วารสารวิจัยสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/kkujphr
<p><strong>วารสารวิจัยสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น</strong> เป็นวารสารที่จัดทำโดยคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พัฒนาขึ้นในปี พ.ศ.2551 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ผลงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อมอาชีวอนามัยและความปลอดภัย สุขศึกษาและส่งเสริมสุขภาพ การบริหารงานสาธารณสุข ชีวสถิติและประชากรศาสตร์ ระบาดวิทยา และโภชนาการ โดยมีกำหนดการเผยแพร่ จำนวน 3 เดือนต่อฉบับ หรือ ปีละ 4 ฉบับ ได้แก่ ฉบับที่ 1 มกราคม - มีนาคม, ฉบับที่ 2 เมษายน - มิถุนายน, ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน และ ฉบับที่ 4 ตุลาคม - ธันวาคม <strong>โดยใน</strong> <strong>ปี พ.ศ. 2568 มีการเปลี่ยนแปลงกำหนดการเผยแพร่ จำนวน 4 เดือนต่อฉบับ หรือ ปีละ 3 ฉบับ ได้แก่ ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน, ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม และฉบับที่ 3 กันยายน -ธันวาคม</strong></p> <p><strong>ISSN : 3088-2974 (Online)</strong> - เริ่มเผยแพร่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป</p> <p><strong>ติดต่อ<br /></strong><strong>Email : kkujphr@gmail.com<br />เบอร์โทร 0-4342-4820 ต่อ 44577<br /></strong></p>
คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
th-TH
วารสารวิจัยสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
3088-2974
-
บทบรรณาธิการ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/kkujphr/article/view/289798
วารสารวิจัยสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-20
2026-08-20
-
ความเสี่ยงทางการยศาสตร์ ในคนงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ปลาน้ำจืด : กรณีศึกษาชุมชนประมงน้ำจืด จังหวัดอุบลราชธานี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/kkujphr/article/view/286106
<p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ เพื่อประเมินความเสี่ยงทางการยศาสตร์จากท่าทางการทำงานของคนงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ปลาน้ำจืด เพื่อให้ทราบความเสี่ยงท่าทางการทำงานของคนงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ปลาน้ำจืด กลุ่มตัวอย่าง คือ คนงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ปลาน้ำจืดซึ่งเป็นชุมชนประมงน้ำจืดในจังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 58 คน ซึ่งได้จากตัวแทนชุมชนประมงน้ำจืด ครัวเรือนละ 2 คน จากทั้งหมด 29 ครัวเรือน ที่ยินดีเข้าร่วมการวิจัย โดยการประเมินความเสี่ยงทางการยศาสตร์จากท่าทางการทำงานของคนงาน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือแบบประเมินความเสี่ยงทางการยศาสตร์จากท่าทางการทำงานของคนงานด้วยเทคนิค Rapid Upper Limb Assessment (RULA) เป็นวิธีการประเมินความเสี่ยงจากท่าทางการทำงานของร่างกายส่วนบน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา รวมทั้งเสนอแนวทางในการดูแลสุขภาพและความปลอดภัยที่ดีของคนงานเพื่อลดความเสี่ยงทางการยศาสตร์จากท่าทางการทำงาน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า การประเมินความเสี่ยงท่าทางการทำงานด้วยเทคนิค RULA ส่วนใหญ่มีความเสี่ยงในขั้นตอนคัดแยกปลา ตากปลาและบรรจุปลาใส่บรรจุภัณฑ์ มีคะแนนความเสี่ยงทางการยศาสตร์เท่ากับ 3 หมายถึง เป็นงานที่ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมและติดตามวัดผลอย่างต่อเนื่องอาจจะจำเป็นที่จะต้องมีการออกแบบงานใหม่ และความเสี่ยงที่สูงที่สุดคือขั้นตอนล้างและชำแหละปลา มีคะแนนความเสี่ยงทางการยศาสตร์เท่ากับ 5 หมายถึง งานนั้นเริ่มเป็นปัญหา ควรทำการศึกษาเพิ่มเติม และควรรีบปรับปรุงเพื่อลดความเสี่ยงทางการยศาสตร์ เนื่องจากคนงานมีการทำงานในท่าเดิมซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน ควรจัดให้คนงานได้มีช่วงเวลาพัก เพื่อป้องกันโรคหรืออาการที่เกิดจากความเสี่ยงทางการยศาสตร์ และจากการศึกษาเปรียบเทียบความแตกต่างคะแนนเฉลี่ยการประเมิน RULA ของขั้นตอนล้างและชำแหละปลา ขั้นตอนคัดแยกปลา ตากปลา และบรรจุปลาใส่บรรจุภัณฑ์ โดยใช้ One-Way ANOVA พบว่า p < 0.001 แสดงว่าขั้นตอนการทำงานที่ต่างกัน มีคะแนนความเสี่ยงที่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p>
จารุพร ดวงศรี
ญาณิฐา แพงประโคน
ชัยกฤต ยกพลชนชัย
นพรัตน์ ส่งเสริม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-20
2026-08-20
10
16
-
ความสัมพันธ์ของปรากฏการณ์เอลนีโญ-เซาเทิร์นออสซิลเลชันและไดโพลมหาสมุทรอินเดีย กับอุบัติการณ์โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/kkujphr/article/view/286465
<p>โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่การศึกษาความสัมพันธ์กับปัจจัยภูมิอากาศระดับโลกอย่างปรากฏการณ์ ENSO และ IOD ในพื้นที่ ยังมีจำกัดและมักเน้นเฉพาะการใช้ดัชนีบ่งชี้สภาพภูมิอากาศในระดับภูมิภาคเท่านั้น การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวโน้ม และความสัมพันธ์ของปรากฏการณ์ ENSO และ IOD กับอุบัติการณ์โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่</p> <p>การศึกษานี้เป็นการศึกษาแบบ Ecological Time-series Study วิเคราะห์ความสัมพันธ์รายเดือนย้อนหลัง 10 ปี (พ.ศ. 2557–2566) ระหว่างดัชนีบ่งชี้ปรากฏการณ์ ได้แก่ SOI, ONI, MEI.v2 และ DMI จากฐานข้อมูลองค์กร NOAA กับจำนวนผู้ป่วยจากระบบรายงาน 506 ด้วยสถิติการถดถอยทวินามเชิงลบ (Negative Binomial Regression Models) และวิเคราะห์แยกตามช่วงหน่วงเวลา 0–12 เดือน เพื่อประเมินขนาดและทิศทางของความสัมพันธ์เชิงเวลา โดยไม่รวมผลกระทบจากตัวแปรอื่น ๆ</p> <p>เมื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วยสถิติการถดถอยทวินามเชิงลบ พบว่าดัชนีบ่งชี้ปรากฏการณ์ ENSO (SOI ONI และ MEI.v2) และ IOD (DMI) มีความสัมพันธ์กับจำนวนโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจในพื้นที่อย่างมีนัยสำคัญ โดยที่ช่วงเวลาหน่วง 12 เดือน ซึ่งเมื่อค่าดัชนีบ่งชี้ปรากฏการณ์ ENSO (ONI) และ IOD (DMI) ลดลง 1 หน่วย จะส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยมีโอกาสเพิ่มขึ้นร้อยละ 32.81 (RR=0.7530, 95%CI=0.6699-0.8463) และ 44.57 (RR=0.6917, 95%CI=0.5245-0.9122) ตามลำดับ</p> <p>ดังนั้น ดัชนีบ่งชี้ปรากฏการณ์ ENSO และ IOD สามารถประยุกต์ใช้ในการเตรียมมาตรการป้องกันควบคุมโรค และวางแผนจัดสรรทรัพยากรด้านสาธารณสุขได้นานถึง 1 ปี อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษานี้เป็นการประมาณความสัมพันธ์ในระดับประชากร ควรมีการวิเคราะห์ร่วมกับปัจจัยด้านชีวภาพของเชื้อ ภูมิคุ้มกัน และพฤติกรรมทางสังคม เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System) ที่สามารถรับมือกับความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศในอนาคต</p>
กชมน ชำหา
วรางคณา นาคเสน
อักษรา ทองประชุม
อลงกรณ์ ศรีเลิศ
ภัทรนันท์ หมั่นพลศรี
พัลลภ เซียวชัยสกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-20
2026-08-20
17
28
-
ผลของโปรแกรมส่งเสริมทักษะสมองต่อทักษะการคิดเชิงบริหารในเด็กวัยก่อนเรียน
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/kkujphr/article/view/286258
<p>โปรแกรมส่งเสริมทักษะสมองต่อทักษะการคิดเชิงบริหารในเด็กวัยก่อนเรียน มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยของทักษะการคิดเชิงบริหารในเด็กวัยก่อนเรียนกลุ่มทดลอง ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมส่งเสริมทักษะสมอง และเปรียบเทียบผลต่างคะแนนเฉลี่ยของทักษะการคิดเชิงบริหารในเด็กวัยก่อนเรียน ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมส่งเสริมทักษะสมองระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม การวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) ศึกษาแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง (Two-group pretest-posttest design) กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กวัยก่อนเรียนที่มีอายุระหว่าง 3-5 ปี จำนวน 70 ราย แบ่งเป็นกลุ่มทดลองจำนวน 35 ราย และกลุ่มควบคุม จัดกิจกรรม 3 กิจกรรม ระยะเวลา 4 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 ครั้ง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและทดสอบความแตกต่างของข้อมูลทั่วไประหว่างกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง โดยใช้สถิติ Chi-Square และสถิติ Independent t-test และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Dependent t-test</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า ภายหลังได้รับโปรแกรมส่งเสริมทักษะสมอง กลุ่มทดลอง มีคะแนนเฉลี่ยของทักษะการคิดเชิงบริหารในเด็กวัยก่อนเรียนสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Mean difference = 20.97, p< 0.001) และเมื่อเปรียบเทียบผลต่างคะแนนเฉลี่ยของทักษะการคิดเชิงบริหารในเด็กวัยก่อนเรียน ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมส่งเสริมทักษะสมองระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p< 0.001) ดังนั้นโปรแกรมส่งเสริมทักษะสมองสามารถส่งเสริมทักษะการคิดเชิงบริหารในเด็กวัยก่อนเรียนได้อย่างมีนัยสำคัญ และบุคลากรทางด้านสาธารณสุขและการศึกษาปฐมวัยสามารถนำไปเป็นกิจกรรมในการส่งเสริมทักษะการคิดเชิงบริหาร เพื่อลดปัญหาพฤติกรรมการคิดเชิงบริหารที่อาจจะเกิดขึ้นกับเด็กวัยก่อนเรียน และควรติดตามผลระยะยาว เพื่อให้มีประสิทธิภาพต่อไป</p>
เพ็ญนภา เพ็ชรเล็ก
เบญจวรรณ ช่วยแก้ว
อัศรีย์ พิชัยรัตน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-20
2026-08-20
29
40
-
ปัจจัยที่มีผลต่อการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงในชุมชน ของคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ จังหวัดขอนแก่น
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/kkujphr/article/view/286691
<p>สถานการณ์ปัญหาสุขภาพจิตในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อความรุนแรง ซึ่งควรได้รับการดูแลด้วยภาคีเครือข่ายของคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ(พชอ.) ซึ่งจะต้องมีกระบวนการทำงานที่เป็นระบบและยังต้องอาศัยองค์ความรู้ที่จำเป็นในการดูแลผู้ป่วยจิตเวช การศึกษาที่ผ่านมาส่วนใหญ่ศึกษาในระดับผู้ปฏิบัติงานเฉพาะวิชาชีพทางด้านสาธารณสุขหรือในผู้ป่วย ขณะที่การศึกษาในบริบทของคณะกรรมการ พชอ. ยังมีจำกัด จึงเกิดช่องว่างของการศึกษาในบริบทของคณะกรรมการ พชอ. ที่อาจมีผลต่อประสิทธิภาพการดูแลผู้ป่วยจิตเวช การวิจัยแบบภาคตัดขวางครั้งนี้มีจึงวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงของคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ กลุ่มตัวอย่าง คือ คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอในจังหวัดขอนแก่น จำนวน 125 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างวันที่ 1–30 พฤศจิกายน 2568 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีกระบวนการบริหารในระดับมาก ค่าเฉลี่ย 4.39 (S.D.=0.40) ความรู้เกี่ยวกับผู้ป่วยจิตเวชในระดับมาก (Mean = 4.54, S.D.=0.34) และการดูแลผู้ป่วยจิตเวชในระดับมาก (Mean=4.25, S.D.=0.37) และพบว่ากระบวนการบริหาร ด้านการจัดการองค์กร (B=0.419, 95%CI: 0.359 to 0.478) การควบคุมกำกับ (B=0.449, 95%CI: 0.366 to 0.532) การจัดการบุคลากร (B=0.340, 95%CI: 0.262 to 0.419) และการสั่งการ (B= -0.476, 95%CI: <br />-0.609 to -0.344) โดยสามารถร่วมกันพยากรณ์และมีผลต่อการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงในชุมชน ของคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ ได้ร้อยละ 84.4 (R<sup>2</sup>=0.834)</p> <p>ดังนั้น คณะกรรมการคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับควรให้ความสำคัญต่อกระบวนการบริหารจัดการ โดยเฉพาะ ด้านการจัดการองค์กร การควบคุมกำกับและติดตามผลอย่างเป็นระบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชในชุมชน</p>
ณัฐวุฒิ น้อยอินทร์
นพรัตน์ เสนาฮาด
พฤกษ์ ตัญตรัยรัตน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-20
2026-08-20
41
52
-
การติดต่อสื่อสารและการสนับสนุนทางสังคมที่มีผลต่อการดูแลผู้ป่วยระยะกลางด้านการแพทย์แผนไทยของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดอุดรธานี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/kkujphr/article/view/286534
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาการติดต่อสื่อสารและการสนับสนุนทางสังคมที่มีผลต่อการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลระยะกลางด้านการแพทย์แผนไทยในจังหวัดอุดรธานี กลุ่มตัวอย่างคือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขผู้รับผิดชอบงานแพทย์แผนไทย จำนวน 141 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามและแบบบันทึกข้อมูล ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและมีค่าความเชื่อมั่นอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติถดถอยพหุคูณ กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า ระดับการติดต่อสื่อสาร การสนับสนุนทางสังคม และการดูแลผู้ป่วยระยะกลางด้านการแพทย์แผนไทยอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.07 (S.D.=0.48), 4.15 (S.D.=0.50) และ 4.07 (S.D.=0.50) ตามลำดับ ทั้งนี้ การสนับสนุนทางสังคมด้านข้อมูล การติดต่อสื่อสารด้านการให้ความรู้เท่าที่จำเป็น และการสนับสนุนทางสังคมด้านอารมณ์ สามารถร่วมกันพยากรณ์การดูแลผู้ป่วยระยะกลางด้านการแพทย์แผนไทยได้ร้อยละ 71.2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (R²=0.712, p-value < 0.001)</p>
นารินรัตน์ เหล่าเรือง
สุรชัย พิมหา
นวพร รัตนจริยา
พรรษา อินทะรัมย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-20
2026-08-20
53
65
-
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของประชาชนกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป ในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ตำบลบ้านหนองอุ่ม ตำบลนาสีนวน อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/kkujphr/article/view/286235
<p>ในการศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของผู้ประชาชนกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป ในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านหนองอุ่ม ตำบลนาสีนวน อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา โดยเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม จากประชากร 946 คน สถิติที่ใช้ศึกษา คือ สถิติเชิงพรรณนา และเชิงอนุมาน คือ สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของไคสแควร์ ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ประชากรมีคุณภาพชีวิตโดยรวมอยู่ในระดับดี โดยด้านจิตใจ และสิ่งแวดล้อมอยู่ในระดับดี ร้อยละ 73.15 และ 52.64 ตามลำดับ ด้านร่างกายส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 85.73 และด้านสัมพันธภาพทางสังคม ร้อยละ 57.40 ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ดัชนีมวลกาย สถานภาพสมรส การศึกษา อาชีพ รายได้ สิทธิการรักษา การมีผู้ดูแล และสวัสดิการต่าง ๆ มีความสัมพันธ์ กับคุณภาพชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 พฤติกรรมเสี่ยงโรคไม่ติดต่อ เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ การบริโภคอาหาร โซเดียม น้ำตาล ไขมัน การนอน สุขภาพช่องปาก และสุขภาพจิต มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตอย่างมีนัยสำคัญที่ 0.05</p> <p>โดยสรุป ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ควรส่งเสริมให้ผู้สูงอายุ ได้รับข้อมูลและเข้าถึงสิทธิด้านสุขภาพอย่างทั่วถึง รวมทั้งจัดกิจกรรมคัดกรองสุขภาพเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน</p>
เทอดศักดิ์ พรหมอารักษ์
รุ่งทิพย์ ทองทาบ
รุศจิรา ชาสงวน
อินทุกร แก้วสาธร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-20
2026-08-20
66
76
-
ผลของโปรแกรมส่งเสริมความเชื่อด้านสุขภาพด้วยเทคนิคการเรียนรู้เชิงรุกต่อการลด การสัมผัสสารเคมีกำจัดศัตรูพืชทางอ้อมในผู้สูงอายุ ตำบลท่าศิลา อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/kkujphr/article/view/286830
<p>ผู้สูงอายุในครอบครัวเกษตรกรอาจเกิดอันตรายต่อสุขภาพได้มากหากสัมผัสสารเคมีกำจัดศัตรูพืชทางอ้อม วัตถุประสงค์ของการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังนี้เพื่อประเมินผลของโปรแกรมส่งเสริมความเชื่อด้านสุขภาพร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้เชิงรุกต่อการลดการสัมผัสสารเคมีกำจัดศัตรูพืชทางอ้อมของผู้สูงอายุในครอบครัวเกษตรกร กลุ่มตัวอย่างคือเกษตรกรผู้ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีผู้สูงอายุอาศัยในครัวเรือน ตำบลท่าศิลา อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มละ 38 คน สุ่มตัวอย่างแบบสองขั้นตอน โปรแกรมมีระยะเวลา 4 สัปดาห์ มี 6 กิจกรรมที่เน้นการรับรู้ตามทฤษฎีแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ และใช้เทคนิคการเรียนรู้เชิงรุก ได้แก่ การตั้งคำถาม การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การจำลองสถานการณ์ การสาธิต การฝึกปฏิบัติ และการสะท้อนคิด เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากเกษตรกร และแบบบันทึกผลตรวจคัดกรองระดับเอนไซม์โคลีนเอสเตอเรสจากผู้สูงอายุ วิเคราะห์ข้อมูลด้วย Mann-Whitney U test, Wilcoxon signed-rank test และ McNemar test</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า หลังทดลองกลุ่มทดลองมีการรับรู้โอกาสเสี่ยง ความรุนแรง ประโยชน์ และพฤติกรรมการป้องกันมากกว่าก่อนทดลอง และมากกว่ากว่ากลุ่มเปรียบเทียบ (p<0.001) แต่มีการรับรู้อุปสรรคน้อยกว่าก่อนทดลอง และน้อยกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ (p<0.001) ผู้สูงอายุในครอบครัวของกลุ่มทดลองมีผลการตรวจคัดกรองระดับความเสี่ยงปกติและปลอดภัยในสัดส่วนมากขึ้น จากร้อยละ 10.52 เป็น 50.00 (p<0.001) โปรแกรมมีประสิทธิผลดีต่อการลดการสัมผัสสารเคมีทางอ้อมของผู้สูงอายุในครอบครัวเกษตรกรได้ จึงควรนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่อื่น โดยเฉพาะเกษตรกรที่มีผู้สูงอายุอาศัยอยู่ในครอบครัว</p>
พรนภา หาระโคตร
นำพร อินสิน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-20
2026-08-20
77
89
-
ปัจจัยการบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์และปัจจัยแห่งความสำเร็จที่มีผลต่อการดำเนินงานตามมาตรฐานทีมเฝ้าระวังสอบสวนโรคและภัยสุขภาพระดับอำเภอของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดนครพนม
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/kkujphr/article/view/286533
<p>การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional Descriptive Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยการบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์และปัจจัยแห่งความสำเร็จที่มีผลต่อการดำเนินงานตามมาตรฐานทีมเฝ้าระวังสอบสวนโรคและภัยสุขภาพระดับอำเภอ ตลอดจน ปัญหาอุปสรรค และข้อเสนอแนะ ต่อการดำเนินงานตามมาตรฐานทีมเฝ้าระวังสอบสวนโรคและภัยสุขภาพระดับอำเภอของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดนครพนม ประชากรที่ศึกษา คือ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดนครพนม จำนวน 201 คน ใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลได้ทั้งสิ้น 149 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 85.14 ของกลุ่มตัวอย่างตัวอย่างที่คำนวณเพิ่มร้อยละ 20 เพื่อป้องกันการสูญหาย เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามและแนวทางการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงอนุมาน Pearson's Product Moment Correlation Coefficient ในการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่ศึกษา และใช้สถิติ Stepwise Multiple Regression Analysis โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยการบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์และปัจจัยแห่งความสำเร็จมีความสัมพันธ์ในระดับสูงกับการดำเนินงานตามมาตรฐานทีมเฝ้าระวังสอบสวนโรคและภัยสุขภาพระดับอำเภอของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดนครพนม(r=0.756, p-value<0.001 และ r=0.805, p-value<0.001 ตามลำดับ) โดยตัวแปรที่ถูกเลือกเข้าสมการเรียงลำดับ ดังนี้ ปัจจัยแห่งความสำเร็จ ด้านการสร้างความเข้าใจและกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือ ปัจจัยแห่งความสำเร็จ ด้านการเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานและภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ปัจจัยการบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ ด้านความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ และปัจจัยแห่งความสำเร็จ ด้านผู้บริหารทุกระดับให้การสนับสนุนและติดตาม จึงสรุปได้ว่า ตัวแประอิสระทั้ง 4 ตัวแปร สามารถร่วมกันพยากรณ์และมีผลต่อการดำเนินงานตามมาตรฐานทีมเฝ้าระวังสอบสวนโรคและภัยสุขภาพระดับอำเภอของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดนครพนม ได้ร้อยละ 69.50 (R<sup>2</sup>=0.695, p-value<0.001) ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางสำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จัดระบบพี่เลี้ยง และพัฒนาความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย เพื่อเพิ่มศักยภาพบุคลากรและประสิทธิภาพการดำเนินงานพร้อมทั้งจัดให้มีกลไกตรวจสอบจากภายนอกอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับคุณภาพ ความโปร่งใส และความพร้อมในการรับมือโรคและภัยสุขภาพในพื้นที่ต่อไป</p>
ปิยาพร ชาภูวงค์
สุรชัย พิมหา
ดารุณี ตีรมาตย์
พฤกษ์ ตัญตรัยรัตน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-20
2026-08-20
90
102
-
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของประชาชนกลุ่มอายุ 19-24 ปี ในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านหนองอุ่ม ตำบลนาสีนวน อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/kkujphr/article/view/287059
<p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของประชาชนวัยผู้ใหญ่ตอนต้น ในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านหนองอุ่ม ตำบลนาสีนวน อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม เป็นการศึกษาเชิงภาคตัดขวาง ในกลุ่มตัวอย่าง 114 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลกชุดย่อ ฉบับภาษาไทย (WHOQOL–BREF–THAI) และเก็บข้อมูล ลักษณะทางประชากร พฤติกรรมเสี่ยงโรคไม่ติดต่อ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ สุขภาพจิต (ST-5, 2Q) และการได้รับวัคซีน เก็บข้อมูลระหว่างกันยายน-ตุลาคม พ.ศ. 2568 วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้ Chi-square test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 55.26 อายุเฉลี่ย 21.21 ±1.6 ปี BMI ปกติร้อยละ 64.91 รายได้เฉลี่ย 6,929.82 บาท ใช้สิทธิบัตรทองร้อยละ 88.60 และไม่มีโรคประจำตัวร้อยละ 98.25 มีพฤติกรรมสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ ระดับเสี่ยงต่ำ และกิจกรรมทางกายระดับปานกลางร้อยละ 72.81, 83.33 และ 67.55 ตามลำดับ มีความรอบรู้ด้านสุขภาพระดับดีมากร้อยละ 71.93 ไม่มีความเครียดร้อยละ 93.86 ได้รับวัคซีน HPV (เพศหญิง) ร้อยละ 33.33 และไข้หวัดใหญ่ร้อยละ 46.50 มีคุณภาพชีวิตโดยรวมอยู่ในระดับดีร้อยละ 78.07 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน (p=0.01, OR= 3.71 95% CI=1.353–10.159) ความเครียด (p=0.04, OR=0.18, 95% CI=0.038–0.881) และการได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ (p=0.003, OR=0.21, 95% CI=0.074–0.619) โดยสรุป ส่วนใหญ่มีคุณภาพชีวิตในระดับดี ควรมีการส่งเสริมรายได้ การเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ การดูแลสุขภาพจิต และการเข้าถึงวัคซีน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนวัยผู้ใหญ่ตอนต้นในชุมชน</p>
เทอดศักดิ์ พรหมอารักษ์
สุรศักดิ์ เทียบฤทธิ์
จินตนา สิทธิ
อภิรักษ์ ชัยพิทักษ์
อังธณา ศรีทองคำ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-20
2026-08-20
103
114
-
รายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/kkujphr/article/view/289800
วารสารวิจัยสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-20
2026-08-20
-
การออกแบบการวิจัยเชิงทดลองเพื่อเปรียบเทียบประสิทธิผลในรูปแบบความเหนือกว่า (Superiority), ความเท่าเทียม (Equivalence) และความไม่ด้อยกว่า (Non-inferiority)
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/kkujphr/article/view/286289
<p>การวิจัยเชิงทดลอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาการแพทย์ การเปรียบเทียบวิธีการรักษาใหม่กับวิธีการรักษาแบบเดิมการดูแลรักษาที่มีอยู่เดิมเพื่อประเมินประสิทธิภาพเชิงเปรียบเทียบนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยทั่วไปแล้ว การออกแบบการทดลองจะแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลักตามคำถามวิจัยที่พบบ่อย ได้แก่ การทดลองแบบเปรียบเทียบความแตกต่าง การทดลองแบบเปรียบเทียบความเหนือกว่า การทดลองแบบเปรียบเทียบความเท่าเทียม และการทดลองแบบเปรียบเทียบความไม่ด้อยกว่า ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับการออกแบบเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการตีความผลลัพธ์ทางคลินิกอย่างถูกต้อง ซึ่งจะช่วยให้สามารถระบุวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดและนำไปใช้กับผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม ส่งผลให้ได้รับประโยชน์ทางคลินิกสูงสุดและลดข้อผิดพลาดในการปฏิบัติทางการแพทย์ให้น้อยที่สุด</p>
เขมจิรา การเกตกลาง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-20
2026-08-20
1
9
-
หน้าปก
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/kkujphr/article/view/289796
วารสารวิจัยสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-20
2026-08-20
-
หน้าปกใน
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/kkujphr/article/view/289797
วารสารวิจัยสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-20
2026-08-20
-
สารบัญ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/kkujphr/article/view/289799
วารสารวิจัยสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-20
2026-08-20