพเพียงพอมากกว่าคนอายุ 60 ปี<br>ขึ้นไป 3.9, 6.4 และ 2.4 เท่า ตามลำดับ</p> ชัญญา อนุเคราะห์, ปัญชลิกา นาคคงคำ, นุสรี ศิริพัฒน์ Copyright (c) 2021 วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมล้านนา http://creativecommons.org/licenses/by/4.0/ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/lannaHealth/article/view/251750 Wed, 08 Sep 2021 15:05:35 +0700 การวิเคราะห์การดำเนินงานตามมาตรการด้านการส่งเสริมสุขภาพตามแผนยุทธศาสตร์ ด้านส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคสู่ความเป็นเลิศเขตสุขภาพที่ 7 ของศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/lannaHealth/article/view/251752 <p>งานวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary research) ซึ่งมีหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกแผนงาน/ โครงการที่เกี่ยวข้อง5 กลุ่มวัยที่มีความสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์การดำเนินงานการส่งเสริมสุขภาพทุกกลุ่มวัย วิเคราะห์ข้อมูลจากแผนงาน/โครงการ ซึ่งเป็นข้อมูลเป็นระดับปฐมภูมิ (Primary Data) และทุติยภูมิ(Secondary Data)เพื่อวิเคราะห์หาความสอดคล้องเชื่อมโยงกับปัจจัยที่เกี่ยวข้องและแนวโน้มของแผนงาน/ โครงการ/ ตามกลุ่มวัยของศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น ที่ดำเนินการในช่วง 3 ปี คือ พ.ศ. 2560-2562 ที่ผ่านมา ตามแผนยุทธศาสตร์ส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคสู่ความเป็นเลิศ พ.ศ. 2560-2564 (ระยะ 5 ปีแรก) เขตสุขภาพที่ 7 ของศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่นและการสัมภาษณ์ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดทำแผนงาน/ โครงการในศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น จำนวน 7 คน นำเสนอเนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า แผนยุทธศาสตร์การดำเนินงานการส่งเสริมสุขภาพทุกกลุ่มวัยของศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น ก่อนการดำเนินงานมีการประชุมจัดทำแผนร่วมกับเขตสุขภาพที่ 7 โดยร่วมกันวิเคราะห์สภาพปัญหาเพื่อกำหนดเป็นประเด็นสำคัญของเขตสุขภาพ และการสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินงานแก้ไขปัญหาการส่งเสริมสุขภาพทุกกลุ่มวัย ซึ่งปัญหาที่พบในระดับเขต พบในกลุ่มอนามัยแม่และเด็กเป็นส่วนใหญ่และได้กำหนดให้เป็นประเด็นในการตรวจราชการและนิเทศงานในระดับเขตสุขภาพ หลังดำเนินการตามมาตรการและแผนยุทธศาสตร์ส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคสู่ความเป็นเลิศ พบว่า แผนงาน/ โครงการในทุกกลุ่มวัย<br>มีการบูรณาการร่วมกับศูนย์วิชาการ/เครือข่ายที่เกี่ยวข้องมากขึ้น แต่ยังไม่เนียนเป็นเนื้อเดียวกัน บางมาตรการเป็นการกำหนดเป็นประเด็นเฉพาะเพื่อต้องการดำเนินการหรือทราบผลงานในช่วงเฉพาะเท่านั้น ข้อเสนอแนะ ผู้บริหารในระดับเขตสุขภาพควรมีการทบทวนแผนยุทธศาสตร์ให้เกิดการบูรณาการที่ชัดเจนมากขึ้น ควรมีการกำกับติดตามและปรับแผนยุทธศาสตร์เป็นระยะ</p> อรพินท์ ภาคภูมิ Copyright (c) 2021 วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมล้านนา http://creativecommons.org/licenses/by/4.0/ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/lannaHealth/article/view/251752 Wed, 08 Sep 2021 15:19:00 +0700 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพของผู้สัมผัสโรคพิษสุนัขบ้าที่มารับบริการ ที่โรงพยาบาลแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/lannaHealth/article/view/251754 <p>การศึกษานี้ เป็นการศึกษาวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่งแบบตัดขวาง เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพของผู้สัมผัสโรคพิษสุนัขบ้าที่มารับบริการที่โรงพยาบาลแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สัมผัสโรคพิษสุนัขบ้าที่มารับบริการโรงพยาบาลแม่อาย อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 161 รายระยะเวลาในการศึกษาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์&nbsp; ถึง มีนาคม 2561โดยใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณภาพมาแล้ว โดยมีค่า IOC = 0.83 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงวิเคราะห์เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยและพฤติกรรมสุขภาพด้วยสถิติแบบไคสแคว์ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศหญิง ร้อยละ 50.9 มีสิทธิการรักษาพยาบาลด้วยหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ร้อยละ 79.5 ลักษณะของการสัมผัสโรคเป็นการถูกกัด ร้อยละ 87.6 ตำแหน่งที่สัมผัสโรคส่วนใหญ่ได้แก่ ตำแหน่งขา ร้อยละ 37.3 สาเหตุมาจากทำให้สัตว์เจ็บปวด ร้อยละ 42.0 สัตว์นำโรคส่วนใหญ่ ได้แก่ สุนัข ร้อยละ 68.9ทัศนคติและพฤติกรรมในการป้องกันตนเองจากโรคพิษสุนัขบ้าต่ำซึ่งมีโอกาสติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าสูง ผลการศึกษาครั้งนี้สามารถนำไปเป็นข้อมูลพื้นฐาน สำหรับการวางแผนการดำเนินงาน รวมถึงเผยแพร่ข้อมูลให้กับเทศบาล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อนำไปใช้ในการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่ประชาชนเรื่องโรค ความรุนแรง การป้องกันตนเองต่อโรคพิษสุนัขบ้า และการปฏิบัติตัวหลังการสัมผัสโรคพิษสุนัขบ้าในชุมชนต่อไป</p> พรชนก ยี่ลังกา Copyright (c) 2021 วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมล้านนา http://creativecommons.org/licenses/by/4.0/ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/lannaHealth/article/view/251754 Wed, 08 Sep 2021 15:23:55 +0700 ประสิทธิผลของการใช้ดัชนีความรุนแรงฉุกเฉินสำหรับการคัดแยกผู้ป่วย โรงพยาบาลหนองม่วงไข่ จังหวัดแพร่ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/lannaHealth/article/view/251755 <p>รับรองคุณภาพโรงพยาบาล เป็นกรอบแนวคิดในการพัฒนา กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; พยาบาลวิชาชีพ และเจ้าหน้าที่เวชกิจฉุกเฉิน จำนวน 18 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดย 1) การศึกษาจากเวชระเบียนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน 2) แบบบันทึกการนำส่งผู้ป่วยจำแนกตามความรุนแรง และ3) แบบสอบถามความคิดเห็นและความพึงพอใจ ซึ่งมีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์อยู่ระหว่าง 0.6–1.0 ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.95 โดยทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการศึกษาสรุปได้ดังนี้ 1) ได้ระบบการคัดแยก/ คัดกรองผู้ป่วยงานบริการอุบัติเหตุและฉุกเฉิน&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2) ผลลัพธ์ด้านพยาบาล พบว่า มีความพึงพอใจในภาพรวมต่อเครื่องมือจำแนกประเภทผู้ป่วยอยู่ในระดับมากที่สุด = 4.38 SD = 0.76 3) ผลลัพธ์ด้านผู้ป่วย พบว่า มีความถูกต้องของการคัดแยกผู้ป่วย ร้อยละ 94.31&nbsp;</p> กรรณิการ์ ชัยนันท์, นิพิฐพนธ์ แสงด้วง Copyright (c) 2021 วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมล้านนา http://creativecommons.org/licenses/by/4.0/ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/lannaHealth/article/view/251755 Wed, 08 Sep 2021 15:32:44 +0700 ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ความอ่อนตัว และความเสี่ยงหกล้มของผู้สูงอายุ ในตำบลหนองตอง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/lannaHealth/article/view/251756 <p>การวิจัยเชิงทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการออกกำลังกายต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ความอ่อนตัว และความเสี่ยงหกล้มของผู้สูงอายุในตำบลหนองตอง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุที่มีอายุ 60-69 ปี&nbsp; โดยทุกคนเป็นผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงหกล้มจากการคัดกรองด้วยวิธี Time Up and Go แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการออกกำลังกาย“ผนังกั๋นต้าวป้ออุ้ยแม่อุ้ย” จำนวน 28 คน และกลุ่มควบคุมได้รับสุขศึกษา จำนวน 27 คน การทดลองนี้ใช้เวลา&nbsp; 8 สัปดาห์ วัดผลเปรียบเทียบก่อนการทดลอง และหลังการทดลองสัปดาห์ที่ 4 และสัปดาห์ที่ 8 ด้วยสมรรถภาพทางกาย ได้แก่ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ความอ่อนตัว และความเสี่ยงหกล้ม ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองมีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ความอ่อนตัว และมีความเสี่ยงหกล้ม ดีขึ้นกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สรุปได้ว่า โปรแกรมการออกกำลังกาย “ผนังกั๋นต้าวป้ออุ้ยแม่อุ้ย” มีผลทำให้ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น มีความอ่อนตัวมากขึ้น และลดความเสี่ยงหกล้มของผู้สูงอายุได้ จึงควรนำโปรแกรมการออกกำลังกาย “ผนังกั๋นต้าวป้ออุ้ยแม่อุ้ย” ไปใช้ในกลุ่มผู้สูงอายุ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ความอ่อนตัว และลดความเสี่ยงหกล้มต่อไป โดยโปรแกรมนี้มีความสะดวกใช้ได้ง่าย ทำให้เกิดความยั่งยืนในการนำไปใช้</p> อุมาพร นิ่มตระกูล Copyright (c) 2021 วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมล้านนา http://creativecommons.org/licenses/by/4.0/ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/lannaHealth/article/view/251756 Wed, 08 Sep 2021 15:37:14 +0700