วารสารวิจัยสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/kkujphr
<p><strong>วารสารวิจัยสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น</strong> เป็นวารสารที่จัดทำโดยคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พัฒนาขึ้นในปี พ.ศ.2551 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ผลงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อมอาชีวอนามัยและความปลอดภัย สุขศึกษาและส่งเสริมสุขภาพ การบริหารงานสาธารณสุข ชีวสถิติและประชากรศาสตร์ ระบาดวิทยา และโภชนาการ โดยมีกำหนดการเผยแพร่ จำนวน 3 เดือนต่อฉบับ หรือ ปีละ 4 ฉบับ ได้แก่ ฉบับที่ 1 มกราคม - มีนาคม, ฉบับที่ 2 เมษายน - มิถุนายน, ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน และ ฉบับที่ 4 ตุลาคม - ธันวาคม <strong>โดยใน</strong> <strong>ปี พ.ศ. 2568 มีการเปลี่ยนแปลงกำหนดการเผยแพร่ จำนวน 4 เดือนต่อฉบับ หรือ ปีละ 3 ฉบับ ได้แก่ ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน, ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม และฉบับที่ 3 กันยายน -ธันวาคม</strong></p> <p><strong>ISSN : 3088-2974 (Online)</strong> - เริ่มเผยแพร่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป</p> <p><strong>ติดต่อ<br /></strong><strong>Email : kkujphr@gmail.com<br />เบอร์โทร 0-4342-4820 ต่อ 44577<br /></strong></p>
คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
th-TH
วารสารวิจัยสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
3088-2974
-
ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพตาม 3อ. 2ส. ของผู้ดูแลผู้สูงอายุในจังหวัดสกลนคร
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/kkujphr/article/view/281789
<p>ความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ดูแลผู้สูงอายุเป็นกุญแจสำคัญในการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้องตามหลัก 3อ.2ส.ซึ่งเป็นกลยุทธ์หลักในการสร้างเสริมสุขภาพและลดความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง การวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวางมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพตาม 3อ.2ส. และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรมสุขภาพตาม 3อ.2ส. ของผู้ดูแลผู้สูงอายุในจังหวัดสกลนคร กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ดูแลผู้สูงอายุในจังหวัดสกลนคร จำนวน 235 คน โดยใช้การคํานวณขนาดกลุ่มตัวอย่างตามสูตรของคอแครนโดยการสุ่มหลายขั้นตอน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบวัดความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพตาม 3อ.2ส. ของคนไทยที่มีอายุ 15 ปี ขึ้นไปของกองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและ<br />ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและทดสอบความสัมพันธ์ด้วยสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมเฉลี่ยอยู่ในระดับพอใช้ (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{x}" alt="equation" /> =53.41, S.D.=5.75) คะแนนพฤติกรรมสุขภาพตาม 3อ. 2ส. เฉลี่ยอยู่ในระดับพอใช้ (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{x}" alt="equation" /> =17.31, S.D.=2.79) ความรอบรู้ด้านสุขภาพในภาพรวมมีความสัมพันธ์ระดับปานกลาง<br />กับพฤติกรรมสุขภาพตาม 3อ.2ส. ของผู้ดูแลผู้สูงอายุในจังหวัดสกลนครอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r= .547, p-value<0.001) ซึ่งการศึกษาแสดงให้เห็นว่าการเพิ่มความรอบรู้ด้านสุขภาพตาม 3อ.2ส. สามารถช่วยให้ผู้ดูแลผู้สูงอายุพัฒนาพฤติกรรมด้านสุขภาพได้ ดังนั้นควรเน้นการนำ 3อ.2ส. <br />ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันและส่งเสริมความร่วมมือระหว่าง อสม. ผู้นำชุมชน และครอบครัวผู้สูงอายุเพื่อสร้างแรงสนับสนุนทางสังคมและให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และปฏิบัติตามแนวทางอย่างต่อเนื่อง</p>
ณีรนุช วรไธสง
อนุวัฒน์ สุรินราช
จิราภรณ์ จำปาจันทร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-20
2026-04-20
1
10
-
อุบัติการณ์และปัจจัยที่สัมพันธ์กับความรุนแรงของการบาดเจ็บ จากการเกิดอุบัติเหตุจราจรทางถนนในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศทางภูมิศาสตร์
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/kkujphr/article/view/282147
<p>อุบัติเหตุจราจรทางถนนเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและเศรษฐกิจในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยที่มีแนวโน้มการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรทางถนนเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่พบอุบัติการณ์ซ้ำซ้อน จากการทบทวนวรรณกรรมพบว่า ปัญหาอุบัติเหตุทางถนนยังไม่มีการศึกษาที่เน้นบริบทของมหาวิทยาลัย รวมถึงข้อจำกัดการวิเคราะห์เชิงลึกระดับพื้นที่เพื่อแสดงจุดเสี่ยง สร้างองค์ความรู้ และสนับสนุนการกำหนดมาตรการป้องกันอุบัติเหตุจราจรในพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพ</p> <p>การศึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอุบัติการณ์และค้นหาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรุนแรงของการเกิดอุบัติเหตุจราจร รวมถึงเพื่อศึกษาความหนาแน่นของการเกิดอุบัติเหตุในพื้นที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ ซึ่งเก็บข้อมูลจากฐานข้อมูลระบบเฝ้าระวังการเกิดอุบัติเหตุมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 ถึง 31 ธันวาคม 2567 โดยวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและถดถอยโลจิสติกแบบพหุตัวแปร</p> <p>อุบัติการณ์ในกลุ่มผู้ที่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ร้อยละ 71.2 ปัจจัยที่มีผลต่อความรุนแรงของอุบัติเหตุ คือ ประเภทผู้ได้รับบาดเจ็บ (AOR; 2.84, 95%CI; 1.54, 5.24) ตำแหน่งที่นั่งของผู้โดยสาร (AOR; 5.10, 95%CI; 1.14, 22.75) และช่วงเวลา 16:31 - 00:30 น. และ เวลา 00:31 - 08:30 น. มีแนวโน้มการเกิดความรุนแรงของการเกิดอุบัติเหตุจราจรทางถนนมากที่สุด โดยมีค่า AOR ที่ 1.91 (95%CI; 1.11, 3.28) และ 3.45 (95%CI; 1.07, 11.17) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีจุดเสี่ยงสำคัญที่มีอุบัติการณ์การเกิดอุบัติเหตุมากที่สุด จำนวน 6 จุด</p> <p>ผลการศึกษาสามารถใช้วางแผนมาตรการความปลอดภัยเชิงพื้นที่ได้ โดยเน้นการจัดการจุดเสี่ยงสำคัญ ตลอดจนการสร้างความตระหนักด้านความปลอดภัย เพื่อให้การสัญจรภายในมหาวิทยาลัยมีความปลอดภัยและยั่งยืน</p>
วัฒนพล ธรรมสอน
กรรณิการ์ อินต๊ะวงศ์
อลงกรณ์ ศรีเลิศ
วราภรณ์ บุญเชียง
บุญเรือง ขาวนวล
ณปภัช โพธิ์พรหม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-20
2026-04-20
11
26
-
การพัฒนาระบบตรวจจับอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่โดยใช้คำค้นหาจากกูเกิล ในจังหวัดเชียงใหม่
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/kkujphr/article/view/283282
<p>การเฝ้าระวังไข้หวัดใหญ่ของไทยยังรอผู้ป่วยมารับบริการทำให้ข้อมูลล่าช้าและไม่ครอบคลุม งานวิจัยเชิงพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินความเป็นไปได้ของระบบต้นแบบตรวจจับอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ (ILI) โดยใช้ดัชนีความสนใจสัมพัทธ์ของคำค้น Google (Relative Search Value - RSV) ในจังหวัดเชียงใหม่ ผู้เข้าร่วมคือสมาชิก Situation Awareness Team (SAT) จำนวน 15 คน ดำเนินการระหว่าง กันยายน พ.ศ. 2566–กรกฎาคม พ.ศ. 2567 แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะวิเคราะห์สถานการณ์ด้วยการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ระยะดำเนินการด้วยการพัฒนาและทดสอบระบบตามแนวทางแอลไจล์และระยะประเมินผลด้วยแบบสอบถาม 5 ระดับ<br />ที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและความเชื่อมั่น พร้อมวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่าง RSV ของคำค้น “ไข้” “ไอ” “เจ็บคอ” กับจำนวนผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ในจังหวัดเชียงใหม่ช่วง พ.ศ. 2559–2566 ด้วยกรอบการนำ–ตาม ±5 สัปดาห์ การสัมภาษณ์พบว่าผู้ใช้ต้องการระบบที่ให้สัญญาณล่วงหน้าและใช้งานง่ายแต่กังวลอิทธิพลสื่อ ต้นแบบสามารถประมวล RSV ตรวจจับความเปลี่ยนแปลงและส่งอีเมลแจ้งเตือนได้ทันที พบว่าพ.ศ. 2559–2562 สัญญาณค้นหา “นำหน้า” 1–3 สัปดาห์และสัมพันธ์ปานกลาง–สูง เช่น “ไข้” r≈0.61–0.74, p<0.001 ช่วง พ.ศ. 2563–2566 ความสัมพันธ์<br />ไม่มีนัยยะสำคัญทางสถิติแต่มีสัญญาณฟื้นบางช่วง เช่น “ไข้” ปี 2566 นำหน้า 1 สัปดาห์ r≈0.73, p<0.001) การประเมินภาคสนามพบว่าระบบต้นแบบมีความเป็นไปได้ “มากที่สุด” ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{x}" alt="equation" />=4.44, SD=0.71) จึงเหมาะเป็นสัญญาณดิจิทัลเสริมควบคู่ระบบเดิม โดยต้องปรับเทียบต่อเนื่องตามพฤติกรรมการค้นหาและบริบทสังคม</p>
ปฏิพัทธ์ สุสำเภา
พัลลภ เซียวชัยสกุล
กรรณิการ์ อินต๊ะวงศ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-20
2026-04-20
27
40
-
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเข้ารับบริการทันตกรรมของกลุ่มวัยทำงาน ในโรงพยาบาลบางระกำ อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/kkujphr/article/view/282780
<p>ปัญหาทันตสุขภาพในกลุ่มวัยทำงานยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพการทำงาน การส่งเสริมให้ประชาชนเข้ารับบริการทันตกรรมอย่างสม่ำเสมอ<br />จึงมีความสำคัญต่อการป้องกันโรคในช่องปาก งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคล ความรู้เกี่ยวกับการดูแลทันตสุขภาพ การรับรู้ตามแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ พฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพที่มีความสัมพันธ์กับการเข้ารับบริการทันตกรรมของกลุ่มวัยทำงาน</p> <p>การวิจัยเป็นแบบวิเคราะห์เชิงแบบภาคตัดขวาง ดำเนินการระหว่างเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม พ.ศ. 2568 ในกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยนอก อายุ 25–59 ปี โรงพยาบาลบางระกำ จำนวน 224 คน ได้จากการคำนวณขนาดตัวอย่างสำหรับการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติก และสุ่มแบบมีระบบ เครื่องมือเป็นแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความเชื่อมั่น ได้แก่ ความรู้ KR-20=0.744 การรับรู้ตามแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ Cronbach’s alpha=0.879 และพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพ Cronbach’s alpha=0.776 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและการวิเคราะห์<br />การถดถอยลอจิสติกเชิงพหุ ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 68.3 อายุเฉลี่ย 38.36 ปี (±S.D. 9.49) มีอาชีพลูกจ้าง/ธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 45.9 และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่ำกว่า 10,000 บาท ร้อยละ 35.8 ความรู้ความเข้าใจการดูแลทันตสุขภาพอยู่ในระดับสูง การรับรู้ตามแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพอยู่ในระดับสูง พฤติกรรมดูแลทันตสุขภาพอยู่ในระดับปานกลาง กลุ่มวัยทำงานไม่เคยเข้ารับบริการ ร้อยละ 50.4 (95% CI: 43.9.-56.9) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ คือ เพศชายไม่เข้ารับบริการมากกว่าเพศหญิง 1.99 เท่า (95% CI: 1.01-3.92) <br />ผู้ที่ไม่มีอาการปวดไม่เข้ารับบริการมากกว่าผู้ที่มีอาการปวด 2.19 เท่า (95% CI: 1.15-4.17) การรับรู้โอกาสเสี่ยงทุก 1 คะแนนที่เพิ่มขึ้นจะมีผลให้ไม่เข้ารับบริการลดลงร้อยละ 19 (95% CI: 0.71-0.94) และการรับรู้อุปสรรคทุก 1 คะแนนที่เพิ่มขึ้นจะมีผลให้ไม่เข้ารับบริการมากเป็น 1.08 เท่า (95% CI: 1.01-1.16) บทสรุป การเข้ารับบริการทันตกรรมอยู่ในระดับต่ำ ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ คือ เพศ อาการผิดปกติในช่องปาก การรับรู้โอกาสเสี่ยง และการรับรู้อุปสรรค และใช้พัฒนานโยบายและมาตรการส่งเสริมทันตสุขภาพที่เน้นสร้างการรับรู้และลดอุปสรรคการเข้าถึงบริการ โดยเฉพาะเพศชายและผู้ที่ไม่มีอาการปวดในช่องปาก</p>
ชวัช ศรีพงษ์
กิระพล กาละดี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-20
2026-04-20
41
52
-
ประสิทธิผลของโปรแกรมการคัดกรอง การให้คำแนะนำแบบสั้น และการส่งต่อเข้ารับการรักษาต่อสุขภาพช่องปากในผู้ป่วยจัดฟัน
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/kkujphr/article/view/283094
<p>การวิจัยแบบกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลของโปรแกรมการคัดกรอง การให้คำแนะนำแบบสั้น และการส่งต่อเข้ารับการรักษาต่อระดับคราบจุลินทรีย์และสภาวะเหงือกอักเสบในผู้ป่วยจัดฟัน กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยที่เข้ารับการจัดฟันด้วยเครื่องมือจัดฟันแบบติดแน่นทั้งปากที่โรงพยาบาล 50 พรรษา มหาวชิราลงกรณ จำนวน 46 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม และกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 23 คน เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองคือ โปรแกรมการคัดกรอง การให้คำแนะนำแบบสั้น และการส่งต่อเข้ารับการรักษา ดำเนินการศึกษาทั้งหมด 4 สัปดาห์ ระหว่างวันที่ 28 เมษายน 2568-29 พฤษภาคม 2568 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ประกอบด้วย fisher’s exact test, Wilcoxon signed-rank test และ Mann-Whitney U test โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปาก<br />ไม่แตกต่างกัน ทั้งการแปรงฟัน การใช้ไหมขัดฟัน และการได้รับการขูดหินปูน อย่างไรก็ตาม <br />หลังเข้าร่วมโปรแกรม พบว่ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีค่าเฉลี่ยปริมาณคราบจุลินทรีย์และระดับสภาวะเหงือกอักเสบลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value<0.05) (-1.50 (-1.67, -1.33); -1.00 (-1.17, -0.83); -0.83 (-1.00, -0.67); -0.67 (-0.83, -0.50)) เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม ก่อนและหลังการได้รับโปรแกรม พบว่ากลุ่มทดลองมีปริมาณคราบจุลินทรีย์และสภาวะเหงือกอักเสบต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value<0.05) (-0.67 <br />(-0.83, -0.50); -0.67 (-0.83, -0.50) ผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่าโปรแกรมดังกล่าวมีประสิทธิผลในการส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปาก และลดปัญหาคราบจุลินทรีย์และสภาวะเหงือกอักเสบในผู้ป่วยจัดฟันได้อย่างชัดเจน</p>
วริยา หลาวทอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-20
2026-04-20
53
65
-
การประเมินประสิทธิผลของนโยบายและมาตรการในการลดจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุการจราจรทางถนน จังหวัดอุดรธานี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/kkujphr/article/view/283826
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบอนุกรมเวลา (Interrupted Time Series: ITS) มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิผลของนโยบายและมาตรการการปฏิบัติงานด้านการบาดเจ็บจากจราจรทางถนน ต่อจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุการจราจรทางถนนของจังหวัดอุดรธานี ปี 2563 เก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณ โดยใช้แบบบันทึกข้อมูล (Data Record Form) จำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุการจราจรทางถนน จังหวัดอุดรธานี ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง คือ ข้อมูลจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุการจราจรทางถนน จังหวัดอุดรธานี ตั้งแต่ 1 มกราคม พ.ศ.2559 ถึง 30 กันยายน พ.ศ.2568 แบ่งเป็นจำนวนผู้บาดเจ็บและจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุการจราจรทางถนน 153,595 คน และ 3,648 คน ตามลำดับ ใช้สถิติการถดถอยแบบแบ่งช่วงเชิงเส้น (Segmented Linear Regression) ในการวิเคราะห์ข้อมูล</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า หลังจากได้รับนโยบายและมาตรการการในการลดจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุการจราจรทางถนน 1 ปี พบว่า จำนวนผู้บาดเจ็บมีจำนวนลดลง 3057 คน (95% CI = 515.67 ถึง 5599.71; P-value = 0.018) แนวโน้มการเปลี่ยนแปลง เมื่อเปรียบเทียบหลังจากได้รับนโยบายและมาตรการกับก่อนได้รับนโยบายและมาตรการ จำนวนผู้เสียชีวิตมีแนวโน้มลดลง 24 คน (95% CI 11.30 ถึง= 38.36 ; P-value < 0.001)</p> <p>โดยสรุปพบว่า นโยบายและมาตรการในการลดจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุการจราจรทางถนน จังหวัดอุดรธานี ปี 2563 มีประสิทธิผลในการลดจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุการจราจรทางถนน ซึ่งสามารถนำผลการวิจัยไปใช้ในการกำหนดนโยบายวางแผนการปฏิบัติงานในการลดจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุการจราจรทางถนน เพื่อขับเคลื่อนนโยบายและมาตรการอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อไป แม้ว่าผลการศึกษาจะแสดงการลดจำนวนผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตหลังการดำเนินงานตามนโยบายและมาตรการ ปี 2563 แต่อาจมีปัจจัยร่วมอื่น ๆ ที่มีส่วนร่วมขับเคลื่อนโยบายและมาตราการนี้ด้วย เช่น ผลกระทบจากการลดการเดินทางในช่วงการระบาดของ COVID‑19 หรือมาตรการควบคุมอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน</p>
ชลลดา ปิตุพงศ์
สุรชัย พิมหา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-20
2026-04-20
66
76
-
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพของนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/kkujphr/article/view/284015
<p>ปัจจุบันการดำเนินชีวิตที่เร่งรีบทำให้หลายคนรับประทานอาหารไม่เพียงพอหรือไม่ครบถ้วน ส่งผลให้ความนิยมในการบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มนักศึกษาระดับอุดมศึกษา การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจพฤติกรรมการบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพ และหาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรม<br />การบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพในนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาระดับปริญญาตรี จำนวน 396 คน ทำการสุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่างๆ กับพฤติกรรมการบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพด้วยสถิติการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกพหุตัวแปร นำเสนอผลด้วยค่าอัตราส่วนโอดส์พร้อมด้วย<br />ค่าช่วงเชื่อมั่นร้อยละ 95</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า ตัวอย่างมีพฤติกรรมการบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพ ร้อยละ 68.43 ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่นิยมบริโภคมากที่สุด คือ วิตามิน ร้อยละ 51.26 รองลงมา คือ คอลลาเจน ร้อยละ 41.41 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคผลิตภัณฑ์<br />เสริมอาหารเพื่อสุขภาพ ได้แก่ คณะที่ศึกษา รายได้เฉลี่ยต่อเดือน และระดับของปัจจัยเอื้อ โดยเมื่อเปรียบเทียบกับนักศึกษาคณะครุศาสตร์ พบว่า นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีโอกาสบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพมากกว่า 2.73 เท่า (95% CI: 1.43-5.19) คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม 2.87 เท่า (95% CI: 1.51-5.48) คณะวิทยาการจัดการ 3.36 เท่า (95% CI: 1.65-6.81) และคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ 9.03 เท่า (95% CI: 1.93-42.11) ตามลำดับ นักศึกษาที่มีรายได้ตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไปมีโอกาสบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพมากกว่ากลุ่มที่มีรายได้น้อยกว่า 5,000 บาท 2.04 เท่า (95% CI: 1.28-3.25) กลุ่มที่มีระดับปัจจัยเอื้อปานกลางและสูงมิโอกาสบริโภคเพิ่มขึ้น 4.48 เท่า (95% CI: 1.69-10.25) และ 6.06 เท่า (95% CI: 2.46-14.91) ตามลำดับ ดังนั้น การส่งเสริมให้ความรู้เกี่ยวกับการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์<br />เสริมอาหารอย่างปลอดภัยและเหมาะสมในกลุ่มนักศึกษาจึงมีความจำเป็น</p>
จักรีวรรณ เหลืองาม
พรพิมล ชูพานิช
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-20
2026-04-20
77
87
-
ผลของโปรแกรมการป้องกันอุบัติเหตุจากการทำงานของพนักงานเก็บขนขยะ เทศบาลเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม : การวิจัยกึ่งทดลอง
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/kkujphr/article/view/284424
<p>การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) มีวัตถุประสงค์<br />เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการป้องกันอุบัติเหตุจากการทำงานของพนักงานเก็บขนขยะ เทศบาลเมืองนครพนม ซึ่งพัฒนาจากทฤษฎีแรงจูงใจในการป้องกันโรคและทฤษฎีแรงสนับสนุนทางสังคม กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 56 คน แบ่งเป็น กลุ่มทดลอง 28 คน และกลุ่มเปรียบเทียบ 28 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ตามเกณฑ์คัดเข้าคัดออก <br />กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการป้องกันอุบัติเหตุจากการทำงานของพนักงานเก็บขนขยะ ส่วนกลุ่มเปรียบเทียบจะไม่ได้รับโปรแกรมการป้องกันอุบัติเหตุจากการทำงานเก็บขนขยะ ใช้ระยะเวลาในการดำเนินการ 5 สัปดาห์ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Independent t-test ผลการวิจัยภายหลังหลังการทดลองพบว่า พนักงานเก็บขนขยะกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการป้องกันอุบัติเหตุจากการทำงานของพนักงานเก็บขนขยะ มีคะแนนเฉลี่ยแรงจูงใจในการป้องกันอุบัติเหตุจากการทำงานเก็บขนขยะสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value = 0.008) มีคะแนนเฉลี่ยแรงสนับสนุนทางสังคมในการป้องกันอุบัติเหตุจากการทำงานเก็บขนขยะสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value = 0.033) และมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการป้องกันอุบัติเหตุจากการทำงานเก็บขนขยะสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value = 0.025) ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการใช้โปรแกรมที่ประยุกต์ใช้ทฤษฎีแรงจูงใจและแรงสนับสนุนทางสังคม สามารถส่งเสริมให้พนักงานปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยได้ดีขึ้น และช่วยลดพฤติกรรมเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานเก็บขนขยะได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
ปพิชยา เนวะมาตย์
จรินทร์ทิพย์ ชมชายผล
ภูวสิทธิ์ ภูลวรรณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-20
2026-04-20
88
98
-
ประสิทธิผลของนโยบายและมาตรการโรงเรียนเบาหวานต่อจำนวนผู้ป่วยเบาหวานที่รักษาต่อเนื่องคงอยู่ในระบบการรักษาในจังหวัดนครราชสีมา
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/kkujphr/article/view/283828
<p>โรคเบาหวานเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญของไทยที่มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิผลของนโยบายและมาตรการ โรงเรียนเบาหวาน ต่อจำนวนผู้ป่วยเบาหวานที่รักษาต่อเนื่องคงอยู่ในระบบการรักษา ในจังหวัดนครราชสีมา ปี พ.ศ.2565 ซึ่งตั้งแต่ดำเนินงานมายังไม่เคยมีการวิจัยประเมินผลมาก่อน โดยใช้รูปแบบการวิจัยอนุกรมเวลา (Interrupted Time Series) ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2559 ถึง 30 กันยายน 2568 จำนวน 177,564 คน การศึกษานี้ มีข้อมูลระยะยาวทั้งหมด 10 ปี (10 Timepoint) โดยปีระบุเป็นช่วงที่มีนโยบายและมาตรการ คือปีที่ 6 (Timepoint ที่ 6) วิเคราะห์ด้วยสถิติการถดถอยแบบแบ่งช่วงเชิงเส้น (Segmented Linear Regression)</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ก่อนการแทรกแซง ผู้ป่วยที่รักษาต่อเนื่องมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 2,911 คนต่อปี (95% CI: 716.2-5,107.0, p=0.009) ภายหลังการดำเนินนโยบาย ไม่พบการเปลี่ยนแปลงระดับทันที (β₂=6,317.2 คน, p=0.402) แต่พบการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 16,521 คนต่อปี (95% CI: 8,101.5-24,942.3, p<0.001) ส่งผลให้แนวโน้มรวมภายหลังการแทรกแซงเพิ่มขึ้นเป็น 19,433 คนต่อปี (95% CI: 11,736.2-27,130.8, p<0.001)</p> <p>กล่าวโดยสรุป นโยบายโรงเรียนเบาหวานมีประสิทธิผลในการเร่งอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยเบาหวานที่รักษาต่อเนื่องอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะไม่ส่งผลกระทบทันทีในระยะเริ่มต้น แต่ส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนแนวโน้มระยะยาวในทิศทางที่พึงประสงค์</p>
พีรดา อินทร์นอก
สุรชัย พิมหา
นารินรัตน์ เหล่าเรือง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-20
2026-04-20
99
108
-
ประสิทธิผลของนโยบาย จังหวัดใช้ยาสมเหตุผล (RDU Province) ต่อแนวโน้มการใช้ยาปฏิชีวนะในผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน : การศึกษาแบบอนุกรมเวลา จังหวัดอุดรธานี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/kkujphr/article/view/283827
<p>การใช้ยาไม่สมเหตุผลเป็นปัญหาสำคัญของระบบสุขภาพไทย โดยเฉพาะยาปฏิชีวนะในผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน<br />ที่ไม่จำเป็น การวิจัยนี้จึงประเมินประสิทธิผลนโยบายจังหวัดใช้ยาสมเหตุผล จังหวัดอุดรธานี เป็นการศึกษาแบบอนุกรมเวลา (Interrupted Time Series: ITS) ใช้ข้อมูลรายปีงบประมาณ จำนวน 10 ปีแบ่งเป็นก่อนมีนโยบายเดือนตุลาคม 2558 ถึง กันยายน 2564 และหลังมีนโยบายเดือนตุลาคม 2564 ถึง กันยายน 2568 จากระบบ (Health Data Center: HDC) สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุดรธานี วิเคราะห์ด้วยถดถอยแบบแบ่งช่วงเชิงเส้น (Segmented linear regression) เพื่อประเมินแนวโน้มการใช้ยาปฏิชีวนะในผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน</p> <p>ผลการศึกษาการนำนโยบายจังหวัดใช้ยาสมเหตุผล มาใช้ในจังหวัดอุดรธานี เริ่มต้นในปีงบประมาณ 2565 <br />ถึงปีงบประมาณ 2568 พบว่าแนวโน้มก่อนได้รับนโยบายจำนวนผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันที่ใช้ยาสมเหตุผลเพิ่มขึ้น <br />900 คน โดยไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (95% CI = - 960.30 ถึง 2,761.90, P-value = 0.281) หลังจากได้รับนโยบาย 1 ปี ลดลง 3,707 คน อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (95% CI =- 10,074.04 ถึง 2,658.64, P-value = 0.204) เปรียบเทียบก่อนและหลังได้รับนโยบาย ใช้ยาสมเหตุผลเพิ่มขึ้น 780 คน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (95% CI = 38.28 ถึง 1,522.92, P-value = 0.042) สะท้อนการขับเคลื่อนระบบสุขภาพอย่างยั่งยืน</p> <p>สรุปว่านโยบายจังหวัดใช้ยาสมเหตุผล มีประสิทธิผลระยะยาวในการเพิ่มจำนวนผู้ป่วยอุจจาระร่วงเฉียบพลันที่ใช้ยาสมเหตุผล สนับสนุนการวางแผนแก้ปัญหาการใช้ยาไม่สมเหตุผลต่อไป</p>
ดารุณี ตีระมาตย์
สุรชัย พิมหา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-20
2026-04-20
109
117
-
ผลของโปรแกรมเสริมสร้างความตระหนักรู้ด้วยแนวคิดแบบเชิญชวนต่อการปฏิบัติตน ในการป้องกันฝุ่น PM2.5 ในกลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนเสนางคนิคม จังหวัดอำนาจเจริญ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/kkujphr/article/view/284612
<p>ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 เป็นหนึ่งในมลพิษทางอากาศ ที่ส่งผลกระทบสำคัญต่อสุขภาพโดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเยาวชน ที่ยังขาดความตระหนักรู้ในการป้องกันฝุ่น PM2.5 จำเป็นต้องหาแนวทางในการส่งเสริมและป้องกันในกลุ่มดังกล่าว การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวัดผลของโปรแกรมเสริมสร้างความตระหนักรู้ด้วยแนวคิดแบบเชิญชวนต่อความรู้ ความตระหนักรู้ และ<br />การปฏิบัติตนในการป้องกันฝุ่น PM2.5 ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนเสนางคนิคม</p> <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (quasi-experimental research) ดำเนินการระหว่างเดือนสิงหาคม-ตุลาคม 2568 โดยใช้ โปรแกรมเสริมสร้างความตระหนักรู้ที่พัฒนาขึ้นตามแนวคิดแบบเชิญชวน (Invitational Concept) เป็นกรอบแนวคิดในการส่งเสริมการปฏิบัติตนใน<br />การป้องกันฝุ่น PM2.5 ในกลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย คำนวณขนาดตัวอย่างด้วยสูตรเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยประชากร 2 กลุ่มที่ไม่อิสระต่อกัน ได้จำนวน 50 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.84 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติ<br />เชิงอนุมาน ด้วย Paired Sample t-test กำหนดระดับนัยสำคัญอยู่ที่ 0.05</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ภายหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างมีความรู้ในการป้องกันฝุ่น PM2.5 (Mean difference=0.48, 95%CI=0.01, 0.94) และการปฏิบัติตนในการป้องกันฝุ่น PM2.5 (Mean difference=0.34, 95%CI=0.12, 0.55) เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value <0.05) ขณะที่ปัจจัยด้านความตระหนักรู้เพิ่มสูงขึ้นเล็กน้อยอย่างไม่มีนัยสำคัญ จึงควรส่งเสริม<br />การนำโปรแกรมเสริมสร้างความตระหนักรู้ด้วยแนวคิดแบบเชิญชวน ไปประยุกต์ใช้ในกลุ่มนักเรียนและเยาวชนเพื่อเสริมสร้างความรู้ และความตระหนักรู้ อันจะนำไปสู่การปฏิบัติตนในการป้องกันฝุ่น PM2.5 อย่างต่อเนื่องและยั่งยืนต่อไป</p>
สมสนุก โยริพันธ์
ปิณิดา นราวงษ์
ศรัณยา โพธิขำ
นันทิกานต์ รสจันทร์
กรกวรรษ ดารุนิกร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-20
2026-04-20
118
127
-
บทบรรณาธิการ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/kkujphr/article/view/286412
วารสารวิจัยสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-20
2026-04-20
-
รายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/kkujphr/article/view/286415
วารสารวิจัยสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-20
2026-04-20
-
หน้าปก
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/kkujphr/article/view/286409
วารสารวิจัยสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-20
2026-04-20
-
หน้าปกใน
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/kkujphr/article/view/286410
วารสารวิจัยสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-20
2026-04-20
-
สารบัญ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/kkujphr/article/view/286414
วารสารวิจัยสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-20
2026-04-20