https://he01.tci-thaijo.org/index.php/lannaHealth/issue/feed วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมล้านนา 2026-01-22T10:15:17+07:00 แพทย์หญิงสิดาพัณณ์ ยุตบุตร researchhpc1@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมล้านนา</strong> (Lanna Journal of Health Promotion &amp; Environmental Health) ดำเนินการโดยศูนย์อนามัยที่ 1 เชียงใหม่ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ผลงานวิชาการด้านส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมตลอดจนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยทั่วไป รวมทั้งเทคโนโลยีที่สนับสนุนทางด้านการบริการสุขภาพ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ โภชนาการ กิจกรรมทางกาย และสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ บุคลากรด้านสาธารณสุขและทางการแพทย์ นักวิจัย นักศึกษา รวมถึงประชาชน และผู้สนใจทั่วไป</p> <p><strong>ขอบเขต (Scope) </strong>สาขาที่รับตีพิมพ์ได้แก่ ผลงานวิชาการด้านส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมตลอดจนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยทั่วไป รวมทั้งเทคโนโลยีที่สนับสนุนทางด้านการบริการสุขภาพ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ โภชนาการ กิจกรรมทางกาย และสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง</p> <p>วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมล้านนา (Lanna Journal of Health Promotion &amp; Environmental Health) ได้รับการรับรองคุณภาพโดยศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย ให้เป็น วารสารกลุ่มที่ 2 (TCI Tier 2) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2572</p> <p><strong>การพิจารณาคุณภาพของบทความ : <br /></strong>บทความที่ส่งเพื่อตีพิมพ์ในวารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมล้านนา จะผ่านการคัดกรองเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการ และผ่านกระบวนการประเมินคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญ ในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง หรือเชี่ยวชาญด้านวิทยาการวิจัย จากหลากหลายสถาบัน และไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้เขียน 2 ท่านขึ้นไป ต่อบทความ การประเมินเป็นแบบปกปิดสองทาง (Double-blind peer review) โดยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เขียนจะไม่ทราบข้อมูลของกันและกัน<strong><br /></strong></p> <p><strong>กำหนดการออกวารสารฯ: ตีพิมพ์ ปีละ 2 ฉบับ<br />ฉบับที่ 1</strong> เดือน มกราคม ถึง มิถุนายน<br /><strong>ฉบับที่ 2</strong> เดือน กรกฏาคม ถึง ธันวาคม</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการเผยแพร่<br /></strong>วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมล้านนา ยั<strong>งไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมการเผยแพร่บทความ</strong></p> <p>ISSN: 2822-0471 (Online)</p> <p>ISSN: 2228-9410 (Print)</p> <p> </p> https://he01.tci-thaijo.org/index.php/lannaHealth/article/view/282778 การพัฒนารูปแบบการขับเคลื่อนชมรม TO BE NUMBER ONE จังหวัดพะเยา สู่ความเป็นเลิศในระดับประเทศ 2025-12-17T14:00:20+07:00 ภานุพันธ์ ไพฑูรย์ phanupan2b@gmail.com สิทธิชัย ใสสม Pnpptt@gmail.com <p>ปัญหายาเสพติดโดยเฉพาะในเยาวชนรุนแรงขึ้น โครงการ TO BE NUMBER ONE เริ่มปี 2545 ขยายเป็นเครือข่ายใหญ่ แต่จังหวัดพะเยายังมีปัญหาเรื่องงบประมาณ การบูรณาการ ความต่อเนื่อง การพัฒนาผู้นำ นวัตกรรม และระบบติดตาม จึงต้องวิจัยพัฒนารูปแบบขับเคลื่อนที่เป็นระบบและยั่งยืนเพื่อยกระดับผลงานสู่ระดับประเทศ โดยการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการในการพัฒนาชมรม TO BE NUMBER ONE จังหวัดพะเยา พัฒนารูปแบบการขับเคลื่อนชมรมสู่ความเป็นเลิศในระดับประเทศ และประเมินรูปแบบที่พัฒนาขึ้น การวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนาแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่ การศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหา การศึกษากระบวนการปฏิบัติที่เป็นเลิศจากจังหวัดต้นแบบ การพัฒนารูปแบบ และการประเมินรูปแบบ กลุ่มตัวอย่างจาก 4 ระยะ ได้แก่ คณะกรรมการและคณะทำงานโครงการ ผู้บริหารโครงการจังหวัดเชียงราย ผู้เชี่ยวชาญ และสมาชิกชมรมนำร่อง 8 ชมรม คัดเลือกโดยวิธีเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และแบบประเมินรูปแบบ ตรวจสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 คน โดยหาค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา (CVI) และทดสอบความเชื่อมั่น (Cronbach's alpha = 0.89) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและสถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า จังหวัดพะเยามีจุดแข็งด้านนโยบาย การบูรณาการเครือข่าย และการสร้างนวัตกรรม แต่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากร ความต่อเนื่องของการสนับสนุน และการขาดกลไกควบคุมคุณภาพที่เป็นระบบ จากการศึกษาจังหวัดเชียงรายพบว่าปัจจัยความสำเร็จประกอบด้วยการสนับสนุนจากผู้บริหาร ความต่อเนื่องของบุคลากร การทำงานแบบเครือข่าย และระบบพี่เลี้ยงที่เข้มแข็ง รูปแบบที่พัฒนาขึ้นคือ "TO BE Escalator บันไดเลื่อนผลลัพธ์สู่ความเป็นเลิศ" บูรณาการทฤษฎีระบบ วงจร PDCA แนวทาง 3ก 3ย และ 4 ยุทธศาสตร์หลัก ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ โครงสร้างการขับเคลื่อน การสร้างกระแส การสร้างภูมิคุ้มกัน การสร้างเครือข่าย และการสร้างความยั่งยืน นวัตกรรมหลักคือระบบ TO BE Mentor Network ที่จับคู่ชมรมพี่เลี้ยงกับชมรมน้องเลี้ยง ผลการประเมินพบว่า รูปแบบมีความเหมาะสมและเป็นประโยชน์อยู่ในระดับดีเยี่ยม ( = 4.24) และกลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด ( = 4.33) ผลการดำเนินงานปีงบประมาณ 2568 มีชมรมผ่านการประกวดระดับประเทศเพิ่มจาก 3 แห่งเป็น 6 แห่ง โดยชมรมน้องเลี้ยงที่เข้าประกวดผ่านทั้งหมด ร้อยละ 100 สะท้อนประสิทธิผลของระบบพี่เลี้ยง ปัจจัยแห่งความสำเร็จประกอบด้วยระบบพี่เลี้ยงที่มีประสิทธิผล การบูรณาการกรอบทฤษฎี การสร้างแกนนำรุ่นใหม่ การสนับสนุนจากผู้บริหาร และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์บริบทท้องถิ่น อย่างไรก็ตามยังมีช่องว่างที่ต้องพัฒนา ได้แก่ ชมรม TO BE NUMBER ONE ในชุมชนและสถานประกอบการ การผ่านการประกวดระดับภาค และความยั่งยืนของระบบพี่เลี้ยง</p> 2026-01-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมล้านนา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/lannaHealth/article/view/282954 การพัฒนารูปแบบการจัดการด้านงบประมาณ และการเข้าถึงบริการสุขภาพ ของประชากรข้ามชาติในพื้นที่ชายแดน จังหวัดตาก 2026-01-08T16:02:28+07:00 นางทัศนีย์ รอดสังข์ tassanee_rodsang@hotmail.com ชำนาญ ปินนา Chamnan_pinna@yahoo.com มณีรัตน์ จิ๋วแก้ว sualhuang@hotmail.co.th <p>พื้นที่ชายแดนจังหวัดตากมีแรงงานข้ามชาติจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขจากอุปสรรคด้านภูมิศาสตร์ ภาษา วัฒนธรรม และการเงิน แม้มีระบบประกันสุขภาพ แต่ยังมีช่องว่าง ทำให้โรงพยาบาลแบกรับค่าใช้จ่าย งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การเข้าถึงบริการสุขภาพของประชากรข้ามชาติ 2) ผลกระทบด้านงบประมาณในการให้บริการสุขภาพของประชากรข้ามชาติ 3) การพัฒนารูปแบบการเข้าถึงบริการสุขภาพ และรูปแบบการจัดการด้านงบประมาณในการให้บริการของประชากรข้ามชาติในพื้นที่อำเภอชายแดนจังหวัดตาก ใช้กระบวนการวิจัยแบบผสมคู่ขนาน (Parallel mixed methods design) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม การประชุมเชิงปฏิบัติการ แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นวางแผน ขั้นดำเนินการ ขั้นทดลองใช้และประเมินผล</p> <p>ผลการศึกษา 1) ขั้นวางแผน (ศึกษาการเข้าถึงบริการสุขภาพและผลกระทบด้านงบประมาณ) พบว่า จังหวัดตากมีประชากรข้ามชาติที่อยู่อาศัยอยู่ในพื้นที่ ประมาณ 4 แสนคน ร้อยละ 60 ของประชากรข้ามชาติยังไม่มีหลักประกันสุขภาพซึ่งเป็นข้อจำกัดการเข้าถึงบริการสุขภาพ และยังส่งผลกระทบด้านงบประมาณในการให้บริการสุขภาพของโรงพยาบาลในพื้นที่ 5 อำเภอชายแดนจังหวัดตาก ซึ่งเรียกเก็บค่าบริการไม่ได้มีมูลค่าสูงถึง 150 ล้านบาทต่อปี การเข้าถึงบริการสุขภาพ พบว่า สัดส่วนผู้ป่วยนอก (Out-patient) ใช้บริการที่โรงพยาบาลรัฐ ร้อยละ 24.7 สัดส่วนผู้ป่วยใน (In-patient) ร้อยละ 34.7 ส่งผลกระทบต่อบริการสาธารณสุขชายแดน ทั้งจำนวนหน่วยบริการและบุคลากรไม่เพียงพอต่อจำนวนประชากรข้ามชาติที่เพิ่มมากขึ้น 2) ขั้นดำเนินการ รูปแบบการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชากรข้ามชาติ และรูปแบบการจัดการด้านงบประมาณที่พัฒนาขึ้นจากการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย 2.1) จัดตั้งจุดบริการสุขภาพเพิ่มขึ้นสำหรับประชากรข้ามชาติ ได้แก่ ศูนย์สุขภาพชายแดน (Border Health Center: BHC) กระจายให้ครอบคลุมประชากรข้ามชาติที่อาศัยในพื้นที่อำเภอชายแดนจังหวัดตาก 2.2) ส่งเสริมการซื้อบัตรประกันสุขภาพในราคาที่เหมาะสมและเข้าถึงได้ 3) ขั้นทดลองใช้และประเมินผล ผลลัพธ์จากการทดลองใช้รูปแบบบริการสุขภาพของศูนย์สุขภาพชายแดนในอำเภอชายแดนจังหวัดตาก โดยประเมินจากปริมาณและการเข้าถึงบริการ พบว่า ประชากรข้ามชาติมาใช้บริการเพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน-พฤศจิกายน 2568 ถึงร้อยละ 26.1 สำหรับผลการประเมินรูปแบบการจัดการด้านงบประมาณ พบว่าประชากรข้ามชาติที่ซื้อหลักประกันสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข และกองทุน M-fund เพิ่มมากขึ้น เป็น 4.0 และ 4.4 เท่า ตามลำดับ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการลดการขาดทุนจากที่เรียกเก็บไม่ได้ในปี 2565-2567 ลดลง ร้อยละ 19.5</p> 2026-02-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมล้านนา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/lannaHealth/article/view/283266 การศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิต และพฤติกรรมการจัดการขยะมูลฝอย ของประชาชนโดยรอบสถานที่ฝังกลบขยะมูลฝอย: กรณีศึกษาตำบลมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร 2025-12-02T09:16:30+07:00 ชัชนันท์ ปู่แก้ว chatchanann@gmail.com ดาริกา เพิ่มพร darikaapple@gmail.com สุทธิดา สืบทรัพย์ sutthida4672@gmail.com <p>ปัญหาการขาดระบบมาตรฐานในการจัดการขยะมูลฝอยในชุมชนส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้เคียงสถานที่ฝังกลบขยะมูลฝอย การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิต และพฤติกรรมการจัดการขยะมูลฝอยของประชาชนในตำบลมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง กลุ่มตัวอย่างจำนวน 186 คน เครื่องมือวิจัยคือแบบประเมิน แบ่งออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลทั่วไป ผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิต และพฤติกรรมการจัดการขยะ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า ประชาชนได้รับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (Mean = 2.17, SD = 0.74) โดยประเด็นที่มีผลกระทบมากที่สุดคือพาหะนำโรค เช่น แมลงวัน (Mean = 2.70, SD = 0.55) และมลพิษทางอากาศจากกลิ่นเหม็นและฝุ่นละออง (Mean = 2.68, SD = 0.51) ด้านคุณภาพชีวิต พบว่า มีผลกระทบในเชิงลบทั้งในมิติของสุขภาพจิต (Mean = 2.37, SD = 0.57) และสุขภาพกาย (Mean = 2.34, SD = 0.61) ในระดับสูง ส่วนมิติทางเศรษฐกิจและสังคมอยู่ในระดับปานกลาง (Mean = 2.21, SD = 0.67) ด้านพฤติกรรมการจัดการขยะมูลฝอย พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการจัดการขยะมูลฝอยที่เหมาะสมในระดับครัวเรือน ได้แก่ การคัดแยกขยะในครัวเรือน ร้อยละ 99.5 การใส่ขยะลงถัง ร้อยละ 97.8 และการนำส่งให้เทศบาลกำจัด ร้อยละ 78.5 อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่พบในชุมชน ได้แก่ การขาดจุดรวบรวมขยะที่ชัดเจน ร้อยละ 54.5 และถังขยะที่ไม่เพียงพอ ร้อยละ 33.3</p> <p>ผลการศึกษานี้สามารถนำไปใช้สนับสนุนการวางแผนนโยบายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยควรกำหนดมาตรการควบคุมพาหะนำโรค ลดมลพิษทางอากาศจากกลิ่นเหม็นและฝุ่นละออง รวมถึงการกำหนดจุดรวบรวมและจำนวนถังให้เพียงพอกับปริมาณขยะ สนับสนุนการคัดแยกขยะอย่างต่อเนื่อง เฝ้าระวังสุขภาพประชาชนโดยเฉพาะโรคทางเดินหายใจและสุขภาพจิต ควบคู่กับการสร้างกลไกการสื่อสารระหว่างชุมชนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว</p> 2026-01-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมล้านนา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/lannaHealth/article/view/283495 รูปแบบการพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตสุขภาพที่ 10 สู่การเป็นเมืองสุขภาพดี ด้วยกลยุทธ์ PIRAB 2026-01-08T15:55:37+07:00 ศุภลักษณ์ ธนธรรมสถิต supalucky77@gmail.com นิสิต อินลี nisitphwu01@gmail.com สุทธิดา สืบทรัพย์ sutthida4672@gmail.com <p>การขยายเขตเมืองเป็นปรากฏการณ์ที่สร้างความเจริญและก่อผลกระทบด้านความเหลื่อมล้ำทางสังคม เศรษฐกิจ พื้นที่ และสุขภาพ การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการขับเคลื่อนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตสุขภาพที่ 10 สู่การเป็นเมืองสุขภาพดีโดยใช้กลยุทธ์ PIRAB (Partnership, Investment, Regulation and Legislation, Advocacy, และ Build Capacity) เป็นกรอบแนวคิดหลัก ดำเนินการในพื้นที่เทศบาลตำบลแสนสุข อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหารท้องถิ่น นักวิชาการสาธารณสุขและนักวิชาการสิ่งแวดล้อม ผู้นำชุมชน และประชาชน รวม 328 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และการประเมินตามเกณฑ์เมืองสุขภาพดีของกรมอนามัย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติเชิงวิเคราะห์ด้วย Paired t-test กำหนดระดับนัยสำคัญ 0.05 และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลักตามกลยุทธ์ PIRAB โดยเริ่มจากการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ (P) ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานสาธารณสุข สถาบันการศึกษา และภาคประชาชน การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากร (I) เพื่อสนับสนุนโครงการพัฒนาสุขภาพและสิ่งแวดล้อม การออกนโยบายและข้อบัญญัติท้องถิ่น (R) เพื่อควบคุมและส่งเสริมสุขภาพในชุมชน การสร้างการรับรู้และเปลี่ยนพฤติกรรม (A) ผ่านการสื่อสารและกิจกรรมรณรงค์ และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและชุมชน (B) ผ่านการฝึกอบรมและการถ่ายทอดองค์ความรู้ ผลการประเมินพบว่าเทศบาลตำบลแสนสุขได้คะแนนประเมินเมืองสุขภาพดีในระดับดี (ร้อยละ 84.21 ของคะแนนเต็ม) โดยมีความก้าวหน้าที่โดดเด่นในด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมยั่งยืน การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน และควรนำรูปแบบไปขยายผลในพื้นที่เมืองสุขภาพดีให้ครอบคลุมเขตสุขภาพที่ 10 และพื้นที่อื่นๆ ที่สนใจและมีบริบทใกล้เคียงกัน</p> 2026-02-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมล้านนา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/lannaHealth/article/view/284526 ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จในการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อม โรงพยาบาลเขาชะเมาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จังหวัดระยอง 2025-12-16T09:32:57+07:00 สิริยานันท์ นาคสกุล nicey_icey@windowslive.com ธีระวุธ ธรรมกุล theerawut.tha@stou.ac.th <p>ระบบสาธารณสุขทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และกระทรวงสาธารณสุขได้ผลักดันนโยบายการจัดการสิ่งแวดล้อมในสถานบริการ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยภายในองค์กร ปัจจัยภายนอกองค์กร และความสำเร็จในการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อม (2) อิทธิพลของปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยภายในองค์กร และปัจจัยภายนอกองค์กรต่อความสำเร็จในการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อม และ (3) ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะในการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อม โรงพยาบาลเขาชะเมาเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา จังหวัดระยอง</p> <p>การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง ประชากร คือ บุคลากรโรงพยาบาลเขาชะเมาเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา ที่ปฏิบัติงานจริงในโรงพยาบาลเขาชะเมาเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา จำนวน 113 คน เครื่องมือที่ใช้ คือแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยเชิงเส้นพหุ</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า (1) ปัจจัยส่วนบุคคล ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อยู่ในกลุ่มอายุ 31-40 ปี การศึกษาสูงสุดระดับปริญญาตรี เป็นบุคลากรสายวิชาชีพ ระยะเวลาในการทำงานเฉลี่ย 8.61 ปี และมีตำแหน่งเป็นข้าราชการ ปัจจัยภายในองค์กรและปัจจัยภายนอกองค์กรโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และความสำเร็จในการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อม ตามเกณฑ์การพัฒนาด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (2) ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จในการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 คือ ด้านบุคลากร ด้านค่านิยมร่วม และด้านระบบการปฏิบัติงาน ตามลำดับ โดยทุกตัวแปรดังกล่าวมีความสามารถในการทำนายความสำเร็จในการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมร่วมกันได้ร้อยละ 76.9 และ (3) ปัญหาอุปสรรคที่สำคัญ คือ นโยบายและกลยุทธ์ยังไม่ชัดเจน ขาดการสื่อสารและการติดตามประเมินผลอย่างสม่ำเสมอ และขาดเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการจัดการสิ่งแวดล้อม ข้อเสนอแนะ คือ ควรมีการกำหนดนโยบายและวางระบบงานให้ชัดเจน สื่อสารอย่างทั่วถึง รวมถึงการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่มาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพ</p> 2026-01-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมล้านนา