https://he01.tci-thaijo.org/index.php/lannaHealth/issue/feed
วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมล้านนา
2026-07-24T09:05:26+07:00
แพทย์หญิงสิดาพัณณ์ ยุตบุตร
researchhpc1@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมล้านนา</strong> (Lanna Journal of Health Promotion & Environmental Health) ดำเนินการโดยศูนย์อนามัยที่ 1 เชียงใหม่ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ผลงานวิชาการด้านส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมตลอดจนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยทั่วไป รวมทั้งเทคโนโลยีที่สนับสนุนทางด้านการบริการสุขภาพ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ โภชนาการ กิจกรรมทางกาย และสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ บุคลากรด้านสาธารณสุขและทางการแพทย์ นักวิจัย นักศึกษา รวมถึงประชาชน และผู้สนใจทั่วไป</p> <p><strong>ขอบเขต (Scope) </strong>สาขาที่รับตีพิมพ์ได้แก่ ผลงานวิชาการด้านส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมตลอดจนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยทั่วไป รวมทั้งเทคโนโลยีที่สนับสนุนทางด้านการบริการสุขภาพ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ โภชนาการ กิจกรรมทางกาย และสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง</p> <p>วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมล้านนา (Lanna Journal of Health Promotion & Environmental Health) ได้รับการรับรองคุณภาพโดยศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย ให้เป็น วารสารกลุ่มที่ 2 (TCI Tier 2) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2572</p> <p><strong>การพิจารณาคุณภาพของบทความ : <br /></strong>บทความที่ส่งเพื่อตีพิมพ์ในวารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมล้านนา จะผ่านการคัดกรองเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการ และผ่านกระบวนการประเมินคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญ ในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง หรือเชี่ยวชาญด้านวิทยาการวิจัย จากหลากหลายสถาบัน และไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้เขียน 2 ท่านขึ้นไป ต่อบทความ การประเมินเป็นแบบปกปิดสองทาง (Double-blind peer review) โดยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เขียนจะไม่ทราบข้อมูลของกันและกัน<strong><br /></strong></p> <p><strong>กำหนดการออกวารสารฯ: ตีพิมพ์ ปีละ 2 ฉบับ<br />ฉบับที่ 1</strong> เดือน มกราคม ถึง มิถุนายน<br /><strong>ฉบับที่ 2</strong> เดือน กรกฏาคม ถึง ธันวาคม</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการเผยแพร่<br /></strong>วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมล้านนา ยั<strong>งไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมการเผยแพร่บทความ</strong></p> <p>ISSN: 2822-0471 (Online)</p> <p>ISSN: 2228-9410 (Print)</p> <p> </p>
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/lannaHealth/article/view/285730
การพัฒนากรอบสมรรถนะของพยาบาลในคลินิกนมแม่ โรงพยาบาลสันทราย
2026-05-21T15:46:59+07:00
นันท์นภัส มางิ้ว
nannaphat71387@gmail.com
สมใจ ศิระกมล
chatchanan.hpc10@gmail.com
ฐิติณัฏฐ์ อัคคะเดชอนันต์
chatchanan.hpc10@gmail.com
<p>การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นปัจจัยสำคัญต่อสุขภาพของมารดาและพัฒนาการของทารก พยาบาลที่ปฏิบัติงานในคลินิกนมแม่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนและส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ การวิจัยเชิงพัฒนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากรอบสมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในคลินิกนมแม่ โรงพยาบาลสันทราย โดยประยุกต์ใช้แนวคิดการพัฒนากรอบสมรรถนะของ Marrelli และคณะ</p> <p>กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเจาะจง แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ พยาบาลวิชาชีพผู้เชี่ยวชาญด้านคลินิกนมแม่ จำนวน 5 คน สำหรับการสัมภาษณ์เชิงลึก และผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน สำหรับประเมินกรอบสมรรถนะฉบับร่าง การเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วยการทบทวนวรรณกรรม การสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง และการประเมินความตรงเชิงเนื้อหา ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ถูกถอดเทปแบบคำต่อคำและวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา โดยมีการกำหนดรหัสข้อมูลและจัดหมวดหมู่สมรรถนะอย่างเป็นระบบ ส่วนข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์ด้วยสถิติพรรณนาและการหาค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา การวิจัยได้รับการรับรองจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัย และผู้เข้าร่วมวิจัยให้ความยินยอมโดยสมัครใจ</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า กรอบสมรรถนะพยาบาลคลินิกนมแม่ โรงพยาบาลสันทราย ประกอบด้วยสมรรถนะ 5 ด้าน และพฤติกรรมบ่งชี้ความสามารถ จำนวน 47 ข้อ ได้แก่ 1) ด้านความรู้ทางวิชาการ 19 ข้อ 2) ด้านทักษะการปฏิบัติการพยาบาล 15 ข้อ 3) ด้านทักษะการให้คำปรึกษา 5 ข้อ 4) ด้านทักษะการสื่อสารและการประสานงาน 3 ข้อ และ 5) ด้านทักษะการบริหารจัดการ 5 ข้อ โดยพฤติกรรมบ่งชี้ทุกข้อมีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00</p> <p>กรอบสมรรถนะที่พัฒนาขึ้นสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการประเมินผลการปฏิบัติงาน การพัฒนาศักยภาพพยาบาลคลินิกนมแม่ และการบริหารทรัพยากรบุคคลทางการพยาบาล รวมทั้งสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพการดูแลด้านการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในระบบบริการสุขภาพ</p>
2026-07-14T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมล้านนา
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/lannaHealth/article/view/287204
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะลุกลาม ที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคอง โรงพยาบาลพะเยา
2026-06-15T14:23:24+07:00
ชมพูนุท ไชยชมภู
chomphunut.chp@gmail.com
พัชราภรณ์ ทะเกียง
tumpatchacha@gmail.com
<p>โรคมะเร็งเป็นหนึ่งในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Noncommunicable diseases: NCDs) ที่เป็นปัญหาสุขภาพสำคัญ แม้การแพทย์จะมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง แต่โรคในระยะลุกลามหรือระยะท้ายยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ผู้ป่วยจึงเผชิญกับความทุกข์ทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจ การดูแลแบบประคับประคองจึงมีบทบาทสำคัญในการบรรเทาความทุกข์ทรมานและส่งเสริมคุณภาพชีวิต การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อคุณภาพชีวิตและระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะลุกลามที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคอง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะลุกลามที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคองทั้งแผนกผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลพะเยา จำนวน 120 ราย ระหว่างเดือนมกราคมถึงตุลาคม พ.ศ. 2568 เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ เครื่องมือวิจัยที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบบันทึกปัจจัยด้านโรคและการรักษา แบบประเมินระดับผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Performance Scale) และแบบวัดคุณภาพชีวิต EORTC QLQ-C30 Version 3.0 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์</p> <p>ผลการศึกษา พบว่ากลุ่มตัวอย่างเป็นเพศหญิงใกล้เคียงกับเพศชาย (ร้อยละ 50.83 และ 49.17) มีอายุเฉลี่ย 70 ปี (Mean = 69.97, SD = 10.55) คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (Mean = 47.50, SD = 27.30) ระดับของผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคอง มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับคุณภาพชีวิตโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.001) คุณภาพชีวิตด้านการทำหน้าที่ ได้แก่ ด้านร่างกาย ด้านบทบาท ด้านอารมณ์ ด้านความคิดและด้านสังคม มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับคุณภาพชีวิตโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.001) ส่วนอาการและปัญหาจากการเจ็บป่วยมีความสัมพันธ์เชิงลบกับคุณภาพชีวิตโดยรวม โดยอาการอ่อนล้า อาการปวด และนอนไม่หลับมีความสัมพันธ์ในระดับปานกลาง ขณะที่อาการคลื่นไส้/อาเจียน หายใจลำบาก เบื่ออาหาร ท้องผูก ท้องเสีย และอาการที่มีผลต่อสถานะทางการเงิน มีความสัมพันธ์ในระดับน้อย (p<.05) ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การส่งเสริมความสามารถในการทำหน้าที่ของผู้ป่วย และการจัดการอาการสำคัญ ควรได้รับการบูรณาการในการดูแลแบบประคับประคอง เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะลุกลามได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p><strong> </strong></p>
2026-07-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมล้านนา
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/lannaHealth/article/view/289159
การเข้าถึงบริการการดูแลสุขภาพช่องปากโดยทันตบุคลากรในผู้ป่วยการดูแลระยะกลาง โรงพยาบาลสมเด็จพระญาณสังวร จังหวัดเชียงราย: การวิเคราะห์กระบวนการบริการและข้อเสนอแนะเชิงระบบ
2026-07-02T09:37:29+07:00
พจนา พงษ์พานิช
ppochana@hotmail.com
เพ็ญจิรา วงศ์ปลูกแก้ว
panpan89898@gmail.com
<p>ผู้ป่วยการดูแลระยะกลาง (Intermediate Care: IMC) มีความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพช่องปากสูง เนื่องจากข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหวและการพึ่งพิงผู้ดูแล อย่างไรก็ตามยังขาดข้อมูลเชิงระบบว่าผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้รับการดูแลสุขภาพช่องปากโดยทันตบุคลากรในโรงพยาบาลชุมชนประเทศไทยมากน้อยเพียงใด การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาย้อนหลังแบบผสมผสาน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเข้าถึงบริการการดูแลสุขภาพช่องปากโดยทันตบุคลากรในระบบ IMC ระบุช่องว่างเชิงกระบวนการให้บริการและสังเคราะห์ข้อเสนอแนะเชิงระบบ จากทีมสหสาขาวิชาชีพในผู้ป่วย IMC โรงพยาบาลสมเด็จพระญาณสังวร อำเภอเวียงชัย จังหวัดเชียงราย ปีงบประมาณ 2566–2568 กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณประกอบด้วย ครั้งการดูแลทั้งหมด 391 ครั้งจากผู้ป่วย 368 ราย ตัวแปรผลลัพธ์หลักคือหลักฐานการได้รับบริการดูแลสุขภาพช่องปากโดยทันตบุคลากรภายใน 90 วันนับจากวันขึ้นทะเบียน วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและช่วงความเชื่อมั่นร้อยละ 95 กลุ่มตัวอย่างเชิงคุณภาพคัดเลือกแบบเจาะจง 16 คน ครอบคลุม 9 วิชาชีพ วิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาแบบมุ่งประเด็นตามกรอบแนวคิด Donabedian และกรอบการเข้าถึงบริการสุขภาพของ Levesque และคณะ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า มีเพียงร้อยละ 6.4 ของครั้งการดูแลที่มีหลักฐานการได้รับบริการดูแลสุขภาพช่องปากโดยทันตบุคลากรภายใน 90 วัน (95% CI 4.4–9.3) บริการส่วนใหญ่เกิดขึ้นหลังจำหน่าย โดยร้อยละ 64.0 ได้รับบริการในช่วง 31–90 วันหลังจำหน่าย ค่ามัธยฐานระยะเวลารอรับบริการ 36 วัน (IQR 29–68) เมื่อจำแนกตามระดับการพึ่งพิง พบกลุ่มติดเตียง (Barthel Index: BI 0–4) มีอัตราการเข้าถึงบริการต่ำที่สุด ร้อยละ 1.4 เทียบกับกลุ่มติดบ้าน (BI 5–11) ร้อยละ 10.7 และกลุ่มติดสังคม (BI ≥ 12) ร้อยละ 6.6 การปรึกษาทีมสหสาขาวิชาชีพระบุช่องว่างเชิงกระบวนการ 5 ด้าน ได้แก่ กระบวนการทำงาน การบันทึกข้อมูล การสื่อสาร ทรัพยากร และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร พร้อมชี้ให้เห็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างจากการที่บทบาทของทันตบุคลากรยังไม่ได้รับการระบุในมาตรฐาน IMC และไม่มีรายการบริการดูแลสุขภาพช่องปากในระบบการเบิกจ่ายค่าบริการ IMC</p> <p>การศึกษาครั้งนี้เสนอรูปแบบบริการสองเส้นทาง ได้แก่ การส่งปรึกษาทันตบุคลากรตั้งแต่วันแรกรับสำหรับผู้ป่วยในหอผู้ป่วย และบริการเชิงรุกในชุมชนสำหรับผู้ป่วยที่จำหน่ายกลับบ้านโดยตรงหรือมีข้อจำกัดด้านการเดินทาง โดยมีระบบแจ้งเตือนทันตบุคลากรอัตโนมัติเมื่อขึ้นทะเบียน IMC เป็นกลไกเชื่อมต่อ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นความจำเป็นต้องบูรณาการการดูแลสุขภาพช่องปากเข้าสู่ระบบ IMC ทั้งในระดับหน่วยบริการ เครือข่ายชุมชน และนโยบายการสนับสนุนบริการ</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมล้านนา
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/lannaHealth/article/view/290347
ปัจจัยทำนายการเกิดภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิดในระยะแรกรับ ระยะรอคลอด และระยะคลอด โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 1 เชียงใหม่
2026-07-24T09:05:26+07:00
กมลชนก เขตต์วัง
rn.lr.supernat@gmail.com
<p>ภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิดเป็นภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดกระบวนการคลอด ตั้งแต่ระยะแรกรับ ระยะรอคลอด จนถึงระยะคลอด และเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตในทารกแรกเกิด การวิจัยเชิงทำนายครั้งนี้ ใช้รูปแบบ retrospective case-control study โดยเก็บข้อมูลจากเวชระเบียนย้อนหลัง ระหว่างปี 2565 – 2568 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายการเกิดภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิดในระยะแรกรับ ระยะรอคลอด และระยะคลอด โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 1 เชียงใหม่ กลุ่มตัวอย่าง คือ สตรีตั้งครรภ์ที่มาคลอดบุตร จำนวน 1159 ราย แบ่งเป็นกลุ่มศึกษา 61 ราย และกลุ่มควบคุม 1098 ราย โดยเลือกตามคุณสมบัติที่กำหนดไว้ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบบันทึกข้อมูลปัจจัยทำนายการเกิดภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิด ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นจากการทบทวนวรรณกรรม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา สถิติการถดถอยพหุโลจิสติก และพื้นที่ใต้เส้นโค้ง (AuROC)</p> <p>ผลการวิจัย พบว่าปัจจัยทำนายการเกิดภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิดในระยะแรกรับ ได้แก่ อายุครรภ์ <br />< 34 สัปดาห์ (Adj. OR = 37.60, 95% CI: 10.19-138.77) น้ำคร่ำมีขี้เทาสีเขียวข้น (Adj. OR = 30.71, 95% CI: 9.93-94.91) ทารกท่าขวาง (Adj. OR = 20.78, 95% CI: 1.90-227.40) ภาวะครรภ์เป็นพิษ (Adj. OR = 15.23, 95% CI: 1.33-174.08) ภาวะน้ำคร่ำน้อย (Adj. OR = 9.51, 95% CI: 1.51-59.81) ระดับยอดมดลูก ≥ 38 เซนติเมตร (Adj. OR = 6.80, 95% CI: 2.82-16.41) ภาวะตกเลือดก่อนคลอด (Adj. OR = 5.07, 95% CI: 1.28-20.04) น้ำเดิน ≥ 12 ชั่วโมง (Adj. OR = 4.10, 95% CI: 1.91-8.81) เบาหวานขณะตั้งครรภ์ชนิดควบคุมด้วยอาหาร (Adj. OR = 2.74, 95% CI: 1.23-6.14) และคลอดบุตรครั้งแรก (Adj. OR = 2.27, 95% CI: 1.17-4.42) ปัจจัยทำนายในระยะรอคลอด ได้แก่ อัตราการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์ < 110 ครั้ง/นาที (Adj. OR = 7.30, 95% CI: 3.44-15.49) และได้รับยาแก้ปวด (Adj. OR = 3.36, 95% CI: 1.79-6.33) และปัจจัยทำนายในระยะคลอด ได้แก่ ภาวะคลอดติดไหล่ (Adj. OR = 57.14, 95% CI: 14.45-225.91) สายสะดือพันคอแน่น (Adj. OR = 7.92, 95% CI: 1.76-35.68) การคลอดด้วยเครื่องดูดสุญญากาศ (Adj. OR = 5.85, 95% CI: 2.19-15.64) การผ่าตัดคลอด (Adj. OR = 3.22, 95% CI: 1.52-6.82) และคลอดเวรบ่าย (Adj. OR = 2.20, 95% CI: 1.07-4.56) แบบจำลองทำนายมีประสิทธิภาพในการจำแนกการเกิดภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิดในระยะแรกรับ ระยะรอคลอด และระยะคลอด อยู่ในระดับ ดีมาก โดยมีค่า AuROC เท่ากับ 0.862, 0.8056 และ 0.8226 ตามลำดับ</p> <p>ผลการวิจัยครั้งนี้ สามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาแนวปฏิบัติการป้องกันการเกิดภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิด เพื่อลดอัตราการเกิดภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิด และพัฒนาคุณภาพการดูแลมารดาและทารกให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p>
2026-08-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมล้านนา
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/lannaHealth/article/view/286193
อิทธิพลของการฟังเพลง Lo-fi ผ่านมุมมองสุขภาพแบบองค์รวม
2026-07-21T10:25:04+07:00
ปุณยนุช อัศวราพานิช
ellispunyanuch@gmail.com
กชนิภา แสงสง่า
kodchanipha3493@gmail.com
กิตรวี จิรรัตน์สถิต
kitrawee.j@fph.tu.ac.th
<p>ในปัจจุบันเพลง Lo-fi เป็นที่นิยมมากยิ่งขึ้น พบว่าถูกใช้เพื่อหลีกเลี่ยงเสียงรบกวนภายนอก ซึ่งนำไปสู่การจดจ่อกับงาน การพักผ่อนคนเดียว รวมถึงเป็นตัวช่วยในการผ่อนคลาย ในยุคที่สังคมเต็มไปด้วยความเร่งรีบ ความเปลี่ยนแปลง ความไม่แน่นอนในชีวิต และความเครียด การส่งเสริมสุขภาพจึงควรมองถึงการมีสมดุลในทุกด้านของชีวิตตามแนวคิดสุขภาพองค์รวม ซึ่งเป็นมุมมองสุขภาพที่ดูแลสุขภาพทั้งทางร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอข้อมูลอิทธิพลของการฟังเพลง Lo-fi ที่ส่งผลต่อการมีสุขภาวะที่ดีโดยครอบคลุมสุขภาพองค์รวม เป็นการศึกษาเชิงเอกสาร สืบค้นโดยใช้คำสำคัญที่กำหนดไว้ และวิเคราะห์ผ่านฐานข้อมูลวิชาการ ซึ่งประกอบไปด้วยมิติทางกาย มิติทางจิตใจ มิติทางสังคม และมิติทางจิตวิญญาณ ในบริบทของประเทศไทย จากการศึกษาพบว่าอิทธิพลของการฟังเพลง Lo-fi ผ่านมุมมองสุขภาพแบบองค์รวม ส่งผลดีในหลายมิติโดยส่งเสริมการผ่อนคลาย ลดระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล ที่เมื่อมีความเครียดสะสมระดับฮอร์โมนชนิดนี้จะสูงขึ้น บรรเทาความวิตกกังวล และความโดดเดี่ยว รวมถึงส่งเสริมให้เกิดความรู้สึกสงบ แต่ทั้งนี้หากฟังนานเกินไปอาจนำไปสู่ภาวะเหนื่อยล้า การหลีกหนีอารมณ์ที่แท้จริง ซึ่งอาจสัมพันธ์กับปัญหาสุขภาพจิตในระยะยาว รวมถึงการมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างลดลง จากผลการศึกษาครั้งนี้สามารถนำการฟังเพลง Lo-fi ไปเป็นเครื่องมือในการจัดการประเด็นสุขภาพองค์รวมอย่างสมดุล เพื่อให้เกิดประโยชน์ในด้านสาธารณสุขต่อไป</p>
2026-08-11T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมล้านนา