วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมล้านนา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/lannaHealth <p><strong>วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมล้านนา</strong> (Lanna Journal of Health Promotion &amp; Environmental Health) ดำเนินการโดยศูนย์อนามัยที่ 1 เชียงใหม่ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ผลงานวิชาการด้านส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมตลอดจนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยทั่วไป รวมทั้งเทคโนโลยีที่สนับสนุนทางด้านการบริการสุขภาพ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ โภชนาการ กิจกรรมทางกาย และสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ บุคลากรด้านสาธารณสุขและทางการแพทย์ นักวิจัย นักศึกษา รวมถึงประชาชน และผู้สนใจทั่วไป</p> <p><strong>ขอบเขต (Scope) </strong>สาขาที่รับตีพิมพ์ได้แก่ ผลงานวิชาการด้านส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมตลอดจนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยทั่วไป รวมทั้งเทคโนโลยีที่สนับสนุนทางด้านการบริการสุขภาพ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ โภชนาการ กิจกรรมทางกาย และสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง</p> <p>วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมล้านนา (Lanna Journal of Health Promotion &amp; Environmental Health) ได้รับการรับรองคุณภาพโดยศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย ให้เป็น วารสารกลุ่มที่ 2 (TCI Tier 2) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2572</p> <p><strong>การพิจารณาคุณภาพของบทความ : <br /></strong>บทความที่ส่งเพื่อตีพิมพ์ในวารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมล้านนา จะผ่านการคัดกรองเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการ และผ่านกระบวนการประเมินคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญ ในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง หรือเชี่ยวชาญด้านวิทยาการวิจัย จากหลากหลายสถาบัน และไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้เขียน 2 ท่านขึ้นไป ต่อบทความ การประเมินเป็นแบบปกปิดสองทาง (Double-blind peer review) โดยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เขียนจะไม่ทราบข้อมูลของกันและกัน<strong><br /></strong></p> <p><strong>กำหนดการออกวารสารฯ: ตีพิมพ์ ปีละ 2 ฉบับ<br />ฉบับที่ 1</strong> เดือน มกราคม ถึง มิถุนายน<br /><strong>ฉบับที่ 2</strong> เดือน กรกฏาคม ถึง ธันวาคม</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการเผยแพร่<br /></strong>วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมล้านนา ยั<strong>งไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมการเผยแพร่บทความ</strong></p> <p>ISSN: 2822-0471 (Online)</p> <p>ISSN: 2228-9410 (Print)</p> <p> </p> th-TH researchhpc1@gmail.com (แพทย์หญิงสิดาพัณณ์ ยุตบุตร) researchhpc1@gmail.com (นายกฤษณะ จตุรงค์รัศมี) Thu, 22 Jan 2026 10:15:17 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ผลของโปรแกรมเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต่อการป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุ จังหวัดเชียงใหม่ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/lannaHealth/article/view/283043 <p>ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ และผู้สูงอายุมีความเสี่ยงสูงต่อภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย (Sarcopenia) ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่นำไปสู่การหกล้มในผู้สูงอายุ และเป็นสาเหตุสำคัญของการบาดเจ็บ พิการ และเสียชีวิต เฉลี่ยวันละ 3 คน การป้องกันที่สำคัญคือการออกกำลังกายแบบออกแรงต้าน (Resistance Exercise) ผู้วิจัยจึงพัฒนา "โปรแกรม 9 ท่าสนุกสุขภาพดีด้วยเก้าอี้" งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้โปรแกรมดังกล่าวในการเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและเปรียบเทียบสมรรถภาพทางกายก่อนและหลังการทดลองในกลุ่มผู้สูงอายุช่วงอายุ 60-69 ปี โดยมีสมมติฐานว่าโปรแกรมจะมีประสิทธิภาพดีกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) แบบ 2 กลุ่ม (กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม) วัดผลเปรียบเทียบก่อนและหลังการทดลอง 8 สัปดาห์ กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุช่วงอายุ 60−69 ปี ที่มีภาวะติดสังคม โดยเจาะจงพื้นที่เทศบาลตำบลช้างเผือกและตำบลสันนาเม็ง จังหวัดเชียงใหม่ โดยสุ่มแบบจับสลาก กลุ่มทดลอง เทศบาลตำบลช้างเผือก กลุ่มควบคุม ตำบลสันนาเม็ง อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ได้กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 40 คน รวม 80 คน (อายุเฉลี่ย 66.89 และ 67.13 ปี) เครื่องมือใช้โปรแกรมเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ "9 ท่าสนุกสุขภาพดีด้วยเก้าอี้" ซึ่งผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงของเนื้อหา (IOC ≥0.80) และแบบทดสอบสมรรถภาพทางกาย (Timed Up and Go Test และ ยืน-นั่ง บนเก้าอี้ 30 วินาที) กลุ่มทดลองฝึกตามโปรแกรม 8 สัปดาห์ โดยเพิ่มความถี่ในการฝึกจาก 3 เป็น 5 วันต่อสัปดาห์ กลุ่มควบคุมได้รับเอกสารให้ความรู้พื้นฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม (Independent-Samples t-test) ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ: ก่อนการทดลอง กลุ่มทดลองมีความแข็งแรงต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ (p&lt;0.001) แต่ หลัง 8 สัปดาห์ กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยความแข็งแรง สูงกว่า กลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ (18.73 เทียบกับ 16.08 ครั้ง, p&lt;0.01) แสดงถึงประสิทธิผลของโปรแกรม การเปรียบเทียบภายในกลุ่ม (Paired-Samples t-test) กลุ่มทดลองมีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และ ความเสี่ยงต่อการล้ม (เวลาที่ใช้ในการทดสอบลดลง) ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) กลุ่มควบคุมมีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อลดลง และ ความเสี่ยงต่อการล้มเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001 และ ตามลำดับ) สรุปผล โปรแกรมเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ "9 ท่าสนุกสุขภาพดีด้วยเก้าอี้" มีผลในการปรับปรุงสมรรถภาพทางกายด้านความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและช่วยลดความเสี่ยงต่อการหกล้มในผู้สูงอายุได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้น โปรแกรมนี้จึงสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางปฏิบัติจริงในชุมชน เพื่อส่งเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ</p> สิริภา ภาคนะภา, จักรกฤษณ์ วังราษฎร์, กฤษดา ยาณวงค์, วีระศักดิ์ ไววาง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมล้านนา http://creativecommons.org/licenses/by/4.0/ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/lannaHealth/article/view/283043 Thu, 09 Apr 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมในการจัดการสิ่งแวดล้อมปลอดภัย ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในช่องทางเข้าออกประเทศ กรณีศึกษาด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพ 4 (เชียงของ) จังหวัดเชียงราย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/lannaHealth/article/view/283237 <p>ช่องทางเข้าออกประเทศเป็นสถานที่บุคคล ยานพาหนะ หรือสินค้าผ่านเข้าออกประเทศได้ตามกฎหมาย ซึ่งกฎอนามัยระหว่างประเทศ (International Health Regulations: IHR) กำหนดให้ต้องมีการตรวจตรา คัดกรอง หรือดำเนินการเพื่อเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคและภัยสุขภาพระหว่างประเทศ การศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อหาความสัมพันธ์ของการรับรู้และการมีส่วนร่วมในการจัดการสิ่งแวดล้อมปลอดภัยของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ในช่องทางเข้าออกประเทศ ด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพ 4 (เชียงของ) จังหวัดเชียงราย กลุ่มตัวอย่างคือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในช่องทางเข้าออกประเทศ ได้แก่ ผู้ที่ปฏิบัติงานและผู้ใช้บริการในช่องทางเข้าออกประเทศ จำนวน 228 คน สุ่มตัวอย่างโดยการเปรียบเทียบสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม 3 ส่วน คือข้อมูลคุณลักษณะส่วนบุคคล ข้อมูลการรับรู้แนวทางการจัดการสิ่งแวดล้อมปลอดภัย และข้อมูลการมีส่วนร่วมในการจัดการสิ่งแวดล้อมปลอดภัย ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหามากกว่าหรือเท่ากับ 0.5 ทุกข้อ และค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม โดยการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.96 ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนสิงหาคมถึงเดือนกันยายน 2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียส่วนใหญ่ (ร้อยละ 73.25) รับรู้แนวทางการจัดการสิ่งแวดล้อมปลอดภัยในภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง (Mean = 2.47, SD = 0.25) ร้อยละ 48.68 มีส่วนร่วมในการจัดการสิ่งแวดล้อมปลอดภัยในภาพรวม อยู่ในระดับต่ำ (Mean = 1.71, SD = 0.77) และการรับรู้แนวทางการจัดการสิ่งแวดล้อมปลอดภัย มีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมในการจัดการสิ่งแวดล้อมปลอดภัย โดยมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลาง (r = 0.350, p &lt; 0.001)</p> <p>ดังนั้น จึงควรส่งเสริมการรับรู้แนวทางการจัดการสิ่งแวดล้อมปลอดภัยในช่องทางเข้าออกประเทศของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งการเพิ่มช่องทางและความถี่ของการสื่อสารประชาสัมพันธ์ และเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้เสนอความคิดเห็น วิพากษ์ วิจารณ์เกี่ยวกับการจัดการสิ่งแวดล้อมปลอดภัยในช่องทางเข้าออกประเทศผ่านช่องทางที่หลากหลาย อย่างมีความทัดเทียมกัน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการมีส่วนร่วมในการจัดการสิ่งแวดล้อมปลอดภัยในช่องทางเข้าออกประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ</p> ธิติพงษ์ พลอยเหลือง, วราพันธุ์ พรวิเศษศิริกุล, ฐิติมา สุขใส, โตมร ศรีโยทัย, โสภิดา สุโพธิณะ, กัญญารัตน์ ปวงบุตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมล้านนา http://creativecommons.org/licenses/by/4.0/ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/lannaHealth/article/view/283237 Thu, 09 Apr 2026 00:00:00 +0700 การบูรณาการข้อมูลเชิงพื้นที่เพื่อพัฒนานโยบาย การจัดการคุณภาพน้ำอุปโภคบริโภคอย่างยั่งยืน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/lannaHealth/article/view/285470 <p>การเข้าถึงน้ำสะอาดเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ แต่ความแตกต่างด้านคุณภาพน้ำประปายังคงเป็นปัญหาสำคัญในประเทศไทย การขาดการวิเคราะห์เชิงพื้นที่และการบูรณาการข้อมูลจากหลายแหล่ง ส่งผลให้การจัดสรรทรัพยากรไม่มีประสิทธิภาพ วัตถุประสงค์: เพื่อประเมินความแตกต่างเชิงพื้นที่ของคุณภาพน้ำใน 77 จังหวัด ระบุปัจจัยกำหนดทางเศรษฐสังคมและสิ่งแวดล้อม และพัฒนานโยบายการจัดการน้ำอย่างยั่งยืนผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย วิธีการศึกษา: ใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสมผสานเชิงอธิบายตามลำดับ (Sequential Explanatory Design) ระยะที่ 1 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ระดับจังหวัด (พ.ศ. 2563-2567) ด้วยดัชนี Moran's I และแบบจำลองเศรษฐมิติเชิงพื้นที่ (OLS, SLM, SEM) ระยะที่ 2 จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการแบบเข้มข้น (Intensive Workshop) ร่วมกับตัวแทนผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 35 คนจาก 14 หน่วยงาน ผลการศึกษา: พบการกระจุกตัวเชิงพื้นที่ของปัญหาคุณภาพน้ำ โดยมีพื้นที่เสี่ยง (Hotspots) 7 จังหวัดในภาคเหนือ แบบจำลอง OLS มีความเหมาะสมที่สุด โดยพบว่าความหนาแน่นของแสงกลางคืน (ß= -1.84, p &lt; 0.001) และสัดส่วนพื้นที่เกษตรกรรม (ß = -0.09, p &lt; 0.05) เป็นปัจจัยคาดการณ์เชิงลบผลจากการประชุมพบว่าผู้เข้าร่วมบรรลุฉันทามติ โดยให้คะแนนความสำคัญสูงสุดกับการบูรณาการข้อมูลผ่านระบบ National Water Quality Dashboard (ร้อยละ 85) สรุป: การนำหลักฐานเชิงพื้นที่มาบูรณาการร่วมกับมุมมองของผู้ปฏิบัติงานจริง ช่วยลดข้อจำกัดในการทำงานแบบแยกส่วน และนำไปสู่ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-driven policy) ซึ่งสามารถนำไปใช้จัดสรรทรัพยากรแบบเฉพาะพื้นที่ได้อย่างแม่นยำ</p> ธวัชชัย บุญเกิด, ศุภฤกษ์ สื่อรุ่งเรือง, นิธิรัตน์ บุญตานนท์, รัชชผดุง ดำรงพิงคสกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมล้านนา http://creativecommons.org/licenses/by/4.0/ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/lannaHealth/article/view/285470 Tue, 07 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันพฤติกรรมสูบบุหรี่ไฟฟ้าในนักเรียนมัธยมศึกษาพื้นที่ต้นแบบ จังหวัดพะเยา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/lannaHealth/article/view/282875 <p> การใช้บุหรี่ไฟฟ้าในเยาวชนมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในนักเรียนมัธยมศึกษา แม้ประเทศไทยมีกฎหมายห้ามจำหน่าย แต่ยังพบการเข้าถึงได้ง่ายผ่านช่องทางต่างๆ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันพฤติกรรมสูบบุหรี่ไฟฟ้า โดยประยุกต์ใช้ Integrated Health Literacy Model และ Active Learning งานวิจัยและพัฒนานี้ใช้การวิจัยแบบผสมผสานเชิงสำรวจตามลำดับ ดำเนินการระหว่างเดือนเมษายนถึงกันยายน 2568 กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายจำนวน 100 คน (กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 50 คน) โดยคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จับคู่กลุ่มตามลักษณะโรงเรียน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพฉบับปรับบริบท (HLS-EU-Q47, Cronbach’s α=0.88) วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วย Paired t-test และ ANCOVA ข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วย Thematic Analysis</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิผลสูง โดยระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพก่อนการทดลองของทั้งสองกลุ่มไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (p &gt; .05) คะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.001) สัดส่วนนักเรียนที่มีระดับความรอบรู้ “ดีเยี่ยม” ในกลุ่มทดลองเพิ่มขึ้นจาก 0.0% เป็น 44.0% และกิจกรรมที่นักเรียนมีส่วนร่วมโดดเด่นที่สุดคือ การจัดทำข้อตกลงร่วมกันและบทบาทสมมุติ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่ารูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิผลในการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพและเหมาะต่อการนำไปประยุกต์ใช้ ข้อเสนอแนะควรมีการขยายผลการใช้รูปแบบนี้ไปยังนักเรียนที่มีอายุน้อยกว่า 15 ปี เพื่อป้องกันเชิงรุกอย่างยั่งยืน</p> นงคราญ สกุณาพงศ์, ช่อผกา แสนคำมา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมล้านนา http://creativecommons.org/licenses/by/4.0/ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/lannaHealth/article/view/282875 Fri, 17 Apr 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของการสนทนาสร้างแรงจูงใจร่วมกับการใช้สื่อสังคมออนไลน์ ต่อการลดน้ำหนักในผู้ที่มีภาวะก่อนเบาหวาน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/lannaHealth/article/view/285805 <p>โรคเบาหวานเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยภาวะก่อนเบาหวานเป็นระยะเสี่ยงที่สามารถป้องกันการดำเนินไปสู่โรคได้ผ่านการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยเฉพาะการควบคุมน้ำหนักและการเพิ่มกิจกรรมทางกาย การสนทนาสร้างแรงจูงใจ (Motivational Interview) ช่วยเสริมแรงจูงใจภายในและการรับรู้ความสามารถของตนเอง ขณะที่สื่อสังคมออนไลน์สามารถเพิ่มการเข้าถึงบริการและแรงสนับสนุนทางสังคม การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบเป็นกลุ่มเดียว วัดผลซ้ำก่อนและหลังเข้าร่วมการวิจัย โดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบน้ำหนักในผู้ที่มีภาวะก่อนเบาหวาน ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการสนทนาสร้างแรงจูงใจร่วมกับการใช้สื่อสังคมออนไลน์ 2) เพื่อเปรียบเทียบเปอร์เซ็นต์ไขมันของร่างกาย มวลกล้ามเนื้อลาย ระดับพฤติกรรมสุขภาพเวชศาสตร์วิถีชีวิต ระดับกิจกรรมทางกาย และระดับการรับรู้ความสามารถของตนเองในผู้ที่มีภาวะก่อนเบาหวาน ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมฯ กลุ่มตัวอย่างคือผู้ที่มีภาวะก่อนเบาหวานร่วมกับมีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน ที่สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง บางเขน หรือที่ศูนย์บริการสาธารณสุขที่ 6 สนามบินน้ำ ระหว่างเดือนตุลาคม – ธันวาคม 2568 จำนวน 27 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง</p> <p>เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมการสนทนาสร้างแรงจูงใจ จำนวน 4 ครั้ง ภายใน 6 สัปดาห์ ทั้งแบบพบหน้าและวิดีโอคอลผ่านแอปพลิเคชัน LINE ควบคู่กับการสื่อสารในกลุ่มปิดเพื่อให้ความรู้และทำกิจกรรมรายสัปดาห์ด้านโภชนาการ การออกกำลังกาย และการป้องกันโรคเบาหวาน และ 2) เครื่องมือเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลพื้นฐาน การวัดองค์ประกอบร่างกายด้วยเครื่องวิเคราะห์มาตรฐาน แบบประเมินพฤติกรรมสุขภาพเวชศาสตร์วิถีชีวิต แบบสอบถามกิจกรรมทางกายสากลฉบับสั้น และแบบสอบถามการรับรู้ความสามารถของตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและ Paired t-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า หลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ กลุ่มตัวอย่างมีน้ำหนักตัวเฉลี่ยลดลงและมีพฤติกรรมสุขภาพเวชศาสตร์วิถีชีวิต ระดับกิจกรรมทางกาย และการรับรู้ความสามารถของตนเองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่ตัวชี้วัดองค์ประกอบร่างกาย ได้แก่ เปอร์เซ็นต์ไขมันและมวลกล้ามเนื้อลาย ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ผลการศึกษาสะท้อนว่าโปรแกรมการสนทนาสร้างแรงจูงใจร่วมกับการใช้สื่อสังคมออนไลน์สามารถส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและการรับรู้ความสามารถของตนเอง อันเป็นปัจจัยสำคัญต่อการควบคุมน้ำหนักและการป้องกันโรคเบาหวานในระยะยาว</p> จินตภัทร์ คูวิจิตรสุวรรณ, สรณัติ์ ลลิตวงศา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมล้านนา http://creativecommons.org/licenses/by/4.0/ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/lannaHealth/article/view/285805 Fri, 03 Apr 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิต และพฤติกรรมการจัดการขยะมูลฝอย ของประชาชนโดยรอบสถานที่ฝังกลบขยะมูลฝอย: กรณีศึกษาตำบลมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/lannaHealth/article/view/283266 <p>ปัญหาการขาดระบบมาตรฐานในการจัดการขยะมูลฝอยในชุมชนส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้เคียงสถานที่ฝังกลบขยะมูลฝอย การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิต และพฤติกรรมการจัดการขยะมูลฝอยของประชาชนในตำบลมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง กลุ่มตัวอย่างจำนวน 186 คน เครื่องมือวิจัยคือแบบประเมิน แบ่งออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลทั่วไป ผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิต และพฤติกรรมการจัดการขยะ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า ประชาชนได้รับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (Mean = 2.17, SD = 0.74) โดยประเด็นที่มีผลกระทบมากที่สุดคือพาหะนำโรค เช่น แมลงวัน (Mean = 2.70, SD = 0.55) และมลพิษทางอากาศจากกลิ่นเหม็นและฝุ่นละออง (Mean = 2.68, SD = 0.51) ด้านคุณภาพชีวิต พบว่า มีผลกระทบในเชิงลบทั้งในมิติของสุขภาพจิต (Mean = 2.37, SD = 0.57) และสุขภาพกาย (Mean = 2.34, SD = 0.61) ในระดับสูง ส่วนมิติทางเศรษฐกิจและสังคมอยู่ในระดับปานกลาง (Mean = 2.21, SD = 0.67) ด้านพฤติกรรมการจัดการขยะมูลฝอย พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการจัดการขยะมูลฝอยที่เหมาะสมในระดับครัวเรือน ได้แก่ การคัดแยกขยะในครัวเรือน ร้อยละ 99.5 การใส่ขยะลงถัง ร้อยละ 97.8 และการนำส่งให้เทศบาลกำจัด ร้อยละ 78.5 อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่พบในชุมชน ได้แก่ การขาดจุดรวบรวมขยะที่ชัดเจน ร้อยละ 54.5 และถังขยะที่ไม่เพียงพอ ร้อยละ 33.3</p> <p>ผลการศึกษานี้สามารถนำไปใช้สนับสนุนการวางแผนนโยบายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยควรกำหนดมาตรการควบคุมพาหะนำโรค ลดมลพิษทางอากาศจากกลิ่นเหม็นและฝุ่นละออง รวมถึงการกำหนดจุดรวบรวมและจำนวนถังให้เพียงพอกับปริมาณขยะ สนับสนุนการคัดแยกขยะอย่างต่อเนื่อง เฝ้าระวังสุขภาพประชาชนโดยเฉพาะโรคทางเดินหายใจและสุขภาพจิต ควบคู่กับการสร้างกลไกการสื่อสารระหว่างชุมชนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว</p> ชัชนันท์ ปู่แก้ว, ดาริกา เพิ่มพร, สุทธิดา สืบทรัพย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมล้านนา http://creativecommons.org/licenses/by/4.0/ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/lannaHealth/article/view/283266 Thu, 22 Jan 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการขับเคลื่อนชมรม TO BE NUMBER ONE จังหวัดพะเยา สู่ความเป็นเลิศในระดับประเทศ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/lannaHealth/article/view/282778 <p>ปัญหายาเสพติดโดยเฉพาะในเยาวชนรุนแรงขึ้น โครงการ TO BE NUMBER ONE เริ่มปี 2545 ขยายเป็นเครือข่ายใหญ่ แต่จังหวัดพะเยายังมีปัญหาเรื่องงบประมาณ การบูรณาการ ความต่อเนื่อง การพัฒนาผู้นำ นวัตกรรม และระบบติดตาม จึงต้องวิจัยพัฒนารูปแบบขับเคลื่อนที่เป็นระบบและยั่งยืนเพื่อยกระดับผลงานสู่ระดับประเทศ โดยการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการในการพัฒนาชมรม TO BE NUMBER ONE จังหวัดพะเยา พัฒนารูปแบบการขับเคลื่อนชมรมสู่ความเป็นเลิศในระดับประเทศ และประเมินรูปแบบที่พัฒนาขึ้น การวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนาแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่ การศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหา การศึกษากระบวนการปฏิบัติที่เป็นเลิศจากจังหวัดต้นแบบ การพัฒนารูปแบบ และการประเมินรูปแบบ กลุ่มตัวอย่างจาก 4 ระยะ ได้แก่ คณะกรรมการและคณะทำงานโครงการ ผู้บริหารโครงการจังหวัดเชียงราย ผู้เชี่ยวชาญ และสมาชิกชมรมนำร่อง 8 ชมรม คัดเลือกโดยวิธีเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และแบบประเมินรูปแบบ ตรวจสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 คน โดยหาค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา (CVI) และทดสอบความเชื่อมั่น (Cronbach's alpha = 0.89) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและสถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า จังหวัดพะเยามีจุดแข็งด้านนโยบาย การบูรณาการเครือข่าย และการสร้างนวัตกรรม แต่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากร ความต่อเนื่องของการสนับสนุน และการขาดกลไกควบคุมคุณภาพที่เป็นระบบ จากการศึกษาจังหวัดเชียงรายพบว่าปัจจัยความสำเร็จประกอบด้วยการสนับสนุนจากผู้บริหาร ความต่อเนื่องของบุคลากร การทำงานแบบเครือข่าย และระบบพี่เลี้ยงที่เข้มแข็ง รูปแบบที่พัฒนาขึ้นคือ "TO BE Escalator บันไดเลื่อนผลลัพธ์สู่ความเป็นเลิศ" บูรณาการทฤษฎีระบบ วงจร PDCA แนวทาง 3ก 3ย และ 4 ยุทธศาสตร์หลัก ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ โครงสร้างการขับเคลื่อน การสร้างกระแส การสร้างภูมิคุ้มกัน การสร้างเครือข่าย และการสร้างความยั่งยืน นวัตกรรมหลักคือระบบ TO BE Mentor Network ที่จับคู่ชมรมพี่เลี้ยงกับชมรมน้องเลี้ยง ผลการประเมินพบว่า รูปแบบมีความเหมาะสมและเป็นประโยชน์อยู่ในระดับดีเยี่ยม ( = 4.24) และกลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด ( = 4.33) ผลการดำเนินงานปีงบประมาณ 2568 มีชมรมผ่านการประกวดระดับประเทศเพิ่มจาก 3 แห่งเป็น 6 แห่ง โดยชมรมน้องเลี้ยงที่เข้าประกวดผ่านทั้งหมด ร้อยละ 100 สะท้อนประสิทธิผลของระบบพี่เลี้ยง ปัจจัยแห่งความสำเร็จประกอบด้วยระบบพี่เลี้ยงที่มีประสิทธิผล การบูรณาการกรอบทฤษฎี การสร้างแกนนำรุ่นใหม่ การสนับสนุนจากผู้บริหาร และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์บริบทท้องถิ่น อย่างไรก็ตามยังมีช่องว่างที่ต้องพัฒนา ได้แก่ ชมรม TO BE NUMBER ONE ในชุมชนและสถานประกอบการ การผ่านการประกวดระดับภาค และความยั่งยืนของระบบพี่เลี้ยง</p> ภานุพันธ์ ไพทูรย์, สิทธิชัย ใสสม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมล้านนา http://creativecommons.org/licenses/by/4.0/ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/lannaHealth/article/view/282778 Mon, 26 Jan 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จในการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อม โรงพยาบาลเขาชะเมาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จังหวัดระยอง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/lannaHealth/article/view/284526 <p>ระบบสาธารณสุขทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และกระทรวงสาธารณสุขได้ผลักดันนโยบายการจัดการสิ่งแวดล้อมในสถานบริการ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยภายในองค์กร ปัจจัยภายนอกองค์กร และความสำเร็จในการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อม (2) อิทธิพลของปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยภายในองค์กร และปัจจัยภายนอกองค์กรต่อความสำเร็จในการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อม และ (3) ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะในการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อม โรงพยาบาลเขาชะเมาเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา จังหวัดระยอง</p> <p>การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง ประชากร คือ บุคลากรโรงพยาบาลเขาชะเมาเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา ที่ปฏิบัติงานจริงในโรงพยาบาลเขาชะเมาเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา จำนวน 113 คน เครื่องมือที่ใช้ คือแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยเชิงเส้นพหุ</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า (1) ปัจจัยส่วนบุคคล ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อยู่ในกลุ่มอายุ 31-40 ปี การศึกษาสูงสุดระดับปริญญาตรี เป็นบุคลากรสายวิชาชีพ ระยะเวลาในการทำงานเฉลี่ย 8.61 ปี และมีตำแหน่งเป็นข้าราชการ ปัจจัยภายในองค์กรและปัจจัยภายนอกองค์กรโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และความสำเร็จในการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อม ตามเกณฑ์การพัฒนาด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (2) ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จในการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 คือ ด้านบุคลากร ด้านค่านิยมร่วม และด้านระบบการปฏิบัติงาน ตามลำดับ โดยทุกตัวแปรดังกล่าวมีความสามารถในการทำนายความสำเร็จในการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมร่วมกันได้ร้อยละ 76.9 และ (3) ปัญหาอุปสรรคที่สำคัญ คือ นโยบายและกลยุทธ์ยังไม่ชัดเจน ขาดการสื่อสารและการติดตามประเมินผลอย่างสม่ำเสมอ และขาดเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการจัดการสิ่งแวดล้อม ข้อเสนอแนะ คือ ควรมีการกำหนดนโยบายและวางระบบงานให้ชัดเจน สื่อสารอย่างทั่วถึง รวมถึงการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่มาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพ</p> สิริยานันท์ นาคสกุล, รองศาสตราจารย์ ดร.ธีระวุธ ธรรมกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมล้านนา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/lannaHealth/article/view/284526 Fri, 30 Jan 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการจัดการด้านงบประมาณ และการเข้าถึงบริการสุขภาพ ของประชากรข้ามชาติในพื้นที่ชายแดน จังหวัดตาก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/lannaHealth/article/view/282954 <p>พื้นที่ชายแดนจังหวัดตากมีแรงงานข้ามชาติจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขจากอุปสรรคด้านภูมิศาสตร์ ภาษา วัฒนธรรม และการเงิน แม้มีระบบประกันสุขภาพ แต่ยังมีช่องว่าง ทำให้โรงพยาบาลแบกรับค่าใช้จ่าย งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การเข้าถึงบริการสุขภาพของประชากรข้ามชาติ 2) ผลกระทบด้านงบประมาณในการให้บริการสุขภาพของประชากรข้ามชาติ 3) การพัฒนารูปแบบการเข้าถึงบริการสุขภาพ และรูปแบบการจัดการด้านงบประมาณในการให้บริการของประชากรข้ามชาติในพื้นที่อำเภอชายแดนจังหวัดตาก ใช้กระบวนการวิจัยแบบผสมคู่ขนาน (Parallel mixed methods design) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม การประชุมเชิงปฏิบัติการ แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นวางแผน ขั้นดำเนินการ ขั้นทดลองใช้และประเมินผล</p> <p>ผลการศึกษา 1) ขั้นวางแผน (ศึกษาการเข้าถึงบริการสุขภาพและผลกระทบด้านงบประมาณ) พบว่า จังหวัดตากมีประชากรข้ามชาติที่อยู่อาศัยอยู่ในพื้นที่ ประมาณ 4 แสนคน ร้อยละ 60 ของประชากรข้ามชาติยังไม่มีหลักประกันสุขภาพซึ่งเป็นข้อจำกัดการเข้าถึงบริการสุขภาพ และยังส่งผลกระทบด้านงบประมาณในการให้บริการสุขภาพของโรงพยาบาลในพื้นที่ 5 อำเภอชายแดนจังหวัดตาก ซึ่งเรียกเก็บค่าบริการไม่ได้มีมูลค่าสูงถึง 150 ล้านบาทต่อปี การเข้าถึงบริการสุขภาพ พบว่า สัดส่วนผู้ป่วยนอก (Out-patient) ใช้บริการที่โรงพยาบาลรัฐ ร้อยละ 24.7 สัดส่วนผู้ป่วยใน (In-patient) ร้อยละ 34.7 ส่งผลกระทบต่อบริการสาธารณสุขชายแดน ทั้งจำนวนหน่วยบริการและบุคลากรไม่เพียงพอต่อจำนวนประชากรข้ามชาติที่เพิ่มมากขึ้น 2) ขั้นดำเนินการ รูปแบบการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชากรข้ามชาติ และรูปแบบการจัดการด้านงบประมาณที่พัฒนาขึ้นจากการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย 2.1) จัดตั้งจุดบริการสุขภาพเพิ่มขึ้นสำหรับประชากรข้ามชาติ ได้แก่ ศูนย์สุขภาพชายแดน (Border Health Center: BHC) กระจายให้ครอบคลุมประชากรข้ามชาติที่อาศัยในพื้นที่อำเภอชายแดนจังหวัดตาก 2.2) ส่งเสริมการซื้อบัตรประกันสุขภาพในราคาที่เหมาะสมและเข้าถึงได้ 3) ขั้นทดลองใช้และประเมินผล ผลลัพธ์จากการทดลองใช้รูปแบบบริการสุขภาพของศูนย์สุขภาพชายแดนในอำเภอชายแดนจังหวัดตาก โดยประเมินจากปริมาณและการเข้าถึงบริการ พบว่า ประชากรข้ามชาติมาใช้บริการเพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน-พฤศจิกายน 2568 ถึงร้อยละ 26.1 สำหรับผลการประเมินรูปแบบการจัดการด้านงบประมาณ พบว่าประชากรข้ามชาติที่ซื้อหลักประกันสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข และกองทุน M-fund เพิ่มมากขึ้น เป็น 4.0 และ 4.4 เท่า ตามลำดับ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการลดการขาดทุนจากที่เรียกเก็บไม่ได้ในปี 2565-2567 ลดลง ร้อยละ 19.5</p> นางทัศนีย์ รอดสังข์, นายชำนาญ ปินนา, นางมณีรัตน์ จิ๋วแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมล้านนา http://creativecommons.org/licenses/by/4.0/ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/lannaHealth/article/view/282954 Mon, 02 Feb 2026 00:00:00 +0700 รูปแบบการพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตสุขภาพที่ 10 สู่การเป็นเมืองสุขภาพดี ด้วยกลยุทธ์ PIRAB https://he01.tci-thaijo.org/index.php/lannaHealth/article/view/283495 <p>การขยายเขตเมืองเป็นปรากฏการณ์ที่สร้างความเจริญและก่อผลกระทบด้านความเหลื่อมล้ำทางสังคม เศรษฐกิจ พื้นที่ และสุขภาพ การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการขับเคลื่อนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตสุขภาพที่ 10 สู่การเป็นเมืองสุขภาพดีโดยใช้กลยุทธ์ PIRAB (Partnership, Investment, Regulation and Legislation, Advocacy, และ Build Capacity) เป็นกรอบแนวคิดหลัก ดำเนินการในพื้นที่เทศบาลตำบลแสนสุข อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหารท้องถิ่น นักวิชาการสาธารณสุขและนักวิชาการสิ่งแวดล้อม ผู้นำชุมชน และประชาชน รวม 328 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และการประเมินตามเกณฑ์เมืองสุขภาพดีของกรมอนามัย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติเชิงวิเคราะห์ด้วย Paired t-test กำหนดระดับนัยสำคัญ 0.05 และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลักตามกลยุทธ์ PIRAB โดยเริ่มจากการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ (P) ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานสาธารณสุข สถาบันการศึกษา และภาคประชาชน การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากร (I) เพื่อสนับสนุนโครงการพัฒนาสุขภาพและสิ่งแวดล้อม การออกนโยบายและข้อบัญญัติท้องถิ่น (R) เพื่อควบคุมและส่งเสริมสุขภาพในชุมชน การสร้างการรับรู้และเปลี่ยนพฤติกรรม (A) ผ่านการสื่อสารและกิจกรรมรณรงค์ และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและชุมชน (B) ผ่านการฝึกอบรมและการถ่ายทอดองค์ความรู้ ผลการประเมินพบว่าเทศบาลตำบลแสนสุขได้คะแนนประเมินเมืองสุขภาพดีในระดับดี (ร้อยละ 84.21 ของคะแนนเต็ม) โดยมีความก้าวหน้าที่โดดเด่นในด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมยั่งยืน การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน และควรนำรูปแบบไปขยายผลในพื้นที่เมืองสุขภาพดีให้ครอบคลุมเขตสุขภาพที่ 10 และพื้นที่อื่นๆ ที่สนใจและมีบริบทใกล้เคียงกัน</p> ศุภลักษณ์ ธนธรรมสถิต, นิสิต อินลี, สุทธิดา สืบทรัพย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมล้านนา http://creativecommons.org/licenses/by/4.0/ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/lannaHealth/article/view/283495 Mon, 02 Feb 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการจัดการหลักสูตรด้านสุขภาพและโภชนาการ โดยใช้หลักความรอบรู้ทางสุขภาพเพื่อเป็นต้นแบบสำหรับโรงเรียนผู้สูงอายุในจังหวัดพะเยา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/lannaHealth/article/view/282974 <p>ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้ภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในจังหวัดพะเยาซึ่งมีสัดส่วนผู้สูงอายุสูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ ความท้าทายดังกล่าวสะท้อนความจำเป็นในการเสริมสร้างความรอบรู้ทางสุขภาพและความรู้ด้านโภชนาการเพื่อเพิ่มศักยภาพการดูแลตนเองของผู้สูงวัยอย่างเป็นระบบ และสามารถเสริมสร้างศักยภาพด้านสุขภาพของผู้สูงอายุได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการหลักสูตรด้านสุขภาพและโภชนาการ โดยบูรณาการหลักความรอบรู้ทางสุขภาพ (Health Literacy) สำหรับผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุ จังหวัดพะเยา และเพื่อประเมินผลลัพธ์ในด้านความรู้ พฤติกรรมสุขภาพ ตัวชี้วัดสุขภาพ และความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมการวิจัยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงทดลองแบบ One Group Pretest-Posttest Design และเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุที่เข้าเรียนในโรงเรียนผู้สูงอายุ วัดแม่กาโทกหวาก จำนวน 51 คน ที่คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แผนหลักสูตรด้านสุขภาพและโภชนาการ แบบทดสอบความรู้ แบบประเมินพฤติกรรมสุขภาพ แบบประเมินความพึงพอใจ และการตรวจวัดตัวชี้วัดสุขภาพทางคลินิก การเก็บข้อมูลดำเนินการก่อนและหลังการเข้าร่วมกิจกรรมตามหลักสูตรเป็นเวลา 12 ครั้ง ระยะเวลา 3 เดือน ข้อมูลวิเคราะห์ด้วยสถิติพรรณนา และทดสอบความแตกต่างด้วย Paired t-test</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า คะแนนความรู้ด้านโภชนาการ การออกกำลังกาย และการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุหลังเข้าร่วมหลักสูตรเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) เช่นเดียวกับพฤติกรรมสุขภาพด้านการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย การนอนหลับ และการดูแลสุขภาพจิตที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (p &lt; 0.001) สำหรับตัวชี้วัดสุขภาพทางคลินิก พบว่าค่าระดับน้ำตาลในเลือด (Blood glucose) ค่ายูเรียไนโตรเจน (Blood urea nitrogen; BUN) <br />ครีอะตินีน (Creatinine; Cr) และการประเมินอัตราการกรองของไต (Estimated glomerular filtration rate; eGFR) ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (p &gt; 0.05) อย่างไรก็ตาม ค่าคอเลสเตอรอลรวม (Total cholesterol) และคอเลสเตอรอลชนิดความหนาแน่นต่ำ (LDL-C) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) สะท้อนถึงผลเชิงบวกของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโภชนาการและการออกกำลังกาย ขณะเดียวกัน ผลการประเมินความพึงพอใจพบว่าผู้สูงอายุมีความพึงพอใจในระดับมากทุกด้าน โดยมีค่าเฉลี่ยรวมเท่ากับ 9.86 (SD = 0.34)</p> <p>สรุปได้ว่า การพัฒนาหลักสูตรด้านสุขภาพและโภชนาการโดยใช้แนวคิดหลักความรอบรู้ทางสุขภาพมีประสิทธิผลในการส่งเสริมความรู้ พฤติกรรมสุขภาพ และลดความเสี่ยงด้านสุขภาพของผู้สูงอายุ อีกทั้งยังได้รับความพึงพอใจในระดับสูง จึงสามารถใช้เป็นต้นแบบในการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนผู้สูงอายุในจังหวัดพะเยา และสามารถขยายผลสู่พื้นที่อื่นได้อย่างเหมาะสม</p> กฤชคุณ คำมาปัน, วิทวัส สัจจาพงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมล้านนา http://creativecommons.org/licenses/by/4.0/ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/lannaHealth/article/view/282974 Fri, 06 Feb 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้สารเคมีในเกษตรกร แบบมีส่วนร่วมในพื้นที่อำเภอสามเงา จังหวัดตาก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/lannaHealth/article/view/282877 <p>การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเกษตรกรและความยั่งยืนของการเกษตร โดยเฉพาะในประเทศไทยที่เกษตรกรกลุ่มเสี่ยง ยังขาดพฤติกรรมการป้องกันตนเองที่เหมาะสม <br />การวิจัยและพัฒนานี้จึงมีความสำคัญในการลดความเสี่ยงดังกล่าว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาบริบทและปัญหาการใช้สารเคมีในเกษตรกรในอำเภอสามเงา จังหวัดตาก (2) พัฒนารูปแบบการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม<br />การใช้สารเคมีแบบมีส่วนร่วม และ (3) ประเมินประสิทธิผลรูปแบบฯ โดยเปรียบเทียบความรู้ เจตคติ พฤติกรรม และประเมินความพึงพอใจก่อน–หลังการใช้รูปแบบฯ กลุ่มตัวอย่างเชิงทดลองเป็นเกษตรกรที่ใช้สารเคมีและมีระดับเอนไซม์โคลีนเอสเตอเรสอยู่ในระดับเสี่ยง จำนวน 50 คน คัดเลือกแบบเจาะจง ดำเนินการวิจัย 3 ขั้นตอน ได้แก่ (1) ศึกษาข้อมูลด้วยการสนทนากลุ่มและแบบสอบถาม (2) พัฒนารูปแบบด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมบนพื้นฐานแนวคิด KAP Model และ (3) ทดลองใช้รูปแบบเป็นเวลา 8 สัปดาห์</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า หลังดำเนินรูปแบบฯ คะแนนเฉลี่ยความรู้เพิ่มจาก 0.37±0.08 เป็น 0.93±0.56 <br />(t=-2.45, p=0.02) เจตคติเพิ่มจาก 2.84±0.15 เป็น 3.02±0.32 (t=-3.65, p=0.001) และพฤติกรรมเพิ่มจาก 1.81±0.27 เป็น 2.53±0.46 (t=-2.12, p=0.04) แสดงให้เห็นว่ารูปแบบฯที่พัฒนาขึ้น ช่วยให้พฤติกรรมการใช้สารเคมีดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมแสดงความพึงพอใจต่อรูปแบบฯ ในระดับสูงมาก (ค่าเฉลี่ย 4.45 จาก 5.00, SD=0.52)</p> <p> สรุปได้ว่ารูปแบบแบบมีส่วนร่วมนี้มีประสิทธิผล สามารถประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมความปลอดภัยด้านสารเคมีในกลุ่มเกษตรกร และอาจขยายผลไปยังพื้นที่อื่นที่มีบริบทใกล้เคียง เพื่อสนับสนุนการเกษตรปลอดภัยและยั่งยืนในระยะยาว</p> ทัศนีย์ รอดสังข์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมล้านนา http://creativecommons.org/licenses/by/4.0/ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/lannaHealth/article/view/282877 Mon, 09 Feb 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาระบบเฝ้าระวังและส่งต่อผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในระดับชุมชนจังหวัดเชียงราย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/lannaHealth/article/view/283475 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>โรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุการเสียชีวิตและความพิการอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย การเข้าถึงบริการรักษาที่รวดเร็ว เช่น Stroke Fast Track มีความสำคัญในการลดความพิการและการเสียชีวิต อย่างไรก็ตามในชุมชน จังหวัดเชียงราย&nbsp; โดยอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ยังขาดความรู้และทักษะในการประเมินอาการเตือน และ สัญญาณอัตรายของกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มผู้ป่วยจึงส่งผลให้ผู้ป่วยเข้าถึงบริการล่าช้าและทำให้พิการและเสียชีวิตได้ การศึกษาวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสถานการณ์ระบบเฝ้าระวังและส่งต่อผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในระดับชุมชน จังหวัดเชียงราย โดยการพัฒนาระบบเฝ้าระวังและส่งต่อโดยใช้กลไกของอสม. และประเมินผลของระบบที่ได้พัฒนาขึ้น เป็นการวิจัยและพัฒนา (R&amp;D) เก็บข้อมูลทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างเชิงคุณภาพ 108 คน ประกอบด้วยผู้เกี่ยวข้องด้านสุขภาพระดับอำเภอและตำบล ส่วนกลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ ได้แก่ อสม. 420 คน และกลุ่มอสม. ตำบลผางาม อำเภอเวียงชัย 56 คน เป็นกลุ่มที่ได้พัฒนาระบบเฝ้าระวังและส่งต่อ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม แบบทดสอบความรู้ และคู่มือฝึกอบรม การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา สถิติเชิงพรรณนา และการทดสอบ Pair t-test</p> <p>ผลการศึกษาวิจัย พบว่า ปัญหาหลักคือ อสม. ขาดความรู้และทักษะในการประเมินโรคหลอดเลือดสมอง โดยระบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย การให้ความรู้เรื่องสัญญาณเตือนโรคหลอดเลือดสมองและความตระหนักรู้โรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งการเสริมสร้างทักษะการคัดกรองกลุ่มเสี่ยง การจัดทำสื่อเตือนภัย และการพัฒนาช่องทางสื่อสารฉุกเฉิน หลังการพัฒนา พบว่า ความรู้และทักษะของอสม. ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) และช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้รวดเร็วขึ้น ระบบการส่งต่อและการเข้าถึง Stroke Fast Track มีประสิทธิภาพมากขึ้น</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> โรคหลอดเลือดสมอง, ระบบเฝ้าระวัง, ระบบส่งต่อ, อสม., ชุมชน</p> <p><strong>&nbsp;</strong></p> ศักดิ์ดา ธานินทร์, พิษณุรักษ์ กันทวี, นงนุช บุญธรรม, นรินทร์ สุริยนต์, ปฐมพร อ้วนวุฒิ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมล้านนา http://creativecommons.org/licenses/by/4.0/ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/lannaHealth/article/view/283475 Tue, 24 Feb 2026 00:00:00 +0700 ผลของการส่งเสริมสุขภาพด้วยดิจิทัลแพลตฟอร์มส่งเสริมกิจกรรมทางกายระดับชาติ ที่มีต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพกิจกรรมทางกาย ระดับการมีกิจกรรมทางกาย ดัชนีมวลกาย และเส้นรอบเอว https://he01.tci-thaijo.org/index.php/lannaHealth/article/view/283238 <p> พฤติกรรมเนือยนิ่งและการขาดกิจกรรมทางกายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลจึงเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพในวงกว้าง การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของความรอบรู้สุขภาพด้านกิจกรรมทางกาย ระดับกิจกรรมทางกาย ดัชนีมวลกาย และเส้นรอบเอว ก่อนและหลังการใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์ม “ก้าวท้าใจ” ขอบเขตการศึกษาครอบคลุมการประเมินผล ใน 4 ด้าน ได้แก่ ความรอบรู้สุขภาพด้านกิจกรรมทางกาย ระดับการมีกิจกรรมทางกาย ดัชนีมวลกาย (BMI) และเส้นรอบเอว ดำเนินการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างผู้ใช้งานแพลตฟอร์มก้าวท้าใจจากทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย จำนวน 701 คน ที่เข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3 เดือน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยก่อนและหลังการทดลองด้วยสถิติ Paired Sample T-test สถิติ Wilcoxon Signed-Rank Test ตามลักษณะการแจกแจงของข้อมูล และหาขนาดผลกระทบ (Effect size) ด้วยค่า Cohen's d</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า หลังการใช้งานดิจิทัลแพลตฟอร์มก้าวท้าใจ ผู้เข้าร่วมมีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกด้าน ดังนี้ 1) ความรอบรู้สุขภาพด้านกิจกรรมทางกาย เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.03) ค่าเฉลี่ยเพิ่มจาก 32.77 (SD 4.8) เป็น 33.42 (SD 5.0) โดยมีขนาดผลกระทบน้อยมาก (<em>d</em> = 0.095) 2) ระดับกิจกรรมทางกายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>Z</em> = -9.82, p &lt; .001) โดยมีค่ามัธยฐานเพิ่มจาก 2,650 เป็น 2,950 MET-minutes/week (<em>d </em>= 0.430) 3) มีขนาดผลกระทบในระดับน้อย (<em>d</em> = 0.430) 3) ดัชนีมวลกาย (BMI) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (p = 0.03) (ค่าเฉลี่ยลดจาก 23.94 (SD 3.58) เป็น 23.29 (SD 3.01 ) กก./ตร.ม. มีขนาดผลกระทบน้อยมาก (<em>d</em> = 0.144) และ 4) เส้นรอบเอวลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.05) ค่าเฉลี่ยลดจาก 81.15 (SD 6.30) เป็น 80.51 (SD 6.17) ซม. มีขนาดผลกระทบในระดับน้อย (<em>d</em> = 0.314)</p> <p> ดิจิทัลแพลตฟอร์มก้าวท้าใจเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ โดยเฉพาะการกระตุ้นระดับกิจกรรมทางกายและการลดเส้นรอบเอว อย่างไรก็ตาม ขนาดของผลกระทบต่อความรอบรู้สุขภาพและ BMI ยังอยู่ในระดับค่อนข้างน้อย ชี้ให้เห็นว่าควรมีการบูรณาการด้านการให้ความรู้เชิงลึกเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในเชิงปฏิบัติ</p> วสันต์ อุนานันท์ , สุพิชชา วงค์จันท, ณัฐนันท์ แซมเพชร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมล้านนา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/lannaHealth/article/view/283238 Thu, 05 Mar 2026 00:00:00 +0700 ผลการนำนโยบายควบคุมค่าใช้จ่ายด้านยามาปฏิบัติของโรงพยาบาลลำพูน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/lannaHealth/article/view/283390 <p>ค่าใช้จ่ายด้านยามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ในปีงบประมาณ 2566 โรงพยาบาลลำพูนจึงประกาศนโยบายควบคุมค่าใช้จ่ายด้านยา ซึ่งครอบคลุมมาตรการจำกัดราคาและการส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผล การวิจัยย้อนหลังเชิงพรรณนาเรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลการนำนโยบายควบคุมค่าใช้จ่ายด้านยาของโรงพยาบาลลำพูน โดยเปรียบเทียบมูลค่าการใช้ยาในปีงบประมาณ 2566 และ 2567 ดำเนินการเก็บข้อมูลทั้งยาในบัญชีและยานอกบัญชีหลักแห่งชาติ แหล่งข้อมูล คือ เวชระเบียนผู้ป่วย รายงานการบริหารเวชภัณฑ์ และรายงานการดำเนินงานของคณะกรรมการเภสัชกรรมและบำบัด เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลยา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ และค่าเฉลี่ย <br />ผลการศึกษาพบว่า หลังการประกาศใช้นโยบายจำกัดด้านราคาในภาพรวมมูลค่าการใช้ยาเพิ่มขึ้น 8,736,429.12 บาท (+4.37%) ขณะที่นโยบายด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุผลในภาพรวม สามารถลดมูลค่ายาการใช้ยา 3,445,650.57 บาท (-6.57%) โดยมาตรการกำหนดให้มีการสั่งใช้/จัดชื้อยาสามัญ มูลค่าการสั่งใช้ยาลดลงมากที่สุด เป็นจำนวนเงิน 2,131,660.52 บาท (- 19.10%) รองลงมาคือ มาตรการการประสานความร่วมมือกับแพทย์ในการสั่งใช้ยา 2,196,402.96 บาท (-19.03%) มาตรการกำหนดให้มีการใช้ยาต้านจุลชีพ 506,578.83 บาท (-5.02%) และมาตรการใช้สั่งใช้ยาตามเงื่อนไขบัญชียาหลักแห่งชาติ 95,180.63 บาท (-2.70%) ตามลำดับ ขณะที่มาตรการกำหนดให้มีการสั่งใช้/จ่ายบางคลินิก และการสั่งใช้ยาตามเงื่อนไขยานอกบัญชีหลักแห่งชาติ มีมูลค่าการสั่งใช้ยาเพิ่มขึ้น 1,404,840.16 บาท (+8.86%) และ 79,332.21 บาท (+2.65%) ตามลำดับ กล่าวได้ว่า การนำนโยบายด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุผล ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านยาได้</p> สุภารัตน์ พัฒนรังสรรค์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมล้านนา http://creativecommons.org/licenses/by/4.0/ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/lannaHealth/article/view/283390 Mon, 16 Mar 2026 00:00:00 +0700 การจัดการขยะอินทรีย์ในครัวเรือน : ปัจจัยกำหนดสุขภาพชุมชนในบริบทประเทศไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/lannaHealth/article/view/282010 <p> การจัดการขยะอินทรีย์ในครัวเรือนเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กำหนดสุขภาพของชุมชน โดยเฉพาะในสถานการณ์ของประเทศไทยปัจจุบัน ที่ประสบปัญหาการเพิ่มขึ้นของปริมาณขยะจากครัวเรือนอย่างต่อเนื่อง งานวิชาการฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยกำหนดสุขภาพชุมชนที่เกี่ยวข้องกับการจัดการขยะอินทรีย์ในระดับครัวเรือนภายใต้บริบทสังคมไทย โดยใช้กรอบแนวคิดทางสุขภาพชุมชนและสังคมศาสตร์สุขภาพเป็นพื้นฐานในการวิเคราะห์ ข้อมูลนำมาจากการรวบรวมเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ช่วงปี 2563 ซึ่งประเทศไทยเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ทำให้พฤติกรรมการใช้ชีวิตของประชาชนเปลี่ยนไป เช่น การบริโภคอาหารสำเร็จรูปและการสั่งอาหารออนไลน์เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ปริมาณขยะอินทรีย์ในครัวเรือนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผลการวิเคราะห์พบว่าปัจจัยกำหนดสุขภาพของชุมชนที่มีผลต่อพฤติกรรมการจัดการขยะอินทรีย์ของประชาชนสามารถจำแนกได้เป็น 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ (1) ปัจจัยด้านสังคมและวัฒนธรรม เช่น ค่านิยม วิถีชีวิต ความเชื่อเรื่องความสะอาดและสิ่งแวดล้อม (2) ปัจจัยด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม เช่น รายได้ครัวเรือน ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการขยะ และสภาพแวดล้อมทางกายภาพของชุมชน (3) ปัจจัยด้านนโยบายและการสนับสนุนจากภาครัฐและท้องถิ่น เช่น การเข้าถึงบริการจัดเก็บขยะ การรณรงค์ด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม และการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ (4) ปัจจัยด้านความรู้และพฤติกรรมสุขภาพของประชาชน เช่น ความรู้เกี่ยวกับผลกระทบจากการจัดการขยะที่ไม่เหมาะสม ทัศนคติที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม และการปฏิบัติที่มีความต่อเนื่อง ผลการทบทวนนี้ชี้ให้เห็นว่าการส่งเสริมพฤติกรรมการจัดการขยะอินทรีย์ในครัวเรือนจำเป็นต้องดำเนินการในรูปแบบบูรณาการทั้งจากภาครัฐ ภาคชุมชน และภาคครัวเรือน โดยเน้นการสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่สอดคล้องกับบริบททางสังคมและวัฒนธรรม รวมถึงการพัฒนากลไกสนับสนุนในระดับท้องถิ่นที่จะช่วยขับเคลื่อนระบบการจัดการขยะอย่างยั่งยืน อันจะนำไปสู่การพัฒนาสุขภาพชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว</p> ณัฐชานันท์ วิชัยชาติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมล้านนา http://creativecommons.org/licenses/by/4.0/ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/lannaHealth/article/view/282010 Fri, 03 Apr 2026 00:00:00 +0700